กดสิวแล้วสิวหายจริงไหม ช่วยเรื่องอะไรบ้าง หลังกดกี่วันหาย

เชื่อว่าปัญหาการเกิดสิว เป็นปัญหาหนักใจของทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยต่าง ๆ ทั้งวัยรุ่น,วัยทำงาน หรือจะมีอายุมากขึ้นเลยวัยกลางคนแล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะเกิดสิวได้จากปัจจัยภายในร่างกาย ทั้งเรื่องของฮอร์โมน ความเครียด พักผ่อน มีสภาวะร่างกายผิดปกติอยู่ช่วงมีประจำเดือน  หรือเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่นอากาศร้อน ฝุ่นละออง หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มน้ำอัดลง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดสิวขึ้นได้ โดยหลายคนมีคำถามคาใจ หากเป็นสิวจะทำการแก้ปัญหาด้วยการกดสิวจะดีไหม และมีผลอย่างไรทำให้เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นหรือไม่ โดยเราจะมาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกัน

 การกดสิวควรทำไหม ช่วยอะไร

การกดสิว เป็นการรักษาสิวด้วยการกดให้หัวสิวที่อุดตันอยู่ภายในผิวหนังของเรานั้นให้หลุดออกไป  การกดสิวจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิง เพราะหากไม่นำหัวสิวออกมาก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันหรือสิวอักเสบได้ในอนาคต ซึ่งก่อนที่เราจะทำการรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว เราจะต้องทำความเข้าใจในประเภทของสิวที่เกิดขึ้นก่อน ว่าสิวแบบใดที่สามารถรักษาด้วยวิธีการกดสิวแล้วได้ผลดี เพราะสิวบางประเภท ไม่ควรจะใช้วิธีการกดสิว เนื่องจากใช้วิธีนี้แล้วไม่ได้ผล แต่ควรใช้วิธีการอื่น ๆ รักษาเช่นการฉีดสิว การใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จึงจะเหมาะสมกว่าวิธีการกดสิว อีกทั้งยังทำให้ไม่เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นที่จะตามมาภายหลัง

กดสิว

สิวประเภทไหนที่กดไม่ได้

เมื่อเราไปรักษาสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ทางแพทย์ก็จะวิเคราะห์สิวที่เกิดขึ้นและเลือกวิธีการรักษาสิวที่เหมาะสม  สิวบางประเภทจะไม่ใช่วิธีการกดสิว อย่างเช่น สิวที่ไม่เห็นหัวสิว, สิวที่ภายในมีเลือดคั่ง ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงช้ำ หรือสิวที่เป็นตุ่มหนองขนาดใหญ่ ทางแพทย์จะเลือกที่จะรักษาสิวด้วยวิธีการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิว,ใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จะเหมาะสมกับสิวประเภทดังกล่าวมากกว่าวิธีการกดสิวเพื่อรักษา

สิวที่ไม่ควรกด

สิวประเภทไหนที่กดออกได้

การรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว มักจะใช้กับสิวประเภทที่เกิดจากการอุดตันสะสมของน้ำมันบนใบหน้า ทำให้เซลล์ผิวหนังเก่าหมักหมมลงในรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิวที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่นสิวหัวดำและสิวหัวขาว  โดยสิวทั้ง 2 ประเภทนี้ เมื่อใช้วิธีการกดสิวจะไม่เกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้ หลังจากที่กดสิวไปแล้ว  อย่างไรตาม วิธีการกดสิวก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะต้องพิจารณาเพื่อการรักษาดังต่อไปนี้

สิวที่กดได้

ข้อดี – ข้อเสียของการกดสิว

ข้อดีของการรักษาสิวด้วยการกดสิวคือวิธีการนี้สามารถกำจัดหัวสิวที่อุดตันในผิวหนังได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาแบบอื่นๆทั้งการฉีดสิวการใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว เนื่องจากวิธีการดังกล่าวผู้ที่รักษาสิวอาจจะเกิดการเเพ้ยาหรือได้รับผลข้างเคียงการใช้ยาและเลเซอร์รักษาสิว ซึ่งส่งผลต่อผิวหนังทำให้ผิวแห้งตึง หรือส่งผลเสียต่อระบบเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นการกดสิวจึงถือเป็นวิธีการรักษาสิวที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกทั้งยังไม่เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาและสารเคมีนั่นเอง  โดยหากมีการกดสิวอย่างถูกวิธีแผลที่เกิดจากการกดสิวก็จะหายไปตามธรรมชาติภายในเวลา 2-3 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์  นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันไม่ให้มีปัญหาการเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการกดสิว ก็มีข้อเสียที่จะต้องพิจารณาก่อนที่จะทำการรักษาด้วยวิธีการนี้ นั่นคือ

ข้อเสียของการกดสิว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบต่อผิวหนังได้ หากกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีหรือกดหัวสิวออกจากผิวหนังไม่หมดนอกจากนี้การกดสิวยังมีข้อเสียนั่นคืออาจทำให้เกิดรอยดำที่ผิวหนังทั้งนี้เนื่องจากการกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีและไม่มีความสะอาดอย่างเพียงพอจะทำให้ยังมีร่องรอยดำหลงเหลือที่ผิวหนัง และหากกดหัวสิวไม่หมดก็อาจจะเกิดการอักเสบได้ในภายหลังที่ทำการรักษา

เมื่อเราพิจารณาจากข้อเสียของการกดสิวดังนั้นจึงควรใช้การกดสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและไม่ควรจะทำการกดสิวด้วยตนเอง

ข้อสรุป

เราได้มาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกันแล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิวที่เป็นปัญหาน่ารำคาญใจของใครหลายคน และเชื่อว่าปัญหาสิวก็จะเบาใจลงไป เมื่อเรามีการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกดสิว,การฉีดสิว,ใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันก็ดีกว่าการรักษาและแก้ไข หากเราไม่เป็นสิวก็จะดีกว่า โดยเราจะต้องรักษาความสะอาด หมั่นล้างหน้าบ่อย ๆ  ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ลดความเครียด ด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงอ รวมทั้งการรับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดสิว เพียงเท่านี้ เรื่องของปัญหาสิวก็จะเป็นปัญหาชิล ๆ ที่เราสามารถแก้ไขได้

10 วิธีรักษาสิว

10 วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองให้อยู่หมัด ต้องทำสิ่งนี้

หากพูดถึงปัญหาผิวที่พบได้บ่อยที่สุด คงหนีไม่พ้น “ปัญหาสิว” ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในช่วงวัยที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง มีโอกาสที่จะจะเกิดสิวได้มากที่สุด ซึ่งสิวนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ตั้งแต่เม็ดเล็กๆ ไปจนถึงสิวเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้หลายคนต้องเสียความมั่นใจจากการเป็นสิวกันไปมากมาย

เชื่อว่าผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวอยู่ ต่างก็ต้องเคยหาวิธีรักษาหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทาครีม ยารักษาสิว หรือทานวิตามิน แต่ก็ไม่สามารถกำจัดสิวออกไปได้อย่างถาวร อีกทั้งหากรักษาผิดวิธี หรือไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกกับผิว ก็จะยิ่งทำให้ผิวอักเสบมากกว่าเดิมได้ อีกทั้งยังทำให้หน้าแห้ง หน้าลอกตามมาอีกด้วย ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงได้รวบรวม 10 วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองให้อยู่หมัด กำจัดสิวเรื้อรังให้หายขาด จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย

สิว (Acne) คืออะไร

สิว (Acne) เป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบของรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous glands) สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนใบหน้า คอ หลัง และหน้าอก เมื่อรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำงานผิดปกติ ก็จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันจนเกิดเป็นตุ่มนูนขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ “สิว” นั่นเอง อีกทั้งยังสามารถเกิดการอุดตันได้จากปัจจัยอื่นๆ เช่น เซลล์ผิวเก่า แบคทีเรีย หน้ามัน และสิ่งสกปรกต่างๆ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดสิวยังสามารถเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้อีกด้วย

