โบท็อก คืออะไร?

ฉีดโบท็อกคืออะไร ฉีดโบท็อกที่ไหนดี รวมข้อควรรู้ก่อนฉีด

ริ้วรอยที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณจากอายุที่มากขึ้น ไม่ว่าจะวัยไหนการดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะชีวิตประจำวันเจอทั้งแสงแดด ลมแรง ฝุ่นควัน ความเครียด และสิ่งเร้าอื่น ๆ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว หางตา หรือบริเวณรอบปากหดตัวจนเกิดรอยย่นได้ การฉีดโบท็อกหรือการฉีดโบหน้าเรียวจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนรักผิวหน้า วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โบท็อกคืออะไร ข้อดีของการฉีดโบท็อก ฉีดโบท็อกห้ามกินอะไร ผลข้างเคียงของการฉีดโบท็อก ฉีดโบลดกรามที่ไหนดี ข้อควรปฏิบัติก่อนฉีดโบท็อก รวมถึงฉีดโบท็อกที่ไหนดี


โบท็อก คืออะไร?

โบท็อก (Botox) เป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) สารสกัดโปรตีนจากแบคทีเรียที่ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) โดยการทำงานของสารสกัดชนิดนี้จะออกฤทธิ์จับกับปลายประสาท เพื่อยับยั้งเซลล์หลั่งสารสื่อประสาท เป็นผลให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดไม่สามารถหดตัวได้ จึงมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอยความเหี่ยวย่นอันเกิดจากกล้ามเนื้อให้จางลง

โบท็อกได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาทั้งของไทยและสหรัฐอเมริกา จึงมีความปลอดภัย และสะดวกต่อการรักษา เนื่องจากการฉีดโบท็อกใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็สามารถลดเรือนริ้วรอยบนใบหน้าได้ ทั้งยังสามารถคงสภาพอยู่ได้นานถึง 4 – 6 เดือน นอกจากนี้ยังสามารถฉีดได้กับคนทุกวัยตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป 


ข้อดีของการฉีดโบท็อก

ข้อดีของการฉีดโบท็อก

การฉีดโบท็อกเกิดขึ้นเพื่อรักษาอาการผิดปกติของโรคทางกล้ามเนื้อ เช่น ตาเหล่หรือตาเข หนังตากระตุก และกล้ามเนื้อบิดเกร็ง เป็นต้น 

ต่อมาพบว่าสารตัวนี้สามารถลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบนผิวหนังที่ฉีดได้ จึงนำมาประยุกต์ใช้กับวงการความสวยความงาม อย่างการฉีดโบท็อกริ้วรอย ฉีดโบหน้าเรียว เพื่อกระชับรอยย่นบนใบหน้าและรูขมขน การฉีดโบท็อกกรามเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กเป็น V-Shape ได้ นอกจากนี้ยังสามารถฉีดโบท็อกเพื่อรักษาปัญหาไมเกรนเรื้อรังอีกด้วย 

โดยข้อดีของการฉีดโบท็อกสำหรับใช้เพื่อความงาม มีดังนี้

ลดเลือนริ้วรอยให้ดูจางลง

การฉีดโบท็อกช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ดูจางลง หมดปัญหารอยตีนกาก่อนวัย อันเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือแม้จะถึงวัยที่มีรอยตีนกาแล้วก็ตาม การฉีดโบท็อกจะช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

ฉีดโบหน้าเรียว

โบท็อกกรามช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวยขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเรากรามทำงานหนัก อันเกิดจากการเคี้ยวข้าว หรือแม้แต่ไขมันสะสม ทำให้กรามใหญ่กรามเหลี่ยม การโบท็อกกรามจึงเป็นวิธีปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวมีด

ป้องกันริ้วรอยในอนาคต

โบท็อกริ้วรอยสามารถป้องกันริ้วรอยในอนาคตได้ เนื่องจากโบท็อกป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดแล้วจึงไม่มีการขยับหรือหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ริ้วรอยบนใบหน้าจึงไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ช้า ถึงแม้จะหยุดฉีดไปแล้วก็ตาม

ประหยัดเวลา

ฉีดโบท็อกสะดวกรวดเร็ว และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เพราะใช้เวลาฉีดเพียง 10-20 นาที โดยไม่ต้องพักฟื้น ผู้รักษาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแต่หลังการฉีดงดนอนราบเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง และห้ามบีบนวดบนตำแหน่งที่ฉีด ซึ่งการฉีดโบท็อกจะเห็นผลอันน่าพอใจภายใน 1-2 สัปดาห์

ผลข้างเคียงน้อย 

การฉีดโบท็อกเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาในวงการความงามที่ส่งผลข้างเคียงน้อย สำหรับใครกำลังคิดว่าฉีดโบท็อกไหนดี ฉีดโบหน้าเรียวมีผลข้างเคียงเยอะหรือไม่ ข้อนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งคำตอบ


ลดเลือนริ้วรอยให้ดูจางลง

ฉีดโบท็อกส่วนไหนในร่างกายได้บ้าง?

การฉีดโบหน้าเรียวเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทั้งนี้คนส่วนใหญ่จึงนิยมฉีดโบท็อกริ้วรอยในบริเวณต่าง ๆ เช่น

  • หน้าผากระหว่างคิ้ว 
  • บริเวณหางตา 
  • ปีกจมูก 
  • ด้านล่างของปาก 
  • บริเวณลำคอ 
  • กราม 
  • กล้ามเนื้อน่อง
  • รักแร้

อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากล้ามเนื้อเท่านั้น ถ้าเป็นริ้วรอยจากร่องใต้ตา ร่องแก้ม หรือแก้มที่หย่อนคล้อย การฉีดโบท็อกอาจจะเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุดนัก


ผลข้างเคียงของการฉีดโบท็อกคืออะไร

ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบท็อกริ้วรอยหรือโบท็อกลดกราม อาจมีผลข้างเคียงเพียงชั่วคราวในบริเวณที่ฉีด ดังต่อไปนี้

  • อาการบวม แดง ช้ำบริเวณที่ฉีด
  • มีจุดรอยช้ำหรือรอยนูนจากเข็ม 
  • มีอาการแพ้ พื้นแดงขึ้น
  • หน้าแข็งตึง ไม่สามารถขยับใบหน้าได้อย่างอิสระ
  • หางคิ้วกระดก คิ้วยกสูง
  • หนังตาตก 

ทั้งนี้ อาการดังที่กล่าวมาในข้างต้นไม่ร้ายแรง สามารถประคบได้ด้วยน้ำแข็งในช่วง 1-2 วันแรกหลังฉีด อาการเหล่านี้ก็จะบรรเทาและหายไปเอง อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงยังขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ฉีดและคุณภาพของตัวโบท็อก ดังนั้นการมองหาว่าฉีดโบท็อกที่ไหนดีหรือฉีดโบลดกรามที่ไหนดี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


ข้อควรปฏิบัติก่อนฉีดโบท็อกมีอะไรบ้าง

เพื่อความปลอดภัยและให้การฉีดโบท็อกเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้รักษาควรตรวจร่างกายก่อนว่ามีความพร้อมหรือไม่ ถ้ามีโรคประจำตัวและทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการฉีด และแม้ว่ายังไม่มีผลวิจัยที่แน่ชัดว่าสตรีมีครรภ์สามารถฉีดโบท็อกได้หรือไม่ แต่เพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก สตรีมีครรภ์ให้นมบุตรจึงไม่ควรฉีด

