เลเซอร์กำจัดขนรักแร้

เลเซอร์รักแร้ จบปัญหาขนคุด ลดรักแร้ดำ เพิ่มความมั่นใจ

การกำจัดขนรักแร้ และกู้คืนผิวใต้วงแขนกลับมากระจ่างใส มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็มีวิธีการกำจัดขนที่แตกต่างกันออกไป ทั้งทำเองที่บ้านหรือการเข้าคลินิก ซึ่งการกำจัดขนรักแร้ หลายคนก็มักจะใช้วิธี ถอน โกน แว๊กซ์ หรือใช้ครีมกำจัดขน แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีดังกล่าวอาจทำร้ายผิวใต้วงแขนแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดขนคุด ตุ่มหนังไก่ และรักแร้ดำ คล้ำได้ ซึ่งอีกหนึ่งวิธีกำจัดขนที่เห็นผลดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยทำให้รักแร้ขาวขึ้นด้วยนั่นก็คือการเลเซอร์รักแร้ เป็นวิธีการกำจัดขนรักแร้ที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการเลเซอร์รักแร้ และไปดูว่าเลเซอร์ขนรักแร้มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง

เลเซอร์รักแร้ คืออะไร

การเลเซอร์รักแร้ เป็นการกำจัดขนบริเวณใต้วงแขนด้วยการใช้พลังงานเลเซอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดขน ขนที่ขึ้นใหม่เส้นบางลง และถ้าหากทำต่อเนื่องก็จะสามารถกำจัดขนออกไปได้อย่างถาวร นอกจากนี้การเลเซอร์รักแร้ยังมีประสิทธิภาพในการปรับเม็ดสีเมลานินให้มีความสม่ำเสมอ ทำให้ผิวบริเวณใต้วงแขนมีความกระจ่างใสขึ้น ช่วยแก้ปัญหารักแร้ดำได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ไม่เป็นอันตราย และเห็นผลไวกว่าการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีการอื่นๆ 

การทำเลเซอร์รักแร้ช่วยอะไรบ้าง

การทำเลเซอร์รักแร้ ผลลัพธ์หลักที่สามารถเห็นได้ทันทีคือการมีประสิทธิภาพในการกำจัดขน ทำให้ขนรักแร้ขึ้นน้อยลง มีเส้นบางลง และสามารถกำจัดขนได้อย่างถาวรหากทำอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นวิธีการกำจัดขนที่เห็นผลดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่นอกจากการทำเลเซอร์รักแร้จะสามารถกำจัดขนได้แล้ว ยังช่วยลดปัญหาการเกิดขนคุด ตุ่มหนังไก่ ผิวที่ไม่เรียบเนียน ซึ่งเป็นปัญหาจากการถอนหรือโกนขน เนื่องจากพลังงานเลเซอร์จะช่วยเข้าไปกระชับรูขุมขนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณใต้วงแขนมีความเรียบเนียนและกระจ่างใสมากขึ้น และเมื่อผิวบริเวณใต้วงแขนมีความกระชับขึ้นก็จะทำให้ลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

เลเซอรฺกำจัดขน

 นอกจากการทำเลเซอร์รักแร้ มีวิธีไหนได้อีก

นอกจากการทำ เลเซอร์ขนรักแร้ แล้ว ยังมีวิธีการกำจัดขนด้วยวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถอน การโกน แว็กซ์ขนรักแร้ ทาครีมกำจัดขนรักแร้ หรือถ้าหากต้องการให้รักแร้ขาว ก็สามารถใช้กรด AHA ทาครีมรักแร้ หรือการสครับผิวใต้วงแขนให้มีความกระจ่างใสขึ้น แต่วิธีการกำจัดขนและการทำให้รักแร้ขาวด้วยวิธีดังกล่าว อาจจะเป็นการทำร้ายผิวบริเวณใต้วงแขนแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้รักแร้ดำ คล้ำง่าย ผิวเหี่ยวย่น เกิดปัญหาขนคุดและตุ่มหนังไก่ได้ง่ายอีกด้วย การเลเซอร์รักแร้ จึงเป็นวิธีการกำจัดขนที่ดีที่สุด 

เลเซอร์รักแร้เหมาะสำหรับใครบ้าง

ผู้ที่ต้องการกำจัดขนรักแร้อย่างถาวร 

  • ผู้ที่ต้องการวิธีการกำจัดขนที่ไม่ทำร้ายผิวใต้วงแขน
  • ผู้ที่มีปัญหาใต้วงแขนไม่ว่าจะเป็น ขนคุด รักแร้ดำ ตุ่มหนังไก่ ผิวใต้วงแขนไม่เรียบเนียน
  • ผู้ที่มี กลิ่นตัวแรง จากปัญหาขนรักแร้

เลเซอร์รักแร้มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง

Diode Laser

Diode Laser เป็นเทคโนโลยีกำจัดขนด้วยการเลเซอร์ที่ทันสมัยและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีคลื่นพลังงานอย่างหลากหลาย นิยมใช้คลื่นความยาวอยู่ที่ 800-1,350 nm สามารถยิงกำจัดขนได้แบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังสามารถลงลึกไปในเชิงผิวเพื่อกำจัดขนได้ถึงระดับผิวหนังส่วนลึกได้อีกด้วย

Diode Laser

Q-switch Laser

เป็นเครื่องเลเซอร์รักแร้ ที่เน้นเรื่องรักแร้ขาว โดยจะเข้าไปดักจับและทำลายเม็ดสีเมลานินอย่างตรงจุด แสงเลเซอร์จะถูกฉายลงไปเพื่อทำให้เม็ดสีเมลานินมีการแตกตัวออก และขับออกมาจากบริเวณรักแร้ในที่สุด นอกจากนี้ Q-Switch Laser ยังเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน เต่งตึงมากยิ่งขึ้น ในการเลเซอร์ด้วยเครื่อง Q-Switch Laser จะต้องทำอย่างต่อเนื้องประมาณ 5 ครั้ง จึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

Q-switch Laser

IPL

เป็นการเลเซอร์ที่ใช้คลื่นแสงกำจัดขน ทำให้เส้นขนมีสีอ่อนและบางลง ช่วยดักจับเม็ดสีพร้อมกับกำจัดเส้นขนรักแร้ได้ดี โดยมีความยาวคลื่นได้สูง 515 – 1,200 นาโนเมตร ใช้วิธีการยิงลำแสงสเปกตรัมในวงกว้าง ทำให้ผิวหนังบริเวณรอบๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย อาจทำให้เจ็บปวดและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย และจะต้องทำอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน แต่เป็นการเลเซอร์ที่มีราคาย่อมเยามากที่สุด

IPL

  ใครที่ไม่เหมาะกับการเลเซอร์รักแร้

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบ เป็นต้น เพราะการเลเซอร์รักแร้อาจส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ผิวบางและอักเสบได้ง่าย
  • สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องได้ เพราะการเลเซอร์รักแร้ จะต้องอาศัยการรักษาในระยะยาวจึงจะเห็นผล
  • ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวหนอง ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์
  • ผู้ที่มีแผลสดหรือแผลผ่าตัดที่ยังไม่ครบ 6 เดือน ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์

 ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำเลเซอร์รักแร้ ควรทำอย่างไร

  • งดถอนหรือโกนขนรักแร้ก่อนมาทำการเลเซอร์รักแร้
  • งดทำทรีตเมนท์ผิว การสครับผิวในบริเวณที่จะทำเลเซอร์ รวมไปถึงการงดการใช้สบู่ ครีม หรือโรลออนที่มีส่วนประกอบของ AHA หรือกรดวิตามินเอ เนื่องจากอาจทำให้ผิวอ่อนแอก่อนทำเลเซอร์ได้
  • งดทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกแดดเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยก่อนทำประมาณ 1 สัปดาห์

  ขั้นตอนการทำเลเซอร์รักแร้

การเลเซอร์รักแร้มีขั้นตอนในการทำดังนี้

  1. แพทย์จะทำการโกนขนบริเวณที่ต้องการเลเซอร์ออก
  2. จากนั้น จะทำการแปะหรือทายาชาในบริเวณที่ต้องการทำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที
  3. เมื่อครบ 30 นาทีหรือยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะทำการปรับเครื่องมือให้ตรงกับบริเวณที่มีขน และยิงเลเซอร์ลงบนผิวเพื่อกำจัดขน โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับลักษณะของขนและบริเวณที่กำจัดขน
  4. หลังจากทำการยิงเลเซอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหลังจากการทำเลเซอร์รักแร้

 ผลข้างเคียงหลังทำเลเซอร์รักแร้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • อาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติและสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน หากรู้สึกปวดสามารถประคบเย็นหรือกินยาเพื่อบรรเทาอาการได้
  • ผิวบริเวณที่ทำการเลเซอร์รักแร้อาจจะไหม้ได้เล็กน้อย แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • สีผิวในบริเวณที่ทำการเลเซอร์รักแร้ อาจเข้มขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายไปได้เอง 