สิว

 การเกิดสิวมีสาเหตุมาจากอะไร

หากต้องการรักษาสิวอย่างถูกวิธีและอยู่หมัด เราจะต้องรู้ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวก่อนว่าเกิดมาจากอะไร จะได้สามารถรักษาสิวได้ตั้งแต่ต้นเหตุ โดยปกติแล้ว สาเหตุของการเกิดสิวนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ได้แก่

  • เกิดจากรูขุมขนกว้าง เพราะเมื่อรูขุมขนกว้างขึ้น สิ่งสกปรกต่างๆ ก็จะเข้าไปอุดตันได้ง่าย 
  • ผู้ที่มีสภาพผิวค่อนข้างมัน มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวปกติ เนื่องจากผิวมีการผลิตน้ำมันออกมามาก และน้ำมันบนผิวก็อาจจะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้
  • เกิดจากพันธุกรรม เพราะหากพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวมีสภาพผิวที่แพ้ง่ายหรือผิวมัน ก็จะถูกส่งต่อมาสู่ลูกหลาน ซึ่งถือเป็นสภาพผิวที่ก่อให้เกิดสิวได้ง่าย
  • เกิดจากแบคทีเรียชนิด P.acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวขึ้นมาได้
  • เมื่อผิวเกิดการเสียดสีบ่อย ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดสิวได้ เช่น การถูหรือขัดหน้าแรงๆ 
  • เกิดจากผิวที่มีการผลัดเซลล์ เมื่อเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา ก็มีโอกาสที่จะหลุดเข้าไปอุดตันในรูขุมขนของเราได้
  • เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมากเกินไป 
  • เกิดจากความเครียด เมื่อเรารู้สึกเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการผลิตน้ำมันบนใบหน้าจากต่อมไขมัน
  • เกิดจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิว หรือยาคุม ซึ่งจะมีผลต่อการหลั่งของฮอร์โมน กระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นมาได้

  ประเภทของสิวมีอะไรบ้าง มีการรักษาอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว ประเภทของสิวนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิวอักเสบ และสิวที่ไม่อักเสบ ซึ่งนอกจากจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันแล้ว ยังมีแนวทางในการรักษาที่ต่างกันออกไปอีกด้วย โดยทั้งสิวอักเสบและสิวไม่อักเสบนั้นมีวิธีการรักษา ดังนี้

 สิวอักเสบ

สิวอักเสบ (Inflammatory acne) เป็นสิวที่มีลักษณะบวม แดง เป็นตุ่มนูน มีทั้งแบบมีหัวและไม่มีหัว สิวอักเสบจะมีความรู้สึกเจ็บและปวดเมื่อไปสัมผัส โดยทั่วแล้วสิวอักเสบมักจะเกิดมาจากสิวอุดตันที่ไม่ได้กดออก อีกทั้งยังถูกกระตุ้นจนเกิดการอักเสบขึ้นมา เบื้องต้นแแล้วการรักษาสิวอักเสบ สามารถทำได้ด้วยการทายา Benzoyl peroxide ที่มีประสิทธิภาพในการลดแบคทีเรีย ทำให้ผิวอักเสบน้อยลง

นอกจากนี้ยังมีสิวอักเสบอีกหนึ่งประเภท ที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนที่มีขนาดใหญ่ เม็ดสิวแข็งเป็นไต ซึ่งเรียกว่า “สิวหัวช้าง (Acne conglobata)” มีสาเหตุการเกิดเหมือนกับสิวอักเสบทั่วไป เพียงแต่ว่ามีขนาดใหญ่มากกว่า จึงทำให้เกิดการอักเสบมากกว่า สำหรับสิวหัวช้างแนะนำให้รักษากับแพทย์ผิวหนังโดยตรง โดยส่วนมากแล้วแพทย์จะทำการฉีดยา Corticosteroids เบื้องต้น เพื่อให้สิวมีการยุบตัว

 สิวไม่อักอักเสบ

สิวไม่อักเสบ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งได้ย่อยๆ ได้อีก 4 ประเภท ได้แก่ 

  1. สิวอุดตัน (Comedones) เป็นสิวที่เกิดการอุดตันตามรูขุมขน เกิดจากการที่รูขุมขนมีการเปิดกว้าง แล้วสิ่งสกปรกต่างๆ ก็เข้าไปสะสม เช่น ฝุ่น น้ำมัน หรือเครื่องสำอาง แต่ถ้ากดออก ด้วยวิธีการกดสิวที่ถูกวิธี ก็จะทำให้สิวยุบตัวลงได้
  2. สิวเม็ดข้าวสาร (Milia) เป็นสิวเม็ดสีขาว คล้ายกับเม็ดข้าวสาร มีขนาดเล็ก ซึ่งสิวประเถทนี้เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อ หรือเป็นไขมันยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สิวเม็ดข้าวสารจะกดออกยากกว่าสิวอุดตัน หากกดเอง ก็จะทำให้เป็นรอยสิวได้ง่าย ดังนั้น วิธีรักษาที่ดีที่สุด คือการผลัดเซลล์ผิว
  3. สิวหิน (Syringoma) เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน มีขนาดเล็ก และแข็ง สามารถพบได้บริเวณรอบดวงตา สิวประเภทนี้เกิดมาจากเนื้องอกของท่อเหงื่อ โดยส่วนมากแล้วมักพบในผู้ที่อายุมาก วิธีรักษาสามารถทำได้ด้วยการเลเซอร์เปิดหัวสิว และกดสิวออกมา
  4. สิวผด (Acne aestivalis) เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายกับผื่นคัน แต่เมื่อไปสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ถึงตุ่มนูน สาเหตุของการเกิดสิวผดนั้นส่วนมากแล้วมักจะเกิดจากมลภาวะ อากาศ หรือผิวเกิดการแพ้ ระคายเคือง มักจะเกิดบริเวณหน้าผาก หลัง และหน้าอก เพราะเป็นจุดที่เหงื่อออกง่าย โดยปกติแล้วสิวผดจะสามารถหายไปได้เอง แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวผดขึ้นมาอีก
ความแตกต่างของสิว

  วิธีการรักษาสิว และป้องกันสิวด้วยตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้วสิวมักจะเกิดจากการอุดตันของไขมันในรูขุมขนภายใต้ผิวหนังและถูกกระตุ้นด้วยเชื้อ P.acne จึงทำให้สิวปะทุขึ้นมา ดังนั้น การรักษาสิวจึงมีอยู่หลายวิธี ทั้งการใช้ยารักษาสิว การใช้วิธีทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ และที่สำคัญจะต้องมีป้องกันการเกิดสิวอย่างถูกวิธี โดยสามารถทำได้ 10 วิธี ได้แก่

  1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ล้างหน้าวันละสองครั้ง (เช้าและเย็น) ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง
  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยรักษาสิว เช่น
  • เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวและลดการอักเสบ
  • กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและลดการอุดตันของรูขุมขน
  • เรตินอยด์ (Retinoids) ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันของรูขุมขน
  1. การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมีทั้งแบบทาและแบบรับประทาน ได้แก่
  • ยาทาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน (Clindamycin) ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ยาปฏิชีวนะรับประทาน เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หรือมิโนไซคลิน (Minocycline) ใช้ในกรณีที่สิวมีการอักเสบอย่างรุนแรง
  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง ของทอด ของมัน และอาหารที่มีไขมันทรานส์ รวมถึงการจัดการความเครียด เพราะความเครียดสามารถทำให้ปัญหาสิวแย่ลงได้ สามารถแก้ได้ด้วยการหากิจกรรมสนุกๆ ทำ หรือการออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ เป็นต้น
  1. งดการบีบ แคะ แกะ เกา บริเวณที่เกิดสิว ไม่ควรสัมผัสหน้าบ่อย เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ เข้าสู่สิวได้ อีกทั้งหากผิวมีการเสียดสีบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้สิวเห่อและเพิ่มขึ้นได้
  1. รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนช่วยในการลดสิว อย่างอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี (Zinc) เช่น เมล็ดทานตะวัน ไข่ แซลมอน อะโวคาโด ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้า และยังลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย
  1. ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายของเรา รวมถึงไขมันด้วย ช่วยทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น และยังทำให้เกิดสิวได้น้อยลง ที่สำคัญยังทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นอีกด้วย
  1. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนักๆ เพราะเครื่องสำอางอาจทำให้รูขุมขนอุดตัน ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีความบางเบาและไม่ทำให้ผิวมัน 
  1.  รักษาความสะอาดของสิ่งที่สัมผัสใบหน้าเป็นประจำ เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า และสิ่งอื่นๆ ที่สัมผัสผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
  1. รักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำเลเซอร์ ฉีดยาลดการอักเสบ การฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อสิว และการกดสิว
เลเซอร์รักษาสิว