ส่วนคำถามยอดฮิตว่าก่อนฉีดโบท็อกห้ามกินอะไร ซึ่งคำตอบมีดังนี้

  • ห้ามกินอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามินอี น้ำมันปลา หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน 2-3 วันก่อนฉีด 
  • ห้ามกินยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดแอสไพรินก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อก 1 อาทิตย์ เพื่อลดโอกาสการห้อเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้หลังฉีด
ฉีดโบหน้าเรียว

การฉีดโบท็อกช่วยลดเลือนริ้วรอย

สรุป

จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่าการฉีดโบท็อกมีส่วนช่วยในการลดริ้วรอย ตลอดจนการปรับรูปหน้าให้เรียว โดยใช้เวลาสั้น ๆ แต่ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน อีกทั้งผลข้างเคียงไม่ร้ายแรง ทำให้หลาย ๆ เลือกรักษาริ้วรอยและปรับรูปหน้าด้วยวิธีฉีดโบหน้าเรียว

อย่างไรก็ดี การจะเลือกฉีดโบท็อกที่ไหนดีจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเลือกคลินิกหรือสถาบันความงามที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง สะอาดปลอดภัย และที่สำคัญการฉีดโบท็อกต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหากใครกำลังมองหาว่า ฉีดโบท็อกที่ไหนดีหรือฉีดโบลดกรามที่ไหนดี Aya clinic ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพียงแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 ก็เข้ารับการปรึกษาและนัดวันได้ง่าย ๆ 


เอกสารอ้างอิง

Hannah Nichols. (2020). Botox: Cosmetic and medical uses. Retrieve from https://www.medicalnewstoday.com/articles/158647Lucie Wisco. (2018). Botox: The Cosmetic Use of Botulinum Toxin. Retrieve from https://www.healthline.com/health/botox

Hifu คืออะไร

Hifu คืออะไร ราคาเท่าไหร่ ทำ Hifu ดีไหม เหมาะกับใครบ้าง?

สำหรับใครที่มีริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และไขมันส่วนเกิน แต่ก็กลัวที่จะผ่าตัด กลัวเข็มหรือการฉีดยา ตลอดจนกลัวผลข้างเคียง อาจจะเลือกใช้การรักษาผิวหน้าที่มีประสิทธิภาพอย่าง HIFU ทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัย 

ทั้งนี้ เทคโนโลยี HIFU ดีจริงไหม? ใครทำได้บ้าง ทำ HIFU แล้วจะเห็นผลภายในกี่วัน HIFU ราคาเท่าไหร่ แล้วทำ HIFU ที่ไหนดี ติดตามอ่านต่อได้ในบทความนี้


Hifu คืออะไร

High Intensity Focus Ultrasound หรือที่เรียกกันติดปากว่า HIFU คือ วิธียกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย แก้ไขความหย่อนคล้อย ด้วยเทคโนโลยีโฟกัสอัลตราซาวด์ ซึ่ง HIFU ทำงานโดยปล่อยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงลงสู่ชั้นผิวหนัง SMAS หรือ Superficial Muscular Aponeurotic System ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดสำคัญของกล้ามเนื้อใบหน้า 

ดังนั้น การทำ HIFU จะทำให้ผิวหนังชั้น SMAS เกิดการหดตัว ด้วยการหดตัวนี้เปรียบเสมือนการดึงใบหน้าให้เต่งตึงขึ้น HIFU ช่วยกระชับบริเวณผิวหน้าและร่างกายโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการศัลยกรรมดึงหน้า

เดิมที HIFU ใช้ในทางการแพทย์ เพื่อกำจัดเนื้องอก ต่อมาองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาประกาศให้ใช้สำหรับการศัลยกรรมยกคิ้ว จนในปัจจุบัน HIFU ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในวงการความงามอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการยกกระชับผิว ลบเลือนริ้วรอย ปรับหน้าให้เข้ารูป หรือสลายไขมันในร่างกาย

Hifu ดีไหม

HIFU ทำงานอย่างไร

หลักการทำงานของ HIFU จะใช้ความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เป็นจุดเล็ก ๆ โดยมีระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กัน อยู่ที่ประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ลงไปถึงรอยต่อของชั้นผิว SMAS เปลี่ยนคลื่นเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลให้คอลลาเจนบริเวณนั้นหดตัว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ในจำนวนที่มากกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมและผลิตเซลล์ผิวใหม่แทนที่เนื้อเยื่อเก่าที่เสียหายไป รวมถึงช่วยลดเซลลูไลต์ด้วย 

กระบวนการทำ HIFU จะยิงคลื่นอัลตราซาวนด์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการรักษา ซึ่งจะมีหัวยิงหลายระดับตามความลึกของผิวในบริเวณนั้น ๆ เช่น บริเวณหน้าผาก คิ้ว ใต้ตา เปลือกตาบน ร่องมุมปาก แก้ม เหนียง คอ กรอบหน้า หน้าอก หน้าท้อง หรือต้นขา เป็นต้น 


HIFU ดีไหม เหมาะกับใครบ้าง

คำถามที่ว่า Hifu ดีไหม คำตอบที่ได้คือ การทำ HIFU ดีและเหมาะกับคนอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อย ใบหน้าไม่เข้ารูป ขาดความกระชับ หรือคนที่มีริ้วรอยก่อนวัยอันควร 

ทั้งนี้ Hifu รีวิวส่วนใหญ่ที่พบ คือ มีข้อดีหลากหลาย ไม่ต้องศัลยกรรม ไม่เจ็บปวด ใช้เวลาทำรวดเร็ว โดยแต่ละครั้งไม่นานประมาณ 30-40 นาที นอกจากนี้ผู้ที่เริ่มทำ HIFU ตั้งแต่อายุน้อย จะเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคนอายุเยอะแล้ว  


HIFU ทำงานอย่างไร

ทำ HIFU เห็นผลกี่วัน Hifu อยู่ได้นานไหม

หลังทำ HIFU อยู่ได้นานไหม เห็นผลกี่วัน คำตอบคือ การทำ Hifu ครั้งแรกจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 20% เนื่องจากเซลล์ผิวและคอลลาเจนถูกกระตุ้นให้ค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ ทำให้ผิวปรับสภาพดีขึ้น ความหย่อนคล้อย และเหนียงดูลดลง โดยจะแสดงประสิทธิภาพเต็มที่ 100% เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งการทำ HIFU จะคงสภาพหน้าเรียบเนียนและเต่งตึงเป็นเวลา 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวของแต่ละคน


Hifu อันตรายไหม มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง

หลังจากฉีด Hifu รีวิวผลข้างเคียงส่วนใหญ่พบว่าการทำ Hifu จะมีเปอร์เซ็นต์การเกิดน้อยเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ซึ่งผลข้างเคียงโดยทั่วไปมีดังนี้

  • อาการเจ็บเล็กน้อยที่ผิวหนัง 
  • มีผื่นแดงบริเวณที่ทำ Hifu
  • มีรอยบวมแดง ทว่าอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองภายใน 1 – 2 ชั่วโมง
  • มีอาการเมื่อยหน้าหรือตึงหน้า

ทั้งนี้ อาการข้างเคียงเหล่านี้จะสามารถหายไปเองได้ หรือหากมีอาการปวด เพียงแค่กินยาอาการเหล่านี้ก็จะบรรเทาลง นับว่าไม่อันตรายเลย


