Contents hide
1 ปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย เติมความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า

ปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย เติมความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า

เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันและคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวก็ลดลง ทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อย เปลี่ยนรูป พร้อมกับริ้วรอยที่คอยตามมากวนใจ การยกกระชับปรับรูปหน้าจึงได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์เพื่อใบหน้าเรียวสวยและลดริ้วรอยให้จางลง แถมเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เสียเวลาพักฟื้น ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เห็นผลลัพธ์ไว ปลอดภัยสูง และราคาจับต้องได้อีกด้วย  

การปรับรูปหน้า คืออะไร

การปรับรูปหน้า คือ การปรับโครงสร้างของใบหน้าให้ยกกระชับ เรียวสวยได้สัดส่วน กรอบหน้าชัด รวมถึงการลดกรามเพื่อทำให้หน้าดูหวานและแลดูอ่อนวัย การเติมเต็มใบหน้าที่เป็นร่องลึก แก้ปัญหาแก้มตอบ ปรับทรงจมูกให้โด่งสวย รวมไปถึงปรับหน้าผากให้ได้รูป ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นรูปหน้าที่สวยงามตามสัดส่วนที่ต้องการ

การปรับรูปหน้านั้นมีวิธีการต่างๆ มากมาย ทั้งแบบการศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า และแบบไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด เช่น การร้อยไหม การฉีดโบท็อก ฉีดฟิลเลอร์หรือเมโสแฟต ซึ่งแพทย์สามารถประเมินลักษณะและเค้าโครงรูปหน้าเดิมไปพร้อมกับเทียบสัดส่วนกับต้นแบบที่อ้างอิง เพื่อแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับเรา ทั้งนี้การปรับรูปหน้า นอกจากจะช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนตามต้องการแล้ว ยังช่วยเรื่องการลดริ้วรอยได้อีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดใบหน้าไม่สมส่วน

รูปหน้าที่ไม่สมส่วน ใบหน้าที่ไม่เท่ากันเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

อายุ

อายุเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะทุกคนไม่สามารถเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ผิวจะสูญเสียคอลลาเจนและไขมันตามธรรมชาติ ทำให้ผิวที่เคยเต่งตึงกลับหย่อนคล้อย มีรอยเหี่ยวย่น เกิดร่องแก้ม ใบหน้าซูบตอบ ขมับก็ตอบด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ใบหน้าดูมีอายุ แลดูโทรม ไม่สดใส

กล้ามเนื้อ

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเราส่งผลกระทบกับสุขภาพ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาของเราได้เช่นกัน พฤติกรรมการกิน เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียวก็ทำให้กล้ามเนี้อบริเวณนั้นข้างนั้นแข็งแรงและใหญ่กว่าอีกข้าง, พฤติกรรมการนอน การนอนตะแคงก็ส่งผลกระทบกล้ามเนื้อใบหน้าและตาได้เช่นกัน แม้แต่การเลิกคิ้ว การยกมุมปาก การเท้าคาง การสูบบุหรี่ข้างเดียวหรือพฤติกรรมอื่นๆที่ทำจนติดเป็นนิสัย ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าทำงานไม่เท่ากัน ส่งผลให้ใบหน้าก็ไม่เท่ากันด้วย 

ไขมันสะสม

ไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณแก้มและเหนียงอาจจะมีปริมาณไขมันสะสมไม่เท่ากัน ทำให้แก้มใหญ่เล็กไม่เท่ากัน 

กระดูก

อีกสิ่งหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ก็คือการยุบตัวลงของกระดูกบนใบหน้า เช่นกระดูกบริเวณใต้ตา บริเวณรอบดวงตา กระดูกโหนกแก้ม จึงมีผลให้สมดุลของใบหน้าเปลี่ยนไป

วิธีปรับรูปหน้าที่ได้รับความนิยม

วิธีปรับรูปหน้าที่นิยมมากในปัจจุบัน คือ การฉีดฟิลเลอร์และการฉีดโบท็อกซ์ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ไม่เสียเวลาพักฟื้น ใช้เวลาไม่นาน และมีความปลอดภัยสูง 

