ฉีดแฟตแก้ม ลดแก้มยุ้ย ปรับหน้าเรียว

ฉีดแฟตแก้ม  ปรับหน้าเรียว ลดแก้มยุ้ยแบบเร่งด่วน

การฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างกว้างขวาง ด้วยความพิเศษที่สามารถฉีดสลายไขมันได้เฉพาะจุด และที่ยอดฮิตที่สุดเห็นจะเป็นการฉีดเมโสแฟตแก้ม ซึ่งเป็นวิธีฉีดสลายไขมันแก้ม ช่วยลดแก้มปรับใบหน้าให้เรียวเล็ก โครงหน้ามีมิติขึ้น ทำให้ได้รูปหน้าสวยอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งในปัจจุบันการฉีดแฟตแก้ม เพื่อสลายไขมันแก้ม ได้พัฒนาให้เป็นวิธีการสลายไขมันที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อย ไม่ทิ้งร่องรอยบนใบหน้า ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ทันตา ทันใจได้จริง 


เมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร

เมโสแฟต (Meso Fat) เป็นวิธีฉีดการสลายไขมัน และลดไขมันส่วนเกิน โดยการฉีดสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ เพื่อนำตัวยาเข้าสู่ใต้ชั้นไขมัน เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องการลดไขมัน หรือสลายไขมัน เมื่อฉีดเมโสแฟตเข้าไปแล้วจะช่วยสลายไขมันให้แตกตัวเป็นของเหลว และขับออกทางปัสสาวะ เหงื่อและอุจจาระ ทำให้บริเวณที่ได้รับการฉีดเมโสแฟต กระชับ สัดส่วนเข้ารูปขึ้น โดยสารที่ให้ผลแตกต่างกันและนิยมนำมาฉีด ได้แก่

  •  แอลคาร์นิทีน (L-carnitine สารสกัดจากถั่วเหลือง ไข่แดงและวิตามินอีกหลายชนิด) มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น โดยการเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน เป็นการย่อยสลายไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ที่สะสมในชั้นไขมันในเวลาเดียวกัน
  • เมโสสตาบิล (Mesostabyl) มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่และลดคอเลสเตอรอลในชั้นเนื้อเยื่อ
  • ไทโรซีน (Tyrosine)มีคุณสมบัติช่วยในการเร่งเผาผลาญไขมันของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
  • สารสกัดอาร์ติโชค (Artichoke extract) มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่ ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน  
เมโสแฟต

การเกิดไขมันสะสมบริเวณแก้มเกิดจากอะไร

บริเวณใบหน้าสามารถมีการสะสมของไขมันได้เช่นเดียวกับส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณแก้ม หรือบริเวณใต้คางหรือเหนียง โดยการสะสมไขมันแก้มเกิดได้จากสาเหตุ เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ของหวานของทอดของมันมาก หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์มาก ทำให้ใบหน้ากลม มองเห็นแก้มป่อง มีไขมันเยอะ มองเห็นได้เด่นชัด รวมไปถึงการดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน พันธุกรรม หรืออายุที่มากขึ้นที่ทำให้เกิดแก้มหย่อนคล้อยและผิวที่เสื่อมสภาพด้วย

 ทั้งนี้วิธีลดแก้ม ทำได้ 2 วิธี คือ แบบธรรมชาติ  เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานที่ไม่ก่อให้เกิดไขมัน หรือเพิ่มน้ำหนัก วิธีนี้จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ความอดทน และมีระเบียบวินัย จึงจะเห็นผลลัพธ์ แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นที่พอใจของหลายคน ส่วนอีกวิธี คือ แบบเร่งด่วน  เช่น ฉีดเมโสแฟตแก้ม ถือเป็นทางลัดที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว เห็นใบหน้าเข้ารูป เรียว เด่นชัด และการผ่าตัดลดแก้ม แต่วิธีนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น  เจ็บตัว และไม่ทันใจ


ฉีดเมโสแฟตแก้ม เหมาะกับใคร ฉีดแล้วดีไหม

แม้การฉีดเมโสแฟต จะช่วยลดไขมันแก้ม  แก้ปัญหาแก้มป่องจากไขมัน แก้มย้อย แก้มห้อย แก้มหย่อน ทำให้ใบหน้าเรียวเล็ก โครงหน้าเข้ารูป มีมิติมากขึ้น สร้างความมั่นใจในรูปหน้า และช่วยทำให้ผิวกระชับขึ้น ผิวหน้า ดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็มีผู้ที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟต และ ผู้ที่ไม่ควรฉีดเมโสแฟต ดังนี้

คนที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟต 

ผู้ที่ต้องการสลายไขมันเฉพาะจุด ลดแก้ม ลดเหนียงใต้คาง

  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันแก้มเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียวเข้ารูปวีเชฟ มีกรอบหน้าชัดขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการสลายไขมันแก้มให้เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นจากการผ่าตัดหรือดูดไขมัน เพราะมีเวลาจำกัด
  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันแก้มแล้วไม่ยุ่งยากในการดูแลตัวเองภายหลังทำ
  • ผู้ที่ไม่สามารถลดไขมันแก้มได้ แม้ออกกำลังกายหรือคุมอาหารแล้ว

 คนที่ไม่ควรฉีดเมโสแฟต 

  • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี
  • ผู้ที่มีครรภ์ หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีการใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบหลอดเลือดผิดปกติในสมอง เส้นเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่มีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ มีโรคหัวใจ หรืออยู่ในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง
  • ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด
เมโสแฟตแก้ม เหมาะกับใคร

ฉีดแฟตแก้ม ใช้ปริมาณยาในการฉีดกี่ CC

การฉีดแฟตแก้มจะใช้ปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการคำนวณและวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งจะแนะนำปริมาณที่เหมาะสมให้แต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะ เริ่มในปริมาณ 3-5 CC ของแก้มแต่ละข้าง  โดยสามารถฉีดได้หลายครั้ง หรือฉีดเป็นคอร์ส เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ตามที่ผู้รับบริการต้องการ โดยหลังการฉีดเมโสแฟตลดแก้ม ไขมันจะเริ่มสลายตัว 10-15% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และเห็นผลชัดเจนใน 1-3 สัปดาห์ ซึ่งผู้รับการฉีดเมโสแฟตแก้มจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบริเวณที่ฉีดเล็กลง ไขมันแก้มลดลง เห็นใบหน้าเข้ารูป หน้าเรียววีเชฟ มากขึ้นเรื่อยๆ


ฉีดแฟตแก้มเจ็บไหม ?

เมโสแฟต เป็นวิธีการที่ใช้เข็มฉีดยา ผู้รับบริการจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดเช่นเดียวกับการฉีดยาทั่วไป และรู้สึกได้เมื่อยาเดินเข้าสู่ผิวหนัง แต่สามารถบรรเทาอาการเจ็บหรือบวมเล็กน้อยภายหลัง ฉีดเมโสแฟตด้วยการประคบเย็น จะทำให้รู้สึกดีขึ้นและหายบวมหรืออักเสบได้ในเวลา 3-4 ชั่วโมง


ฉีดแฟตแก้มจะทำให้บวมกี่วัน ?

โดยปกติ ภายหลังฉีดเมโสแฟตจะมีอาการบวมจากปริมาณยาที่เข้าสู่ผิวหนัง จะสามารถหายไปใน 3-4 ชั่วโมง ไม่เป็นอันตราย ไม่ทิ้งร่องร่อยอักเสบ ไม่ต้องพักฟื้น ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาการบวมก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอีกด้วยในบางคนอาจจะมีเขียวง่าย บวมง่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และวิธีการดูแลตัวเองอีกด้วย


ฉีดแฟตแก้มจะเห็นผลภายในกี่วัน

ผู้รับบริการสามารถเห็นผลลัพธ์จากการฉีดเมโสแฟตแก้มได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และจะชัดเจนใน 2-3 สัปดาห์ โดยมีการสลายไขมันเกิดขึ้นประมาณ 10-15% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและปริมาณไขมันของแต่ละคน และหากต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น ควรดื่มน้ำในปริมาณเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยให้ไขมันที่สลายถูกขับออกจากร่างกาย ทางปัสสาวะ และเหงื่อ ได้มากขึ้น


ฉีดแฟตแก้มจะอยู่ได้นานกี่เดือน

การฉีดเมโสแฟต ทั้งฉีดเมโสแฟตแก้ม หรือเมโสแฟตเหนียง เห็นผลลัพธ์ได้นาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันเดิมที่มี การปรับเปลี่ยนพฤติการบางอย่างในการดูแลตัวเอง การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงพฤติการการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่ เช่น อาหารมัน อาหารทอด ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากขึ้น


ฉีดแฟตแก้มต้องเตรียมตัวอย่างไร

คนที่สนใจต้องการฉีดแฟตแก้ม ควรมีการเตรียมตัว ดังนี้

  • การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดเมโสแฟต ตัวยาที่ใช้เมโสแฟต ข้อดีข้อเสีย และการดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสแฟต
  • เลือกคลินิก หรือสถานพยาบาล ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้
  • ปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจประเมินใบหน้าและจุดที่ต้องการฉีด พร้อมแจ้งประวัติทางการแพทย์ และโรคประจำตัว
  • งดยาในกลุ่มแก้ปวด เช่น แอสไพริน NSAIDs และ Dipyridamole ประมาณ 48 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟต

หลังฉีดแฟตแก้มดูแลตัวเองอย่างไร

หลังจากเข้ารับการสลายไขมันด้วยวิธีเมโสแฟตแล้ว ผู้รับบริการควรปฏิบัติและดูแลตัวเอง ดังนี้