การทำ Hifu แล้วมีอาการร้ายแรง ควรทำอย่างไร

กรณีอาการร้ายแรง การทำ HIFU จะส่งผลให้เกิดอาการ ดังนี้

  • เกิดอาการชา
  • เป็นอัมพาตที่เส้นประสาทสั่งการได้ โดยเส้นประสาทบริเวณใบหน้า

อย่างไรก็ตาม ขมับและกรามมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูง ซึ่งอาการดังกล่าวอาจปรากฏขึ้นหลังจากทำ HIFU ไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง ถ้าเป็นไม่หนักก็จะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้หากเกิดอาการที่เกิดหลังจากทำ Hifu ดังที่กล่าวมา ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะตัดสินใจทำ HIFU ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเช็คร่างกายของตนเอง เพื่อให้การทำ HIFU เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำ HIFU จากรีวิวที่น่าเชื่อถือ โดยไม่ควรเชื่อจากแหล่งรีวิวใดรีวิวเดียว รวมถึงศึกษาประวัติของคลินิกหรือสถาบันเสริมความงามที่ต้องการทำให้ดีก่อน เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

HIFU ดีไหม เหมาะกับใครบ้าง

HIFU ราคาเท่าไหร่ ทำ HIFU ที่ไหนดี

HIFU ราคาเท่าไหร่ จะขึ้นอยู่จำนวนช็อตที่ใช้ยิงเข้าสู่ชั้นผิวหนัง โดยทั่วไปจะเริ่มต้นที่ 100 ช็อต เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 4,000 บาท ซึ่ง 100 ช็อต จะเป็นการยิงผิวหนังรอบดวงตา หากต้องการกระชับใบหน้า และปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น นิยมใช้ 300-1,000 ช็อต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน อย่างไรก็ดี Hifu ราคาเฉลี่ยคอร์สละ 10,000-25,000 บาท 

นอกจากนี้ Hifu ราคายังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องยิง HIFU ด้วย ซึ่งหากใช้เครื่อง HIFU ปลอมจะส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หน้าบวม ผิวไหม้ หน้าเบี้ยว เป็นต้น 


สรุป

การทำ Hifu นับว่าเป็นวิธียกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ตลอดจนแก้ไขความหย่อนคล้อยที่เห็นผล ปลอดภัย เนื่องจากเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้หลาย ๆ คนเลือกใช้วิธีดังกล่าวเพราะความคุ้มค่า ตลอดจนคุ้มราคา 

สำหรับการเลือกทำ HIFU ที่ไหนดี ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ โดยจะต้องการพิจารณาตั้งแต่คลิกนิกว่ามีมาตรฐานและมีใบรับรอง แพทย์ที่รักษามีความเชี่ยวชาญหรือเปล่า เครื่องทำ HIFU ได้มาตรฐานไหม ซึ่งการทำ HIFU ที่ Aya clinic เรามีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ทั้งยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำตลอดการทำ HIFU ใครที่สนใจสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 090–970-0447 เพื่อสอบถาม ตลอดจนนัดวันเข้าทำ Hifu

ทำ HIFU เห็นผลกี่วัน
HIFU ที่ไหนดี

เอกสารอ้างอิง

Danielle Dresden. (2020). What is a HIFU facial, and does it work?. Retrieve from https://www.medicalnewstoday.com/articles/hifu-facial

Jacquelyn Cafasso. (2019). Can High-Intensity Focused Ultrasound Treatment Replace Face Lifts?. Retrieve from https://www.healthline.com/health/hifu-for-face#hifu-treatment-for-face

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหมคืออะไร มีกี่แบบ ร้อยไหมที่ไหนดี อยู่ได้นานกี่เดือน?

เมื่ออายุเข้าเลขสาม ผิวหน้าของเรามักจะประสบกับสภาวะความหย่อนคล้อย แม้ว่าบางคนจะใช้ครีมบำรุงอย่างดี แต่บางทีก็อาจจะไม่พอ ดังนั้น “การร้อยไหม” จึงกลายเป็นเทคโนโลยี เพื่อเติมเต็มเนื้อเยื่อผิวหนังที่ยุบตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ร่างกายผลิตได้ลดลงขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ การร้อยไหมคืออะไร ร้อยไหมมีกี่แบบ ใครบ้างที่เหมาะกับการร้อยไหมยกหน้า หรือการร้อยไหมอันตรายไหม หากคิดจะร้อยไหม ควรจะร้อยไหมที่ไหนดี ตลอดจนร้อยไหมราคากี่บาท สารพัดคำถามเหล่านี้ เรามีคำตอบให้คุณที่นี่


ร้อยไหมยกหน้าคืออะไร?

การร้อยไหมยกหน้า (Thread Lifting) คือ เทคนิคการยกกระชับผิวหน้าด้วยการใช้เส้นไหมชนิดละลาย สอดร้อยเข้าไปยังใต้ผิวหนังเป็นโครงข่าย เพื่อให้ใต้ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ อักเสบ จนร่างกายสร้างเส้นเลือดใหม่ มากระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนให้จับตัวรอบแนวเส้นไหมนี้ การร้อยไหมยกหน้า จึงทำให้ผิวหน้าให้กระชับขึ้น มีผลช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณที่สอดร้อยไหมเข้าไป  

เส้นไหมที่นิยมนำมาใช้กัน คือ เส้นไหมที่ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) หรือ PDO เนื่องจากเป็นไหมชนิดละลายที่ใช้กับการศัลกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้รับรองความปลอดภัยของเส้นไหมชนิดนี้ ซึ่งหากใครกำลังหาที่ร้อยไหมที่ไหนดี ควรพิจารณาที่ที่ปลอดภัยใช้เส้นไหมประเภทดังกล่าว 


ร้อยไหมมีกี่แบบ

ร้อยไหมมีกี่แบบ อะไรบ้าง ร้อยไหมแบบไหนดีที่สุด

เนื่องจากเส้นไหมที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองคือ เส้นไหม PDO ดังนั้น ในที่นี้จะแบ่งตามชนิดของเส้นไหม PDO ซึ่งโดยทั่วไปจะนิยมใช้อยู่ 3 ชนิด ได้แก่

เส้นไหมเรียบ (Mono threads)

คือ เส้นไหมที่มีลักษณะเรียบ ไม่มีเงี่ยง ไม่มีปุ่ม และไม่มีเกลียว โดยไหมชนิดนี้จะใช้ร้อยบริเวณหน้าผาก ใต้ตา และคอ เพราะช่วยในเรื่องของความเต่งตึงมากกว่าเรื่องการยกกระชับผิวหน้า  

เส้นไหมเกลียว (Screw threads) 

ไหมที่มีลักษณะเป็นเส้นเดียวหรือสองเส้นพันเข้าด้วยกันเป็นเกลียว โดยไหมชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในเรื่องการยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อย และมีริ้วรอยลึก เนื่องจากมีความแข็งแรง เพราะเส้นไหมพันกันเป็นเกลียวคล้ายสปริง จึงทำให้ไหมเติมเต็มช่องว่างของผิวหนังที่ยุบเป็นแอ่งได้ เหมาะสำหรับการร้อยไหมยกหน้า

เส้นไหมเงี่ยง หรือ เส้นไหมก้างปลา (Cog threads)