 คำถามที่พบบ่อย

การทำเลเซอร์รักแร้เจ็บไหม

การทำเลเซอร์รักแร้ แพทย์จะทำการแปะยาชาให้ก่อนทุกครั้ง ส่วนมากแล้วจะมีความรู้สึกตึงๆเล็กน้อย คล้ายกับถูกยางดีดบริเวณผิว ไม่ถึงขั้นรู้สึกเจ็บมาก การยิงแสงเลเซอร์จะทำให้ผิวบริเวณที่เลเซอร์รู้สึกอุ่นๆ จะช่วยลดอาการระคายเคือง นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับประเภทของเลเซอร์และพลังงานที่ใช้ด้วยว่าเลือกใช้พลังงานสูงแค่ไหน หากใช้พลังงานที่สูงมากก็อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยได้ หากในระหว่างทำรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สามารถแจ้งแพทย์ได้ทันที

การทำเลเซอร์รักแร้ จำเป็นต้องกำจัดหลายครั้งไหม

การทำเลเซอร์รักแร้ จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุดหลังจากการทำประมาณ 3-4 ครั้งขึ้นไป ซึ่งในการทำเลเซอร์รักแร้จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์แนะนำเพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นขนของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นก่อนทำการรักษาจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยก่อนทำการรักษาทุกครั้ง

การทำเลเซอร์รักแร้ควรทำห่างกันนานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว เลเซอร์รักแร้จะต้องเว้นระยะห่างในการทำประมาณ 4-8 สัปดาห์ในช่วงแรก เพราะในระหว่างทำช่วงแรกเส้นขนของเราอาจจะมีความหนาและเข้ม ซึ่งอาจจะต้องทำทุกๆ 4 สัปดาห์ เมื่อเส้นขนเริ่มขึ้นช้าลงและบางลงแล้ว สามารถขยายระยะห่างไปเป็น 6-8 สัปดาห์ก็ได้เช่นกัน

การทำเลเซอร์รักแร้สามารถกำจัดขนได้ถาวรเลยไหม

การเลเซอร์ขนรักแร้จะไม่สามารถกำจัดขนให้หายไปได้อย่างถาวร แต่จะมีประสิทธิภาพในการกำจัดขนได้มากถึง 80-90%  นั่นจึงเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำให้ขนขึ้นช้าและบางลงอีกด้วย

 ข้อสรุป

การเลเซอร์รักแร้เป็นการกำจัดขนใต้วงแขน ด้วยการใช้พลังงานเลเซอร์ลงที่เส้นขน เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของรากขน โดยปัจจุบันมีเลเซอร์ที่ใช้ในการกำจัดขนรักแร้อยู่หลายชนิด ทั้งนี้ควรเลือกประเภทเลเซอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของเส้นขนและสภาพผิวของแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง หรือสามารถเข้ามาปรึกษากับทางเราได้เลยค่ะ

Diode Laser

ขนจ๋าพี่ลาก่อน เจาะลึก Diode Laser กำจัดขนดีจริงไหม

อีกหนึ่งวิธีการกำจัดขนรักแร้ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือ การเลเซอร์รักแร้ ซึ่งการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีการเลเซอร์ก็มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องเลเซอร์ประเภท Diode Laser เป็นเทคโนโลยีการกำจัดขนด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ ที่มีคลื่นความยาวที่หลากหลาย นับเป็นเทคโนโลยีการกำจัดขนที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากสามารถกำจัดขนได้ลึกถึงระดับผิวหนังส่วนลึก กำจัดได้แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการกำจัดขนด้วยเทคโนโลยี Diode Laser กันแบบละเอียดค่ะ


ทำความรู้จัก Diode Laser คืออะไร

Diode Laser เป็นเทคโนโลยีกำจัดขนด้วยการเลเซอร์ ที่ทันสมัยและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีคลื่นพลังงานอย่างหลากหลาย สามารถยิงกำจัดขนได้แบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังสามารถลงลึกไปในเชิงผิวเพื่อกำจัดขนได้ถึงระดับผิวหนังส่วนลึก โดยวิธีการทำงาน จะเข้าไปจับเม็ดสีที่ลากขนและระงับการทำงานของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงรูขุมขน และยังสามารถปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเพื่อทำลายรากขนนั้นๆ ทำให้เส้นขนหลุดร่วงออกมา

การกำจัดขนด้วยนวัตกรรมเลเซอร์  Diode Laser นิยมใช้คลื่นความยาวอยู่ที่ 800-1,350 นาโนเมตร ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหรือทำลายชั้นผิวหนังบริเวณที่กำจัดขน นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังบริเวณที่เลเซอร์ให้กลับมากระจ่างใส ไร้ขนและ ผิวเรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วย

กำจัดขน

Diode Laser ช่วยเรื่องอะไรได้อีก

นอกจาก Diode Laser จะช่วยเรื่องการกำจัดขน แล้วยังสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อีก เช่น 

  • กำจัดขนส่วนอื่นในร่างกาย เช่น  ขนหน้าอก ขนแขน ขนขา ขนบิกินี่ ขนรักแร้ หรือขนหนวดเครา
  • ช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใส 
  • ช่วยแก้ปัญหาเรื่องขนคุด 
  • ลดปัญหาตุ่มหนังไก่ และปัญหาผิวดำคล้ำบริเวณที่มีขนขึ้น
  • ทำให้ขนเกิดช้าลง และหายไปอย่างถาวร หากทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง
Diode Laser

 ข้อดีของ Diode Laser 

เหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็น ผิวคล้ำ ผิวดำแห้งเสีย ก็สามารถทำ Diode Laser ได้ อีกทั้งยังไม่เป็นการทำร้ายผิวอีกด้วย

  • ไม่ทำลายเม็ดสีเมลานินในผิวหนัง ทำให้คนผิวคล้ำที่มีเม็ดสีมากกว่าคนผิวขาวก็สามารถทำได้โดยไม่ทำให้ผิวไหม้
  • มีความอ่อนโยนต่อผิว มีความปลอดภัย ไม่ทำร้ายผิวและไม่เบิร์นผิว แต่จะเป็นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวขึ้นมาแทน
  • ความยาวคลื่นของเลเซอร์ Diode Laser สามารถผ่านลงไปถึงผิวหนังชั้นลึกได้ ทำให้สามารถกำจัดขนได้ลึกถึงโคน
  • Diode Laser มีระบบทำความเย็น จึงช่วยให้ไม่เกิดการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังที่ทำเลเซอร์ และทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยมาก
  • สามารถกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น กระชับรูขุมขนมากขึ้น และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นอีกด้วย

ใครที่เหมาะกับการทำ Diode Laser

  • ผู้ที่ต้องการกำจัดขนตามจุดต่างๆที่สร้างความรำคาญใจ หรือเป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองและลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากผลที่เกิดในที่ลับ 
  • ผู้ที่ต้องการกำจัดขน และต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
  • ผู้ที่มีปัญหาจากการโกนขนไม่ว่าจะเป็นตุ่มหนังไก่ ขนคุด หรือผิวอักเสบ 
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำบริเวณที่มีขนขึ้น 
  • การทำเลเซอร์ด้วย Diode Laser เหมาะกับคนที่มีผิวขาวหรือผิวสองสี มากกว่าคนที่ผิวแทนหรือผิวเข้ม

 ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ Diode Laser

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบ เป็นต้น เพราะการเลเซอร์รักแร้อาจส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ผิวบางและอักเสบได้ง่าย
  • สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องได้ เพราะการเลเซอร์รักแร้ ด้วย Diode Laser จะต้องอาศัยการรักษาในระยะยาวจึงจะเห็นผล
  • ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวหนอง ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์
  • ผู้ที่มีแผลสดหรือแผลผ่าตัดที่ยังไม่ครบ 6 เดือน ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์

ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำ Diode Laser ควรทำอย่างไร

  • งดทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกแดดเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยก่อนทำDiode Laser ประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระหว่างการทำเลเซอร์ได้ง่าย
  • ห้ามกำจัดขนด้วยการถอนหรือแว็กซ์ก่อนทำการเลเซอร์ เนื่องจากเราจะต้องทำการรักษารากขนเอาไว้เพื่อทำการเลเซอร์ หากกำจัดขนก่อนไปทำ ก็จะทำให้การเลเซอร์นั้นไม่ได้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้เกิดอาการรูขุมขนอักเสบได้อีกด้วย
  • งดทำทรีตเมนท์ผิว การสครับผิวในบริเวณที่จะทำเลเซอร์ รวมไปถึงการงดการใช้สบู่ ครีม หรือโรลออนที่มีส่วนประกอบของ AHA หรือกรดวิตามินเอ เนื่องจากอาจทำให้ผิวอ่อนแอก่อนทำเลเซอร์ได้ 
  • หากต้องการทำเลเซอร์ขนบิกินี่หรือบราซิลเลี่ยน ควรทำหลังประจำเดือนหมดประมาณ 5-7 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองของผิว