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารเติมเต็มผิวที่เรียกว่า HA หรือ Hyaluronic Acid ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีความคงตัวสูง เลียนแบบคอลลาเจนธรรมชาติที่อยู่ในชั้นผิวหนังและกระดูกอ่อนของคนเรา โดย HA นี้มีคุณสมบัติดูดของเหลว ทำให้กักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นได้ดี เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจะช่วยเสริมชั้นผิว ช่วยแก้ปัญหาผิว ลดปัญหาไขมันและริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้า ทำให้ผิวกระชับ มีความยืดหยุ่น สดใส เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ นอกจากนี้ การฉีดฟิลเลอร์ยังมีความปลอดภัยสูง เพราะสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างหลังฉีด 

การฉีดฟิลเลอร์

ตำแหน่งที่นิยมฉีดฟิลเลอร์

เราสามารถฉีดฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขปัญหาผิวและปรับรูปหน้าเฉพาะจุดได้ โดยตำแหน่งที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ 

  • แนวกรามหรือกรอบหน้า เพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยตามอายุให้กระชับ เต่งตึง ช่วยยกแก้มขึ้นและแก้ปัญหามุมปากคว่ำ ทำให้หน้าเรียวสวยสดใส ดูมีมิติ พร้อมทั้งเติมเต็มผิวให้นุ่มชุ่มชื้นอีกด้วย 
  • คาง ปรับรูปหน้าเพื่อลดเหนียง แก้ปัญหากรอบหน้าไม่ชัด ได้หน้าวีเชพ เรียวสวยเป็นธรรมชาติ การเติมฟิลเลอร์ยังสามารถแก้ปัญหาคางสั้น คางบุ๋ม ปรับคางเข้ากับรูปหน้า เพื่อให้คางได้รูปสมส่วน
  • ริมฝีปาก ฟิลเลอร์สามารถปรับรูปปากได้เป็นทรงตามความต้องการ ช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น อวบอิ่ม และยังสามารถแก้ปัญหามุมปากตก ปากบาง รวมถึงลดริ้วรอยรอบริมฝีปากด้วย 
  • จมูก ฟิลเลอร์สามารถปรับแก้ไขทรงจมูกตามความต้องการ เพื่อให้จมูกดูมีมิติ และดูโด่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่มีฐานจมูกบ้างอยู่แล้ว แต่ต้องการปรับจมูกให้ได้รูปทรงแต่ไม่ต้องการผ่าตัด 
  • ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก ฟิลเลอร์จะช่วยเข้าไปเติมเต็มร่องแก้มและร่องน้ำหมากให้ตื้นขึ้น เรียบเนียน ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ไร้ริ้วรอย ทั้งยังแก้ปัญหามุมปากตกได้อีกด้วย ทำให้หน้าดูอ่อนกว่าวัยขึ้นได้มาก 
  • รอบดวงตา ฟิลเลอร์สามารถฉีดเติมเต็มร่องตีนกาและลดริ้วรอยรอบดวงตาให้ตื้นขึ้น เติมเต็มเบ้าตาและร่องน้ำตาทำให้หน้าดูสดใส ไม่อิดโรย แก้ไขปัญหาถุงใต้ตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หน้าผาก แก้ปัญหาริ้วรอย หรือรอยพับย่น ทำให้หน้าผากเรียบเนียน แลดูอ่อนเยาว์ ช่วยเต็มเต็มให้หน้าผากดูนูนสวย มีมิติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าแบน แคบ ยุบและมีริ้วรอย 
  • ขมับ ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติ ได้สัดส่วน ช่วยให้ขมับที่ตอบดูเต็มสวย ทำให้โหนกแก้มดูเล็กลง ใบหน้าจึงดูสดใส นุ่มละมุนมากขึ้น 
  • หลังมือ เป็นบริเวณที่หลายคนละเลย แต่เมื่ออายุมากขึ้นมือจะมีริ้วรอย เหี่ยวย่นมากขึ้น เมื่อเติมฟิลเลอร์เข้าไป จะช่วยลดเลือนริ้วรอยเหล่านั้น ทำให้ผิวมือเต่งตึง เรียบเนียน เป็นธรรมชาติ
  • คอและเนินอก ยกกระชับบริเวณลำคอและช่วงอก ทำให้ผิวเนียนเรียบเต่งตึง ใส่เสื้อคอกว้างได้อย่างมั่นใจ 

ตำแหน่งที่นิยมฉีดฟิลเลอร์

ระยะเวลาการเห็นผลอยู่ได้นานแค่ไหน 

ฟิลเลอร์ในกลุ่ม HA หรือกรดไฮยาลูรอนิกโดยปกติจะอยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 4-24 เดือน และจะสลายไปเองตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้างอยู่ในผิวหนังหรือร่างกาย อายุของฟิลเลอร์ จะอยู่ในร่างกายได้นานเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย 