เป็นเส้นไหมที่มีลักษณะเป็นเงี่ยงตลอดทั้งเส้น ซึ่งเงี่ยงนี้จะมีหน้าที่จับล็อกและยึดผิวหนังชั้นในไว้ จึงนิยมใช้เป็นร้อยไหมล็อคผิวหน้าบริเวณคางหรือกราม เพื่อยกกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อย และปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง

อ่านทั้ง 3 แบบแล้วอาจจะสงสัยว่าร้อยไหมที่ไหนดีและร้อยไหมแบบไหนดีที่สุด คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการร้อยไหมของแต่ละคน ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการรักษา เพื่อให้รู้ว่าการร้อยไหมยกหน้าแบบไหนจะเหมาะสมกับสภาพผิวหน้าของเรา และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด


ข้อดีของการร้อยไหมยกหน้า

ข้อดีของการร้อยไหมยกหน้า

เนื่องจากข้อดีของการร้อยไหมยกหน้าหรือร้อยไหมหน้าเรียวมีหลากหลาย ทำให้หลาย ๆ คนนิยมไปร้อยไหมยกหน้า โดยข้อดีมีดังนี้

ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก 

เนื่องจากการร้อนไหมจะดึงให้ผิวหน้าบริเวณดังกล่าวยกกระชับ ตึง ใบหน้ามีมิติ และดูเรียวเล็กภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว 

ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง

นอกจากจะยกกระชับใบหน้าแล้ว ร้อยไหมยกหน้ายังเป็นการกระตุ้นคอลลลาเจนขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวสุขภาพดี ผิวแข็งแรง

แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย 

ทั้งนี้สามารถเลือกร้อยไหมแก้ปัญหาตามจุดต่าง ๆ ดดยเฉพาะ เช่น ร้อยไหมใต้ตา ร้อยไหมขากรรไกร ร้อยไหมแนวกราม เป็นต้น ซึ่งทำให้ผิวเต่งตึง

ลดริ้วรอย ทำให้ใบหน้าดูเด็ก

สำหรับใครที่มีปัญหาริ้วรอย การร้อยไหมยกหน้าจะช่วยให้ผิวของคุณสุขภาพดีขึ้น ช่วยลดร่องรอยของความเหี่ยวย่น รองระหว่างแก้ม ตีนกา ร่องลึกตื้น เป็นต้น

แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย

ร้อยไหมเหมาะกับใครบ้าง?

การร้อยไหมยกหน้าหรือร้อยไหมล็อคเหมาะกับคนช่วงวัย 30-60 ปี ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อยคล้อย ไม่กระชับ แก้มห้อยย้อย หรือมีเหนียงใต้คาง เนื่องจากคอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เหมาะกับการร้อยไหมยกกระชับหน้า หรือร้อยไหมเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียว เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังจะต้องไม่ยุบตัวหรือไม่หย่อนคล้อยจนเกินไป เนื่องจากเนื้อเยื่อผิวหนังที่เสียหายจากอายุหรือน้ำหนักตัวที่มากไป อาจต้องใช้วิธีร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ การร้อยไหมยกหน้าจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือกลุ่มอาการบางอาการ เช่น 

  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) 
  • ไวรัสตับอักเสบ บี 
  • ไวรัสตับอักเสบ ซี 
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 
  • หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร 
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด 
  • ผู้มีภาวะติดเชื้อ 
  • ผู้ที่เคยเกิดแผลเป็นคีลอยด์ 

ร้อยไหมอยู่ได้นานไหม? ร้อนไหมอยู่ได้กี่เดือน?

คำถามยอดฮิตที่หลาย ๆ คนถามและสนใจเพื่อประกอบการตัดสินใจ คือ การร้อยไหมอยู่ได้นานไหม หรือแต่ละครั้ง การร้อยไหมอยู่ได้กี่เดือน 

ทั้งนี้ จะผลลัพธ์ของการร้อยไหมยกหน้าจะปรากฏผลเต็มที่หลังจากร้อยไหมแล้ว 2-3 เดือน และไหมที่ร้อยอยู่ใต้ผิวหนังจะใช้เวลาสลายตัว 6-8 เดือน แต่ประสิทธิภาพของการร้อยไหมจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปีเลยทีเดียว โดยขึ้นอยู่กับการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังของแต่ละคนด้วย

ร้อยไหมผลเสียมีหรือไม่

ร้อยไหมผลเสียมีหรือไม่ ร้อยไหมหน้าบวมกี่วัน

เชื่อว่าหลายคนที่คิดอยากร้อยไหมเป็นครั้ง คงมีความกังวลว่า การร้อยไหมผลเสียมีหรือไม่ เพราะถึงแม้มันจะสลายหายไปเองได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงหลังเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสุขภาพพื้นฐานของแต่ละบุคคล เช่น

  • อาการระคายเคืองบนผิวหนัง 
  • รอยช้ำหรือรอยแดงบริเวณที่ร้อยไหม ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ 
  • อาการหน้าตึง หน้าแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้เคลื่อนไหวใบหน้า โดยอาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อไหมปรับเข้ากับสภาพผิวหนังได้ เป็นต้น
  • ร้อยไหมหน้าบวมไม่เท่ากัน 

เมื่อมีอาการร้อยไหมหน้าบวม หลาย ๆ คนก็อาจจะสงสัยต่อว่าร้อยไหมบวมกี่วัน อาการหน้าบวม หรือหน้าบวมไม่เท่ากันเกิดจากอะไร ทั้งนี้ อาการนี้เกิดจากการบวมเลือดที่ออกในชั้นผิวหนัง หรืออาการบวมน้ำที่เกิดจากการอักเสบ ซึ่งไม่เป็นอันตราย โดยแบ่งเป็นดังนี้

  • หากเกิดขึ้นหลังจากการร้อยไหม 3-4 วันแรก จะหายไปเองใน 2-3 สัปดาห์ 
  • หากเกิดขึ้นหลังจากการร้อยไหม 4 วันไปแล้ว แล้วไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการหน้าบวมเนื่องจากการติดเชื้อได้

ร้อยไหมราคากี่บาท เลือกร้อยไหมที่ไหนดี

ร้อยไหมหน้าเรียวราคาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ชนิดของเส้นไหม คุณภาพของเส้นไหม จำนวนเส้นไหมที่ใช้ร้อย ความชำนาญการของแพทย์ผู้ฉีด เครื่องมือที่ทันสมัย เป็นต้น ซึ่งก่อนร้อยไหมควรศึกษารายละเอียดว่าจะเลือกร้อยไหมที่ไหนดีให้คุ้มค่า โดยทั่วไปร้อยไหมยกกระชับหน้าราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 14,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมา


สรุป

การร้อยไหมยกหน้ารีวิวมีหลากหลาย เนื่องจากมีข้อดีหลากหลาย ช่วยยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ ก็ต้องการตัดสินใจร้อยไหมที่ไหนดี ก็ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยด้วยเช่นกัน ทั้งด้านสุขภาพร่างกายของตัวเอง ชนิดของไหม ราคา คุณภาพ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และความน่าเชื่อถือของสถาบันความงาม 

ดังนั้นก่อนจะร้อยไหมที่ไหนดี ควรศึกษารายละเอียด ดูร้อยไหมยกหน้ารีวิวที่น่าเชื่อถือจากแหล่งต่าง ๆ ประกอบ ซึ่งหากใครสนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการร้อยไหมยกหน้า และร้อยไหมหน้าเรียวได้ที่ Aya clinic โดยแอดไลน์ @ayaclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 090–970-0447 เพื่อปรึกษาและนัดวันกับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้