 ขั้นตอนการทำ Diode Laser มีอะไรบ้าง

ก่อนเข้ารับบริการกำจัดขนด้วย Diode Laser ผู้เข้ารับการรักษาควรทำการปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่ามีความเหมาะสมกับเลเซอร์ชนิดนี้หรือไม่ และหากมีความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนังให้แจ้งแพทย์ก่อน เพื่อทำการรักษาอาการผิวหนังให้หายดีก่อนการทำเลเซอร์ รวมถึงแพทย์จะได้พิจารณาเลือกการเลเซอร์ที่เหมาะสม โดยหัตถการการทำเลเซอร์ด้วย Diode Laser มีขั้นตอนดังนี้

  1. แพทย์จะทำการโกนขนบริเวณที่ต้องการเลเซอร์ออก
  2. จากนั้น จะทำการแปะหรือทายาชาในบริเวณที่ต้องการทำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที
  3. เมื่อครบ 30 นาทีหรือยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะทำการปรับเครื่องมือให้ตรงกับบริเวณที่มีขน และยิงเลเซอร์ลงบนผิวเพื่อกำจัดขน โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับลักษณะของขนและบริเวณที่กำจัดขน
  4. หลังจากทำการยิงเลเซอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหลังจากการทำ Diode Laser
กำจัดหนวด

ผลข้างเคียงหลังทำ Diode Laser ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

Diode Laser เป็นการกำจัดขนที่ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว แต่อาจจะมีผลข้างเคียงหลังทำได้เล็กน้อย เช่น

  • อาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติและสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน หากรู้สึกปวดสามารถประคบเย็นหรือกินยาเพื่อบรรเทาอาการได้
  • ผิวบริเวณที่ทำการเลเซอร์ขนอาจจะไหม้ได้เล็กน้อย แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • สีผิวในบริเวณที่ทำการเลเซอร์ขน อาจเข้มขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายไปได้เอง 
หลังทำเลเซอร์

คำถามที่พบบ่อย

 การทำ Diode Laser เจ็บไหม

การทำเลเซอร์ Diode Laser มีระบบทำความเย็น จึงช่วยให้ไม่เกิดการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังที่ทำเลเซอร์ และทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยมาก ฉะนั้นแล้วคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บหรือแสบบริเวณผิว อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวแต่อย่างใด แค่จะได้รู้สึกถึงความอุ่นที่ผิวในระหว่างการยิงเลเซอร์เท่านั้น

 การทำ Diode Laser ทำไมต้องกำจัดหลายครั้ง

การกำจัดขนด้วย Diode Laser จะทำให้เกิดผลเส้นใหม่ขึ้นมาช้ามากๆ หลังจากการทำ 3-5 ครั้งขึ้นไป หลังจากนั้นจะรู้สึกได้เลยว่าเส้นขนได้หายไปอย่างถาวรหากทำต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันหากหยุดทำการเลเซอร์ไปในระยะเวลานาน ต่อมรากขนก็จะสามารถกลับมาสร้างเส้นขนใหม่ได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นควรมีการทำเลเซอร์อย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนมากที่สุด

 การทำ Diode Laser ควรทำห่างกันนานแค่ไหน

การทำDiode Laser  จะต้องมีการเว้นระยะในการทำ  4-6 สัปดาห์ต่อครั้ง เนื่องจากในช่วงระยะเวลานี้เป็นระยะเวลาของการผลัดเซลล์ผิวใหม่ โดยขนจะเริ่มหลุดร่วงตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังจากการทำในทันที และภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ก็จะมีเส้นขนอ่อนเกิดขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ควรเว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพเส้นขนของแต่ละบุคคลออกไปด้วย


ข้อสรุป

Diode Laser เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการกำจัดขน เนื่องจากเลเซอร์นั้นมีความยาวคลื่นที่หลากหลายจึงเหมาะกับทุกสภาพผิว อีกทั้งยังมีความอ่อนโยนต่อผิวสูงมาก ไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือระคายเคือง นอกจากนี้การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ Diode Laser ยังทำให้เห็นผลได้ตั้งแต่ในครั้งแรกและยาวนานมากกว่าการกำจัดขนด้วยการเลเซอร์แบบอื่นๆ ที่สำคัญควรทำตามคำที่แพทย์แนะนำด้วยการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เห็นผลดีที่สุด และจะช่วยให้กำจัดขนออกไปได้อย่างถาวร

HIFEM

สร้างหุ่นเฟริ์มด้วย HIFEM เทคโนโลยีสร้างกล้ามเนื้อ

ในปัจจุบัน หลายคนอยากที่จะมีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย ทั้งเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน หรือจะออกกำลังกายแต่ละที่ก็ต้องมีอุปสรรคมาคอยขัดขวางตลอด ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องสักที แต่ความฝันที่จะมีหุ่นที่ดีนั้นก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะตอนนี้ได้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกับการออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าจะนอนอยู่เฉยๆก็ตาม คุณก็สามารถมีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอย่างที่ต้องการได้ เทคโนโลยีนั้นเรียกว่า HIFEM นั่นเอง เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนที่อยากมีหุ่นสวย และมีสุขภาพที่ดี แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นอย่างมาก

ทำความรู้จัก HIFEM คืออะไร

HIFEM (High-Intensity Focused ElectroMagnetic) เป็นเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านวัตกรรมใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ใช้สำหรับการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วนต่างๆ ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือสะโพก โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกายให้เหนื่อย และไม่จำเป็นที่จะต้องศัลยกรรมรูปร่างให้เจ็บตัว มีคุณสมบัติในการลดไขมันหน้าท้องและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบัน HIFEM กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าดารานักแสดง หรือเน็ตไอดอล ก็นิยมกระชับสัดส่วน และลดน้ำหนักด้วยเทคโนโลยีนี้ และยิ่งไปกว่านั้น HIFEM ยังสามารถนำมารักษาผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อไม่แข็งแรงได้อีกด้วย

หลักการทำงานของ HIFEM มีหลักการทำงานอย่างไร

สำหรับกลไกการทำงานของ HIFEM จะทำงานโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อแพทย์ทำการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงไปยังกระตุ้นชั้นกล้ามเนื้อใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อจะเกิดการหดเกร็งอย่างรุนแรง และจะมีการหดเกร็งอย่างต่อเนื่องมากถึง 36,000 ครั้ง ภายใน 30 นาทีเลยทีเดียว ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการออกกำลังกายประเภทซิทอัพหรือสควอชหลายเท่า จากนั้นไขมันและกล้ามเนื้อที่เกาะกันอยู่ก็จะสลายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และร่างกายก็จะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นมากกว่าเดิม 

หลังจากการทำ HIFEM จะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดแต่อย่างใด ไม่มีบาดแผล จึงไม่ต้องพักฟื้น เพียงแต่จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าในบริเวณที่ทำ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ แต่จะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 4 ครั้ง จึงจะสามารเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

HIFEM มีข้อดีอย่างไร

ไขมันที่สะสมในช่องท้อง เป็นไขมันที่สลายออกไปได้ยากมาก หากออกกำลังกายประเภทคาดิโอ ก็ต้องทำมากถึง 150 ชั่วโมง/ สัปดาห์ แถมยังลดไขมันได้แค่เพียง 3-6% เท่านั้น อีกทั้งยังต้องอาศัยการคุมอาหารไปด้วยจึงจะเห็นผลลัพธ์ แต่สำหรับการทำ HIFEM เป็นเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดไขมันในช่องท้องออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น หากทำอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง ก็จะสามารถกำจัดออกไปได้หลายเท่าหากเทียบกับการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ HIFEM ยังช่วยกระชับสัดส่วนในร่างกายได้เป็นอย่างดี กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้มากถึง 16% ช่วยสร้างซิกแพค ลดไขมัน ทำให้หุ่นสวยได้โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกายหรือคุมอาหาร อีกทั้งยังเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพโดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัวอีกด้วย

การทำ HIFEM เหมาะกับใคร

ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างเร่งด่วน เนื่องจากไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย

  • ผู้ที่ต้องการให้รูปร่างดูกระชับ ดูเฟิร์ม และดูแข็งแรง
  • ผู้ที่ต้องการกระชับผิวบริเวณหน้าท้อง ลดสัดส่วนหน้าท้องซึ่งเป็นปัญหาหลังการคลอดบุตร 
  • ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง 
  • ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและไม่สามารถออกกำลังกายได้

ใครบ้างที่ไม่ควรทำ HIFEM

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคที่เกี่ยวกับสมอง โรคหัวใจ ความดัน โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนของโลหิต โรคมะเร็ง โรคบมชัก เป็นต้น
  • ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุและต้องฝังเหล็กไว้ในร่างกาย 
  • ผู้ที่มีประวัติการเข้าโรงพยาบาลและต้องฝังเครื่องกระตุ้นประสาทในร่างกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อ 
  • ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด
  • ผู้ที่มีการทำทรีตเมนท์บริเวณที่มีการเจริญเติบโตของกระดูก
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่กำลังป่วย มีไข้สูง หรือมีประจำเดือน ให้เลื่อนกำหนดการณ์ในการทำออกไปก่อน