 วิธีการรักษารอยสิว

ปัญหาหลังจากการรักษาสิวที่ตามมา มักจะยิ่งรักษายากมากกว่าสิว ซึ่งนั่นก็คือ “รอยสิว” และ “หลุมสิว” แต่ถ้าหากเรามีการรักษาทันทีหลังจากสิวหายโดยไม่ทิ้งให้เกิดรอยหรือหลุมสิวลึกจนเกินไป ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยทั่วไป การรักษารอยสิวและหลุมสิวสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การทาครีม/ทายาลดรอยสิว

การทาครีมหรือทายาลดรอยสิว เป็นวิธีการรักษารอยสิวที่ง่ายที่สุด สามารถลดได้ทั้งรอยดำและรอยแดง เนื่องจากมีสารสกัดหลักๆ ได้แก่ 

  • วิตามิน ซี ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส ลดเลือนรอยดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ฝ้า กระ ลดลง
  • เรตินอล เป็นกลุ่มอนุพันธ์วิตามิน เอ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ขาวกระจ่างใส และเรียบเนียน
  • AHA, BHA เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังช่วยละลายน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อีกด้วย
  1. การทำเลเซอร์รักษาหลุมสิว

การทำเลเซอร์ สามารถใช้รักษารอยสิวและหลุมสิวได้ โดยเฉพาะหลุมสิวที่รักษายาก ยิ่งเป็นหลุมสิวแบบ Ice pick scars การทาครีมหรือทายาอย่างเดียวก็ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่การเลเซอร์ เป็นการยิงพลังงานแสงที่มีความเร็วสูง ซึ่งช่วยสมานแผลได้ดี หากทำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้ดังเดิม

เลเซอร์หลุมสิว

 เป็นสิวควรฉีดสิวหรือกดสิวมากกว่ากัน

ปัจจุบันได้มี 2 วิธีรักษาสิวที่ได้รับความนิยมมาก คือ การฉีดสิวและการกดสิว แต่หลายคนสงสัยว่า วิธีไหนเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองมากกว่ากัน มาดูข้อเปรียบเทียบกันเลย

การฉีดสิว

  • เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวที่มีหัวชัดเจน
  • ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะหัวสิว และฉีดสารสกัดจากธรรมชาติหรือยาฆ่าเชื้อเข้าไป
  • ช่วยลดอาการอักเสบ สิวแห้งเร็ว 
  • อาจเกิดรอยแผลเป็นได้ หากกดไม่ถูกวิธี

การกดสิว

  • เหมาะกับสิวอุดตัน สิวหัวขาว สิวหัวดำ 
  • ใช้เครื่องมือเฉพาะทางกดสิวออกมา 
  • อาจเกิดการอักเสบ หรือรอยแดงชั่วคราว
  • ไม่เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง 

การเลือกวิธีจัดการสิว ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิวหรือการกดสิว ขึ้นอยู่กับชนิดของสิว สภาพผิว และความรุนแรงของอาการ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อวินิจฉัยปัญหาและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมจะดีที่สุด 

 วิธีการลดโอกาสการเกิดสิวควรทำอย่างไร

หากใครรักษาสิวจนหายแล้ว หรือกังวลว่าจะเกิดสิว ก็สามารถป้องกันได้ ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ไม่ว่าจะเป็นสิวประเภทใดก็ตาม โดยมีวิธีการป้องกัน ดังนี้

  1. ล้างหน้าให้สะอาด : ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด ด้วยการทำความสะอาดแบบ Double Cleansing คือ ใช้คลีนซิ่ง แล้วตามด้วยเจลล้างหน้า จะช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก จะช่วยลดการเกิดสิวได้ดี
  2. งดรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง : การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ถือเป็นข้อสำคัญมาก เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำมันมากเกินไป ส่งผลให้เกิดสิวได้ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย
  3. ซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนูเป็นประจำ : ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนู เรียกได้ว่าเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่เยอะมาก อีกทั้งยังต้องสัมผัสกับผิวหน้าของเราอยู่บ่อยๆ หากไม่มีการซักทำความสะอาดเลย ก็จะทำให้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าไปอุดตันในผิวได้

 ข้อสรุป

ถึงแม้ว่าสิว จะไม่ได้ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ แต่หากไม่มีการรักษาอย่างจริงจังหรือถูกวิธี ก็จะส่งผลให้เกิดสิวเรื้อรัง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ หากทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา ก็จะทำให้เกิดรอยสิวและหลุมสิวระดับรุนแรงได้ ก็จะยิ่งทำให้รักษายากยิ่งกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียดังกล่าว จึงควรรีบรักษาตั้งแต่ต้นตอของสาเหตุ จะช่วยทำให้ผิวกลับมาเนียนใส ไร้สิว และสุขภาพดีได้อีกครั้ง

สิวอักเสบเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

ปัญหาสิวอักเสบรักษาได้ไม่ยาก สาเหตุเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

หนึ่งในประเภทของสิวที่หลายคนได้ยินแล้วต่างก็ต้องกลัว นั่นก็คือ “สิวอักเสบ” สิวตัวร้ายที่ทำลายผิวหน้าของเรา ถึงแม้รักษาหายแล้วก็ยังทิ้งรอยสิว หลุมสิวไว้ให้ช้ำใจอีก จริงๆ แล้วสิวอักเสบนั้นเกิดมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน หลายคนที่เคยรักษาสิวอักเสบแล้วไม่หายสักที อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้มีการจัดการตั้งแต่ต้นตอของสาเหตุ ซึ่งในวันนี้ เราจะพาไปดูสาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน พร้อมแนะนำวิธีการรักษาสิวอย่างตรงจุด รับรองว่าแก้ได้ไม่ยาก

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) คืออะไร

สิวอักเสบ (Inflammatory acne) เป็นสิวที่เกิดจากการอุดตัน ที่มีแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P.acnes) สะสมอยู่ภายในสิว ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดสิวอักเสบโดยตรง เนื่องจากมีการดึงดูดเม็ดเลือดขาวเข้าสู่สิวและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ อีกทั้ง P.acnes ยังมีเอนไซม์ที่เข้าไปย่อยน้ำมันในตุ่มสิว ทำให้การอักเสบนั้นทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย

สิวอักเสบ

สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ มีดังนี้

  • เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารทอด ของมัน อาหารที่น้ำตาลและไขมันสูง ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
  • เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งถ้าหากคนในครอบครัวมีสภาพผิวที่แพ้ง่าย หรือหน้ามัน เป็นสิว ก็ส่งผลให้ลูกหลานเกิดสิวอักเสบได้เช่นเดียวกัน
  • เกิดจากสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ความร้อน ฝุ่น ควัน มลพิษ และสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เข้าไปอุดตันในผิว จนทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น
  • เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นในเกิดการอักเสบภายในร่างกายได้
  • เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น Vitamin B6 Vitamin B12 หรือ Anabolic Steroids ซึ่งมีส่วนทำให้บริเวณที่เป็นสิวอุดตันอยู่แล้วเกิดการระคายเคืองได้
  • เกิดจากการบีบสิว หากเผลอไปบีบ แคะ แกะสิวอุดตันอย่างรุนแรง ก็จะทำให้เกิดแผล และเป็นสิวอักเสบตามมาได้
สาเหตุการเกิดสิว

  สิวอักเสบมักเกิดขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง

โดยปกติแล้ว สิวอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของร่างกาย เนื่องมาจากต่อมไขมันที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิวนั้นมีอยู่แทบทุกอวัยวะ แต่บริเวณที่สามารถพบสิวอักเสบได้มากที่สุด ได้แก่