ร้อยไหมยกหน้ารีวิว

เอกสารอ้างอิง

Daniel Yetman. (2021). What Is a Polydioxanone (PDO) Thread Lift?. Retrieve from

https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/pdo-thread-lift

IFAAS. (N.D.). 3 Types of PDO Threads in Thread Lifting. Retrieve from 

https://www.ifaas.co/single-post/2017/01/11/3-types-of-pdo-threads-in-thread-lifting
รักษาสิวที่ไหนดี

รักษาสิวที่ไหนดี หายเร็ว ครบวงจร ไม่เลี้ยงไข้พร้อมรีวิว 2022

ปัญหาสิว เป็นปัญหากวนใจที่ใครหลายๆ คนต้องพบเจอ บางคนเป็นมาก บางคนเป็นน้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นมากหรือน้อย สิวก็เป็นตัวทำลายความมั่นใจ จนในบางครั้งก็ไม่กล้าออกไปเจอหน้าผู้อื่น

สิวถือเป็นโรคผิวหนังอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าโรคก็แปลว่าสามารถรักษาหายได้ การรักษาสิวนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่หากไม่รู้ว่าจะไปรักษาสิวที่ไหนดี วันนี้เราจะมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิวว่าคืออะไร มีวิธีการรักษาอย่างไร รวมถึงแนะนำรักษาสิวที่ไหนดี ครบวงจร หายเร็ว ไม่เลี้ยงไข้ พร้อมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง


สิวคืออะไร? 

สิวเป็นภาวะทางผิวหนังที่เกิดขึ้นเมื่อรูขุมขนอุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้เกิดสิวหัวขาว สิวหัวดำ ตลอดจนสิวอักเสบ และสิวชนิดอื่นๆ

สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก พบได้มากถึง 85% ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แต่จะพบได้บ่อยที่สุดในวัยรุ่นช่วงอายุ 12-25 ปี ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

สิวทำให้ใครหลายคนหงุดหงิด เพราะเป็นตัวการทำลายความมั่นใจ และยังทำให้เกิดแผลเป็นบนผิวหนังทิ้งร่องรอยเอาไว้ ซึ่งในปัจจุบันมีการรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพที่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ง่ายๆ 


สิวคืออะไร?

สิวเกิดจากอะไร? 

ก่อนที่จะหาสถานที่ว่ารักษาสิวที่ไหนดีหรือหาวิธีรักษาสิว อาจจะต้องทราบก่อนว่าสิวเกิดจากอะไร เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาตรงจุด ซึ่งสิวเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

เซลล์ในรูขุมขนมากเกินไป  

เซลล์ Keratinocyte อยู่ในรูขุมขน ทำหน้าที่สร้างเคราตินให้กับร่างกาย ซึ่งเมื่อเซลล์เหล่านี้เพิ่มมากเกินไป จะส่งผลให้มีการผลัดเซลล์และอุดตันอยู่บริเวณรูขุมขน กลายเป็นสิวอุดตัน

เชื้อแบคทีเรีย

เชื้อแบคทีเรีย เช่น C.acne (Cutibacterium acnes) จะพบได้ทั่วไปตามบริเวณผิวหน้าของเรา ซึ่งหากมีจำนวนมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดสิวอักเสบหลังจากเป็นสิวอุดตันได้

ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป 

ตามปกติของการทำงานในร่างกาย ต่อมไขมันจะมีการผลิตน้ำมันมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิว ตลอดจนสิวอักเสบเกิดขึ้นได้

การอักเสบและระบบภูมิคุ้มกัน  

หากมีสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งสกปรก ฝุ่น ละออง ควันเข้ามาในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มมีปฏิกริยาและตอบสนอง จนเกิดอาการอักเสบบนผิวหนัง กลายเป็นสิวเกิดขึ้นได้


สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สิวมีหลายประเภท โดยการรักษาสิวจะต้องพิจารณาตามแต่ละประเภท ดังนี้

สิวหัวดำ

สิวหัวดำเป็นตุ่มบนผิวหนังที่เกิดจากน้ำมันส่วนเกินและผิวหนังที่ตายแล้ว สะสมอุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำปฏิกิริยากับสารเมลานินหรือเม็ดสีที่เซลล์ผิวหนัง ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ 

สิวหัวขาว

สิวหัวขาวเกิดจากน้ำมันส่วนเกินและผิวหนังที่ตายแล้วเหมือนกับสิวหัวดำ แต่สิวชนิดนี้จะไม่มีทางออกมา มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ไม่มีหัวสิว เสี่ยงต่อการลุกลามไปเป็นสิวอักเสบ

สิวหัวหนอง

เป็นสิวที่มีหนอง มีลักษณะเป็นตุ่มขาวๆ ล้อมรอบด้วยวงแหวนสีแดง สิวประเภทนี้มักจะทิ้งรอยแผลเป็นได้หากแกะหรือบีบด้วยตัวเอง ควรไปรักษาสิวอย่างถูกวิธี

สิวจากเชื้อรา

สิวประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อยีสต์ส่วนเกินพัฒนาในรูขุมขน จนทำให้เกิดอาการคันและอักเสบได้

สิวอักเสบขนาดใหญ่

เป็นสิวที่อุดตันที่ลึกลงไปในผิวของ มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่และค่อนข้างเจ็บ

เกิดจากการกด บีบสิวด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วไม่ควรกดหรือบีบด้วยตัวเอง ควรไปรักษาสิวให้ถูกวิธี

สิวหัวช้าง

สิวหัวช้างเป็นที่เต็มไปด้วยหนอง เป็นสิวที่มีการอักเสบรุนแรงที่สุด มักเกิดในคนที่ผิวมันมากๆ ลักษณะเป็นตุ่มใหญ่ๆ สิวประเภทนี้มักจะทิ้งรอยแผลไว้จนกลายเป็นหลุมสิว

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น สิวแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะและวิธีการรักษาสิวที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเริ่มเป็นสิวแล้วควรรีบไปรักษาสิวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อไม่ให้สิวลุกลามไปมากกว่าเดิม 


สิวเป็นนานแค่ไหนถึงจะหาย?

สิวส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์จึงจะหายเอง บางคนอาจใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาสิวให้หายขาดได้ในชั่วข้ามคืน แต่ก็สามารถรักษาสิวได้ด้วยวิธีการต่างๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้รักษาสิวที่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น Tretinoin, การฉีดสิว ตลอดจนการทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิว


สิวเกิดจากอะไร?