การทำ HIFEM สามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

การทำ HIFEM จะเป็นการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงไปยังกระตุ้นชั้นกล้ามเนื้อใต้ชั้นผิวหนังในบริเวณต่างๆ ในร่างกาย จึงสามารถใช้ได้แทบทุกส่วนบนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น 

  • การทำ HIFEM บริเวณหน้าท้อง
  • การทำ HIFEM บริเวณต้นแขน
  • การทำ HIFEM บริเวณต้นขา
  • การทำ HIFEM บริเวณน่อง
  • การทำ HIFEM บริเวณสะโพก
  • การทำ HIFEM บริเวณบั้นท้าย

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFEM

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFEM ไม่จำเป็นจะต้องมีการงดหรือหลีกเลี่ยงอะไร เพราะเป็นเพียงแค่การกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่ใช่การฉีด ผ่าตัด หรือศัลยกรรม เพียงแต่ต้องแจ้งโรคประจำตัวและรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพให้ครบถ้วน และจะต้องงดอาหารก่อนการรักษาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ขั้นตอนของการทำ HIFEM เป็นอย่างไร

  1. ขั้นตอนแรกก่อนเข้ารับการรักษา จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์กล้ามเนื้อในร่างกายอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกตอง ในขั้นตอนนี้ ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพให้ครบถ้วน
  2. เมื่อตรวจรายละเอียดต่างๆ พร้อมสำหรับการทำ HIFEM แล้ว จะต้องเปลี่ยนชุดสำหรับการรักษา และถอดเครื่องประดับออกให้หมด
  3. จากนั้น แพทย์จะทำการติดแอปพลิเคเตอร์ (Applicator) ในบริเวณที่ต้องการกระตุ้นกล้ามเนื้อ พร้อมปรับค่าพลังงานให้เหมาะสม
  4. ในระหว่างการทำ HIFEM จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  5. หลังจากทำ HIFEM เสร็จสิ้นแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น 

การดูแลตัวเองหลังทำ HIFEM

หลังจากการทำ HIFEM ผู้เข้ารับการรักษา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการพักฟื้น ไม่เจ็บ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่จะต้องงดอาหารอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นสามารถทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารประเภทโปรตีน และดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมาก

การทำ HIFEM มีผลข้างเคียงหลังทำอย่างไร

การทำ HIFEM ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ไม่รู้สึกเจ็บ ปวด ไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น เพียงแค่จะมีอาการเหนื่อยและเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นหลังทำ ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ เนื่องจากในการทำ HIFEM ประมาณ 30 นาที จะเทียบเท่ากับการออกกำลังกายมาประมาณ 5-6 ชั่วโมง

ข้อสรุป

HIFEM เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล เป็นเทคโนโลยีที่สามารถกระชับสัดส่วน สร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมันหน้าท้องและส่วนอื่นๆ ได้โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย ช่วยให้หุ่นสวย กระชับ สะดวกและปลอดภัย อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและคลินิกที่เชื่อถือได้เท่านั้น หากสนใจลดไขมัน กระชับสัดส่วนด้วย HIFEM สามารถปรึกษาได้เลยค่ะ

กำจัดติ่งเนื้อ กระแดด ด้วยนวัตกรรมเลเซอร์แบบไหนดี

ติ่งเนื้อ กระแดด อีกหนึ่งปัญหาผิวที่รบกวนชีวิตประจำวันของใครหลายคน แน่นอนว่าทุกคนก็ล้วนอยากที่จะมีผิวหน้าที่กระจ่างใส เรียบเนียน ไร้ริ้วรอย ไร้ปัญหาติ่งเนื้อต่างๆ ที่คอยกวนใจ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลต่อความมั่นใจของเราเป็นอย่างมาก หลายคนจึงอาจจะหาวิธีการปกปิดรอยต่างๆ ด้วยการแต่งหน้า แต่เมื่อเราลบเครื่องสำอางออกไป ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ดังนั้น วิธีการกำจัด ติ่งเนื้อ กระแดด หรือกระเนื้อที่ดีที่สุด อีกทั้งยังปลอดภัยนั่นก็คือการทำเลเซอร์หน้าใสนั่นเอง


ติ่งเนื้อ กระแดด แยกได้อย่างไร

 โดยปกติแล้ว กระเนื้อและกระแดดมีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยกระเนื้อเป็นติ่งเนื้อขนาดเล็กที่ยื่นออกมาจากผิวหนัง อาจมีสีเดียวกับสีผิวบริเวณนั้น หรือสีเข้มกว่า กระแดดคือ จุดสีน้ำตาลบนใบหน้า มีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย

 ติ่งเนื้อ (Sebborheic keratosis) 

เกิดจากความผิดปกติของผิวหนังส่วนบน มีลักษณะเป็น ติ่งเนื้อหรือตุ่มสีดำหรือสีน้ำตาล เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกขรุขระ หรือมี ติ่งเนื้อ นูนออกมาจากผิวหนัง มีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็กๆ ไปจนถึงติ่งเนื้อขนาดใหญ่ สามารถพบได้ทุกส่วนบริเวณบนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หลัง หน้าอก ลำคอ หรือแม้แต่บริเวณใบหน้า 

 กระแดด (Freckles)

เป็นกระที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยเด็ก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเรียบไปกับผิว เมื่อสัมผัสแล้วจะไม่รู้สึกขรุขระเหมือนกระเนื้อ สำหรับกระแดด จะมีสีเข้มขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสงแดด และจะจางลงเมื่ออยู่ในที่ร่ม หลายคนมองว่ากระชนิดนี้มีความสวยงามและเป็นธรรมชาติ แต่หลายคนก็ต้องการจำกัดออก ซึ่งก็สามารถทำให้จางลงได้ แต่จะไม่สามารถกำจัดออกไปได้อย่างถาวร

ติ่งเนื้อ กระแดด

  ติ่งเนื้อ กระแดด เกิดขึ้นจากสาเหตุใด

สาเหตุของการเกิดติ่งเนื้อ

สาเหตุของการเกิดติ่งเนื้อ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักคือ ผิวในบริเวณนั้นเกิดการเสียดสีบ่อย จนทำให้เกิดติ่งเนื้อเล็กๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น อายุที่เพิ่มมากขึ้น, พันธุกรรม, ตั้งครรภ์ เพราะฮอร์โมนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง, ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมาก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือ ภาวะ Prediabetes 

สาเหตุของการเกิดกระแดด

กระแดด สาเหตุหลักเกิดมาจากการที่ผิวสัมผัสกับแสงแดดมากเป็นเวลานาน ทำให้รังสียูวี กระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินใต้ชั้นผิวหนังทำงานมากขึ้น ส่งผลให้เกิดกระแดดขึ้นบนบริเวณผิวหน้า กระเกิดจากอะไร นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากพันธุกรรมได้อีกด้วย


ใครเสี่ยงเกิด กระ บ้าง

กระ โดยทั่วไปแล้วเราจะพบเห็นได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 80% โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือในขณะที่กำลังรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ นั่นเป็นเพราะในช่วงนี้ ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง หรือที่เรียกว่า เอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ไขมันใต้ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดกระบริเวณใบหน้าได้ นอกจากนี้ กระ ยังสามารถเกิดจากพันธุกรรมได้อีกด้วย โดยจะสังเกตได้เลยว่าหากครอบครัวใดที่พ่อแม่มีกระ ลูกก็อาจจะมีกระตามมาด้วย เป็นสาเหตุว่าทำไมเด็กๆ บางคนจึงมีกระบริเวณใบหน้า และจะพบในชาวยุโรปมากกว่าชาวเอเชีย และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนสามารถเป็นกระได้ นั่นก็คือแสงแดด เพราะรังสีอยู่วีจากแสงแดด จะไปกระตุ้น     เมลาโนไซท์ให้ทำการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้กระบนใบหน้าขยายตัวใหญ่ขึ้นและมีสีคล้ำขึ้นได้อีกด้วย ด้วยสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้เกิดกระ ทำให้ไม่สามารถรักษากระให้หายไปได้อย่างถาวร แต่ยังคงสามารถทำให้จางลงได้ ด้วยการทำ เลเซอร์หน้าใส นั่นเอง


 อันตรายของ ติ่งเนื้อ กระแดด

 โดยปกติแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังในมนุษย์ก็จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะผลิตคอลลาเจนน้อยลงทำให้ผิวไม่เต่งตึง เริ่มเห็นร้อยรอยและความเหี่ยวมากขึ้น รวมไปถึงปัญหาการเกิด กระเนื้อ กระแดด อีกด้วย 

หากพูดถึงความอันตรายของติ่งเนื้อ กระแดด จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย เพียงส่งผลต่อความมั่นใจและบุคลิกของเรา แต่ในกรณีของติ่งเนื้อ หากสังเกตว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นมากจนผิดปกติ อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง หรือถ้าเผลอเกา แกะ บีบ ก็จะส่งผลให้ผิวหนังบริเวณนั้นอักเสบและเกิดความผิดปกติได้ 