  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ไขมันขับออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น
  • งดทาครีมบริเวณรอยเข็มหลังฉีด 24 ชั่วโมง และหากเกิดรอยแดง รอยช้ำจากเข็ม สามารถประคบเย็นได้ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีดเมโสแฟต
  • รับประทานยาลดบวม หรือยาแก้อักเสบ หรือแก้ปวดตามแพทย์สั่งได้เมื่อมีอาการ
  • งดอบซาวน่า เลเซอร์ หรือการนวดเพื่อไม่ให้เกิดการบวมช้ำมากขึ้น และลดการฟกช้ำให้น้อยลง อย่างน้อย 1  สัปดาห์หลังฉีดเมโสแฟต
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เพื่อลดอาการบวมซ้ำ อย่างน้อย 3 วันหลังฉีดเมโสแฟต
  • หากต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจน ควรมีระยะห่างอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังฉีดเมโสแฟต
  • ควรออกกำลังกาย เพื่อกระชับกล้ามเนื้อ  และควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่ม เพื่อผลดีในระยะยาว
  • ควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันกลับมาสะสมใหม่
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น
วิธีดูแลตัวเองหลังการฉีดเมโสแฟต

ฉีดแฟตแก้มมีข้อดีอย่างไร

  • การฉีดเมโสแฟตไม่ต้องพักฟื้น
  • การฉีดเมโสแฟต มีอาการบวมช้ำน้อย แต่ยาบางชนิดอาจทำให้บวมได้ ใน 1-3 วันแรก
  • การฉีดเมโสแฟตใช้ระยะเวลาในการฉีดไม่นาน
  • หลังฉีดเมโสแฟต สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติ
  • หลังฉีดเมโสแฟต สามารถเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วภายใน 1- 2 สัปดาห์

ข้อสรุป

การฉีดเมโสแฟตแก้ม เป็นวิธีการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง ชัดเจนได้จริง เพราะฉีดเมโสแฟต ช่วยสลายไขมัน และลดไขมันเฉพาะจุด ไม่ยุ่งยากในการทำ ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อย จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสลายไขมันที่มีการสะสมไม่มากเกินไป ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องการผ่าตัด และไม่ต้องการดูดไขมัน ซึ่งการฉีดเมโสแฟต สะดวก ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องดูแลตัวเองยุ่งยากเช่นการผ่าตัดหรือดูดไขมัน และที่สำคัญภายหลังฉีดเมโสแฟตแก้ม สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้และแต่งหน้าได้ตามปกติ ถือเป็นการลงทุนด้านความงามที่คุ้มค่า คุ้มราคา คุ้มเวลา อย่างแท้จริง


รีวิวฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้ม
รีวิวฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้ม
การตั้งครรภ์ของคุณแม่ การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการขยายตัวของมดลูก และกระทบกับกล้ามเนื้อหน้าท้องโดยตรง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการฉีกขาด หย่อนคล้อย และไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งครรภ์หลายครั้งหรือการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีการยืดหยุ่นได้ดีเท่าที่ควร คนที่หน้าท้องใหญ่ คนที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน และเคยมีหน้าท้องใหญ่มาก เพราะมีการสะสมของไขมันหน้าท้องมาก แม้ในปัจจุบันจะลดน้ำหนัก ลดไขมัน จนไม่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องแล้วก็ตาม แต่ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอาจยังมีให้เห็น เช่น คนรูปร่างผอม บางคนมีหน้าท้องยื่นออกมาเด่นชัด ถือเป็นภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกนั่นเอง

HIFEM กู้หน้าท้องย้วยหลังคลอด แก้ไขปัญหาหน้าท้องแยกของคุณแม่

ปัญหาที่สร้างความกังวลให้คุณแม่หลังคลอดมากที่สุด คือปัญหารูปร่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะไขมันหน้าท้องทำให้หน้าท้องย้วย หน้าท้องหย่อนคล้อย หรือหน้าท้องแยก และส่วนใหญ่คุณแม่มักบ่นเรื่องไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือออกกำลังได้ไม่สม่ำเสมอ ลดไขมันหน้าท้องไม่ได้ ทำให้สัดส่วนรูปร่างไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ ปัจจุบันมีเส้นทางลัดสู่หุ่นสวย สุขภาพดี ช่วยลดหน้าท้อง แก้ปัญหาสัดส่วนของคุณแม่หลังคลอดที่ใช้เวลาไม่นาน ไม่เหนื่อย แถมควบคุมผลลัพธ์ได้ดั่งใจ โดยการเทคโนโลยีสลายไขมันและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเฉพาะเจาะจง หรือ เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง HIFEM  (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) กระชับหน้าท้องพร้อมเพิ่มกล้ามเนื้อในเวลาเพียง 30 นาทีต่อวัน เทียบเท่าการซิทอัพ 20,000 ครั้ง ช่วยลดไขมันหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ สร้างซิกแพคและก้น เทียบเท่าการสควอช 20,000 ครั้ง ช่วยลดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อแขน และเทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 5 ชั่วโมง ที่สำคัญสามารถกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้คุณแม่กลับมามีหุ่นแปะ ตรงจุด ตรงใจ ได้แบบเร่งด่วนแท้จริง


กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก คืออะไร

ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรง หรือที่เรียกว่า Diastasis Recti คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus abdominis) ไม่มีความแน่นกระชับ เพราะเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อให้ติดกัน ไม่ยืดหยุ่นเหมือนที่เคยเป็น เช่น กรณีหญิงตั้งครรภ์ ไขมันหน้าท้องมาก ส่งให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการแยกตัวออกจากกัน ทำให้ความแข็งแรงทนทาน หรือการคงสภาพของกล้ามเนื้อหายไป และภายหลังคลอดบุตร หากกล้ามเนื้อมีการแยกตัวออกจากกันมาก หน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้น ส่งให้หน้าท้องไม่กระชับ หน้าท้องย้วย หย่อนคล้อย และเอียงมาข้างหน้า ทั้งยังส่งผลให้กล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง ไม่เฟิร์ม ไม่กระชับ ทำให้มีไขมันหน้าท้องมาก มองเห็นหน้าท้องยื่นออกมาด้านหน้า ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องฉีกออกจากกันมาก ๆ อาจทำให้เป็นไส้เลื่อนได้ด้วย

กล้ามเนื้อหน้าท้องอยกคืออะไร

การสังเกตุกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกด้วยตนเอง

ปัญหาไขมันหน้าท้องมาก ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกออกจากกันสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยสามารถสังเกตหรือตรวจสอบ ได้ดังนี้

  • วัดระยะห่างระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งสองข้าง (มากกว่า 2.7 ซม.)
  • การตรวจอัลตร้าซาวด์หน้าท้อง
  • การตรวจ CT Scan บริเวณหน้าท้อง

สำหรับคุณแม่หลังคลอด โดยปกติหลังคลอดกล้ามเนื้อหน้าท้องจะหดตัวลงเหมือนเดิมประมาณ 2 เดือน แต่ก็อาจยังมีภาวะไขมันหน้าท้องมาก กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้ เพราะเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อให้ชิดติดกันขาดความยืดหยุ่นไปแล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรตรวจสอบภาวะหน้าท้องแยกด้วยตัวเอง ดังนี้

1. นอนราบไปกับพื้น

2. วางมือทั้งสองข้างกลางหน้าท้อง บริเวณเหนือสะดือ ให้นิ้วมือชิดกัน

3. ใช้นิ้วมือกดลงไป ระหว่างลิ้นปี่และสะดือ ค้างไว้

4. จากนั้นยกตัวขึ้นเหมือนกำลังจะซิทอัพ แต่ให้เกร็งหน้าท้องค้างไว้

5. หากหน้าท้องมีลักษณะแข็งจากการเกร็ง ถือว่ายังมีภาวะปกติ

6. หากพบว่า เมื่อกดนิ้ว แล้วนิ้วมากกว่า 2 นิ้ว ยุบลงไป ถือว่าอาจมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก


สาเหตุเกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกเกิดจากอะไร

การตั้งครรภ์ของคุณแม่ 

การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการขยายตัวของมดลูก และกระทบกับกล้ามเนื้อหน้าท้องโดยตรง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการฉีกขาด หย่อนคล้อย และไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งครรภ์หลายครั้งหรือการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีการยืดหยุ่นได้ดีเท่าที่ควร

คนที่หน้าท้องใหญ่

คนที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน และเคยมีหน้าท้องใหญ่มาก เพราะมีการสะสมของไขมันหน้าท้องมาก แม้ในปัจจุบันจะลดน้ำหนัก ลดไขมัน จนไม่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องแล้วก็ตาม แต่ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอาจยังมีให้เห็น เช่น คนรูปร่างผอม บางคนมีหน้าท้องยื่นออกมาเด่นชัด ถือเป็นภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกนั่นเอง


การเกิดกล้ามเนื้อท้องแยกจะรักษาได้ไหม

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรง จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของลักษณะกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งการรักษาให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกลับมากระชับ แข็งแรง และเฟิร์มอย่างที่เคยเป็น ทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. การเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กลับมาติดกัน เป็นการผ่าตัดเปิดแผลขนาดใหญ่ นำเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องจากชั้นในให้กระชับเข้าที่ ให้หน้าท้องมีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอด ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกมาก แต่วิธีนี้จะไม่ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเฟิร์มกระชับ จึงต้องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงและกระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ ด้วยวิธีอื่นเพิ่ม

2. การใช้ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด (ชุดกระชับหลังคลอด)  เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตรและมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงไม่รุนแรงมาก ซึ่งการใส่ชุดกระชับหลังคลอด จะช่วยพยุงและยกกระชับหน้าท้องไม่ให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง และผิวบริเวณหน้าท้อง เกิดความหย่อนคล้อยมากขึ้น แต่อาจช่วยได้ไม่มากนัก

3. การกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยพลังงานไฟฟ้า Neuromuscular electrical stimulation (NMES)  เป็นการรักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก โดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นจากภายนอก ผ่านผิวหนัง และลงมาที่ชั้นกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดการหดตัวได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้อง  แต่สิ่งสำคัญ ต้องตั้งช่วงไฟฟ้ากระตุ้นให้เหมาะสม และวิธีนี้จะรู้สึกเจ็บมากในระหว่างที่ทำการรักษา

4. การออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรงกระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อให้หน้าท้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งทำให้ ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ โดยจะต้องเลือกท่าออกกำลังให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงท่าที่ผลักกล้ามเนื้อออกข้างนอก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกตัวออกจากกันมากกว่าเดิม วิธีนี้จะใช้ระยะเวลา อดทน มีระเบียบวินัย และอาจไม่พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้หรืออาจไม่ได้ผลลัพธ์เลยก็ได้

5. การกระชับหน้าท้อง พร้อมกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เรียกว่า HIFEM (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) ซึ่งช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกลับมากระชับเหมือนเดิมแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อใหม่เฉพาะจุดที่ต้องการได้ในเวลารวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน


กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกตัว สามารถกลับมากระชับได้ไหม

ปัจจุบันนวัตกรรมที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรงได้เหมือนเดิม ได้แก่ การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ  HIFEM (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) เทคโนโลยีการยิงคลื่นพลังแม่เหล็กไฟฟ้าส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เห็นชัดเจนเป็นรูปทรง โดยการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้บีบและคลายตัว แบบที่เรียกว่า Supramaximal Contraction เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน พร้อมไปกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ HIFEM ไม่ใช่การลดน้ำหนักและไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด ขณะทำ HIFEM จะรู้สึกเพียงกล้ามเนื้อมีการบีบและคลายตัวถี่ๆ เป็นระยะๆ ไม่รู้สึกร้อนหรือเจ็บ แต่อาจรู้สึกปวดเมื่อยล้า ซึ่งเกิดจากกลไกการทำ HIFEM ที่เลียนแบบการออกกำลังกาย ส่งให้มีการสลายไขมัน ลดไขมันได้ในเวลาสั้น กล้ามเนื้อที่แยกตัวสามารถกลับมากระชับได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อรูปทรงชัดเจนได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบปกติ  


HIFEM คืออะไร

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) คือ เทคโนโลยีของการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในชั้นของกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้บีบและคลายตัวถี่ๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมัน ลดไขมันไปพร้อมกัน ซึ่งจะส่งให้เกิดสร้างการกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ในบริเวณที่ต้องการได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่เสียเหงื่อ ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บตัว และไม่ต้องพักฟื้น โดยผู้ที่เหมาะกับการรับบริการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ได้แก่

  • ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่ต้องการลดไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีปัญหาก้นหรือปั้นท้ายหย่อนคล้อย
  • ผู้ที่ออกกำลังกาย และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายให้ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหาปวดหลัง เพราะสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว ลดอาการปวดหลังได้
  • ผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ Weight Training ได้แต่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมัน
  • คุณแม่หลังคลอดบุตรมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ที่ต้องการลดไขมันหน้าท้อง กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อให้หน้าท้องแข็งแรง เฟิร์มเหมือนเดิม

หลักการทำงานของ HIFEM 

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM เป็นเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้หลักการทำงานในการกระตุ้นให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เหมือนเวลาออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะมีการหดตัวด้วยพลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีน้ำหนักสูงสุดและความถี่สม่ำเสมอ 20,000 ครั้ง ในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อจะช่วยเผาผลาญสลายไขมัน ลดไขมันได้มากกว่า และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ได้ในเวลาสั้น โดยการทำ HIFEM สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังทำต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง

การทำงานของ HIFEM

การใช้ HIFEM รักษากล้ามเนื้อแยก

จากงานวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี HIFEM รักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก แสดงให้เห็นว่า การติดตามผลการศึกษาในผู้มีปัญหากล้ามเนื้อแยกจำนวน 22 คน โดยใช้ HIFEM ช่วยสลายไขมัน กระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง จำนวน 4 ครั้งติดต่อกัน พบว่า กล้ามเนื้อมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นถึง 15.4%, ความหนาของชั้นไขมันลดลงถึง 18.6% ช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงลงได้ถึง 10.4% และรอบเอวมีขนาดลดลงเฉลี่ย 3.8 เซนติเมตร

HIFEm รักษาภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก

การทำ HIFEM สามารถทำบ่อยได้แค่ไหน

การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM สามารถทำได้บ่อยประมาณ 2 วันต่อครั้ง หรือ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง  โดยระยะเวลาที่ทำครั้งละ 30 นาที และควรทำต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินและแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สามารถทำซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ หลัง 2-3 เดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของผลลัพธ์จากการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือกล้ามเนื้อสะโพก หรือกล้ามเนื้อแขน สามารถเห็นผลเมื่อทำ 4-6 ครั้ง และผลชัดเจนขึ้นเมื่อทำ 8 ครั้ง และการคงอยู่นานของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่ เป็นต้น 


การทำ HIFEM สามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อหน้าท้อง
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อแขน ขา น่อง
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อสะโพก
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อก้น ปั้นท้าย

การทำ HIFEM เจ็บไหม

ขณะที่ใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ลดไขมัน กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ จะไม่ทำให้เจ็บ ร้อนหรือแสบบนผิว แต่จะรู้สึกกล้ามเนื้อบีบและคลายตัวเป็นระยะๆ หลังจากทำจะรู้สึกเมื่อยล้า เนื่องจากกลไกการทำของ เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM เลียนแบบการออกกำลังกาย เพียง 30 นาที เทียบกับการซิทอัพหรือสควทถึง 20,000 ครั้ง และสามารถทำให้กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัวได้ถึง 36,000 ครั้ง


ผลที่ได้หลังจากการทำ HIFEM 

ผลลัพธ์จากการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM ในเวลาเพียง 30 นาที เพื่อลดไขมัน กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ จะก่อให้เกิดผล ดังนี้

  • กระตุ้นกล้ามเนื้อหดและคลายได้ถึง 36,000 ครั้ง เทียบเท่ากับ การซิทอัพ หรือสควท 20,000 ครั้ง
  • กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ 16%
  • ลดไขมันส่วนเกินได้ 19%
  • กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น
  • กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลือง
  • ทำให้ร่างกายแข็งแรงและทนทานมากขึ้น
  • กระชับหน้าท้อง ลดไขมันหน้าท้อง ลดหน้าท้องย้วย หน้าท้องหย่อยคล้อยได้เร็วขึ้น

ข้อสรุป

นอกจากเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM จะช่วยเผาผลาญไขมันและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อแบบเร่งด่วนแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้อย่างเห็นผลลัพธ์ชัดเจน โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่มีไขมันหน้าท้องมาก ทำให้หน้าท้องหย่อนคล้อย หน้าท้องย้วย  เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HIFEM เป็นอีกทางเลือกของคุณแม่ยุคใหม่ในการกระชับหน้าท้อง ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อคงรูปร่าง สัดส่วน ให้เฟิร์ม แลดูสุขภาพดี สามารถมั่นใจในรูปร่างได้เหมือนก่อนคลอดโดยไม่ต้องรอนานอีกต่อไป


BHA เหมาะสำหรับคนเป็นสิว

BHA ตัวช่วยผลัดเซลล์ผิวเพื่อนคู่ใจของคนเป็นสิว

คุณเป็นคนที่รู้สึกกังวลเรื่องผิวหน้าที่มันเยิ้มและรูขุมขนอุดตันจนทำให้เกิดสิวบ้างหรือเปล่า ถ้าใช่ สกินแคร์ที่มีส่วนประกอบของ Beta Hydroxy Acid หรือที่เรารู้จักกันว่า BHA สามารถช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน หรือสิวอักเสบ เพราะ BHA เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมากจากธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดความมันบนใบหน้า แถมยังช่วยกระชับรูขุมขนพร้อมผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส ไร้ริ้วรอย รวมถึงรอยดำและรอยแดงต่างๆด้วย 


BHA คืออะไร มีหลักการทำงานต่อผิวเป็นอย่างไร

BHA หรือ Beta Hydroxy Acid เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกอย่างอ่อนโยน ขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วโดยไม่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย อีกทั้งยังช่วยละลายน้ำมันส่วนเกินและซีบัม (sebum) บนใบหน้าที่จะกลายเป็นไขมันอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเกิดสิว นอกจากนี้ส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยซ่อมแซมและป้องกันริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น BHA จึงเหมาะที่สุดสำหรับคนผิวมัน เป็นสิวง่าย คนที่ผิวแพ้ง่าย และยังใช้ได้สำหรับทุกสภาพผิว 


คุณสมบัติของ BHA 

มีการศึกษามากมายยืนยันว่า BHA นั้นมีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากมายดังต่อไปนี้ 

  • ช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียน ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  • มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยลดการอักเสบของสิว โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ด้วยคุณสมบัติของ BHA ที่เป็นกรดละลายน้ำมันและสามารถดูดซึมลึกเข้าไปในรูขุมขน จึงสามารถสลายไขมันส่วนเกินและช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่อาจจะไปอุดตันรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว 
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ 
  • ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง 
  • ควบคุมการผลิตซีบัม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของไขมันที่ต่อมไขมันสังเคราะห์ขึ้นมา จึงช่วยลดความมันบนใบหน้า ทำให้ไม่ต้องกังวลกับผิวมันหรือความมันเยิ้มอีกต่อไป 
คุณสมบัติสำคัญของ BHA

การผลัดเซลล์ผิวหน้า คืออะไร

การผลัดเซลล์ผิว (Skin Cell Turnover) คือ การที่เซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วหลุดออกไป และมีเซลล์ผิวใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่ โดยทั่วไปกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของวัยหนุ่มสาวจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้วทุกๆ 28 วัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์และกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์จะค่อยๆลดลง เซลล์ผิวเก่าจะเกาะรวมตัวกันและไม่หลุดออกตามเวลาที่ควรจะเป็น ขัดขวางไม่ให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำ เซลล์ผิวเก่าไปอุดตันที่รูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตัน และปัญหาผิวอื่นๆ ตามมากอีกมากมาย 

เมื่อกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติช้าเกินไป เราจึงต้องใช้ตัวช่วยเร่งกระบวนการดังกล่าว ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี วิธีการหนึ่งคือ การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ BHA นั่นเอง 