การเตรียมตัวก่อนการฉีดฟิลเลอร์

ข้อปฏิบัติก่อนฉีดฟิลเลอร์เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดและลดอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆ 

  • หากมีโรคประจำตัว, ประวัติการแพ้, มียาหรืออาหารเสริมที่รับประทานเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาให้ทราบ
  • งดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเกร็ดเลือดก่อนฉีดฟิลเลอร์ 7 วัน เช่น แอสไพลิน, ยากลุ่ม NSAIDs, น้ำมันปลา, แปะก๊วย เป็นต้น หากไม่ทราบให้ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวทุกชนิด บริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 7 วันก่อนฉีด
  • การถอนขน,โกนขนหรือแว๊กซ์ผิวบริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ อย่างน้อย 7 วันก่อนฉีด
  •  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • งดกิจกรรมที่มีผลต่อความดันโลหิต เช่น ซาวน่า, การออกกำลังกายหนักๆ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • แจ้งให้แพทย์ทราบได้ว่าต้องการขอทาหรือฉีดยาชา แพทย์จะประเมินความเหมาะสมในการให้ยาชาอีกครั้ง 

วิธีปฎิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์

โดยทั่วๆไปการฉีดฟิลเลอร์จะไม่ค่อยพบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์และดูแลตัวเองเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีสุดและคงผลลัพธ์ให้อยู่กับเรานานที่สุด

  • งดการนวดหรือขัดถูใบหน้าแรงๆ เลี่ยงการลูบคลำหรือจับผิวหน้าบริเวณที่ฉีด หลังฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 7 วัน เนื่องจากส่งผลต่อการกระจายตัวของยาได้ 
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อความดันโลหิตและการขยายตัวของหลอดเลือดอาจทำให้รอยเข็มหายช้าลง 
  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ฟิลเลอร์อิ่มน้ำทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนโดยตรง เช่น ซาวน่า อบสมุนไพร เพราะเป็นการเร่งอัตราการสลายตัวของฟิลเลอร์
  • สามวันแรกหลังฉีดฟิลเลอร์  ควรนอนยกศีรษะให้สูงกว่าหน้าอกและพยายามนอนหงาย เพื่อป้องกันการกดทับใบหน้าให้น้อยที่สุด
  • ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรล้างหน้านานเกินไป
  • งดแต่งหน้าและใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • งดทำเลเซอร์ หรือไอออนโตอย่างน้อย 14 วัน
  • งดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเกร็ดเลือดหลังฉีดฟิลเลอร์ อย่างน้อย7 วัน เช่น แอสไพลิน, ยากลุ่ม NSAIDs, น้ำมันปลา, แปะก๊วย เป็นต้น 
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดบวมและลดโอกาสการติดเชื้อ
  • หากมีอาการข้างเคียงรุนแรง เช่น มีหนองหรือบวมมาก ให้รีบพบแพทย์

โบท็อกซ์ (Botulinum toxin)

โบท็อกซ์ เป็นชื่อทางการค้าของ Botulinum Toxin ซึ่งสารชนิดนี้เป็นโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ที่เป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ สารชนิดนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวตัวไม่ได้หรือเกิดอาการกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งจะเกิดเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนที่ฉีดเท่านั้น แพทย์จึงนำนวัตกรรมนี้มาใช้สำหรับการปรับรูปหน้า ลดขนาดของกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ รวมถึงการลดริ้วรอยต่างๆ ด้วย 

การฉีดโบท็อก

หลักการทำงานของโบท็อกซ์

โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ไปจับที่ปลายประสาทของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทไปยังกล้ามเนื้อได้ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดนั้นหดตัวไม่ได้ ทำให้หลังฉีดจะเห็นว่าริ้วรอยบนใบหน้าดูจางลง แพทย์จึงนิยมฉีดโบท็อกซ์ให้กับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าเช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยตีนการอบดวงตา หรือรอยย่นจากการขมวดคิ้ว ส่วนริ้วรอยที่เกิดจากแสงแดดและรังสียูวี โบท็อกซ์จะไม่ช่วยอะไร ผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดโบท็อกซ์จะไม่คงอยู่ถาวร อยู่ได้ราว 4-6 เดือน ดังนั้นจึงต้องมาฉีดซ้ำเพื่อผลการรักษาที่ต่อเนื่อง 