 วิธีการกำจัด ติ่งเนื้อ  กระแดด

วิธีการกำจัดติ่งเนื้อและกระแดดนั้นสามารถทำได้หลายวิธีเพื่อกำจัด โดยแต่ละวิธีก็จะมีข้อดี ข้อเสีย และประสิทธิภาพที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. การทาครีมกำจัดติ่งเนื้อ กระแดด การกำจัดด้วยการทาครีม เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยทาครีมลงบนบริเวณที่ต้องการ และตัวยาในครีมจะทำงานโดยการค่อยๆ กำจัดออก โดยจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน จึงจะเห็นผลอย่างชัดเจนที่สุด
  2. ลอกด้วยกรด (Chemical Peel ) เป็นการใช้กรดต่างๆเช่น กรดไตรคลออะเซติคในการกำจัด โดยจะเข้าไปต้านการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้กระจางลง และติ่งเนื้อหลุดออกไป ใช้เวลาประมาณ 3-4 อาทิตย์ จึงจะเริ่มเห็นผล แต่ข้อควรระวังคือ หากใช้กรดชนิดรุนแรงก็อาจจะเข้าไปทำลายผิวหนังบริเวณรอบๆ ได้
  3. จี้ด้วยความเย็น (Cryosurgery) ด้วยการใช้ไนโตรเจนที่แช่แข็ง เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อของติ่งเนื้อออกไป เป็นวิธีการกำจัดที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็ว แต่มีข้อควรระวังคืออาจจะทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำในบริเวณที่กำจัด และถ้าหากมีติ่งเนื้อที่นูนจนเกินไปก็ไม่สามารถกำจัดด้วยวิธีนี้ได้
  4. ใช้เครื่องเลเซอร์ สำหรับวิธีการกำจัดและรักษาติ่งเนื้อ สามารถทำได้โดยวิธีการเลเซอร์กระเนื้อ โดยเครื่องเลเซอร์ชนิด CO2 laser หรือ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ ที่มีคลื่นความยาว 10,600 นาโนเมตร ใช้สำหรับกำจัดติ่งเนื้อ ไฝ หรือสิวอุดตันโดยตรง ส่วนการกำจัดและรักษากระแดด สามารถทำให้จางลงได้ด้วยการทำหัตถการเลเซอร์กระในกลุ่ม Q- switched Nd Yag เพื่อทำลายเซลล์เม็ดสีเมลานินส่วนเกิน

เลเซอร์ด้านความงามมีกี่ชนิด

  1. Fractional CO2 Laser

Fractional CO2 Laser หรือ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวพลังงาน 10,600 นาโนเมตร ใช้สำหรับกำจัดกระเนื้อ ติ่งเนื้อ ไฝ หรือสิวอุดตันโดยตรง เป็นเลเซอร์ที่มีความปลอดภัยและมีความแม่นยำสูง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับผิวหนังโดยรอบ นอกจากนี้ก็ยังสามารถใช้รักษากระ และปัญหาผิวอื่นๆ ได้อีก เช่น รอนตีนกา ร่องลึกต่างๆ เป็นต้น 

  1. IPL (Intense Pulsed Light)

เป็นการเลเซอร์โดยใช้พลังงาน IPL ที่เป็นคลื่นพลังงานแสง เครื่องเลเซอร์ประเภทนี้จะมีความยาวพลังงานตั้งแต่ 515 ไปจนถึง 1,200 นาโนเมตร สามารถปรับใช้งานกับปัญหาผิวต่างๆได้ ในระหว่างทำการรักษาคลื่นแสงจะเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิว ให้เกิดการผลัดเซลล์ ช่วยลดความหมองคล้ำของผิว ทำให้สีผิวกระจ่างใสและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น นอกจากจะใช้เลเซอร์เพื่อรักษากระบนใบหน้าได้แล้วยังสามารถใช้เลเซอร์บริเวณรักแร้ หรือขนตามร่างกายในส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย

  1. Q-switched

เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีระดับพลังงานสูง มีระดับความยาวคลื่นอยู่ 2 ระดับคือ  532 นาโนเมตร ใช้สำหรับการรักษาปัญหาฝ้า กระแดด จุดด่างดำบนใบหน้า ที่ยังไม่ลึกมากนัก และอีกระดับคือ  1,064 นาโนเมตร ใช้สำหรับรักษารอยแผลเป็น ลบรอยสัก หรือปัญหาฝ้ากระที่ฝังลึก ซึ่งเครื่องเลเซอร์ประเภทนี้จะมีความเข้มข้นสูงมากกว่าพลังงานแสงของเครื่องเลเซอร์ IPL มากถึง 8 เท่าเลยทีเดียว ในปัจจุบัน เครื่องเลเซอร์ Q-switched ได้ถูกคิดค้นให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่า เช่น

  • Q-Switched Nd: YAG Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่ใช้สำหรับรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ ปาน ช่วยกำจัดขน และยังสามารถลบรอยสักได้อีกด้วย
  • Q-switched : Ruby Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 694 นาโนเมตร ใช้ตัวกลางในการผลิตให้ออกมาเป็นผลึกแร่ทับทิม ที่สามารถยิงเข้าไปรักษาปัญหาผิวหนังได้ถึงระดับผิวหนังชั้นกลาง
  • Q-switched : Alexandrite Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 775 นาโนเมตร มีกลไกการทำงานคล้ายกับ Ruby Laser แต่มีความยาวคลื่นที่ลึกมากกว่า 
  1. Picosecond

เป็นนวัตกรรมการเลเซอร์ผิวที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ เพราะเป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับการรักษาปัญหาผิวต่างๆ ด้วยกลไกการปล่อยพลังงานที่รวดเร็วกว่าเครื่องเลเซอร์ประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังเห็นผลได้รวดเร็วกว่า กลไกการรักษาจะมีความคล้ายคลึงกับการเลเซอร์ด้วยเครื่อง Q-switched โดยคลื่นแสงจะเข้าไปต้านการทำงานของเม็ดสีเมลานินใต้ชั้นผิว ทำให้เม็ดสีแตกตัวออกได้อย่างง่ายดาย แต่จะมีความละเอียดและรวดเร็วกว่า Q-switched มากหลายเท่า

  1. Dual yellow Laser

เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีการปล่อยพลังงานได้สูงและรวดเร็ว โดยสามารถปล่อยคลื่นพลังงานได้มากถึง 22,000 ครั้งต่อวินาที ด้วยการใช้พลังงาน Fast Edge MicroPulses ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาฝ้า กระแดด ลดเลือนจุดด่างดำ อีกทั้งยังทำให้ใบหน้ากระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเครื่องเลเซอร์ชนิดนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ

  • Dual yellow Laser สีเหลือง เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 578 นาโนเมตร ใช้สำหรับการรักษารอยแดงต่างๆเช่น รอยสิว ปานแดง รอยเส้นเลือดฝอยแตก นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูง เพราะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ได้เป็นอย่างดี
  • Dual yellow Laser สีเขียว เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 511 นาโนเมตร ใช้สำหรับการรักษารอยดำต่างๆไม่ว่าจะเป็น รอยดำจากสิว กระ ฝ้า หรือปานดำ เป็นต้น

ติ่งเนื้อ กระแดด ใช้เลเซอร์ตัวไหน

สำหรับวิธีการกำจัดและรักษาติ่งเนื้อ สามารถทำได้โดยวิธีการเลเซอร์ โดยแพทย์จะใช้เครื่องเลเซอร์ชนิด CO2 laser หรือ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ ที่มีคลื่นความยาว 10,600 นาโนเมตร ใช้สำหรับกำจัดติ่งเนื้อ ไฝ หรือสิวอุดตันโดยตรง เป็นเลเซอร์ที่มีความปลอดภัยและมีความแม่นยำสูง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับผิวหนังโดยรอบ หลังทำการรักษา ไม่ควรให้ผิวหนังบริเวณที่เลเซอร์สัมผัสกับน้ำโดยตรง โดยติ่งเนื้อจะหลุดออกไปในระยะเวลาประมาณ 5-7 วันหลังแผลตกสะเก็ด เมื่อติ่งเนื้อหลุดออกแล้ว ก็สามารถล้างหน้าและกลับมาแต่งหน้าได้ตามปกติ

การรักษากระแดด จะไม่สามารถกำจัดออกไปได้อย่างถาวร แต่สามารถทำให้จางลงได้ด้วยการทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ whitening หรือทำหัตถการเลเซอร์ในกลุ่ม Q- switched Nd Yag เพื่อทำลายเซลล์เม็ดสีเมลานินส่วนเกิน ซึ่งแพทย์แนะนำให้ทำต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สำหรับการเลเซอร์ด้วย Q- switched Nd Yag เพื่อรักษากระแดด ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น ไม่รู้สึกเจ็บ จึงสามารถแต่งหน้าและล้างหน้าได้ตามปกติ ที่สำคัญควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดมากระตุ้นการเกิดกระแดด