การผลัดเซลล์ผิวมีข้อดี และข้อเสียอย่างไร

 ข้อดีของการผลัดเซลล์ผิว

  • มีเซลล์ผิวใหม่ที่กระจ่างใสเกิดขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวเก่า 
  • เซลล์ผิวเก่าหรือขี้ไคลถูกกำจัดออกไป ทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการเกิดสิวอุดตัน เนื่องจากเซลล์ผิวเก่าจะไปรวมกับน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าแล้วไปอุดตันตามรูขุมขน จนเกิดเป็นสิวอุดตันในที่สุด
  • เมื่อเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกไป จะทำให้ผิวสามารถดูดซับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ได้ดีขึ้น

 การผลัดเซลล์ผิวช้ามีข้อเสียอย่างไร

  • ทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส
  • เกิดการสะสมของเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ไปอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดสิว
  • ทำให้ผิวหน้าหยาบกร้านจากการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากไม่สามารถดูดซึมผ่านเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ 

วิธีการผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวเองเพื่อทำความสะอาดรูขุมขน

กระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะทำได้ช้าลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วไม่หลุดออกไป จึงเกิดการสะสมบนชั้นผิวหน้า ทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส ผิวหน้าดูแห้งกร้าน และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโอกาสสูงที่จะไปอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียนและกระจ่างใสมากกว่า 

  •  การขัดผิวหรือสครับผิว

การขัดผิวเป็นการปรับสภาพผิวและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่บนชั้นผิวให้หลุดออกไป พูดง่ายๆ คือการสครับผิวหรือขัดถู ทำความสะอาดผิว โดยใช้มือเปล่าหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น ใยบวบหรือหินขัดผิว และใช้ตัวช่วยสครับผิวจากธรรมชาติ เช่น เกลือ มะขามเปียก หรือเบคกิ้งโซดา เป็นต้น วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ แต่อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเกิดบาดแผลได้ง่าย หากขัดถูแรงหรือนานเกินไป รวมถึงอาจจะทำให้ผิวหนังของเราอักเสบได้ด้วย 

  •  การใช้สารผลัดเซลล์ผิว 

สารผลัดเซลล์ผิว เป็นตัวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวชั้นหนังกำพร้าหลุดออกไปได้เร็วขึ้น ซึ่งสารผลัดเซลล์ผิวที่นิยมใช้มีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น AHA(Alpha hydroxyl acid) หรือ BHA (Beta hydroxyl acid) ซึ่งมีคุณสมบัติเร่งผลัดเซลล์ผิว ลดการอักเสบของสิว ลดความมันบนใบหน้า และสลายสิวอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BHA 3B CREAM ครีมผลัดเซลล์ผิวของ AYA Clinic ด้วยประสิทธิภาพของ BHA ที่มีความเข้มข้น 3% ช่วยในการลดสิวอุดตัน ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำร้ายผิว ไม่เกิดการระคายเคืองผิว ช่วยลดสิวและริ้วรอย รวมถึงลดรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว และยังช่วยควบคุมความมันและกระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับคนผิวมัน เป็นสิวง่ายหรือผิวแพ้ง่าย

เมื่อผลัดเซลล์ผิวด้วย BHA 3B CREAM แล้ว ควรล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ทั้งกลางวันและกลางคืน และปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 50+++ ขึ้นไป

วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวเอง

AHA และ BHA ต่างกันอย่างไร

AHA (Alpha hydroxyl acid) และ BHA (Beta hydroxyl acid) ต่างก็เป็นสารสังเคราะห์จากธรรมชาติที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป แต่ AHA มีคุณสมบัติละลายน้ำ ส่วน BHA นั้นละลายในน้ำมัน ทำให้ BHA สามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นผิวและรูขุมขนได้มากกว่า โดยไม่ทำให้ผิวอุดตัน จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวมันและรูขุมขนกว้าง

AHA และ BHA ต่างกันอย่างไร

ข้อดีของ AHA 

  • ทำให้ผิวชุ่มชื้นและทำให้ผิวอิ่มน้ำ 
  • ช่วยปรับสมดุลของผิว รักษาค่าความเป็นกรดด่างของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล
  • ช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  • ช่วยปรับให้ผิวเรียบเนียน
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 

 ข้อดีของ BHA 

  • ช่วยลดจุดด่างดำ รอยดำ และรอยแดงจากสิว 
  • ช่วยลดสิวอุดตัน ทั้วสิวหัวดำและสิวหัวขาว
  • ช่วยแก้ปัญหาขนคุด
  • ช่วยลดการอักเสบของสิว และออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 
  • ช่วยลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส
  • ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ควบคุมการผลิตซีบัมและลดความมันบนใบหน้า 
  • ช่วยกระชับรูขุมขน
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น
  • ด้วยคุณสมบัติการละลายในน้ำมันของ BHA ทำให้สามารถแทรกซึมไปตามรูขุมขนเข้าไปสลายไขมันส่วนเกินที่อุดตันอยู่ ลดโอกาสการเกิดสิวอุดตัน 

 การผลัดเซลล์ผิวสำหรับผิวแต่ละแบบ 

การผลัดเซลล์ผิวของผิวแต่ละแบบมีความแตกต่างกัน หากเรารู้จักสภาพผิวของตนเองก็สามารถเลือกใช้วิธีและผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวได้อย่างเหมาะสม และทำให้การผลัดเซลล์ผิวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 ผิวแห้ง

สำหรับคนผิวแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวหน้า เพราะเสี่ยงต่อผิวลอก ผิวเป็นขุยและทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของ BHA ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น 

 ผิวธรรมดา

ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ไม่ค่อยมีปัญหา สามารถเลือกได้ทั้งวิธีผลัดเซลล์ผิวแบบสครับหรือการขัดถู และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวแต่ไม่ควรใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกัน หรือทำบ่อยเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดการระคายเคืองได้  

 ผิวแพ้ง่าย

ผิวแพ้ง่ายเป็นผิวที่บอบบาง ระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการผลัดเซลล์ผิวแบบขัดหรือถูผิวแรงๆ เพราะจะทำให้กระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย แนะนำให้ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนประกอบของ BHA และส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวนุ่มลื่น 

 ผิวมัน

ผิวมันควรใช้วิธีสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA ซึ่งช่วยลดการอักเสบของสิวที่เกิดจากไขมันส่วนเกินบนใบหน้า ลดผื่นคัน และการระคายเคือง ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ปราศจากน้ำมัน แต่ยังทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอยู่ 


 ควรผลัดเซลล์ผิวบ่อยแค่ไหน

การผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีสครับหรือการขัดถูเพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปจะทำได้บ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน เช่น หากคุณมีผิวธรรมดาควรขัดผิวอย่างสัปดาห์ละไม่เกิน 2-3 ครั้ง เพราะการสร้างเซลล์ผิวใหม่ต้องใช้เวลาเช่นกัน ส่วนผิวแห้ง ผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงวิธีสครับ หรือหากต้องการทำจริงๆ ไม่ควรขัดถูผิวหน้าแรงๆ  หากมีอาการผิดปกติให้หยุดและปรึกษาแพทย์ทันที 

ส่วนการใช้สารหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA สามารถใช้ได้ทุกวัน หาก BHA ที่ใช้มีความเข้มข้นไม่เกิน 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นต่ำ แต่ในระยะแรกของการใช้อาจจะเกิดการระคายเคืองได้ แนะนำให้เริ่มใช้ BHA สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก่อน และจึงค่อยเพิ่มความถี่เมื่อผิวหน้าปรับสภาพได้แล้ว 


 ข้อเสียของการผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป

แม้ว่าการผลัดเซลล์ผิวจะช่วยลดความหมองคล้ำ แก้ปัญหาสิว ริ้วรอยและจุดด่างดำ แต่หากทำบ่อยเกินไปก็มีผลเสียได้เช่นกัน 

  • ทำให้ผิวแห้งตึง ลอก ผิวเป็นขุย เพราะสูญเสียความชุ่มชื้น
  • ทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย อาจเกิดผื่นหรือรอยแดง
  • กระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพราะผิวแห้งจากการผลัดเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวมันมากขึ้น 
  • เกิดอาการแพ้ เป็นสิวง่ายหรือเป็นสิวภูมิแพ้ เนื่องจากผิวหนังที่ถูกผลัดบ่อยทำให้ผิวด้านในไม่มีผิวชั้นนอกป้องกัน จึงระคายเคืองและเป็นสิวง่าย 

 ประโยชน์ของ BHA 

  • BHA ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า ลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส
  • สามารถแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขนโดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
  • ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดผื่นคัน และรอยแดง ปลอบประโลมผิวที่เกิดการระคายเคือง
  • ลดเลือนริ้วรอย และรอยดำ รอยแดงจากสิว 
  • ช่วยกระชับรูขุมขน
  • ช่วยลดความมันบนใบหน้า

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนใช้ BHA

BHA มีประโยชน์มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย เกิดอาการแสบร้อน และระคายเคืองได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคระบบไหลเวียนโลหิต โรคผิวหนังบางชนิด รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ BHA 

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ BHA ร่วมกับผลิตภัณฑ์หรือยาดังต่อไปนี้ 

  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ยารักษาโรคผิวหนังที่มีส่วนประกอบของ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide), อนุพันธ์วิตามินดี (Calcipotriol) และเรตินอยด์ (Retinoid) 
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำให้ผิวแห้งหรือมีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง หรือออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวเหมือนกัน เพราะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย 

 ข้อสรุป

BHA เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการผลัดเซลล์ผิวที่เหมาะสำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย และผิวมัน อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ BHA อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ความเข้มข้นที่สูงเกินไป และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสุดและปลอดภัยมากที่สุด


สลายไขมันหน้าท้อง ลดพุงด้วย Mesofat

เผยวิธีสลายไขมันลดหน้าท้อง ลดพุง แบบไม่ต้องพักฟื้น

ปัญหาไขมันส่วนเกินหรือไขมันสะสมเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิงหลายๆคน ทั้งไขมันหน้าท้อง ลงพุง ทั้งต้นขาใหญ่เพราะมีไขมันส่วนเกินที่ต้นขามาก ทำให้มีข้อจำกัดในการแต่งตัว การออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอหรือการควบคุมอาหารที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ไม่สามารถลดไขมันสะสมส่วนเกินได้มากนัก วิธีการฉีดสลายไขมันส่วนเกินจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาไม่นาน อีกทั้งยังเห็นผลลัพธ์และรวดเร็วด้วย 