 สิวที่คาง

คาง เป็นจุดที่สามารถเกิดสิวได้มากกว่าส่วนอื่นๆ บนใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เราทุกคนต้องสวมแมสก์ตลอดเวลา ยิ่งทำให้ผิวเกิดการเสียดสีบ่อย ก็จะยิ่งทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น

 สิวที่หน้าผาก

หน้าผาก เป็นจุดที่เกิดสิวได้บ่อยไม่แพ้บริเวณคางเลย เพราะเป็นจุดที่ต้องสัมผัสเหงื่อตลอด อีกทั้งยังถูกกระตุ้นจากเส้นผมที่สัมผัสโดนบ่อยๆ จึงสามารถเกิดได้ทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน หรือแม้แต่สิวผด

 สิวที่แก้ม

บริเวณแก้ม เป็นจุดที่มือของเราจะสัมผัสบ่อยมาก อีกทั้งช่วงนี้ยังต้องสวมแมสก์อยู่บ่อยๆ จึงทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียได้มากกว่าเดิม โดยส่วนมากแล้วบริเวณแก้มนั้นมักจะเกิดสิวอุดตันได้ง่าย แต่ถ้าหากไม่มีการกดสิวอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้เกิดสิวอักเสบตามมาได้

 สิวที่หลัง

สิวที่หลัง เป็นจุดที่พบสิวได้บ่อยมากไม่แพ้ผิวหน้าเลย ซึ่งเกิดมาจากความอับชื้น ทั้งเหงื่อไคล สิ่งสกปรกต่างๆ อีกทั้งยังมีการเสียดสีจากเสื้อผ้าบ่อย จึงทำให้เกิดสิวที่หลังได้ง่าย อีกทั้งหลังยังเป็นบริเวณที่เรามองเห็นยาก การจะรักษาด้วยตนเองก็ไม่ง่ายเลย เมื่อปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้เกิดสิวอักเสบตามมาได้

  สิวอักเสบมีกี่ชนิด มีสิวอะไรบ้าง

รู้หรือไม่ว่าสิวอักเสบนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ประเภทเดียว แต่ยังสามารถแบ่งออกได้ย่อยๆ อีก 5 ประเภทด้วยกัน อีกทั้งยังมีวิธีการรักษาที่ต่างกันออกไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการรักษาสิว มาดูกันก่อนเลยว่า สิวอักเสบทั้ง 5 ประเภทนี้จะมีลักษณะอย่างไรบ้าง

 สิวหัวหนอง

สิวหัวหนอง จะมีลักษณะเป็นหัวสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีของหนองที่บรรจุอยู่ภายในตุ่มสิว มีขนาดเล็ก มีระดับความรุนแรงปานกลาง เพราะมักจะมีอาการปวดร่วมด้วยเมื่อเกิดสิวอักเสบชนิดนี้

 สิวมีตุ่มนูนแดง

สิวมีตุ่มนูนแดง เป็นเม็ดสิวที่มีขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้วจะไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีระดับความรุนแรงน้อยกว่าสิวหัวหนอง โดยสิวมีตุ่มนูนแดงนี้จะมีลักษณะตามชื่อ คือ เป็นตุ่มนูนๆ สีแดง สามารถเกิดขึ้นพร้อมกับผื่นแพ้ได้ มีทั้งแบบมีหัวและไม่มีหัว

 สิวอักเสบเป็นก้อน

สิวอักเสบเป็นก้อน คือสิวที่เกิดจากการสะสมของหนองและเลือดที่มีขนาดใหญ่ เมื่อสัมผัสโดนแล้วจะรู้สึกเจ็บและปวด รอบๆ จะมีสีแดงที่เกิดจากการอักเสบอย่างรุนแรง สิวอักเสบชนิดนี้ หากกดออกก็จะทำให้ทิ้งรอยสิวได้ง่าย

 สิวหัวช้าง

สิวหัวช้าง จัดอยู่ในประเภทของสิวอักเสบชนิดรุนแรง เพราะมีลักษณะเป็นตุ่มสิวขนาดใหญ่ เป็นไตแข็ง ที่เกิดจากการปะปนกันของหนองและเลือด จึงทำให้มีความนูนใหญ่ เป็นตุ่มสีแดงเพราะเกิดจากการอักเสบอย่างรุนแรง เวลารักษาจะต้องมีการรับประทานยาแก้อักเสบร่วมด้วย เพราะสิวอักเสบชนิดนี้จะปวดมาก

 สิวซีสต์

สิวซีสต์ เป็นอีกหนึ่งประเภทของสิวอักเสบชนิดรุนแรง อีกทั้งยังมีระดับความรุนแรงมากกว่าสิวหัวช้าง เพราะทำลายไปถึงชั้นหนังแท้ มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นตุ่มแข็งๆ เป็นไต มีหนองอยู่ภายในก้อนสิว ต้องรักษาด้วยวิธีการฉีดสิวจึงจะสามารถทำให้สิวซีสต์หายไปได้

สิว6ประเภท

 สิวอักเสบมีความรุนแรงแค่ไหน

เมื่อพูดถึงระดับความรุนแรงของสิวอักเสบ สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. ระดับที่ 1 – สิวอักเสบที่ไม่รุนแรง สิวมีขนาดเล็ก มีปริมาณน้อย
  2. ระดับที่ 2 – สิวอักเสบระดับปานกลาง เป็นก้อนแข็งขนาดเล็ก จะมีสิวโดยรอบไม่เกิน 10 จุด แต่อาจจะมีสิวหนองร่วมด้วย
  3. ระดับที่ 3 – สิวอักเสบระดับรุนแรง เป็นสิวเกิดจากสิวอุดตันที่สะสมมานาน มีลักษณะเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่และมีความเจ็บปวดร่วมด้วย อีกทั้งยังทิ้งรอยช้ำหรือรอยดำหลังการรักษาได้ง่าย

  วิธีรักษาสิวอักเสบ และวิธีป้องกัน

สิวอักเสบ ถึงแม้ว่าจะเป็นปัญหาผิวที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมีการรักษาอย่างถูกวิธีและมีวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง เบื้องต้นแล้ว การรักษาสิวอักเสบนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

 การรักษาสิวตามขั้นตอน กดสิว ฉีดสิว ทำเลเซอร์

ปัจจุบัน แนวทางการรักษาสิวอักเสบที่เห็นผลไวและมีประสิทธิภาพที่สุด ก็คงจะเป็นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และการทำหัตถการต่างๆ ในการรักษาสิวอักเสบนั้นจะต้องมีการทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มต้นตั้งแต่การรักษาสิว เช่น การกดสิว ฉีดสิว จากนั้นจึงค่อยรักษารอยสิวและหลุมสิว ด้วยการทำเลเซอร์ หรือทำทรีตเมนต์ เป็นต้น

 การทายารักษาสิวอักเสบ

การใช้ยารักษาสิวอักเสบ ได้แก่ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide), กรดซาลิไซลิก (salicylic acid), ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่, หรือเรตินอยด์ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนทายารักษาสิว ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยของผิว และเพื่อไม่ให้ได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

 การทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิว

การทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิว เป็นยิงแสง หรือฉายแสงเลเซอร์เข้าไปในชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการผลิตความมันส่วนเกิน ลดการอักเสบของต่อมไขมัน ลดการเกิดสิวอักเสบ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวและกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวเรียบเนียนและสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

 การฉีดยารักษาสิว

การฉีดยารักษาสิวอักเสบ เป็นวิธีที่จะช่วยให้สิวเกิดการยุบตัวได้ไวขึ้น โดยส่วนมากจะนิยมใช้ยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ในการฉีด ซึ่งเป็นยาสเตียรอยด์ประเภทหนึ่ง ใช้สำหรับการรักษาสิวอักเสบโดยเฉพาะ หลังฉีดจะเห็นได้เลยว่าสิวมีการยุบตัวลงและยังช่วยลดอาการปวดได้อีกด้วย

 หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า

งดการบีบ แคะ แกะ เกา บริเวณที่เกิดสิว ไม่ควรสัมผัสหน้าบ่อย เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ เข้าสู่สิวได้ อีกทั้งหากผิวมีการเสียดสีบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้สิวเห่อและเพิ่มขึ้นได้