คำแนะนำก่อน – หลัง การทำเลเซอร์

คำแนะนำก่อนทำการเลเซอร์

  • งดทาครีมที่มีส่วนผสมของ AHA BHA หรือส่วนผสมที่เป็นกรดบริเวณที่ต้องการทำการรักษา เพราะอาจจะทำให้ผิวไวต่อแสงและความร้อน หากทำการเลเซอร์อาจทำให้ผิวไหม้ได้
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนการรักษา หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 50+ เพื่อเป็นการปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะหากผิวไหม้ก็อาจจะทำให้ระคายเคืองในระหว่างการรักษาได้
  • ทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันอาการแสบร้อนจากการทำเลเซอร์ได้ดี
  • หากมีแผลบริเวณที่ต้องการทำ แนะนำให้งดไปก่อน เพราะอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

คำแนะนำหลังการทำเลเซอร์

  • หลังจากที่ทำการเลเซอร์กระเสร็จแล้ว ห้ามให้ผิวบริเวณที่เลเซอร์สัมผัสกับน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • ห้ามแคะ แกะ เกา หรือถูแรงๆ บริเวณที่รักษา จนกว่าแผลจะตกสะเก็ดไปเอง เพราะอาจจะทำให้เป็นแผลเป็นได้
  • หลีกเลี่ยงการออกแดด หรือไม่ควรให้ผิวสัมผัสแสงแดดจนกว่าบริเวณที่รักษาจะหายดี และที่สำคัญถึงไม่แม้จะไม่ได้ออกจากบ้าน ก็ควรทาครีมกันแดด ที่มี SPF 50+ เพื่อป้องกันการกลับมาของฝ้า กระแดด และจุดด่างดำ
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนล้างหน้า เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งได้ 
  • หากมีอาการปวด สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาได้

ทำเลเซอร์ ติ่งเนื้อ กระแดด จะหายเลยไหม

โดยปกติแล้ว การเลเซอร์กระ จะแตกต่างกันออกไปตามปัญหาผิวของแต่ละคน เพราะทุกคนมีเม็ดสีเมลานินที่ไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดกระด้วย ซึ่งบางคนรักษาเพียงแค่ครั้งเดียวก็เห็นผล แต่บางคนก็อาจจะทำตั้งแต่ 2-6 ครั้งขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น การรักษา ติ่งเนื้อ กระแดด ก็จะต้องให้แพทย์พิจารณาปัญหาผิวของแต่ละบุคคลโดยตรงว่าควรรักษากี่ครั้ง แต่โดยส่วนมากแล้วควรจะรักษามากกว่า 1 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน


ข้อดีของการกำจัด ติ่งเนื้อ กระแดด ด้วย เลเซอร์

ถึงแม้ว่าการกำจัดติ่งเนื้อ และ กระแดด จะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ทั้งรักษาด้วยตนเองและการพบแพทย์ แต่จากการสำรวจพบว่าการกำจัดด้วยเลเซอร์กระ เป็นวิธีที่ดีที่สุด เห็นผลไว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะในปัจจุบันได้มีนวัตกรรมการเลเซอร์ออกมามากมาย ซึ่งใช้สำหรับการกำจัด ติ่งเนื้อ และกระแดด โดยเฉพาะ ทำให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน


 ข้อสรุป

ทั้งติ่งเนื้อและกระแดด ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง แต่อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ และส่งผลกระทบต่อการแต่งหน้า จึงสามารถรักษาได้ด้วยหัตถการเลเซอร์ อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะตามมา และสำหรับใครที่กำลังมองหาว่าจะไปทำเลเซอร์ติ่งเนื้อที่ไหนดี สามารถปรึกษาเบื้องต้นได้เลยค่ะ


Sculptra ฟื้นฟูผิว

sculptra คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว ฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก

ผิวหย่อนคล้อย ผิวขาดน้ำ หลายปัญหาผิวที่ต้องเจอเมื่ออายุเข้าเลข 3 ทำยังไงดี? ฉีด Filler ดีไหม? หยุดก่อน หากเจอปัญหาผิวหน้าเหล่านี้ อย่าเพิ่งไปฉีดฟิลเลอร์ ยังมีอีกหนึ่งหัตการการฟื้นบำรุงผิวหน้า ให้กลับมาอ่อนเยาว์ได้ ด้วย Sculptra นวัตกรรมการกู้คืนผิวแห้งกร้านให้กลับมาอ่อนเยาว์ คืนความสวยสู่ผิว ให้กลับมาใส เด้ง แบบที่เคย


sculptra คืออะไร

Sculptra เรียกว่า PLLA หรือ Poly-L-Lactic acid ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในสหรัฐอเมริกาและถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1999 เป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใต้ชั้นลึกของผิวเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า 

โดยจะฉีด Sculptra เพื่อเป็นการ กระตุ้นคอลลาเจน และอิลาสตินใต้ชั้นผิว เพื่อเรียกเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า แมคโครฟาจ มาช่วยในการทำงาน ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างป็นธรรมชาติ ซึ่งจะคงปริมาตรได้ดีกว่า HA (Hyaluronic Acid) ทั่วไป โดยสลายตัวช้ากว่าทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากกว่า


Collagen ส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวสุขภาพดี

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด สามารถพบคอลลาเจนได้ในผิวหนัง หลอดเลือด เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นกับเนื้อเยื่อภายในร่างกาย รวมทั้งช่วยในการพยุงโครงสร้างของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีส่วนในกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังเวลาเกิดบาดแผลหรือมีการบาดเจ็บ เมื่ออายุมากขึ้น อัตราการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังจะลดลง จะทำให้ผิวหนังดูหย่อนคล้อยได้ การกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวสดใส จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน


Collagen ที่พบได้ในร่างกาย

โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนมีหลายชนิด และแตกต่างกันไปตามหน้าที่ในร่างกาย แต่คอลลาเจนที่สำคัญและควรรู้จักมีอยู่ 5 ชนิดด้วยกัน ดังนี้ 

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type I) ซึ่งพบมากถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย และสำคัญที่สุดช่วยในการเสริมความยืดหยุ่น การสมานแผล สามารถพบได้ในผิวหนัง เส้นผม กระดูก เนื้อเยื่อ และผนังหลอดเลือด
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าชนิดที่ 1 พบมากในกระดูก กระดูกอ่อน และข้อต่อ มีหน้าที่ช่วยในการสร้างกระดูกอ่อน
  • คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Collagen Type III) มักพบร่วมกับประเภทที่ 1 คือพบในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 10 %
  • คอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type IV) เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว พบมากบริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย
  • คอลลาเจนชนิดที่ 5 (Collagen Type V) สามารถพบได้ในบริเวณเดียวกันกับชนิดที่ 1 เป็นคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ พบในผิวของเซลล์ และเส้นผม

หน้าที่สำคัญของ Collagen ที่มีต่อผิวหนัง

  • ช่วยให้ผิวตึง กระชับ เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวตลอดเวลา
  • ลดริ้วรอย และความหยาบกร้านของผิวหนัง
  • รักษาสมดุลน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว
  • ส่งเสริมกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
  • ปกป้องและสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างชั้นผิวภายใน

 sculptra ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

  • ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใต้ชั้นลึกของผิว ช่วยให้ผิวแห้งกร้าน กลับมานุ่มชุ่มชื่น
  • ช่วยให้ใบหน้าดูกระจ่างใส ผิวสดใส ไม่หมองคล้ำ
  • ลดริ้วรอยบนใบหน้า
  • กระตุ้นคอลลาเจน คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว

sculptra เหมาะสำหรับใครบ้าง หรือผู้ที่มีปัญหาผิวด้านใด

Sculptra เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยที่เห็นได้ชัดซึ่งเกิดขึ้นตามวัย และด้วยอนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA-SCA) ที่เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนธรรมชาติให้ผลิตเพิ่มมากขึ้น รวมถึงฟื้นฟูโครงสร้างภายในชั้นลึกของผิวเพื่อให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวดูยกกระชับขึ้น ผิวสดใสขึ้น และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพร้อมปรับปรุงคุณภาพของผิวให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือว่า Sculptra ตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเหมาะมากๆ กับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์จากการฉีดที่ยาวนาน เพราะจากการวิจัยพบว่า Sculptra สามารถให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนานถึง 2 ปี  


sculptra มีความปลอดภัยหรือไม่

Sculptra ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในสหรัฐอเมริกาและถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1999 และยังปราศจากส่วนผสมของมนุษย์และสัตว์ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ โดยองค์ประกอบได้รับการปรับให้เข้ากับร่างกายมนุษย์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการปฏิเสธ จึงไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบการแพ้ก่อนการรักษา เมื่อเวลาผ่านไปสารออกฤทธิ์จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์