สาเหตุของการเกิดไขมันสะสม

ไขมันสะสม คือ ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งคุณสามารถหยิกมันขึ้นมาได้ มักสะสมอยู่ที่บริเวณสะโพก ก้น ต้นขาและหน้าท้อง ไขมันสะสมนี้บางชนิดก็มีประโยชน์และช่วยปกป้องร่างกายของเรา แต่หากมีมากเกินไปจนกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ก็อาจจะทำให้รูปร่างไม่ได้สัดส่วน และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น 

สาเหตุของไขมันสะสมบางส่วนเป็นผลมาจากลักษณะทางพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดปริมาณไขมันใต้ผิวหนังซึ่งเกิดมาทุกคนต้องมี แต่เมื่อเวลาผ่านไปปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อไขมันสะสมในร่างกาย คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งทำให้มวลกล้ามเนื้อน้อย ไขมันใต้ผิวหนังจึงสะสมมากขึ้น 

นอกจากนี้โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือภาวะดื้อต่ออินซูลินก็อาจจะทำให้มีระดับไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้นเช่นกัน 


ฉีดสลายไขมัน คืออะไร

การฉีดสลายไขมัน หรือเมโสแฟต คือ การฉีดตัวยาที่มีคุณสมบัติทำให้ไขมันแตกตัวเข้าไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อกำจัดไขมันสะสมในจุดหรือบริเวณต่างๆของร่างกาย เมื่อไขมันแตกตัวจะค่อยๆถูกขับออกทางปัสสาวะหรือเหงื่อ ทำให้ปริมาณไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดลดลง 


ไขมันสะสมหน้าท้อง และ ไขมันส่วนเกินต้นขา เกิดจากอะไร

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดไขมันใต้ผิวหนังหรือไขมันสะสม คือพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการไม่ออกกำลังกาย 

ไขมันสะสมหน้าท้อง

ไขมันสะสมหน้าท้อง บางครั้งเราเรียกว่า ไขมันรอบเอวหรือพุง มีสาเหตุมากจากการที่ร่างกายรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจำนวนมาก จนระบบเผาผลาญในร่างกายไม่สามารถจัดการได้หมดในแต่ละวัน ทำให้เกิดไขมันส่วนเกินสะสมบริเวณหน้าท้อง เมื่อปล่อยให้ไขมันสะสมนานและมากจนเกินไป ไขมันหน้าท้องก็จะแปรสภาพแข็งตัวมากขึ้น จนดันให้หน้าท้องป่องออกมา หรือที่เรียกกันว่า “พุง” นั่นเอง 

ไขมันส่วนเกินต้นขา

ไขมันส่วนเกิดต้นขามีสาเหตุไม่ต่างจากไขมันสะสมในบริเวณอื่นๆ คือ เป็นไขมันส่วนเกินที่ไม่ถูกร่างกายเผาผลาญและเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน นอกจากกนี้ยังมีภาวะที่เรียกว่าอาการบวมน้ำเหลือง ที่ส่งผลให้เกิดไขมันกระจายไปบริเวณต่างๆ ของร่างกายอย่างผิดปกติ จนทำให้บริเวณต้นขา ต้นแขน หรือก้นบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจจะทำให้เจ็บปวดและเป็นแผลฟกช้ำได้ง่าย ซึ่งภาวะนี้จะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 


ส่วนประกอบของ Meso Fat สลายไขมัน

ส่วนประกอบในเมโสแฟตสลายไขมันนั้นประกอบด้วยไฮยาลูโรนิกซึ่งทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มปริมาณและสารสกัดจากพืชธรรมชาติหรือสารสังเคราะห์ที่ช่วยทำให้เมโสแฟตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนสารออกฤทธิ์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ 

  • Artichoke Extract หรือสารสกัดอาร์ติโช้ค ออกฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการระบายน้ำเหลืองและกระตุ้นการสังเคราะห์โคเอ็นไซม์ ซึ่งเป็นเอ็นไซม์สำคัญในกระบวนการกำจัดเซลล์ไขมัน ลดเนื้อเยื่อของไขมัน ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน ส่งผลให้ไขมันสะสมหรือไขมันส่วนเกินลดลงได้ 
  • L-carnitine เป็นกรดอะมิโนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญของกรดไขมัน ซึ่งช่วยเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน กำจัดไขมันสะสม และมีข้อบ่งชี้ว่าสามารถช่วยกำจัดเซลลูไลท์ได้ 
  • Yellow Sweet Clover ลดอาการบวมน้ำและใช้เป็นยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
  • Dimethylethanolamine หรือ DMAE เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยทำให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น กระชับ ใช้รักษาอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ด้วย 
  •  Tyrosine ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน ทำให้ไขมันแตกสลายและถูกกำจัดออกมา
  • Aesculus hippocastanum ช่วยลดอาการบวมน้ำ
  • Juglans regia ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิต กระบวนการเมตาบอลิซึม และลดอาการบวมน้ำ
  • Nicotiana tabacum ช่วยสลายไขมันส่วนเกิน ไขมันสะสม
  • Mesostabyl ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ไลเปส ทำให้การสร้างไตรกลีเซอไรด์ลดลงและออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคลอเรสเตอรอลในเนื้อเยื่อด้วย 
สลายไขมันด้วยสารสกัดธรรมชาติ

ข้อดีและข้อเสียของการฉีดสลายไขมัน

ข้อดีของการฉีดสลายไขมัน

  • ช่วยกำจัดเซลลูไลท์หรือไขมันสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ช่วยลดสัดส่วนตามจุดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว 
  • เหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะลดนำ้หนัก ลดริ้วรอย กระชับสัดส่วน โดยเฉพาะต้องการลดไขมันหน้าท้องและลดไขมันต้นขา
  • เห็นผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
  • ไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน ไม่ต้องพักฟื้น อาการข้างเคียงน้อย
  • อาการเจ็บปวดน้อยมาก
  • ระบุบริเวณที่ต้องการลดไขมันหรือสลายไขมันได้อย่างเฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการ
  • ช่วยปรับสภาพผิวโดยรวม ฟื้นฟูสภาพผิวและปรับสีผิว ลดความหย่อนคล้อยของผิวหนังจุดต่างๆ รวมถึงบริเวณมือและคอด้วย
  • ราคาไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับหัตถการสำหรับการสลายไขมันสะสมรูปแบบอื่นๆ 

ข้อเสียของการฉีดสลายไขมัน 

  • ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังฉีดสลายไขมัน ปริมาณไขมันสะสม สภาพผิวและลักษณะทางพันธุกรรม 
  • ไม่ได้เห็นผลในทันที เมื่อเปรียบเทียบกับการดูดไขมัน 
  • การฉีดสลายไขมันไม่เหมาะกับคนที่มีปริมาณไขมันมากๆ ซึ่งอาจจะต้องฉีดหลายครั้งจึงเห็นผลได้ชัดเจน 
  • มีตัวยาสำหรับฉีดสลายไขมันหลายตัวที่ยังไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา และยังไม่มีผลการศึกษาใดๆรับรองว่าสารเหล่านี้ช่วยสลายไขมันในร่างกายได้จริง ดังนั้นควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำแนะนำเท่านั้น 

ฉีดสลายไขมันทำร่วมกับการลดน้ำหนักได้ไหม

สามารถทำได้ และการฉีดสลายไขมันที่ทำร่วมกับการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ เช่น การออกกำลังกาย หรือการควบคุมอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย จะช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญไขมันและลดไขมันได้รวดเร็วขึ้น 2-3 เท่า เนื่องจากตัวยาที่ใช้ในการฉีดสลายไขมันออกฤทธิ์เร่งการเผาผลาญไขมันได้อย่างตรงจุด ช่วยสลายไขมันและเปลี่ยนออกมาใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น 


ฉีดสลายไขมันทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม

การฉีดสลายไขมันสามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ ได้ เพื่อช่วยให้ผลลัพธ์ของการรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด 

  • HIFEM

HIFEM หรือเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้บำบัดและรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และช่วยทำให้กล้ามเนื้อท้องและบั้นท้ายกระชับและเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องออกกำลังกาย 

คนไข้สามารถฉีดสลายไขมันควบคู่ไปกับการทำ HIFEM ได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แพทย์แนะนำวิธีการลดไขมันที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลได้อย่างตรงจุด 

  • HIFU

HIFU คือ การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อระดับลึกทำให้เนื้อเยื่อหดตัว เป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ส่งผลให้ไขมันหดตัวลง 

เราสามารถทำ HIFU ทั่วทั้งใบหน้าและสามารถฉีดสลายไขมันเฉพาะจุด เพื่อเก็บเหนียง ลดคางสองชั้น และเก็บรายละเอียดในจุดที่ต้องการได้ 

3 วิธีลดไขมัน กระชับสัดส่วน

ประโยชน์ของการฉีดสลายไขมัน

การฉีดสลายไขมันสามารถทำได้รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องผ่าตัด มีอาการข้างเคียงน้อย และสามารถช่วยกำจัดไขมันสะสมได้อย่างตรงจุดตามต้องการ เช่น ไขมันส่วนเกินต้นขา ไขมันหน้าท้อง เป็นต้น ช่วยทำให้ร่างกายดูดีสมส่วนได้อย่างรวดเร็ว 


 ข้อควรปฎิบัติหลังการฉีดสลายไขมัน

  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร เพื่อให้น้ำช่วยขับไขมันออกจากร่างกาย
  • ไม่ควรกด นวดหรือการทำทรีตเมนต์ใดๆในบริเวณที่ฉีดหลังทำประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการฟกช้ำ 
  • หากมีอาการบวมน้ำยา ควรปล่อยให้ตัวยาค่อยๆยุบหายไปเอง ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง 
  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีคาร์โบไฮเดรตมาก
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
  • ควรออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ ช่วยเร่งการกำจัดไขมันออกจากร่างกาย และลดการสะสมของไขมันที่เกิดใหม่ 