 หมั่นทำความสะอาดใบหน้า

ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ล้างหน้าวันละสองครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นในการล้างหน้า

 การพักผ่อนให้เพียงพอ

ให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น โดยควรใช้เวลานอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ระบบต่างๆ ก็จะทำงานได้อย่างปกติ ช่วยลดการเกิดปัญหาผิวต่างๆ อย่างสิวอักเสบหรือสิวอุดตันได้ดี

 การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

รับประทานให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้สารอาหารได้เข้าไปปรับสมดุลผิวให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนช่วยในการลดสิว อย่างอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี (Zinc) เช่น เมล็ดทานตะวัน ไข่ แซลมอน อะโวคาโด ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้า และยังลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย

 ทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำ

รักษาความสะอาดของสิ่งที่สัมผัสใบหน้าเป็นประจำ เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปูที่นอน และของใช้อื่นๆ ที่สัมผัสผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย

เลเซอร์รักษารอยสิว

 การใช้ตัวยาในการรักษาสิวอักเสบ

การทายารักษาสิว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาสิวอักเสบที่รวดเร็วและเห็นผลลัพธ์ได้ดี สามารถหาซื้อง่ายตามร้านขายยา หากใช้อย่างต่อเนื่องก็จะช่วยทำให้สิวลดลงได้ โดยปกติแล้วการรักษาสิวอักเสบด้วยตัวยา จะมีทั้งแบบรับประทาน และแบบทาลงบนสิว โดยมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ ได้แก่

  1. ยารักษาสิวอักเสบแบบรับประทาน

ยารักษาสิวอักเสบแบบรับประทาน ได้แก่ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline), ไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin)  หรือมิโนไซคลิน (Minocycline) ใช้ในกรณีที่สิวมีการอักเสบอย่างรุนแรง เพราะมีฤทธิ์ในการกดการทำงานของต่อมไขมันที่ผลิตไขมัน ช่วยทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว จึงทำให้สิวอักเสบลดลงได้

  1. ยารักษาสิวอักเสบแบบทาลงบนสิว

ยารักษาสิวอักเสบแบบทาลงบนสิว ได้แก่ คลินดามัยซิน (Clindamycin), เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide หรือ BPO), เรตินอยด์ (Topical retinoids) และ กรดอะซีลาอิก (Azelaic acid) ที่ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ 

 วิธีดูแลผิวหน้ายังไงเมื่อเกิดสิวอักเสบ

สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบได้นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผิวมีความอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย เพราะฉะนั้น การสร้างเกราะป้องกันให้กับผิว ทำให้ผิวแข็งแรงจึงสำคัญมากที่สุดในการป้องกันการเกิดสิวอักเสบ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีความอ่อนโยน ที่สำคัญ จะต้องเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุด 
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นประจำด้วยมอยเจอร์ไรซ์เซอร์ หรือใช้น้ำมันทีทรีออยล์เพื่อปลอบประโลมผิว
  • หากมีอาการปวด สามารถใช้การประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดและบวม รวมถึงดื่มชาเขียวร้อน เพื่อช่วยลดการอักเสบของผิวควบคู่กันไปได้
สบู่รักษาสิว

 สามารถกดหรือบีบสิวอักเสบเองได้หรือไม่

เมื่อเกิดสิวอักเสบ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือ การกด บีบ หรือแกะสิวด้วยตนเอง เพราะถ้าหากมีการกดสิวแบบผิดวิธี ก็จะยิ่งทำให้สิวเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงมากขึ้น อาจมีเลือดออก และสิวเห่อเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังทิ้งรอยช้ำและรอยหลุมสิวได้มากกว่าเดิมอีกด้วย แนะนำว่าให้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังจะดีที่สุด

 การรักษาสิวอักเสบใช้เวลานานแค่ไหน สิวอักเสบจะหายได้เองไหม

โดยทั่วไปแล้ว สิวอักเสบสามารถลดลงและหายไปได้เอง โดยจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อรอให้ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งจะใช้เวลานานมากกว่าสิวประเภทอื่นๆ เพราะเป็นสิวที่มีความรุนแรง อีกทั้งยังทิ้งรอยไว้อีกด้วย แต่ถ้าหากมีการรักษาอย่างถูกวิธีและรักษาได้เร็ว ก็จะทำให้สิวอักเสบลดลง และหายไปได้ไวมากขึ้น ทั้งสิวและรอยสิว

 ข้อสรุป

จะเห็นได้เลยว่าสิวอักเสบ มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีระดับความรุนแรงที่ต่างกันออกไป ดังนั้น หากต้องการรักษาสิวอักเสบด้วยตนเอง จะต้องทำความเข้าใจกับประเภทของสิวให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าหากแค่ทายารักษาสิวเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องมีเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาเสริม เพื่อช่วยให้การรักษาสิวอักเสบนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุของหลุมสิว

ไขข้อข้องใจ การรักษาหลุมสิวทำอย่างไรให้ได้ผล

หากพูดถึงปัญหาผิวที่หลายคนกลัวกันมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “หลุมสิว” ที่เป็นปัญหาสุดหนักใจของหนุ่มๆ สาวๆ เพราะหลุมสิวนั้นเรียกได้ว่ารักษายากกว่าสิวหลายเท่า ยิ่งสิวมีความรุนแรงมากเท่าไหร่ หลุมสิวที่ตามมาก็จะมีความลึกมากเท่านั้น จะใช้เมคอัพกลบก็ไม่เนียน หาวิธีรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เพราะต้องอาศัยเวลาที่นานมากเลยทีเดียว หากใครที่เผชิญปัญหานี้อยู่ วันนี้เราได้รวบรวมวิธีการรักษาหลุมสิวให้ได้ผล รวมถึงวิธีป้องกันและวิธีปฏิบัติในช่วงรักษาหลุมสิว เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


หลุมสิวเกิดจากอะไร

หลุมสิว หรือ Atrophic Scars เกิดมาจากเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการเป็นสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ ถึงแม้ร่างกายจะผลิตเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนได้ แต่ก็ไม่ได้มีปริมาณเท่าเดิม จึงทำให้ผิวบริเวณนั้นดูขรุขระ เป็นหลุม ผิวหน้าไม่เรียบเนียน 

หากเราเป็นสิวอักเสบหรือสิวอุดตันทั่วๆ ไป เมื่อสิวหาย ก็จะทิ้งเพียงแค่รอยดำรอยแดง ซึ่งรอยเหล่านี้จะสามารถจางลงไปได้เอง แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง ผลที่ตามมาคือ หลังสิวหาย จะทำให้เกิดแผลเป็นและหลุมสิวตามมา ซึ่งมีลักษะเป็นรอยบุ๋มและมีความขรุขระ ขึ้นอยู่กับขนาดของสิวที่เป็น

หลุมสิว

สิวแบบไหนที่ทำให้กลายเป็นหลุมสิว

สิวที่มีส่วนทำให้ทิ้งรอย และเกิดหลุมสิวได้มากที่สุด จะเป็นสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ มีการอักเสบอย่างรุนแรง โดยมีการอักเสบเป็นบริเวณกว้าง หรือลึกลงไปจนถึงผิวหนังชั้นแท้ เมื่อหายแล้วก็จะทิ้งรอยหลุมสิวได้อย่างชัดเจน โดยสิวชนิดนั้นได้แก่ สิวหัวช้าง และสิวซีสต์


ประเภทของหลุมสิว

โดยปกติแล้ว หลุมสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ซึ่งจำแนกออกตามระดับความรุนแรงของหลุมสิว ได้แก่

  1. Rolling scar : เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงน้อยที่สุด มักพบได้มากในบริเวณช่วงล่างของแก้มและกราม มีลักษณะเป็นคลื่นๆ ไม่ลึกลงไปเป็นหลุม ถือเป็นหลุมสิวที่รักษาได้ง่ายที่สุด
  2. Boxcar scar : เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง มักพบได้มากในบริเวณช่วงล่างของแก้มและกรามเช่นเดียวกัน แต่จะสามารถมองเห็นขอบของหลุมสิวได้อย่างชัดเจนมากกว่า
  3. Ice pick scar : เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงมากที่สุด โดยจะมีลักษณะเป็นหลุมแบบก้นแคบ มีความลึก สามารถพบได้มากในบริเวณหน้าผากและช่วงบนของแก้ม ถือเป็นหลุมสิวที่มีการรักษาได้ยากมากที่สุด
ประเภทหลุมสิว