หลักการทำงานของ sculptra มีการทำงานอย่างไร

หลังจากฉีด Sculptra เข้าสู่ชั้นล่างของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแล้ว ตัวยาจะเริ่มกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เติมเต็มช่องว่างที่ทำให้เกิดริ้วรอย ส่วนสารสำคัญใน Sculptra จะค่อยๆถูกดูดซึมและมีการเปลี่ยนแปลงเป็น Lactic acid ไปกระตุ้นขบวนการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน โดยผ่านการเรียกเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า แมคโครฟาจ มาช่วยในการทำงาน โดยขบวนการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 หลังรับการรักษาและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องให้ผลิตคอลลาเจนของตัวเองอีกครั้ง ทำให้คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

จากผลการวิจัย จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิต Collagen type1 สูงถึง 66.5% หลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่สามารถผลิต Collagen type1 ได้มากเทียบเท่ากับ Sculptra เลยในตอนนี้


ก่อนการฉีดและหลัง  sculptra มีการเตรียมตัวอย่างไร

การเตรียมตัวก่อนการรักษา : 

  • ไม่ฉีดหรือทำการรักษาหน้าด้วยหัตถการตัวอื่นๆ มาก่อนประมาณ 2 – 4 อาทิตย์  
  • หยุดการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มยาแอสไพริน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีดเพื่อป้องการอาการฟกช้ำ 
  • งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา เป็นต้น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ 
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด 
  • ดูแลสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง 
  • ไม่ได้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่

การดูแลหลังการรักษา : 

  • สามารถล้างหน้า แต่งหน้าได้ หลังฉีด 2-3 ชั่วโมง 
  • ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา ให้ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด บวมช้ำ
  • ใน 24 ชั่วโมงแรก งดออกกำลังกายหนัก งดซาวน่า และงดออกแดดจัด
  • หลักการแบบ Triple5 เพื่อให้อนุภาคสาร PLLA กระจายตัวไปทั่วบริเวณใบหน้า และไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณที่เราต้องการ ซึ่งจะต้องทำการนวดครั้งละ 5 นาที 5 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ง่ายๆ แต่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
  • รับประทานวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในช่วง 3 เดือนแรก

ข้อดีของการฉีด sculptra 

  • การกระตุ้นคอลลาเจน เป็นการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเติมเต็มคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เรียงตัวแน่นขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งจะส่งผลให้ 
  • ใบหน้ายกกระชับขึ้น 
  • ลดริ้วรอย ผิวเต่งตึงเรียบเนียนขึ้น
  • คืนความสมดุลให้ผิวอิ่มน้ำ ละเอียด แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน 
  • แก้ปัญหาผิวขาดน้ำ ให้กลับมาดูอิ่มน้ำ ผิวสดใสขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถกำจัดเซลลูไลท์ส่วนเกินในหลายตำแหน่งด้วย เช่น สะโพก ต้นขา ต้นแขน 


การฉีด sculptra ควรทำการฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผลลัพธ์

การฉีด Sculptra ต้องผ่านการประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า และขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล ว่าเหมาะกับการทำจำนวนกี่ครั้ง ซึ่งแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ถ้าปัญหาเยอะมากๆ อาจจะต้องทำประมาณ 2-4 ครั้ง  โดยห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์


ผลลัพธ์ของการรักษาอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Sculptra จะอยู่ได้นานถึง 2 ปี เพราะเป็นการคงอยู่ของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นด้วยตนเองตามธรรมชาติ โดยในบางรายอาจอยู่ได้ถึง 3 ปี ขึ้นกับการดูแลแต่ละบุคคล


ข้อควรระวังในการฉีด sculptra

  • ไม่ควรใช้ Sculptra ในผู้ที่แพ้ส่วนผสมใดๆ ของผลิตภัณฑ์ อาทิ poly-L-lactic acid” (PLLA), carboxymethylcellulose (USP) , non-pyrogenic mannitol (USP).
  • ผู้ที่มีประวัติการเกิดคีลอยด์หรือมีแผลเป็นนูน
  • ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดการอักเสบในตำแหน่งที่ต้องการรักษา 
  • ผู้ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร 

ในการฉีด sculptra สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆได้ไหม

หากคนไข้ต้องการที่จะทำหัตถการอื่นๆร่วมด้วย แนะนำให้ทำหลังจากทำ Sculptra ไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ ในตำแหน่งเดียวกัน


ข้อสรุป

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหน้า ต้องการเข้ารับการรักษา แต่กำลังลังเลว่า จะเลือกทำSculptra หรือฉีด Filler ดี ต้องบอกให้เห็นภาพชัดเจนก่อนว่าทั้ง 2 หัตถการนี้มีความแตกต่างกันตรงที่  Sculptra สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่า Filler อย่างมาก ในขณะที่ Filler มีความสามารถในการเพิ่ม Volume ได้ดีกว่า ฉะนั้นการจะเลือกการรักษาตัวใดจึงขึ้นกับปัญหาของคนไข้เป็นสำคัญ 

การรักษาด้วย Sculptra  เป็นอีกหนึ่งหัตถการที่อยากแนะนำให้ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ไม่สดใส มีริ้วรอย ผิวไม่กระชับ สามารถเลือกรักษาโดยวิธี Sculptra ได้เลย สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอบถามข้อมูล และเข้ารับการเช็คสภาพผิวเพื่อทำการรักษาต่อไปได้ 


Exosome

Exosome ฟื้นฟูผิวเสียให้แข็งแรง ด้วยนวัตกรรมที่มากกว่า Stem Cell

Exosome baby skin booster ทางเลือกใหม่ของการซ่อมแซมผิวหน้าให้กลับมาอ่อนเยาว์แบบเร่งด่วน ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมมากขึ้น ในช่วงปี 2023 นี้ Exosome นั้นเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้แลดูอ่อนเยาว์ ปรับสภาพผิวให้กลับมาเปล่งปลั่ง หน้าใส พร้อมทั้งช่วยเติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอิ่มฟูและดูเด็กลงได้อย่างรวดเร็ว สำหรับใครที่สนใจและกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ Exosome สำหรับฟื้นบำรุงผิว บทความนี้จะมาไขทุกข้อสงสัยให้กับคุณกันค่ะ 

Exosome คืออะไร

Exosome คือ สารสำคัญที่เซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกายสามารถหลั่งออกมาเพื่อทำการสื่อสารระหว่างเซลล์ โดยสาร Exosome ที่หลั่งออกมาจากเซลล์จะถูกบรรจุอยู่ในถุงเล็กๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-150 นาโนเมตร ภายในถุงที่บรรจุสาร Exosome นั้นมีสารชีวโมเลกุลรวมกว่า 1,000 ชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนจำเป็น (amino-acid), ไขมัน (Lipid), Growth factor, Cytokines, mRNA, miRNA, DNA เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังเซลล์เป้าหมายเพื่อให้เซลล์ทำตามคำสั่งที่ได้รับมา นอกไปจากการสื่อสารระหว่างเซลล์แล้วนั้น Exosome ยังมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเซลล์โดยรอบ ด้วยการกระตุ้นให้เซลล์อ่อนวัยและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณประโยชน์ในด้านความงามและการฟื้นฟูเซลล์ผิวของ Exosome ที่ทำให้ผิวกลับมายืดหยุ่นและกระชับ ลดริ้วรอย เพิ่มความกระจ่างใสพร้อมปรับให้ผิวดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น 

Exosome

  กลไกการทำงานของ Exosome มีกลไกการทำงานดูแลเรื่องผิวอย่างไร

Exosome ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับเซลล์อื่น ๆ เหมือนกับการส่งข้อความบอกเซลล์อื่น ๆ ให้รับรู้ ซึ่งสารที่เป็นส่วนประกอบ มีดังนี้

  • Cytokines

เป็นสารกลุ่มโปรตีนหรือโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นภายในร่างกายโดยเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีหน้าที่เป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของเซลล์ และปรับปรุงสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย รวมถึงช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดอาการอักเสบ ปรับภูมิคุ้มกันผิว และรักษาบาดแผลให้หายเร็วขึ้น

  • Growth factor

สารโปรตีนขนาดเล็กมีผลในการกระตุ้นและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ การสร้างเซลล์ใหม่ และเพิ่มจำนวนเซลล์ ทำให้เซลล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่จะช่วยซ่อมแซมผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย และช่วยชะลอวัย

  • miRNA

miRNA ย่อมาจาก MicroRNA เป็นสายโมเลกุล RNA ขนาดเล็ก ที่จะช่วยปรับระดับการทำงานของยีนและควบคุมระดับ mRNA ภายในเซลล์ให้เป็นปกติ โดยกระตุ้นยีนที่ดีเพื่อสร้างโปรตีน และยับยั้งยีนที่ทำงานผิดปกติ เพื่อให้เซลล์อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต และมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวในระดับลึกถึงเซลล์ได้ดี