ข้อห้ามในการฉีดสลายไขมัน

อาจจะมีข้อห้ามสำหรับคนบางกลุ่มต่อไปนี้ในการฉีดสลายไขมัน 

  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับอินซูลินเป็นประจำ
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้ป่วยโรคเลือดและผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ 

อย่างไรก็ตามก่อนตัดสินใจฉีดสลายไขมันควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานเป็นประจำ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงก่อนว่าควรฉีดหรือไม่ 


ข้อสรุป

การฉีดสลายไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันสะสม ไขมันส่วนเกินที่ไม่พึงปรารถนาโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลเร็ว อย่างไรก็ตามควรเลือกฉีดสลายไขมันกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และใช้ตัวยาที่ได้มาตรฐานในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างปลอดภัยมากที่สุด 


สบู่ลดการอักเสบของสิว ผิวแพ้ง่าย

สารสกัดเปลือกมังคุด สบู่ตัวเทพลดการอักเสบสิว

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม สำคัญมากสำหรับคนเป็นสิว เพราะคนเป็นสิวมักมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากธรรมชาติจึงตอบโจทย์สำหรับคนเป็นสิวที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ใช้แล้วไม่แสบผิว ไม่ทำลายผิวหน้า 

สบู่รักษาสิว Acne Soap ของ Aya Clinic มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของสิวด้วย Mangoesteen Bark ที่อยู่ในเปลือกมังคุด และยังช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วย Salicylic Acid ทำให้สิวอักเสบลดลงไปพร้อมๆกับบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปทำให้โอกาสเกิดสิวซ้ำน้อยลง และยังสามารถใช้ควบคู่กับยาทารักษาสิวได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

เมื่อสิวหาย ควรใช้สบู่ล้างหน้าออร์แกนิค ที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าผิวหน้าจะไม่ถูกสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น สบู่ล้างหน้า Whitening Soap ของ Aya Clinic ก็เป็นอีกหนึ่งสูตรที่อ่อนโยนจากสารสกัดชะเอมช่วยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นสาเหตุความหมองคล้ำ พร้อมวิตามินบี 13 ที่มีคุณสมบัติลดการผลิตเม็ดสีของเซลล์ผิว ผลัดผิวให้ขาวกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีและน้ำผึ้ง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมความชุ่มชื่น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะขาวใส เปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี 

สบู่รักษาสิวสารสกัดจากเปลือกมังคุด

สิวเกิดจากอะไร

การทำความเข้าใจกลไกการเกิดสิว เราจะพบว่ามีปัจจัยหลายอย่าง กระตุ้นให้เกิดสิว สิวระยะแรกเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วรวมกับน้ำมันและเคราตินที่ร่างกายผลิตขึ้นมามากเกินไป ไปสะสมที่ทางออกของรูขุมขน เมื่อสะสมมากขึ้นจึงเกิดสิวอุดตันที่รูขุมขน ต่อมาหากมีเชื้อแบคทีเรียบริเวณนั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้น ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อเชื้อแบคทีเรีย ดึงดูดให้เม็ดเลือดขาวเข้ามาประกอบกับมีไขมันอุดตันเพิ่มมากขึ้น ก็จะกลายเป็นสิวอักเสบ หากมีการอักเสบรุนแรงก็จะเกิดรอยแผลเป็นได้ 


สิวมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งสิวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สิวที่ไม่อักเสบและสิวที่มีการอักเสบ

สิวที่ไม่อักเสบ

สิวที่ไม่อักเสบหรือสิวอุดตันจะไม่มีอาการบวมหรือแดง และไม่รู้สึกเจ็บ ควรรีบรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจจะลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบได้ โดยทั่วไปสิวที่ไม่อักเสบจะแบ่งเป็นสิวหัวขาวและสิวหัวดำ

  • สิวหัวขาวหรือสิวหัวปิด

เป็นสิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก มีจุดสีขาวตรงกลาง รูขุมขนยังไม่เปิด อาจใช้วิธีการแต้มยารักษาสิวเพื่อกระตุ้นให้หัวสิวหลุดออกจากรูขุมขนได้ง่ายขึ้น 

  • สิวหัวดำหรือสิวหัวเปิด

เป็นสิวอุดตัน ที่มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ คล้ายกับสิวหัวขาว แต่จะเห็นตามบริเวณรูขุมขนและตรงกลางจะเห็นเป็นจุดสีดำหรือน้ำตาล ซึ่งเกิดจากหัวสิวที่เป็นไขมันทำปฏิกิริยากับอากาศ  สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการกดสิวอย่างถูกวิธี หัวสิวจะหลุดออกมาได้ไม่ยากและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่หากทำไม่ถูกวิธี ก็อาจจะเกิดการติดเชื้อ อักเสบและเกิดรอยแผลเป็นได้ 

สิวที่มีการอักเสบ

สิวอักเสบเป็นสิวที่เกิดการอักเสบบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำให้เกิดสิวที่มีลักษณะต่างๆ สร้างความเจ็บปวดให้คนที่เป็นสิวอยู่ไม่น้อย 

  • สิวที่มีตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นจุดแข็ง นูนขึ้นมาบนผิวหนัง โดยทั่วไปมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร 
  • สิวหัวหนอง (Pustule) เป็นสิวอักเสบที่เป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่ มีของเหลวสีเหลืองที่เรียกว่าหนอง การรักษาสิวชนิดนี้ทำโดยการกดสิวออก 
  • สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodule) เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก ลุกลามไปชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ บางครั้งเรียกว่าสิวหัวช้าง
  • สิวซีสท์ (Cyst) เป็นสิวที่มีความรุนแรงกว่าสิวชนิดอื่นๆ มีขนาดใหญ่ และมีลักษณะเป็นหนองปนเลือด มีอาการเจ็บ รักษาได้ยากและมักทิ้งรอยแผลเป็นและหลุมสิวขนาดใหญ่ 
ความแตกต่างของสิวอุดตันและสิวอักเสบ

สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดสิว

สาเหตุของการเกิดสิวเกิดจากหลายปัจจัย หากเราหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆเหล่านั้นได้ก็ถือเป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติวิธีหนึ่งเช่นกัน สาเหตุของการเกิดสิวสามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอก 

 ปัจจัยภายในร่างกาย

เป็นสาเหตุที่เกิดจากภายใจร่างกายของเราเอง ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน : เมื่อฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติไปจากเดิมจะส่งผลต่อส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศที่เพิ่มมากขึ้นในวัยหนุ่มสาว จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ผลิตไขมันออกมาในปริมาณมากเกินไปจนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว 
  • กรรมพันธุ์ : หากรุ่นพ่อแม่มีประวัติเป็นสิวในวัยรุ่น จะพบว่าโอกาสเกิดสิวในรุ่นลูกช่วงวัยรุ่นก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของเราได้ แต่เราสามารถเลือกวิธีการรักษาสิวที่เหมาะสมกับตัวของเราเองได้ 
  • ความเครียด : ถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เนื่องจากความเครียดมักทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนบางชนิดออกมามากผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดสิว 
  • การรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดสิว : เช่น อาหารที่ไม่ไขมันมากเกินไป, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว หรือ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นต้น 

 ปัจจัยภายนอก

เป็นปัจจัยที่เกิดสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งทางตางและทางอ้อม ได้แก่

  • สภาพอากาศและมลภาวะ : ฝุ่นควันทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขนมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการเป็นสิวมากขึ้น รวมไปถึงอุณหภูมิหรืออากาศร้อนเย็น ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผิวคนเราเช่นกัน 
  • การทำความสะอาดใบหน้าไม่ถูกวิธี : การล้างหน้าบ่อยหรือขัดถูหน้าแรงเกินไป ทำให้สูญเสียเกราะป้องกันใบหน้าตามธรรมชาติ ทำให้ผิวหน้าแห้ง ระคายเคืองและเป็นสิวได้ง่าย 
  • เครื่องสำอาง : การเช็ดหรือล้างทำความสะอาดออกไม่หมด จะทำให้เครื่องสำอางตกค้างอยู่บนใบหน้าแล้วไปอุดตันตามรูขุมขนจนเป็นอีกสาเหตุของการเกิดสิว 
  • ยาและสารเคมีบางชนิด : ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย 

การดูแลรักษาสิวด้วยตัวเอง

ปัญหาสิวทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตัน หากมีวิธีดูแลรักษาที่เหมาะสมก็จะป้องกันความรุนแรงและควบคุมไม่ให้ลุกลามที่ยากแก่การรักษาได้ การรักษาสิวแบบธรรมชาติด้วยตนเองก่อนเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดสิว ลดการอักเสบของสิวได้ 

  1. รักษาสิวให้หายก่อนแล้วค่อยบำรุงผิว

ขั้นตอนแรกหากยังมีสิวอักเสบอยู่ควรลดการอักเสบของสิวและรักษาสิวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมองหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หากรู้ว่าตัวเองเป็นสิวง่ายควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ เพราะจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้ง่ายและมีโอกาสกลับมาเป็นสิวซ้ำ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อลดการระคายเคืองผิว 

  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่เหมาะสม

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาซึ่งมีให้เลือกมากมายตามท้องตลาด แต่หากคุณมีปัญหาสิว ควรเลือกใช้สบู่ล้างหน้าที่อ่อนโยน สบู่ออร์แกนิคหรือสบู่สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ เพื่อลดการระคายเคือง ลดความรุนแรงของสิวและป้องกันการเกิดสิวได้ในระยะยาว 

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี

ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันตามธรรมชาติออกมาไปอุดตันตามรูขุมขนมากขึ้น และไม่เช็ดถูผิวหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองง่าย

  1. ไม่บีบ แคะ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว หรือสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น

การสัมผัสสิวหรือผิวหน้าบ่อยๆ จะเพิ่มโอกาสการเกิดสิวและอักเสบของสิวให้รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมือหรืออุปกรณ์ต่างๆอาจจะมีสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียอยู่ซึ่งส่งผลให้เกิดสิวได้ 