เป็นสิวรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

ตามปกติแล้วจะไม่สามารถรักษาสิวให้หายขาดได้ เพียงแต่จะสามารถรักษาให้สำเร็จได้ ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ สิวจะหายไปเองตามธรรมชาติหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง 

ทั้งนี้ กว่าจะถึงเวลาที่สิวหายไปได้เองก็คงต้องเจ็บปวดกับใบหน้าที่เป็นสิวและสูญเสียความมั่นใจไม่ใ่ช่น้อย ดังนั้น ทางการแพทย์จึงมีวิธีการที่หลากหลายในการรักษาสิว เช่น การทายาตามใบสั่งแพทย์ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยสิวถึงจะดีขึ้น ซึ่งถ้าใครกำลังมองหาว่ารักษาสิวที่ไหนดีที่รวดเร็ว ก็อาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้สิวหายไวขึ้น เช่น การทำเลเซอร์ควบคู่เพื่อเป็นการรักษารอยดำ รอยแดงจากสิวควบคู่กัน


วิธีการป้องกันและรักษาสิวเบื้องต้น

วิธีการรักษาสิวมีหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่ลักษณะของสิวตลอดจนระดับความรุนแรง ดังนี้

  • ล้างหน้าให้สะอาดด้วยโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน
  • ทายารักษาสิวโดยสามารถปรึกษาได้กับเภสัชกรที่ร้านขายยา
  • ทามอยเจอร์ไรเซอร์ให้ผิวชุ่มชื่นตลอดเวลา
  • หลีกเลี่ยงครีมที่มีสารระคายเคือง
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด ด้วยการทาครีมกันแดด
  • หลีกเลี่ยงการเสียดสีบนผิวหน้า
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า
  • อาบน้ำหลังจากทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก

แต่ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนทุกวิธีแล้วสิวยังไม่ดีขึ้น อาจจะเข้าปรึกษาและรักษาสิวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุการเกิดสิว และวิธีการรักษาที่ถูกต้อง

สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

วิธีการป้องกันและรักษาสิวเบื้องต้น

สรุป

“สิว” ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม และควรหาวิธีรักษาเพื่อให้สิวหาย โดยเลือกใช้วิธีรักษาให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของสิว ซึ่งเมื่อรักษาสิวหายแล้ว จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้หลายๆ คนได้

ถ้าหากไม่รู้ว่าจะไปรักษาสิวที่ไหนดี แนะนำให้รักษาสิวกับ Aya clinic เพราะที่นี่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังพร้อมดูแล ตั้งแต่หาสาเหตุและปัจจัยการเกิดสิวของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งแนะนำวิธีการรักษาสิวให้สิวหายเร็วที่สุด ตลอดจนแนะนำวิธีการดูแลผิวหน้าหลัง ครบวงจร และไม่เลี้ยงไข้แน่นอน ทั้งนี้จะเห็นได้จากรีวิวที่น่าเชื่อถือมากมายจะผู้ใช้บริการจริงว่า ‘รักษาสิวแล้วสิวหายไวจริง หมดค่าครีม ค่ายา ไปหลายบาท ไม่สู้กับให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแล แป๊ปเดียวหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย’ นอกจากการดูแลรักษาสิวแล้ว ยังมีการดูแลรักษารอยดำจากสิว หลุมสิว เป็นการรักษาสิวที่ครบวงจร 

ถ้าใครสนใจที่จะรักษาสิวที่ Aya clinic สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสามารถจองคิวนัดหมายแพทย์เพื่อใช้บริการได้ทันที


เอกสารอ้างอิง

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases. (2020). Questions and Answers about Acne. Retrieve from https://www.niams.nih.gov/health-topics/acne

American Academy of Dermatology. (2020).  Acne: Overview. Retrieve from http://www.aad.org/public/diseases/acne-and-rosacea/acne

รู้จักการฉีดเมโสแฟต

ฉีดเมโสแฟตคืออะไร ช่วยอะไร ต้องฉีดที่ไหนถึงจะดี?

ออกกำลังกายก็แล้ว ควบคุมอาหารก็แล้ว แต่ทำไมแก้มยังห้อย คอยังมีเหนียง ไขมันส่วนเกิน เซลลูไลต์ยังอยู่ครบ นวัตกรรมการฉีดเมโสแฟตกลายเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ได้รับความนิยม

แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าฉีดเมโสแฟตคืออะไร ทำงานอย่างไร ฉีดเมโสแฟตแล้วเห็นผลกี่วัน อันตรายไหม ฉีดเมโสแฟตราคากี่บาท และหากจะฉีดต้องฉีดเมโสแฟตที่ไหนดี เราไปศึกษาข้อมูลเมโสแฟตอย่างละเอียดในบทความนี้กัน


รู้จักการฉีดเมโสแฟต คืออะไร

การฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) คือ หนึ่งในวิธีการรักษาแบบเมโสเทอราพี (Mesotherapy) ที่นำสารหรือยาบางชนิดฉีดเข้าสู่ใต้ผิวหนังชั้นกลางในปริมาณเล็กน้อย โดยพัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1952 ซึ่งการฉีดเมโสแฟตในช่วงแรก มีเพื่อใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและระบบน้ำเหลือง ต่อมาใช้กับการรักษาโรคต่าง ๆ

ปัจจุบันการรักษาแบบเมโสเทอราพีได้นำมาประยุกต์ใช้ในศาสตร์ความงาม เช่น การฉีดเมโสแฟตเพื่อใช้ลดน้ำหนัก สลายเซลลูไลต์และไขมันส่วนเกิน ลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า และกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนวัย เป็นต้น 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้รับรองสารหรือตัวยาบางชนิดที่ใช้ฉีดเมโสแฟตแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ การเกิดผลข้างเคียงน้อย ปลอดภัย และได้รับความนิยมในปัจจุบัน


ฉีดเมโสแฟตมีกระบวนการอย่างไร?

การฉีดเมโสแฟตนิยมฉีดเฉพาะจุด เช่น บริเวณแก้ม เหนียง ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา เป็นต้น เพื่อสลายไขมันและกระชับส่วนต่าง ๆ ให้เข้ารูปสวยงาม ซึ่งสารสกัดที่นำมาใช้ฉีดเมโสแฟตเข้าใต้ผิวหนัง จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการรักษา 

ส่วนประกอบของสารที่ฉีดเมโสแฟตมีฤทธิ์สลายไขมันและเซลลูไลต์ ได้แก่ Phosphatidylcholine, Deoxycholate, Dexpanthenol, L-carnitine, Amino acid และ Minerals สารสกัดเหล่านี้ได้จากถั่วเหลือง ไข่แดง และวิตามินอีกหลายชนิดจากพืช เอ็นไซม์ สารอาหาร การฉีดเมโสแฟตด้วยสารสกัดเหล่านี้จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกเว้นผู้ที่มีอาการแพ้

ฉีดเมโสแฟตมีกระบวนการอย่างไร

วิธีฉีดเมโสแฟตทำอย่างไร?

วิธีฉีดเมโสแฟต จะฉีดเข้าไปยังใต้ผิวหนังชั้นกลาง เมื่อสารสกัดเข้าไปยังชั้นผิวหนังแล้ว จะไปกระตุ้นให้เกิด Metabolism ซึ่งเป็นกลไกของร่างกายที่ใช้สลายไขมันบริเวณจุดนั้น ๆ และถูกขับออกมาในรูปแบบของเสียทางร่างกาย เช่น เหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจาระ เป็นต้น 

ในส่วนของ L-carnitine จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น การฉีดเมโสแฟตจึงช่วยสลายไขมันส่วนเกินและเซลลูไลต์ได้


ฉีดเมโสแฟตกี่วันเห็นผล?

การฉีดเมโสแฟตกี่วันเห็นผลกลายเป็นหนึ่งในคำถามยอดนิยมของคนที่สนใจ ซึ่งจากทางการแพทยก็ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าให้ได้ผลดีจะต้องทำซ้ำ 3-5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งทำห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งหลังฉีดเมโสแฟตไขมันและเซลลูไลต์จะลดลงประมาณ 10 -20% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเมื่อฉีดเมโสแฟตประมาณครั้งที่ 4 

ทั้งนี้ การฉีดเมโสแฟตขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังการฉีดก็มีผลต่อประสิทธิภาพของการฉีดเมโสแฟตด้วย 

ฉีดเมโสแฟตอันตรายไหม

ฉีดเมโสแฟตอันตรายไหม?