ตำแหน่งที่นิยมโบท็อกซ์

โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์โดยตรงที่กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์จึงได้ผลดีในตำแหน่งที่มีริ้วรอยที่เกิดจากการขยับใบหน้าหรือแสดงสีหน้า เช่น 

  • ลดริ้วรอยรอบดวงตา รอยตีนกาและริ้วรอยใต้ตา การฉีดโบท็อกซ์จะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดคลายตัว ริ้วรอยแลดูจางลง แต่ต้องระวังการฉีดปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้ตาแข็ง แสดงอารมณ์ไม่ได้ 
  • ลดริ้วรอยหน้าผาก เป็นบริเวณที่เกิดรอยเหี่ยวย่นจากการแสดงสีหน้าและอารมณ์ได้มาก การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยลดริ้วรอยเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
  • ลดรอยย่นหว่างคิ้วและหางตา รอยย่นและริ้วรอยบริเวณนี้เกิดง่ายและสังเกตเห็นได้ง่ายเช่นกัน การฉีดโบท็อกซ์ช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเรียบเนียน ทำให้ใบหน้าดูสดใส อ่อนกว่าวัย 
  • ลดขนาดกราม บริเวณที่ฉีด ถ้าหากกัดกรามช่วงแก้ม มีกล้ามเนื้อเด้งเยอะ สามารถช่วยให้ขนาดกรามเล็กลง ช่วยกระชับกรอบหน้า ปรับหน้าเรียว ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงและมีขนาดเล็กลง
  • ลดรอยย่นบริเวณจมูก เป็นบริเวณที่มักเกิดขึ้นและสังเกตได้ง่าย โบท็อกซ์จะช่วยทำให้ผิวจมูกเรียบเนียน ไร้ริ้วรอย 
  • ลดน่องใหญ่ ลดน่องให้มีขนาดเล็กลง โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ซึ่งแพทย์จะฉีดกล้ามเนื้อเพียงบางส่วน จึงไม่ส่งผลต่อการทรงตัว 
  • ลดเหงื่อ ทั้งบริเวณรักแร้, ฝ่ามือและฝ่าเท้าด้วยการฉีดโบท็อกซ์ไประงับการทำงานของสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตเหงื่อของร่างกาย หลังฉีดเหงื่อจึงลดลงหรือไม่มีเลย
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน โบท็อกซ์ช่วยให้อาการปวดไมเกรนทุเลาลงได้ 
  • รักษาโรคออฟฟิศซินโดรม โบท็อกซ์จะช่วยบรรเทาอาการปวด คอ บ่าไหล่ สะบัก ก้นกบและหลังช่วงล่าง 
  • รักษาโรคทางระบบประสาท โบท็อกซ์สามารถรักษาโรคทางระบบประสาทบางชนิด รักษาอาการเกร็งกล้ามเนื้อหรือบรรเทาอาการเกร็งส่วนต่างๆของร่างกายแบบผิดปกติได้

ตำแหน่งที่นิยมโบท็อกซ์

 โบท็อกซ์มีกี่ยี่ห้อ และควรเช็คโบท็อกซ์อย่างไร

โบท็อกซ์มีมากมายหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของกรรมวิธีการทำตัวยาให้บริสุทธิ์, ชนิดของโปรตีน, ความคงทนในการเก็บรักษา และขนาดของโมเลกุลที่ทำให้แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันมากที่สุด โดยส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย และยกกระชับใบหน้าเหมือนกัน 

โบท็อกซ์ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ปัจจุบันปี 2565 มีทั้งหมด 8 ยี่ห้อ ได้แก่