  1. เลือกรับประทานอาหาร

อาหารบางชนิด เช่น ช็อคโกแลต อาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว ฯลฯ เหล่านี้มักมีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยง หรือสังเกตตัวเองว่าแพ้อาหารชนิดใด เนื่องจากในบางคนอาหารจะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ผิวได้ 

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ 

การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ในทางกลับกันหากมีเวลานอนหลับที่มากพอ จะทำให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขณะนอนหลับได้อย่างสมบูรณ์

  1. ควมคุมความเครียดของตัวเอง

ความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ ซึ่งฮอร์โมนจะมีผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ง่าย 

  1. ดื่มน้ำมากๆ 

น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย และยังทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเซลล์ผิวด้วย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตรขึ้นไป 

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด

แสงแดดและรังสียูวี ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยและกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพิ่มโอกาสการเกิดสิวได้มากขึ้น จึงควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ 

  1. หลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ 

สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ ทำให้มีส่ิงสกปรกมาอุดตันที่รูขุมขนมากขึ้นรวมไปถึงมลภาวะต่างๆ ยังกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นอีกด้วย หากเราหลีกเลี่ยงมลภาวะเหล่านั้นก็ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้

  1. ระมัดระวังการใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด 

ยาบางชนิด เช่น ยาคุม ยาฆ่าเชื้อบางอย่าง สเตียรอยด์มีผลต่อการเกิดสิวมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนำมาใช้หรือรับประทาน


ทำไมต้องใช้สบู่ล้างหน้าลดสิว

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนจะช่วยลดการระคายเคืองผิว และลดการใช้สารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดสิวลดลงไปด้วย สบู่ล้างหน้าลดสิว เป็นสบู่สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะจึงเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีความอ่อนโยน ไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบนและ MIT  ซึ่งคนที่เป็นสิวมักจะมีผิวที่บอบบาง แพ้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถใช้สบู่ล้างหน้าลดสิวได้อย่างปลอดภัย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ที่เป็นสบู่ออร์แกนิค มักจะมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของสิว พร้อมทั้งผลัดเซลล์ผิวไปพร้อมๆกัน ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง เป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติ ที่นอกจากสิวจะหายแล้ว ยังช่วยป้องกันสิวไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย 

ทำไมต้องใช้สบู่ล้างหน้า

สบู่ล้างหน้าลดสิวแบบไหน ที่คนเป็นสิวใช้ได้

สบู่ล้างหน้าลดสิวมีให้เรื่องมากมายตามท้องตลาด สิ่งสำคัญต้องเลือกสบู่ที่ได้มาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยา เพราะจะทำให้เรามั่นใจได้ในคุณภาพการผลิตและส่วนผสมที่ปลอดภัย นอกจากนี้เราควรเลือกสบู่ล้างหน้าลดสิวที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องไม่มีสารเป็นอันตรายต่อผิว

เนื่องจากคนที่เป็นสิว มักมีผิวบอบบาง แพ้ง่ายและรูขุมขนอุดตันง่ายด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตราย อาจจะทำให้สิวเห่อเพิ่มมากขึ้น สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นอันตรายต่อผิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ สารพาราเบน สารกันเสีย หรือ SLS เหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่ช่วยรักษาสิวและยังทำให้สิวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว เหมาะกับทุกสภาพผิว

สบู่ล้างหน้าลดสิว ควรเป็นสบู่ที่ช่วยลดสิว และเหมาะกับทุกสภาพผิว ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้ได้กับคนที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าใช้สบู่ล้างหน้าลดสิวแล้วไม่เกิดการระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ฟองนุ่ม ละเอียด

ฟองสบู่ที่นุ่มละเอียด จะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ไม่บาดผิว และไม่กระตุ้นให้เกิดผดผื่นหลังล้างหน้า นอกจากนี้จะไม่ทำให้คนเป็นสิวแสบหน้าเวลาใช้ล้างหน้าด้วย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องไม่ทำให้ผิวแห้งตึง

สบู่ทั่วไปมักทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างหน้า และทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่เมื่อผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปก็ไปอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวได้ง่าย ดังนั้นสบู่ล้างหน้าลดสิวที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง จึงช่วยลดสิวได้อย่างถาวรนั่นเอง 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องมีส่วนผสมที่ช่วยลดสิวได้เป็นอย่างดี

ก่อนซื้อสบู่ล้างหน้าลดสิว ควรจะพิจารณาที่ส่วนผสมของสบู่ล้างหน้าลดสิวเป็นสำคัญ หากมีส่วนประกอบของสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของสิว ลดความมันของผิวบนใบหน้า รวมไปถึงส่วนผสมนั้นมีความอ่อนโยน เหมาะกับผิวของเรา ก็จะมั่นใจได้ว่าเราเลือกใช้สบู่ที่จะช่วยแก้ปัญหาสิวของเราได้จริง 

สบู่ล้างหน้าของคนเป็นสิว

ข้อสรุป

สบู่รักษาสิวเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของคนที่มีปัญหาสิว เป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติที่เหมาะสำหรับคนเป็นสิว มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย นอกจากจะช่วยลดการอักเสบของสิวยังช่วยแก้ปัญหาการเกิดสิวซ้ำที่สาเหตุของการเกิดสิวได้อีกด้วย สบู่ Acne soap ของ Aya Clinic ตอบทุกปัญหาสิว พร้อมบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง สามารถใช้ควบคู่กับยาทารักษาสิวเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด


สบู่รักษาสิว
สิวหลังปัญหากวนใจ ที่รักษาได้

สิวที่หลัง ปัญหากวนใจคนอยากโชว์หลัง รักษาสิวหลังให้ถูกวิธี

สิวที่หลังเป็นปัญหาใหญ่กวนใจ ทำให้หลายๆคนไม่มั่นใจในการแต่งตัว บางคนมีสิวหลังเยอะ อาจมีอาการคัน ไม่สบายตัว บางคนเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ก็ทำให้ปวดระบม และยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเมื่อเสียดสีกับเสื้อผ้าที่ใส่ ก่อให้เกิดความรำคาญ ส่วนใหญ่สิวที่หลังมักเป็นๆหายๆ การใช้ยารักษาสิวทั่วไปอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก การพบแพทย์ให้ช่วยวินิจฉัยและแนะนำวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมกับปัญหาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาสิว อีกทั้งแพทย์ยังช่วยแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้สิวหลังกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย 


สิวที่หลังเกิดจากอะไร

กลไกการเกิดสิวหลัง ก็เหมือนกับสิวบริเวณอื่นๆ ในระยะแรกเริ่มจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมอยู่ที่ทางออกรูขุมขน ทำให้เกิดเป็นสิวที่มองไม่เห็น เมื่อมีไขมันและเคราตินสะสมที่รูขุมขนมากขึ้นจึงเกิดเป็นสิวอุดตัน และหากมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาก็เกิดการอักเสบเป็นตุ่มแดง ถ้าอักเสบรุนแรงก็จะกลายเป็นสิวหัวช้าง ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง คือ 

  • พันธุกรรม

พันธุกรรมส่งผลให้สภาพผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน การมีผิวแห้ง ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย รูขุมขนกว้างหรือผิวเนียนละเอียด ลักษณะเหล่านี้ล้วนทำให้การเกิดสิวหลังแตกต่างกันด้วย 

  • เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันรูขุมขน

เป็นสาเหตุสำคัญและเป็นขั้นตอนแรกของการเกิดสิว หากเราขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่ให้ไปอุดตันตามรูขุมขนได้ โอกาสเกิดสิวก็จะน้อยลง 

  • การใช้ยาบางชนิด

การใช้ยาหรือแม้แต่อาหารบางชนิดกระตุ้นต่อการเกิดสิวหลัง ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ง่าย เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านโรคจิต อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว เป็นต้น 

  • ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งฮอร์โมนแอนโดรเจนและโปรเจสเตอโรน ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น จะสังเกตว่าช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงมากคือช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงมักจะเป็นสิว ผิวบวมและเป็นสิวอักเสบง่ายกว่าช่วงอื่นๆ 

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และกระตุ้นให้เกิดการอุดตันและเกิดสิวอักเสบได้

  • เหงื่อและสิ่งสกปรก

การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมากก็จะทำให้ร่างกายและเสื้อผ้าที่ใส่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวอักเสบ

  • ผ้าปูที่นอนที่ไม่สะอาด

สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่บนผ้าปูที่นอนส่งผลให้เกิดสิวที่หลังได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากนอนถอดเสื้อ ซึ่งแผ่นหลังจะสัมผัสที่นอนตลอดเวลา 


พฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง

หากเราเลี่ยงทำพฤติกรรมที่ไปกระตุ้นให้เกิดสิวที่หลัง ก็จะช่วยลดโอกาสการเป็นสิวหลังได้  

  • การรับประทานอาหารที่กระตุ้นการเกิดสิวหลัง เช่น อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากนมวัว เป็นต้น 
  • การเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อมากจะทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี แผ่นหลังจึงเกิดสิวอักเสบได้ง่าย 
  • การนอนถอดเสื้อและไม่ทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ซึ่งบนที่นอนมักมีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว, เหงื่อและคราบไคล รวมไปถึงเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียที่เรามองไม่เห็น ทำให้เกิดได้ทั้งสิวอุดตันตามรูขุมขนและสิวอักเสบ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและรีดผ้าที่ก่อให้เกิดสารตกค้าง กระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้ 
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิวของตัวเอง และทำความสะอาดได้ไม่ดี ก็จะกระตุ้นใก้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ 
  • ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี เนื้อผ้าแข็งกระด้าง เสียดสีกับผิวของเรา
สิวที่หลัง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง

มีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน

เป็นปัจจัยของการเกิดสิวหลังที่มาจากภายในร่างกายของเราเอง ได้แก่ กรรมพันธ์ุ และ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งปัจจัยภายในมักเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ลำบาก การรักษาสิวที่หลังที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าวจึงทำได้ยากกว่า  

ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกก็คือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดสิว ที่หลัง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง, ที่นอนไม่สะอาด, การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม มีน้ำตาลหรือไขมันทรานส์สูง, ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก, การใส่เสื้อผ้าอับชื้น เป็นต้น

สิวที่หลังมีลักษณะเป็นแบบไหนบ้าง

โดยทั่วไปสิวที่หลังมีทั้งแบบไม่รุนแรง มีจำนวนไม่เยอะ สามารถรักษาง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และแบบที่รุนแรง จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุและหาวิธีรักษาสิวที่เหมาะสม 

สิวที่หลังมีหลายลักษณะ ทั้งสิวอักเสบและสิวไม่อักเสบ แบ่งเป็นหลายรูปแบบได้ดังนี้ 

สิวอุดตัน หรือสิวหัวขาว

สิวหัวขาว หรือบางครั้งเรียกว่าสิวอุดตันหัวปิด มีลักษณะเป็นสิวตุ่มเล็กๆ มีสีขาว เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อุดตันอยู่ที่รูขุมขน ซึ่งโดยส่วนใหญ่สิวอุดตันประเภทนี้มักจะกลายเป็นสิวอักเสบในเวลาต่อมา

สิวหัวดำ

เป็นประเภทหนึ่งของสิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของสิ่งสกปรกและไขมันส่วนเกินบนผิวหนังในรูขุมขน แล้วทำปฏิริยากับเม็ดสีที่เซลล์ผิวหนังจึงเกิดเป็นสิวหัวสีดำขนาดเล็ก ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่เกิดการอักเสบและมีอาการไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญใจมากกว่า เพราะสังเกตง่ายและและหายยาก 

สิวอักเสบตุ่มนูนแดง

เป็นสิวที่มีขนาดเล็ก อาการไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงบนผิว ไม่มีรูเปิดเหมือนสิวหัวดำ มีการอักเสบรอบๆตุ่มสีแดง ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะกลายเป็นสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

สิวอักเสบหัวหนอง

สิวอักเสบหัวหนองเกิดจากรูขุมขนที่อุดตันเกิดการติดเชื้อ จึงมีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่และมีหนอง สามารถกดหนองออกมาได้ แต่หากกดไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้เกิดเป็นสิวหัวหนองซ้ำๆ ไม่หายขาดและมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้ 

สิวอักเสบก้อนลึก

สิวประเภทนี้มีลักษณะเหมือนสิวอักเสบตุ่มแดง แต่มีก้อนขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนัง มักมีสาเหตุจากการกดบีบสิวที่ไม่ถูกวิธี ทำให้เชื้อแบคทีเรียและน้ำมันที่อยู่ภายในตุ่มสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง จึงเกิดการอักเสบ บวมและแดง สร้างความเจ็บปวดค่อนข้างมาก

สิวหัวช้าง หรือสิวชีสต์

เป็นสิวอักเสบประเภทหนึ่งที่มีอาการรุนแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียภายในตุ่มสิวเพิ่มจำนวนมากขึ้นกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มและก้อนไตแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง บวมแดง และสามารถพัฒนากลายเป็นฝีได้ 

ประเภทของสิว

วิธีรักษาสิวที่หลัง มีอะไรบ้าง

วิธีรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธี หากมีอาการไม่รุนแรง อาจจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว หากยังไม่หาย อาจจะลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อลดการระคายเคืองผิว หรือหากมีอาการรุนแรง หรือไม่หายขาดควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและแนะวิธีรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมต่อไป 

การรักษาด้วยวิธีแบบธรรมชาติ 

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีแบบธรรมชาติ คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดออร์แกนิคจากธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและก่อให้เกิดสิวได้ง่าย เช่น การพอกผิวด้วยดินสอพอง หรือการเลือกใช้สบู่ออร์แกนิคที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบของสิวและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อย่างสบู่ออร์แกนิคที่สกัดจากเปลือกมังคุด สบู่ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น 

การรักษาทางการแพทย์  

หากสิวที่หลังไม่หายขาด มีอาการรุนแรง สร้างความรำคาญหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ควรพิจารณาเลือกวิธีการรักษาทางการแพทย์ เพราะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วกว่า แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายตามลักษณะและความรุนแรงของสิว 

วิธีการรักษาสิวด้วยวิธีทางการแพทย์นั้นมีหลายวิธี เช่น การใช้ยาทาหรือยารับประทาน การกดสิว การฉีดสิว หรือการยิงเลเซอร์ เป็นต้น ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยและแนะนำวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


การรักษาสิวหลังที่ Aya Clinic มีอะไรบ้าง

สำหรับการรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีทางการแพทย์นั้น ทาง Aya Clinic จัดโปรแกรมการรักษาสิวเพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาสิวหลังอย่างครบวงจรตามลักษณะปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 

โปรแกรม Acne Clear

เป็นโปรแกรมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบและสิวอุดตันที่มีสาเหตุจากฮอร์โมน โดยโปรแกรมนี้จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหนัง ไปพร้อมๆกับการลดเลือนรอยดำ รอยแดงและรอยแผลเป็นจากสิว ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

  • ทรีตเมนต์มาส์ก เพื่อลดการอักเสบของต่อมไขมัน
  • การฉีดยา ช่วยลดการอักเสบของสิวและสะกิดหัวสิวออก
  • ใช้ยารักษาสิว ทั้งแบบยาทาและยารับประทาน เพื่อกำจัดเชื้อสิวให้หมอ ป้องกันการกลับมาเป็นสิวซ้ำ 

โปรแกรม Acne Clear + AWL Laser

เป็นโปรแกรมรักษาสิวควบคู่ไปกับการยิงเลเซอร์เพื่อลดรอยแดง รอยดำจากสิว หลุมสิวและแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดย AWL Laser จะช่วยกระตุ้นให้เม็ดสีในเซลล์ผิวแตกตัว ทำให้รอยดำรอยแดงจางลง ลดความหมองคล้ำที่เกิดจากสิว 

หลังจากการทำเลเซอร์ก็จะต่อด้วยโปรแกรม Facial gold treatment เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และบำรุงผิวให้เนียนเรียบ กระจ่างใส เปล่งปลั่ง แลดูสุขภาพดี ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งแรก 

โปรแกรม Acne Clear + Treatment 6 ขั้นตอน

แพทย์จะประเมินสภาพผิวและความรุนแรงของสิว เพื่อจัดการปัญหาสิวก่อนเป็นอันดับแรก แพทย์จะฉีดสิวเพื่อลดการอักเสบ และกดสิวเพื่อกำจัดสิวบนแผ่นหลัง เมื่อควบคุมสิวให้หายดีแล้ว ก็จะเริ่มขั้นตอนการทำทรีตเมนท์เพื่อบำรุงผิว 6 ขั้นตอน เพื่อลดเลือนรอยดำ รอยแดง รวมถึงรอยแผลเป็นจากสิว เผยแผ่นหลังที่เนียนเรียบ กระจ่างใส น่าสัมผัส  


การป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่หลัง

มีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวหลังได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ เนื่องจากปัจจัยบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุม เช่น สิวที่มีสาเหตุจากฮอร์โมน หรือกรรมพันธ์ุ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีสิวที่หลังควรดูแลและรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการลุกลามหรืออาการรุนแรง ซึ่งอาจจะเกิดรอยแผลเป็นได้และรักษายากกว่า วิธีหลีกเลี่ยงเพื่อลดโอกาสการเกิดสิวที่หลังมีดังนี้ 

  • อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่มีเหงื่อออก
  • ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมลดการเกิดสิว เช่นสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 
  • จำกัดการใช้อุปกรณ์กีฬาหรือกระเป๋าบางอย่าง เช่น กระเป๋าเป้สะพายหลังหนักๆ หรือเกราะป้องกันตัว ที่ทำให้แผ่นหลังอับชื้น 
  • ควบคุมความเครียดของตนเอง
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์และทำความสะอาดผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) เช่นควรงดการใช้ครีมที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมันที่ทำให้อุดตันเป็นสิว
  • เลือกใส่เสื้อผ้าหลวมๆ มีเนื้อผ้าที่มีระบายอากาศได้ดี 
  • หยุดแคะ แกะ เกาแผ่นหลัง เนื่องจากเล็บมือของเราอาจจะมีเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียที่ไปกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบได้
วิธีดูแลผิวเป็นสิวที่หลัง

การรักษาสิวที่หลังใช้เวลาในการรักษานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีทางการแพทย์จะใช้เวลานานเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความรุนแรงของสิว พฤติกรรมของคนไข้ รวมไปถึงความต่อเนื่องในการรักษา โดยปกติแล้วสิวที่หลังจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยหลังจากการรักษาครั้งแรก ภายในหนึ่งสัปดาห์จะดีขึ้นประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ หากคนไข้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกๆ 1-2 สัปดาห์ จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 1-2 เดือน 

การรักษาสิวที่หลังใช้เวลานานไหม

การรักษาสิวที่หลังมีโอกาสสิวลุกลามไปบริเวณอื่นได้ไหม

สิวที่หลัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลรักษาหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว มีโอกาสสูงที่จะลุกลามไปบริเวณอื่นของร่างกายได้ เช่น บริเวณหัวไหล่ หน้าอก หรือบั้นท้าย เนื่องจากเป็นพื้นที่ในร่มผ้าที่มีปริมาณต่อมไขมันกระจายตัวอยู่มากกว่าส่วนอื่นๆ ดังนั้นการรักษาสิวที่หลังแต่เนิ่นๆ จะช่วยควบคุมไม่ให้สิวลุกลามหรือรุนแรงมากขึ้นได้ 


ข้อสรุป

วิธีรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดสิว ใช้วิธีธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเพื่อลดการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว หรือจะเป็นวิธีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงจุด อย่างไรก็ตาม หากเป็นสิวที่หลังไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหรือลุกลามไปส่วนอื่นๆ ทำให้รักษายากและหายช้ากว่าเดิม 


รีวิวการรักษาสิว