การฉีดเมโสแฟตของแท้ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะมีความปลอดภัย ให้ผลข้างเคียงน้อย และไม่เป็นอันตราย โดยส่วนใหญ่หลังฉีดจะเกิดอาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย ดังนี้

  • บวมบริเวณที่ฉีด 
  • คลื่นไส้ อาเจียน 
  • มีผื่นขึ้นเล็กน้อย

สำหรับสารฉีดเมโสแฟตที่เป็นอันตรายตามสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศ มี 2 ชนิด ได้แก่

สเตียรอยด์ (Steroid) 

เมโสแฟตที่ผสมสเตียรอยด์ในปริมาณมาก จะเห็นผลไวและต้นทุนต่ำ แต่ในระยะยาวจะทำให้หน้าบวม และเกิดการอักเสบ จนนำไปสู่การติดเชื้อได้ เนื่องจากสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ฉีดเข้าไปมีภูมิคุ้มกันต่ำ

ยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) 

การฉีดเมโสแฟตที่ผสมยาสลายฟิลเลอร์ในปริมาณมาก เมื่อฉีดเข้าไปจะทำให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังสลายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ชั้นใต้ผิวหนังยุบตัวเป็นโพรง ซึ่งผู้ฉีดเมโสแฟตด้วยสารชนิดนี้อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังหย่อนคล้อยมาก เกิดริ้วรอยลึก เป็นต้น  

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่าการฉีดเมโสแฟตนั้นไม่อันตราย หากศึกษาการฉีด รายละเอียดต่างๆ ตลอดจนฉีดด้วยสารของแท้ที่มีคุณภาพ และอยู่ภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 


การปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดเมโสแฟต ใครบ้างที่ไม่ควรฉีด?

เพื่อป้องกันอาการหรือผลข้างเคียงของการฉีดเมโสแฟต ตลอดจนเพื่อให้การฉีดเมโสแฟตเห็นผลเป็นอย่างดี ควรปฏิบัติตัวก่อนและหลัง ดังนี้

ข้อปฏิบัติก่อนฉีดเมโสแฟต

ข้อปฏิบัติก่อนฉีดเมโสแฟตสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมและลดอาการข้างเคียง ตลอดจนกลุ่มคนดังต่อไปนี้อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ รับคำแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจประเมินร่างกายก่อนเสมอ
  • งดรับประทานยาในกลุ่มของ แอสไพริน NSAIDs และ Dipyridamole เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีอาการภาวะลิ่มเลือด 
  • ผู้อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ 
  • ผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน หรือปัญหาสุขภาพร้ายแรง 
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่กำลังให้นมบุตร

ข้อปฏิบัติหลังฉีดเมโสแฟต

แน่นอนว่าหลังจากฉีดเมโสแฟตแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตลอดจนลดการเกิดผลข้างเคียง ดังนี้

  • ควรดื่มน้ำ 2 ลิตรต่อวัน หรือในปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับ เพื่อให้ร่างกายขับไขมันที่สลายออก
  • งดการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง 
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน 
  • หลีกเลี่ยงการอบซาวน่า นวดหน้า นวดตัว หรือทำทรีตเมนต์ในบริเวณที่ฉีดเมโสแฟต เพื่อลดการเกิดอาการบวมช้ำ

ฉีดเมโสแฟตราคากี่บาท

ฉีดเมโสแฟตราคากี่บาท ฉีดเมโสแฟตที่ไหนดี

การฉีดเมโสแฟตราคาจับต้องได้ โดยเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 บาทขึ้นไป โดยการฉีดเมโสแฟตราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของเมโสแฟต ปริมาณที่ใช้ฉีด จำนวนครั้งในการฉีดด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับการตัดสินใจเลือกของผู้ที่ต้องการจะฉีดเมโสแฟต


สรุป

การฉีดเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันและกระชับส่วนต่าง ๆ ให้เข้ารูปสวยงาม ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย

แต่ทั้งนี้ควรเลือกกฉีดกับคลีนิกหรือสถาบันความงามที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีความสะอาดปลอดภัย

สำหรับผู้ที่สนใจฉีดเมโสแฟตและไม่รู้ว่าจะฉีดเมโสแฟตที่ไหนดี Aya clinic มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา พร้อมทั้งเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยได้มาตรฐาน รวมถึงใช้เมโสแฟตของแท้มีคุณภาพ สนใจแอดไลน์ @ayaclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 090–970-0447 เพื่อปรึกษา ขอคำแนะนำ ตลอดจนนัดวันกับทางคลีนิก


เมโสแฟตเพื่อสลายไขมัน

เอกสารอ้างอิง

Stephanie Watson. (2018). What Is Mesotherapy?. Retrieve from https://www.healthline.com/health/mesotherapy

ฉีดแฟตลดเนียงลดแก้มคืออะไร? ฉีดตรงไหนได้บ้าง?

หน้าใหญ่ แก้มอ้วน มีเหนียง ต้องทำอย่างไรถึงจะลดได้ เป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนคงสงสัย แต่ยังไม่รู้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุด เราจะพากทุกคนไปรู้จักการฉีดแฟต

ทั้งนี้ การฉีดแฟตกี่วันเห็นผล? การฉีดแฟตที่ไหนดี? หรือการฉีดแฟต ข้อห้าม มีอะไรบ้าง อ่านต่อได้ในบทวามนี้


ทำความรู้จัก การฉีดแฟตคืออะไร?

การฉีดแฟต คือ เทคนิคที่ใช้การฉีดวิตามิน เอ็นไซม์ ฮอร์โมน และสารสกัดจากพืชเพื่อฟื้นฟูและกระชับผิว รวมทั้งกำจัดไขมันส่วนเกิน ถูกคิดค้นโดย Michel Pistor แพทย์ในฝรั่งเศสในปี 1952 

การฉีดแฟตหรือเมโสแฟตเป็นการฉีดตัวยาเข้าไปยังผิวหนังบริเวณที่มีไขมัน ซึ่งตัวยาจะไปช่วยสลายไขมันบริเวณที่ฉีด ทำให้สัดส่วนกระชับ เร่งการเผาผลาญไขมัน ทำให้ไขมันบริเวณที่ฉีดลดลง ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างผิวลดขนาดลง ดูเรียวกระชับ ไม่มีสัดส่วนเกินจากไขมัน 

ฉีดแฟต

การฉีดแฟตใช้เวลาเท่าไร เห็นผลภายในกี่วัน?