  • Biological compounds

เป็นสารชีวโมเลกุลต่าง ๆ ที่สเต็มเซลล์สร้างขึ้น เพื่อใช้ในการรักษาและปรับสมดุลภายในเซลล์ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรดไขมัน กรดอะมิโน โปรตีน เป็นต้น โดยสารเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโต การฟื้นฟู ปรับปรุงสุขภาพของผิวให้ดูสมบูรณ์ และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

หลักการทำงานของ Exosome

หลักการทำงานของ Exosome คือ การใช้สารชีวโมเลกุลต่าง ๆ เข้าไปในเซลล์โดยตรง โดยใช้ถุงนี้เป็นตัวกลาง โดยเซลล์จะใช้สารในถุงนี้เป็นเหมือนกับข้อความในจดหมาย ซึ่งถูกบรรจุแล้วส่งออกไปบอกเซลล์อื่นๆให้รับรู้ โดยจะเคลื่อนที่ไปมาระหว่าง เซลล์ผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียน ทำให้เกิดการเผาผลาญของผิวหนัง เกิดการสร้างไฟโบรบลาสต์ที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการสร้างเซลล์ผิวหนังและการเสื่อมสภาพของเซลล์ มีผลในการช่วยส่งส่วนประกอบของยาที่เกี่ยวข้องกับโรคไปยังเซลล์ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและ ซ่อมแซมผิว 

ประโยชน์ของ Exosome ช่วยเรื่องผิวหนังอะไรบ้าง

  1. Exosome ช่วยเรื่องผิวหน้าและหน้าใส
  • ช่วยซ่อมแซมผิวได้ล้ำลึกถึงระดับเซลล์ ช่วยจัดการปัญหาผิวได้อย่างเห็นผล
  • กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ปรับผิวให้แข็งแรงจากภายใน ลดอาการผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ ยืดหยุ่น แลดูอ่อนเยาว์
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิว ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว 
  • ช่วยเติมความชุ่มชื้น ผิวดูอิ่มน้ำ หน้าใส ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีมากขึ้น
  • Exosome ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น 
  • ลดเลือนรอยแผลเป็น รอยหลุมสิว
  1. Exosome ช่วยเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ

เอ็กโซโซม นอกจากจะถูกนำมาใช้ในนวัตกรรมการบำรุงผิวมากขึ้น เพราะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมชาติ ยังได้มีการนำเอามาใช้ในการบำรุงผม และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดปัญหาผมร่วง ปลูกผม รวมทั้งฟื้นฟูรากผมที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรง และมีเส้นผมงอกใหม่ได้อีกครั้งด้วย

การฉีด Exosome สามารถฉีดจุดไหนได้บ้าง

Exosome สามารถฉีดได้ทั่วใบหน้า หรือฉีดเฉพาะจุดที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น 

  • ใต้ตา ช่วยลดใต้ตาคล้ำ ให้ดูสว่าง สดใส 
  • หน้าผาก ช่วยลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก 
  • ร่องแก้ม เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวบริเวณร่องแก้มกระชับขึ้น 
  • แก้ม ช่วยลดการแพ้ ลดจุดด่างดำ และการอักเสบของผิว 
  • ลำคอ ช่วยลดริ้วรอยบริเวณลำคอ 
  • กรอบหน้า กระตุ้นคอลลาเจน กรอบหน้าชัดขึ้น
ฉีด Exosome

Exosome แตกต่างจาก Rejuran อย่างไร

Exosome

  • สารประกอบหลัก สารชีวโมเลกุลที่ถูกปล่อยออกมาจาก Stemcell เช่น growth factor, peptides, amino acids, coenzymes, hyaluronic acid
  • จุดเด่น Skin Rejuvenation แก้ปัญหาริ้วรอย รูขุมขนกว้าง รอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ 
  • เหมาะกับใคร ผู้ที่มีริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ สิว หลุมสิว รอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแห้ง หน้าโทรม
  • ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลใน 3 วัน แนะนำให้ฉีดต่อเนื่องเดือนละครั้งในช่วง 3-4 เดือน
  • ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ฉีด 1 ครั้งอยู่ได้นาน 1 เดือน ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง อยู่ได้นาน 6-12  เดือน 

Rejuran

  • สารประกอบหลัก Polynucleotide หรือ PN บริสุทธิ์ เข้มข้น 2% สกัดจาก DNA Salmon
  • จุดเด่น ฟื้นฟูผิวอ่อนเยาว์ ปรับสภาพผิว หน้าใส กระชับรูขุมขน 
  • เหมาะกับใคร ผู้ที่มีผิวหน้าโทรม ไม่สดใส มีริ้วรอย รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิวตื้น ๆ   
  • ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลใน 3-5 วัน แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 4 ครั้ง ห่างกัน 2-3 สัปดาห์
  • ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ฉีด 1 ครั้งอยู่ได้นาน 1 เดือน ฉีดต่อเนื่อง 4 ครั้ง อยู่ได้นาน 6 เดือน 

การเตรียมตัวก่อนฉีด – หลังฉีด Exosome

  1. วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Exosome

ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์ที่เชี่ยวชาญ เทคนิคในการทำ รวมถึงวิธีการสังเกตตัวยาว่าแท้หรือไม่ 

งดยาแอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. John’s Wort, Ginkgo Biloba, Primrose Oil, Garlic, Ginseng, Vitamin E

งดคอร์สเลเซอร์ ดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีด 

งดยาผลัดเซลล์ผิวและนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีด

หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง

  1. การดูแลตัวเองหลังฉีด Exosome

งดสัมผัส หรือนวดหน้าแรง ๆ 

งดการสครับผิว ขัดผิว ลอกผิว หรือเลเซอร์ผิว  

หลีกเลี่ยงแสงแดด รังสี UV หรืออากาศร้อนจัด เช่น อาบแดด ซาวน่า    

งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ 1.5-2 ลิตร/วัน (8-10 แก้ว)

 คำถามที่พบบ่อย

  • Q : ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีด Exosome

A: ผู้ที่ต้องการ ซ่อมแซมผิวหน้าให้ดูเด็ก อ่อนเยาว์ ปรับผิวให้เรียบเนียน ดูสุขภาพดี มีปัญหาผิวอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ มีปัญหาริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น สีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวแห้งเสียหยาบกร้าน ผิวขาดความชุ่มชื้น มีรอยแผลเป็น รอยหลุมสิวและมีรูขุมขนกว้าง 

  • Q: Exosome ไม่เหมาะที่จะใช้กับใครบ้าง

A: ผู้ที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ,ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับผิวหนัง ควรรักษาโรคให้หายดีก่อนแล้วจึงค่อยฉีด Exosome รวมไปถึง ผู้ที่มีภาวะเลือดหยุดไหลยากหรือเลือดออกไม่หยุด

  • Q : ข้อดีที่ควรฉีด Exosome เป็นอย่างไร

A : เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ไม่ต้องพักฟื้น สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการรักษาได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังสามารถทำรวมกับการรักษาอื่น ๆ ได้ โดยการฉีดเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการเลเซอร์ในครั้งถัดไป ซึ่งจะส่งผลให้การตอบสนองต่อการเลเซอร์ดีขึ้น และสามารถทำพร้อมทรีตเมนต์ผมอื่น ๆ หรือทำหลัง ปลูกผมถาวร  แล้ว เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับรากผมมากขึ้น

  • Q : หลังฉีด Exosome ไปแล้วกี่วันจะเริ่มเห็นผล

A : เห็นผลได้ภายใน 3-5 วัน  

  • Q : การฉีด Exosome สามารถฉีดได้บ่อยแค่ไหน

A : การฉีดเอ็กโซโซมควรทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง โดยห่างกันทุก 1 เดือน ซึ่งแต่ละครั้งผลลัพธ์จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลผิวหลังฉีดด้วย ซึ่งหลังจากทำครบ 3-5 ครั้งแล้ว สามารถทำต่อเนื่องได้ทุก ๆ 6-12 เดือน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์และคงการรักษาที่มีประสิทธิภาพไว้ 

  • Q : หลังฉีด Exosome จะมีผลข้างเคียงหรือไม่
  • A : ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงหลังฉีด โดยก่อนฉีดแพทย์จะทำการแปะยาชา ระหว่างฉีดจะไม่รู้สึกเจ็บ ตัวยาไม่แสบผิว และอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือ จะมีรอยแดง และตุ่มขึ้นบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะสามารถหายไปได้เองในระยะเวลาไม่นาน และในวันรุ่งขึ้นสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

ข้อสรุป

Exosome คือ สารที่สร้างจากเซลล์ มีหลายประเภท เซลล์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างเซลล์รวมถึงการสั่งงานต่างๆ โดยการฟื้นฟูผิวคือช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวกระชับ ช่วยลดเม็ดสีที่ผิดปกติ สำหรับท่านใดที่กำลังมองหานวัตกรรมการซ่อมแซมผิวที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่อยากเจ็บตัว Exosome ถือว่าตอบโจทย์สำหรับสาวๆในยุคนี้มาก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากต้องการฉีด Exosome ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้ารับการเช็คสภาพผิวและทำการรักษาต่อไป