วิธีการรักษาหลุมสิว

การรักษาหลุมสิว ทางที่ดีที่สุดคือ จะต้องรักษากับแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะ ด้วยการใช้เครื่องเลเซอร์หลุมสิว การรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์ถือเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่เห็นผลได้ดีและปลอดภัยสูง ซึ่งการรักษาหลุมสิวนั้นสามารถแบ่งออกตามประเภทของหลุมสิวได้ ดังนี้

  1. หลุมสิวแบบ rolling scar

หลุมสิวแบบ rolling scar เป็นหลุมสิวที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด เพราะฉะนั้น วิธีรักษาที่เหมาะสมคือ การใช้เครื่องเลเซอร์ Fractional Laser แล้วเติมฟิลเลอร์เพื่อยกระดับหลุมสิวให้สูงและมีความเรียบเนียนสม่ำเสมอ 

  1. หลุมสิวแบบ Boxcar scar

หลุมสิวแบบ Boxcar scar เป็นหลุมสิวที่มีความรุนแรงระดับปานกลาง แต่ก็มีขนาดของหลุมสิวที่กล้างและลึก จึงแนะนำให้รักษาด้วย เลเซอร์หลุมสิว อย่าง Fractional Laser ควบคู่ไปกับการทำ TCA CROSS จะให้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น

  1. หลุมสิวแบบ ice pick scar

หลุมสิวแบบ ice pick scar เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องมีการรักษาอบ่างเฉพาะจุดด้วย TCA CROSS หรือใช้เครื่องเลเซอร์ Fractional Laser รักษาควบคู่กัน แต่จะต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าหลุมสิวแบบอื่นๆ

เลเซอร์รักษาหลุมสิว

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว

หลุมสิว เรียกได้ว่าเป็นผลกระทบที่มาจากการเกิดสิว ซึ่งถ้าหากต้องการป้องกัน ควรเริ่มป้องกันตั้งแต่ช่วงที่เป็นสิว ด้วยการรักษาสิวอย่างถูกวิธี เพื่อให้สิวหายเร็วและไม่ทิ้งหลุมสิวที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นสิวอักเสบ เนื้อเยื่อบริเวณสิวจะถูกทำลายอย่างหนัก ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการรักษาสิวให้หายอย่างปลอดภัย และหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้น


การปฎิบัติตัวในช่วงรักษาหลุมสิว

ในช่วงที่กำลังรักษาหลุมสิวอยู่ ควรปฏิตัวดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการบีบ กด แกะสิว หรือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ งดเว้นการสครับหน้าหรือการผลัดเซลล์ผิว
  • หลีกเลี่ยงการออกไปเผชิญมลภาวะ ฝุ่น ควัน เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกและแบคทีเรียเข้ามาอุดตันรูขุมขนเพิ่มขึ้นได้
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และสูบบุหรี่
  • ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวและบำรุงผิวที่อ่อนโยน หรือตามที่แพทย์แนะนำ
ห้ามบีบสิว

การรักษาหลุมสิวรักษาด้วยตัวเองได้ไหม

ปัจจุบัน ยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถใช้รักษาหลุมสิวได้ แต่จะมียาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ที่สามารถกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว อาจจะทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นมาได้ แต่จะใช้ได้เฉพาะหลุมสิวประเภท rolling scar เท่านั้น หากมีระดับความรุนแรงมากกว่านี้จะไม่สามารถใช้รักษาได้ ดังนั้น การรักษาหลุมสิวที่มีประสิทธืภาพมากที่สุด คือการรักษากับแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะ


การรักษาหลุมสิวใช้เวลานานแค่ไหน

การรักษาหลุมสิว ถือว่าใช้เวลานานกว่าจะหายไปได้อย่างถาวร เพราะถ้าหากไม่รักษาด้วยหัตถการ ก็จะไม่สามารถหายไปได้เอง โดยปกติแล้วการรักษาหลุมสิวจะใช้เวลาอยู่ที่ 4-6 เดือน หรือในบางรายจะเวลามากถึง 1 ปี ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิวตั้งแต่แรกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก


ข้อสรุป

เรียกได้ว่าหลุมสิว เป็นปัญหาผิวที่มีการรักษาได้ยากกว่าสิวหลายเท่าตัว เพราะถ้าหากไม่รีบรักษาสิวให้หายดี ก็อาจจะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายหนักขึ้น และส่งผลให้เกิดหลุมสิวที่รุนแรงได้ ดังนั้น การรักษาสิวและหลุมสิวอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรให้แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินสภาพหลุมสิวและเลือกวิธีการรักษาอย่างเหมาะสมจึงจะให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด


จบปัญหาไฝ ขี้แมลง ปัญหากวนใจ กำจัดไฝออกด้วย CO2 Laser

ไฝ ขี้แมลงวัน ติ่งเนื้อ ถึงแม้หลายคนอาจจะมองว่ามีเสน่ห์ แต่สำหรับบางคนที่มีไฝเกิดขึ้นบริเวณที่ไม่ต้องการ ก็สามารถทำให้หมดความมั่นใจไปได้เลย จนคนส่วนมากมักจะไปหาวิธีกำจัดออกด้วยการจี้ ซึ่งถ้าหากทำโดยไม่มีความรู้ ก็อาจจะทำให้เกิดแผลเป็น หรือผิวเบิร์นได้ ในปัจจุบัน จึงได้มีเทคโนโลยีการกำจัดไฝ กำจัดขี้แมลงวัน ที่เรียกว่า Co2 Laser ขึ้นมา และได้กลายเป็นวิธีกำจัดไฝที่ได้รับความนิยมมาก 

ในบทความนี้ จะพาทุกท่านไปดูว่า Co2 Laser นั้นคืออะไร สามารถกำจัดไฝ ขี้แมลงวันหรือติ่งเนื้อได้จริงหรือไม่ มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ไหม รวมไปถึงข้อควรรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องเลเซอร์ Co2 Laser กันค่ะ


เลเซอร์กำจัดไฝ ขี้แมลงวัน คืออะไร

การทำเลเซอร์กำจัดไฝ กำจัดขี้แมลงวัน เป็นการยิงพลังงานเลเซอร์ด้วยความร้อนลงบนบริเวณที่ต้องการ เพื่อให้เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นโดยตรง สามารถกำจัดได้ทั้งไฝ ขี้แมลงวัน และ ติ่งเนื้อ อีกทั้งหลังทำเสร็จ จะทำให้ผิวหน้าดูสว่างกระจ่างใสขึ้น ถือเป็นอีกวิธีการทำเลเซอร์หน้าใสได้ เผยผิวใหม่ ที่มั่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม


 Co2 Laser สามารถกำจัดไฝ ขี้แมลงวันได้อย่างไร

Co2 Laser เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่ใช้สำหรับการกำจัดส่วนเกินบนผิวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นไฝ ขี้แมลงวัน หรือ ติ่งเนื้อ โดยเครื่อง Co2 Laser จะใช้พลังงานเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 10,600 นาโนเมตร และมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวกลางในการทำลายเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ ให้ผลลัพธ์หลังจากการทำในทันที เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียน ไร้สิ่งกวนใจ จึงเรียกได้ว่า Co2 Laser เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมสูงมาก


  ข้อดีของการกำจัดไฝ ขี้แมลงวันด้วย Co2 Laser

การกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน ด้วยเครื่องเลเซอร์ Co2 Laser นอกจากจะเป็นการรักษาที่มีความทันสมัยแล้ว ยังมีข้อดีต่างๆ อีกมากมาย เช่น