ฉีดแฟตกี่วันเห็นผลหรือฉีดแฟตแก้มกี่วันเห็นผล เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัย ซึ่งคำตอบในกรณีนี้คือ การฉีดแฟตจะเห็นผลอย่างรวดเร็ว

ตามปกติแล้วฤทธิ์ของยาจะเริ่มทำงานทันทีตั้งแต่ฉีดเสร็จ หลังฉีดเสร็จอาจมีอาการบวมได้ในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆ ยุบลงเองภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นไขมันบริเวณที่ฉีดจะเริ่มสลายตัวและเผาผลาญออกไป โดยสัดส่วนจะเริ่มเล็กลงตั้งแต่ 5-7 วันหลังจากฉีด และเมื่อครบ 3 สัปดาห์จะเห็นได้ว่าสัดส่วนเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ผลลัพฑ์ของการฉีดแฟตก็ขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาของไขมันของแต่ละบุคคลด้วย


ฉีดแฟตตรงไหนได้บ้าง

การฉีดแฟต เป็นการฉีดลดไขมันบริเวณต่าง ๆ ในร่างกาย โดยสามารถฉีดได้ทุกจุดที่มีไขมันและต้องการกระชับสัดส่วน ทั้งนี้ จุดที่นิยมฉีดแฟตกัน มีดังนี้

1. ฉีดแฟตลดแก้ม 

การฉีดแฟตลดแก้มเป็นการฉีดที่เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันบริเวณแก้มเยอะ ทำให้หน้าดูใหญ่และกลม จนหลาย ๆ คนเสียความมั่นใจ ดังนั้น เมื่อฉีดแฟตแล้วก็จะช่วยสลายไขมันบริเวณแก้มได้ ทำให้แก้มดูเล็กลงหน้าดูเรียวสวยขึ้น เสริมความมั่นใจใครหลาย ๆ คนได้

2. ฉีดแฟตเหนียง 

การฉีดแฟตลดเหนียงเป็นการฉีดลดไขมันบริเวณใต้คาง เพื่อลดให้ใบหน้าดูเรียวกระชับ จากเดิมที่มีอาจจะมีเนื้อส่วนเกินหรือเหนียงหย่อนคล้อยใต้คาง หลังจากฉีดแฟตลดเหนียง ก็จะเห็นสัดส่วนใบหน้าและคางชัดเจนมากยิ่งขึ้น

3. ฉีดแฟตลดหน้าท้อง

การฉีดแฟตลดหน้าท้องเป็นการฉีดสลายไขมันที่หน้าท้อง เพื่อลดไขมันบริเวณพุง เหมาะสำหรับคนที่มีพุงน้อย ๆ หรือที่เรียกว่าพุงหมาน้อย ซึ่งแม้ว่าจะออกกำลังกายแล้ว แต่พุงหมาน้อยก็ไม่ลด ก็สามารถฉีดแฟตลดหน้าท้องเพื่อช่วยลดเซลลูไลต์บริเวณนี้ได้

4. ฉีดแฟตแขน

การฉีดแฟตแขนเหมาะสำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ที่มีปัญหาไขมันตรงบริเวณแขน หรือแขนห้อยย้วย ทั้งนี้หากฉีดแฟตสลายไขมันบริเวณที่ย้วยตรงแขน ก็จะช่วยทำให้แขนดูเล็กและกระชับขึ้น

ลดแก้ม

การฉีดแฟตผลข้างเคียงของมีอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้วหากได้รับการฉีดแฟตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลข้างเคียงจะพบได้น้อยมาก ปกติจะพบเพียงแค่อาการบวม แดง และรอยเข็มจากการฉีดเล็กน้อย สามารถหายได้เอง แต่จากผลการวิจัยก็มีการฉีดแฟตผลข้างเคียงอื่นที่พบ ดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว
  • ช้ำบริเวณที่ฉีด เช่น ฉีดแฟตลดแก้ม จะช้ำบริเวณแก้ม 
  • ผิวหมองคล้ำขึ้น
  • มีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย 
  • การติดเชื้อ แต่กรณีนี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ 

 ฉีดแฟตข้อห้ามมีอะไรบ้าง?

การฉีดแฟตข้อห้ามมีทั้งก่อนทำและหลังทำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดแฟตออกมาดีที่สุด

ข้อห้ามก่อนการฉีดแฟต ใครบ้างที่ไม่ควรฉีด

แม้ว่าจะยังไม่ได้ฉีด แต่ก็ควรรู้และปฏิบัติตามข้อห้ามในเบื้องต้น ซึ่งสำหรับในช่วงก่อนการฉีดแฟตข้อห้ามและผู้ที่ไม่ควรฉีด มีดังนี้

  1. สตรีมีครรภ์
  2. คุณแม่ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร
  3. เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
  4. ผู้ป่วยโรคผิดปกติทางหลอดเลือดในสมอง
  5. คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผิวแพ้ง่าย
  6. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ
  7. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่กล่าวมาในข้างต้นจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด

ข้อห้ามหลังการฉีดแฟต

หลังจากการฉีดแฟตก็ควรระวังถึงข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดแฟตเห็นผลและสมบูรณ์ที่สุด โดยหลังจากฉีดแฟตข้อห้ามมีดังต่อไปนี้

  1. ห้ามอบซาวน่าหลังทำ 1 อาทิตย์ เพื่อลดอาการบวมช้ำบริเวณที่ฉีด
  2. งดรับประทานอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล แป้งสูง เพื่อลดการสะสมของไขมัน ที่จะกลายเป็นไขมันสะสม อีกทั้งยังเพื่อให้เห็นผลลัพธ์เร็วขึ้นและนานขึ้น
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หลังฉีด 3 วัน เพื่อลดอาการบวมช้ำบริเวณน้ัน ๆ 
  4. ห้ามขัดหน้าด้วยสครับ ตลอดจนห้ามทำทรีตเมนต์ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อจากแผล

ฉีดแฟตราคาเท่าไหร่?

ฉีดแฟตราคาไม่แพงอย่างที่คิด โดยเริ่มต้นอยู่ที่ 1,500 เป็นต้นไป/จุดที่ฉีด เช่น ฉีดแฟตแก้มราคา 1,500 บาท ฉีดแฟตแขนราคา 1,500 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับสูตร จำนวนครั้ง ปริมาณ ซึ่งในบางช่วงทางคลีนิกหรือสถาบันเสริมความงามจะจัดโปรโมชั่นที่คุ้มค่าให้กับผู้ที่สนใจ

เนื่องจากฉีดแฟตราคาไม่แพง ดังนั้น อาจจะต้องพิจารณาและระมัดระวังการฉีดแฟตราคาต่ำกว่าปกติ เนื่องจากอาจจะมีการผสมน้ำเกลือหรือน้ำเปล่า ทำให้การฉีดในแต่ละครั้งไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร

การฉีดเมโสแฟต

ข้อสรุป

การฉีดแฟตเป็นการฉีดลดไขมันและสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดไขมันอย่างเร่งด่วน เป็นเคล็ดลับความสวยงามที่ใครหลาย ๆ คนเลือกใช้ 

แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปฉีดแฟตที่ไหนดี ที่ไหนน่าเชื่อถือ และฉีดแฟตรีวิวรับรอง แนะนำให้เข้ามาปรึกษา ฉีดที่ Aya clinic  เพราะที่นี่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดแฟตที่เหมาะสมกับบุคคลนั้น ๆ ไม่ว่าจะฉีดแฟตลดแก้ม ลดไขมันตามจุดต่าง ๆ ก็สามารถช่วยได้ นอกจากนี้ยังมีรีวิวจากผู้ใช้งานจริงอีกด้วย โดยสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 มาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสามารถจองคิวใช้บริการได้ทันที

ฉีดแฟตลดเนียงลดแก้มคืออะไร?
ฉีดตรงไหนได้บ้าง?

เอกสารอ้างอิง

Cynthia Cobb. (2021). Seborrheic Keratosis. Retrieve from https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21721-seborrheic-keratosis