  • Allergan (โบท็อกซ์อเมริกา) เป็นยี่ห้อแรกที่คิดค้นโบท็อกซ์ขึ้นมาและได้รับความนิยมจากทั่วโลก ความบริสุทธิ์ของตัวยาสูงถึง 99.5% จึงออกฤทธิ์ได้ตรงจุด และอยู่ได้นานกว่ายี่ห้ออื่นๆ เหมาะกับการฉีดเพื่อปรับรูปหน้าและลดริ้วรอย  
  • Dysport (โบท็อกซ์อังกฤษ) เป็นโบท็อกซ์โมเลกุลเล็ก การกระจายยาเป็นวงกว้าง เหมาะกับการฉีดยกกระชับใบหน้า ลดริ้วรอย รวมถึงลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว ลดน่องและต้นแขน อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
  • Xeomin (โบท็อกซ์เยอรมัน) มีความบริสุทธิ์ 100% เหมาะสำหรับคนที่ไม่อาการดื้อยาที่หยุดฉีดไปแล้ว และมีความเสี่ยงน้อยที่จะดื้อยาในอนาคต อยู่ได้นาน 3-6 เดือน 
  • Nabota (โบท็อกซ์เกาหลี) ได้รับความนิยมในไทยมากเพราะคุณภาพใกล้เคียงกับของอเมริกา แต่ราคาไม่แพง มีจุดเด่นที่ออกฤทธิ์ไว ลดริ้วรอยได้เร็ว อยู่นาน 4-6 เดือน 
  • Aestox (โบท็อกซ์เกาหลี) จุดเด่นคือผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติ มีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
  • Hugel (โบท็อกซ์เกาหลี) เห็นผลไวแต่อยู่ได้ไม่นานเท่ายี่ห้ออื่นๆ ได้เพียงประมาณ 3-6 เดือน
  • Clodew (โบท็อกซ์เกาหลี) โดดเด่นเรื่องการยกกระชับ การปรับรูปหน้าวีเชพได้เป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 4-6 เดือน 
  • BTXA (โบท็อกซ์ฮ่องกง) เด่นเรื่องการลดกรามเนื้อมัดใหญ่ เช่น รักแร้ น่องขา ท้องแขน ลดริ้วร้อย ลดกราม ปรับรูปหน้าวีเชพ เห็นผลไวอีกด้วย อยู่ได้นาน 3-6 เดือน 

ระยะเวลาการเห็นผลอยู่ได้นานแค่ไหน 

โบท็อกซ์จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดแล้ว 2-3 วัน และให้ผลลัพธ์สูงสุดภายใน 1-2 สัปดาห์ และฤทธิ์ของโบท็อกซ์จะอยู่ได้นาน 3-4 เดือน โดยการออกฤทธิ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับยี่ห้อและประเภทของโบท็อกซ์ที่ใช้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติและกรรมวิธีในการทำตัวยาให้บริสุทธิ์ รวมไปถึงขนาดของโมเลกุลด้วย

การเตรียมตัวก่อนการฉีดโบท็อกซ์

ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้คำแนะนำมาช่วยตัดสินใจเลือกโบท็อกซ์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ก่อนฉีดโบท็อกซ์นั้น ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรเป็นพิเศษ แต่ควรเลือกฉีดกับคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าได้โบท็อกซ์ที่เป็นของแท้จริงๆ และฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ 

วิธีปฎิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกซ์

เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาและคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานที่สุด หลังฉีดโบท็อกซ์ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • ควรขยับและเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดประมาณ  30 นาที เพื่อให้เซลล์ประสาทดูดซับโบท็อกซ์ให้ได้มากที่สุด
  • งดนอนราบและก้มหัวลงต่ำกว่าระดับหัวใจอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดอาการหน้าบวม
  • สองสัปดาห์แรก ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดเลือดสูบฉีดมาที่ใบหน้าเยอะๆ และเลี่ยงการสัมผัสความร้อนทุกชนิด เช่น ซาวน่า, ออกกำลังกายหนักๆ, อาบแดด, ดื่มแอลกอฮอล์, การทำเลเซอร์บนใบหน้า เป็นต้น 
  • มีงานวิจัยพบว่าการรับประทาน Zinc หรือสังกะสี 50 mg ก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์ ช่วยทำให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นและอยู่นานขึ้น แต่หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

ข้อสรุป

การปรับรูปหน้า เพื่อยกกระชับให้หน้าเรียวได้รูปสวยตามต้องการ รวมถึงช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์ การฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ก็เป็นวิธีการปรับรูปหน้าที่ปลอดภัย เห็นผลเร็วและราคาไม่แพง จึงได้รับความนิยมสูง แต่ควรเลือกฉีดในสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับมาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และได้ตัวยาที่เป็นของแท้แน่นอน ผลลัพธ์การปรับรูปหน้า เพื่อให้หน้าเรียวสวย ไร้ริ้วรอย สามารถคลิ๊กดูรีวิวเพิ่มเติม หรือปรึกษาทีมแพทย์ Aya Clinic ทาง Facebook หรือ Line ได้เลย 

รีวิวปรับรูปหน้าฟิลเลอร์แก้มตอบ

ฟิลเลอร์ขมับตอบ

โบท็อกริ้วรอย

โบท็อกซ์ลดริ้วรอย