  • สามารถกำจัดได้ทั้งไฝ ขี้แมลงวัน และ ติ่งเนื้อได้ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
  • ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังจากเลเซอร์โดยทันที
  • สามารถทำได้ทุกส่วนบนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า แขน ขา หรือลำตัว
  • นอกจากจะกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน และ ติ่งเนื้อได้แล้ว ยังใช้กำจัดเนื้องอกต่อมเหงื่อ เนื้องอกต่อมไขมัน และหูดได้อีกด้วย
  • สามารถใช้ Co2 Laser ในการเลเซอร์สิวอุดตัด หรือสิวข้าวสารได้ 
  • หลังทำเสร็จทันที ผิวหน้าจะมีความสว่าง กระจ่างใส และเรียบเนียนขึ้น

 การเตรียมตัวก่อนการทำ Co2 Laser

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์ Co2 Laser จะช่วยให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีขึ้นและลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียง โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

  • งดการทาครีมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA BHA วิตามินซี หรือวิตามินเอ เพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองในระหว่างการทำเลเซอร์ได้
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนทำเลเซอร์ และที่สำคัญคือ หมั่นทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไปอยู่เป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวจากแสงยูวี
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมีการแพ้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการรักษาโดยเฉพาะยาชา
  • ถ้าหากคนไข้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีควรมีผู้ปกครองมาด้วยเพื่อลงลายมืออนุญาตการรักษาต่อหน้าพยาน

 ผลข้างเคียงหลังทำที่อาจเกิดขึ้นได้

ถึงแม้ว่าการทำเลเซอร์ไฝด้วยเครื่องเลเซอร์ Co2 Laser จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยพลังงานเลเซอร์ที่มีความร้อนสูง ก็อาจจะส่งผลข้างเคียงได้ ดังนี้

  • อาจมีอาการบวมแดง หรือปวดเล็กน้อยได้ โดยอาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงที่สามารถพบได้เป็นปกติ และจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน หากรู้สึกปวดมากก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
  • หลังจากการเลเซอร์ ผิวอาจมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่จะค่อยๆ จางไปได้เอง อย่างไรก็ตาม ก่อนออกแดดควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้สีผิวมีความเข้มขึ้น
  • บริเวณที่กำจัดไฝ อาจจะมีอาการคันในช่วงที่แผลตกสะเก็ด เกิดได้เป็นปกติ แต่สะเก็ดจะหลุดไปเองภายใน 5-7 วัน
  • หากรักษากับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ หรือปรับระดับพลังงานสูงเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้ผิวไหม้ ผิวเบิร์นได้

  การดูแลตัวเองหลังทำ Co2 Laser

หากต้องการให้ผลลัพธ์หลังจากการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรดูแลตนเองให้ดี โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้า หรือให้ผิวบริเวณที่รักษาโดนน้ำโดยตรง เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากการรักษา
  • ห้ามถู นวด แคะ แกะ เกา บริเวณที่ทำเลเซอร์
  • หลีกเลี่ยงการออกแดดโดยตรงในช่วงแรกหลังจากการทำเลเซอร์ เพราะอาจจะทำให้ผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์นั้นเกิดการระคายเคืองได้ รวมถึงต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไปอยู่เป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวจากแสงยูวี
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าจนกว่าแผลบริเวณที่กำจัดไฝจะหายดี
  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น
  • หากมีอาการแสบร้อน สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการได้

 หลังจากการกำจัด ไฝ ขี้แมลงวัน มีโอกาสกลับขึ้นมาเป็นอีกได้ไหม

ไฝและขี้แมลงวัน สามารถกลับมาขึ้นใหม่ได้อีกครั้งหากมีการฝังรากลึกแล้ว ดังนั้น คุณหมอจะแนะนำให้กลับมากำจัดใหม่อีกครั้งจนกว่าจะมั่นใจว่าได้กำจัดลึกถึงราก หลังจากนั้นก็สามารถหายไปได้อย่างถาวรค่ะ


 การกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน ด้วย Co2 Laser เจ็บมั้ย

การกำจัดไฝด้วยการทำเลเซอร์ โดยส่วนมากแล้วแพทย์จะทำการใช้ยาชาร่วมด้วย ทำให้ในระหว่างการรักษาจะรู้สึกตึงๆ เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าหากรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว ก็สามารถแจ้งกับคุณหมอได้ทันที เพื่อทำการปรับพลังงานเลเซอร์ให้พอดีกับสภาพผิว


 ความแตกต่างของ Co2 Laser กับ ครีมกำจัดไฝ

การทำเลเซอร์ Co2 Laser เป็นการยิงพลังงานเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นที่สูงและมีความแม่นยำมาก จึงสามารถกำจัดไฝ กำจัดขี้แมลงวัน และติ่งเนื้อ ให้หลุดออกไปอย่างง่ายดาย ถึงรากลึก แต่การทาครีมกำจัดไฝ เป็นการกำจัดออกเพียงชั่วคราว อีกทั้งบางยี่ห้อก็อาจจะไม่ได้มาตรฐาน ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อผิวหนังของเราได้


 การกำจัดไฝออกด้วย Co2 Laser มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มั้ย

เลเซอร์ Co2 Laser มีตัวกลางเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นเลเซอร์ชนิดลอกผิว จึงไม่ได้ทำร้ายผิวหนัง ซึ่งหลังการทำเลเซอร์อาจมีสะเก็ดแผลเล็กๆ แต่จะหายไปได้เองภายใน 5-7 วัน ไม่ได้ทิ้งเป็นรอยแผลเป็นอยู่บนผิวอย่างแน่นอน


 การกำจัดไฝออกแผลเป็นรูลึกเกิดจากกอะไร

การยิงเลเซอร์ Co2 Laser ลงบนผิวหนัง จะเป็นการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นออกไป จึงอาจจะทำให้เกิดหลุมตื้นๆ บริเวณนั้นได้ชั่วคราว ซึ่งสามารถพบได้ในช่วง 7-14 วันแรกหลังการทำเลเซอร์ จากนั้นก็จะค่อยๆ ตื้นขึ้นจนสมานผิวกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าไฝมีขนากใหญ่หรืออยู่ในชั้นลึก ก็อาจจะยังทิ้งหลุมเล็กๆ ไว้อยู่


 ข้อสรุป

การกำจัดไฝ กำจัดขี้แมลงวัน และ ติ่งเนื้อ ด้วยการทำเลเซอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่เห็นผลมากที่สุด ซึ่งเครื่องเลเซอร์ที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ต้องยกให้ Co2 Laser ที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ต้องการโดยเฉพาะ ช่วยกำจัดเนื้อเยื่อส่วนเกินได้อย่างหมดจดและมีประสิทธิภาพ เห็นผลชัดเจนหลังการรักษาทันที แต่อย่างไรก็ตาม การทำเลเซอร์ก็เป็นการยิงคลื่นพลังงานซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนไข้บางราย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมจึงจะดีที่สุดค่ะ


10 วิธีแก้ไขใต้ตาคล้ำ

10 วิธีแก้ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ

ปัญหาขอบตาดำ เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่สามารถพบได้ทั่วไป และหลายคนก็มักจะเข้าใจผิดว่า ขอบตาดำนั้นเกิดมาจากการนอนดึก หรือนอนไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถเกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น กรรมพันธุ์ การเสื่อมสภาพของโครงสร้างผิว หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพอยู่ก็ได้ ดังนั้น หากต้องการแก้ปัญหา ขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ จะต้องหาสาเหตุและแก้ไขอย่างตรงจุด ซึ่งแต่ละสาเหตุก็จะมีแนวทางในการรักษาที่แตกต่างกัน

ในบทความนี้คุณหมอจึงจะมาแนะนำ 10 วิธีแก้ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ จะมีวิธีไหนบ้าง และเราเหมาะกับวิธีรักษาแบบไหน ไปติดตามดูคำตอบในบทความนี้กันได้เลยค่ะ


ขอบตาดำคล้ำ 

ขอบตาดำ เป็นลักษณะของรอยสีดำ หรือสีคล้ำๆ ปรากฏขึ้นอยู่บริเวณใต้ดวงตา ซึ่งในบางรายอาจมีใต้ตาลึก หรือร่องใต้ตา ร่วมด้วย รวมไปถึงใต้ตาอาจจะมีความบวมแดงเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ ก็ไม่ได้มีเฉพาะสีดำเท่านั้น แต่ยังอาจจะเป็นสีน้ำเงิน สีม่วง หรือสีน้ำตาล ขึ้นอยู่โทนสีผิวของแต่ละบุคคล หรือเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งปัญหาใต้ตาคล้ำ หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะทำให้หน้าดูหมอง โทรม ไม่มีราศี และแต่งหน้าไม่ติดอีกด้วย

ใต้ตาคล้ำ

สาเหตุที่เกิดขอบตาดำคล้ำ                             

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ขอบตาดำได้ ไม่ใช่เพียงการนอนดึกเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมีอยู่ด้วยกันดังนี้

อายุที่มากขึ้น

อายุที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ขอบตาดำได้โดยตรง เพราะเมื่อเรามีอายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง รวมไปถึงบริเวณใต้ตาด้วยเช่นกัน เนื่องจากใต้ตา หรือรอบดวงตามีความบอบบางมาก หากมีปริมาณคอลลาเจนลดลง ก็จะทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังปรากฏให้เห็นขึ้นชัดเจน ทำให้ใต้ตามีสีน้ำเงิน สีม่วง หรือสีน้ำตาลเข้ม ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

กรรมพันธุ์

หากพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวมีปัญหาเรื่องใต้ตาคล้ำ ก็อาจเป็นไปได้ว่ารอยคล้ำที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการส่งต่อทางพันธุกรรม ซึ่งอาจจะมีความคล้ำที่ต่างกันออกไป หรือถ้าหากเป็นผู้ที่มีโครงหน้ามีลักษณะเบ้าตาลึก ก็จะทำให้ขอบตาดำมากกว่าปกติเมื่อเกิดแสงตกกระทบที่ใบหน้า

 อาการภูมิแพ้

ขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ สามารถเกิดได้จากอาการภูมิแพ้ เมื่อเกิดอาการแพ้จะเข้าไปกระตุ้นสารต้านฮิสตามีน (Histamine) ในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดมีการขยายตัว และการระคายเคืองบริเวณใต้ตาและจมูก ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ เมื่อเลือดคั่งอยู่บริเวณนั้นมากเกินไป หรือเส้นเลือดเกิดการขยายตัว ก็จะส่งผลให้ขอบตาดำได้

 ปัญหาแสงแดด

แสงแดด หรือแสง UV เป็นส่วนสำคัญที่ทำร้ายผิวของเราได้โดยตรง รวมไปถึงผิวบริเวณใต้ตาด้วยเช่นกัน โดยแสงยูวีจะทำให้เม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ใต้ตาคล้ำ อีกทั้งยังมีความเหี่ยวย่นได้อีกด้วย

 การพักผ่อน

ปัญหาเรื่องการพักผ่อน ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่หลายคนทราบกันดี เพราะเมื่อเรานอนดึก หรือนอนไม่พอ ผิวบริเวณรอบดวงตาก็จะอ่อนแอและบอบบางลง มองเห็นเป็นเส้นเลือดดำชัดขึ้น จึงเห็นได้ชัดเลยว่าขอบตาดำมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ใบหน้าดูหมอง โทรม และอิดโรยมากอีกด้วย

 ผิวใต้ตาที่บาง

ผิวใต้ตาบาง โดยส่วนมากแล้วมักเกิดมาจากพฤติกรรมของเราเอง ไม่ว่าจะเป็น การดื่มน้ำน้อยมากเกินไป หรือการขยี้ตาบ่อยๆ ก็จะส่งผลให้ผิวบริเวณรอบดวงตาบางลง และเป็นการทำลายเส้นเลือดรอบดวงตา จนทำให้สีผิวใต้ตามีความคล้ำขึ้นนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ใต้ตาดำ

 

10 วิธีแก้ปัญหาขอบตาดำคล้ำ   

 การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ถือเป็นหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหา ขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ ได้อย่างชัดเจนหลังจากทำทันที เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำจากกรรมพันธุ์ จากโครงสร้างใบหน้า จากอาการภูมิแพ้ และจากสาเหตุอื่นๆ ซึ่งถ้าหากรักษาด้วยวิธีอื่นก็อาจจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเท่ากับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

 การยกกระชับใบหน้า

การยกกระชับผิวรอบดวงตา หรือการทำ HIFU จะทำให้ผิวรอบดวงตามีความเต่งตึง กระชับ และเรียบเนียนขึ้น แก้ปัญหา ใต้ตาลึก รวมถึงยังช่วยแก้ขอบตาดำได้อีกด้วย โดยหลังจากการรักษา สามารถเห็นผลลัพธ์ได้นานถึง 1-2 ปีเลยทีเดียว

 การใช้อายครีมบำรุง

ปัจจุบัน ได้มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงใต้ตาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่าอายครีม (Eye cream) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง แต่ก็จะมีความอ่อนโยนสูง เพื่อใช้บำรุงผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ โดยการเลือกใช้อายครีม จะต้องเลือกครีมที่ได้คุณภาพ มี อย. หรือแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ เพราะถ้าหากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ก็จะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและทำให้ใต้ตาคล้ำมากกว่าเดิมได้

 การพักผ่อนให้เพียงพอ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้านอนอย่างเหมาะสม โดยจะต้องใช้เวลาในการนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่  ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน และควรปรับสภาพแวดล้อมในการนอนอย่างเหมาะสมด้วย

 การดื่มน้ำ และทานอาหารที่มีประโยชน์

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำมากๆ จะเป็นการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อผิวบริเวณใต้ตาโดยตรง โดยเน้นรับประทานผัก ผลไม้ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ ก็จะทำให้ใต้ตาที่คล้ำหมอง ดูสว่างขึ้น และยังทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นอีกด้วย

 การประคบใต้ตา

สามารถเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตบริเวณใต้ตาได้ ด้วยการประคบใต้ตา ซึ่งจะต้องเป็นการประคบอุ่นเท่านั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยการนำผ้าขนหนูไปชุบน้ำอุ่นแล้วนำมาประคบที่เปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือจะใช้ถุงชาอุ่นๆ มาประคบประมาณ 10-15 นาที ก็สามารถแก้ขอบตาดำได้เช่นกัน

 การรักษาด้วยการใช้เลเซอร์

การทำเลเซอร์ นอกจากจะช่วยให้หน้าใสแล้ว ยังสามารถแก้ปัญหาขอบตาดำได้อีกด้วย โดยจะเป็นการยิงเลเซอร์เพื่อทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติ แก้ขอบตาดำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อจำกัดคือจะต้องใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างนาน และมีข้อห้ามหลังการรักษาเยอะ

 การใช้มารค์เจลใต้ตา

มาส์กเจล หรือแผ่นเจลเย็น สามารถทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและลดขอบตาดำจากหลอดเลือดขยายตัวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการใต้ตาบวมร่วมด้วย การใช้แผ่นมาส์กแบบเจลเย็น จะทำให้ตาบวมน้อยลง อีกทั้งยังใช้งานสะดวกและหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

 การใช้คอลซีลเลอร์

ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีการรักษาขอบตาดำอย่างโดยตรง แต่การทาคอนซีลเลอร์หรือการแต่งหน้าปกปิดรอยคล้ำใต้ตา ก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องพบปะสังคมอยู่บ่อยๆ ซึ่งการใช้คอนซีลเลอร์ก็มีส่วนช่วยในการปกปิดรอยคล้ำได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลือกสีให้เหมาะกับสีผิวของตนเองด้วย

 การใช้สูตรบำรุงใต้ตา

การใช้สูตรบำรุงใต้ตา สามารถทำได้หลากหลายสูตร ซึ่งใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น แตงกวา ว่านหางจระเข้ มะเขือเทศ นมสด ก็นำมาดัดแปลงเป็นมาส์กเพื่อใช้บำรุงผิวรอบดวงตาได้ หากทำเป็นประจำก็จะช่วยแก้ขอบตาดำ ใต้ตาสว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ


ข้อสรุป

เพราะปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และบางสาเหตุ การทาอายครีมหรือการประคบอุ่นเพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ เพราะฉะนั้นแล้ว จะต้องมีการเข้าปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อประเมินความเหมาะสม และเลือกแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป เพื่อให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น