HIFU BOTOX ต่างกันยังไง

HIFU กับ BOTOX ยกกระชับใบหน้า ต่างกันอย่างไร เลือกทำอะไรก่อนดี ทำพร้อมกันได้ไหม

การยกกระชับผิวหน้า สามารถทำได้หลายวิธีการ ในการเลือกหัตถการเพื่อยกกระชับผิวหน้านั้น สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้รักษา แต่โดยทั่วไปแล้วหัตถการที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการทำ HIFU และ BOTOX ทั้งสองหัตถการนี้ล้วนเป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกันและเหมาะกับสภาพผิวที่ต่างกันไป บทความนี้จะมาสรุปความแตกต่างของ  HIFU และ BOTOX รวมไปถึงแนะนำข้อมูลต่างๆสำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ

ทำความรู้จัก HIFU และ BOTOX คืออะไร

HIFU : 

HIFU (ไฮฟู่) คือ หัตถการการยกกระชับหน้า โดยผ่านการใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับการยกกระชับผิวและสัดส่วน ซึ่งจะเป็นการช่วย ยกกระชับหน้า แก้ม คาง และส่วนอื่นๆตามร่างกายอย่าง ต้นแขนหรือต้นขา เป็นนวัตกรรมยกกระชับ โดยใช้คลื่น ultrasound และคลื่นเสียง ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที สามารถตีกรอบหน้าให้คมชัด ยกกระชับผิวที่หย่อยคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้น ทำให้ผิวบริเวณที่ทำนั้นกระชับและยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะ HIFU นั้นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างอีลาสตินและกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยจางลง รูขุมขนกระชับขึ้น นอกจากนี้การทำ HIFU ก็ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เพราะไม่มีแผลหลังการทำนั่นเอง 

HIFU

BOTOX : 

BOTOX (โบท็อกซ์) คือ หัตถการการยกกระชับผิว (Botox) ที่เข้ามาช่วยรักษาริ้วรอยบนใบหน้า ลดรอยเหี่ยวย่นหน้าผาก บริเวณหางตา ลดรอยตีนกา ซึ่งหลัก ๆ คือจะช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น หัวเราะ ยิ้ม โบท็อกซ์จะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น การฉีดโบท็อกซ์ช่วยในการปรับรูปหน้า ลดกรามโดยให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดเล็กลง กระชับกรอบหน้า ช่วยให้หน้าเรียว นอกจากนี้โบท็อกซ์ยังสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์อื่นๆได้ด้วย เช่นฉีดลดเหงื่อ รักษาไมเกรน เป็นต้น

BOTOX

 ความแตกต่างของ HIFU และ BOTOX ต่างกันอย่างไร

ทั้ง HIFU (ไฮฟู่)  และ BOTOX ต่างก็เป็นหัตถการยกกระชับหน้าและลดริ้วรอยทั้งคู่ แต่จะมีข้อแตกต่างกันตรงที่หลักการทำงานและวิธีใช้ที่แตกต่างกัน โดย BOTOX  จะเป็นยาที่เข้าไปออกฤทธิ์ต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง จึงสามารถลดริ้วรอยได้ ส่วน HIFU จะเป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ยิงเข้าไปในชั้นผิว SMAS ช่วยให้ผิวเกิดการยกกระชับผิวและลดริ้วรอย ทั้งสองหัตถการนี้มีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน  ซึ่งการทำงานของ HIFU หลักแล้วจะช่วยเรื่องของการยกกระชับใบหน้า สำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย แก้มห้อย ไม่กระชับ ส่วนการฉีดโบท็อกสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย กรามใหญ่ ต้องการให้ใบหน้าเป็นทรงวีเชฟ แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองหัตถการนี้ก็สามารถทำควบคู่กันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้การรักษาและให้คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่าน้ัน

HIFU BOTOX

หลักการทำงานของ HIFU มีการทำงานอย่างไร

หลักการทำงานของ HIFU

HIFU (ไฮฟู่) ทำงานโดยการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์เข้มข้นสูงลงไปในชั้นผิวหนัง SMAS ทำให้ชั้นไขมันและชั้น SMAS เกิดการหดตัว จึงส่งผลให้ผิวบริเวณที่ยกกระชับหน้านั้นเต่งตึงขึ้น ดังนั้นการทำ HIFU จึงเน้นไปที่การ กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ยกกระชับผิวให้ดูเต่งตึง หากทำ HIFU บริเวณใบหน้า แก้ม เหนียง จะช่วยลดแก้ม ลดเหนียงได้

เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาผิวต่าง ๆ ได้ครอบคลุม HIFU จึงออกแบบมาให้มีหัวยิงหลายขนาด ซึ่งปัญหาผิวหย่อนคล้อยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การทำ HIFU จะต้องใช้หัวยิงที่เหมาะกับสภาพผิว และตรงกับปัญหาของแต่ละบุคคล 

  • หัวยิงความลึก 1.5-2.0 mm. ใช้กับผิวหนังชั้นบน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยเรื่องริ้วรอย ร่องแก้มลึก
  • หัวยิงความลึก 3.0 mm. ใช้กับผิวชั้นหนังแท้ กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยลดเซลลูไลท์และไขมันได้ ช่วยยกกระชับหน้า ลดผิวหย่อนคล้อย
  • หัวยิงความลึก 4.5 mm.จะส่งพลังงานลงไปลึกได้ถึงชั้น SMAS และผ่านชั้นไขมัน เหมาะกับการใช้ยิงเพื่อยกกระชับผิว เก็บกระชับให้กรอบหน้าชัดขึ้น  สลายไขมัน และกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึก  
หัว HIFU

หลักการทำงานของ BOTOX มีการทำงานอย่างไร

BOTOX เป็นสารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว โดยหลังการฉีดโบท็อกซ์แล้วตัวยาจะจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดเลือน เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวแล้ว โบท็อกซ์ยังจะช่วยส่งผลปรับลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้คุณแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น  หลังจากทำการรักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อของคุณจะรู้สึกผ่อนคลาย ร่องลึกจะเริ่มคลายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะเล็กลง ทำให้ผิวบริเวณนี้เรียบตึงโบท็อกซ์ยังสามารถช่วยลดการทำงานในส่วนของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ ซึ่งจะช่วยยกกระชับหน้า และปรับรูปหน้าของคุณให้เรียวขึ้นได้อีกด้วย ทำให้ผิวหน้าดูเรียบตึงขึ้น แก้มหย่อนคล้อยน้อยลง ไม่มีริ้วรอย โดย BOTOX แต่ละยี่ห้อมีการทำงานที่คล้ายกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่กระบวนการเทคโนโลยี กรรมวิธีในการผลิต ความบริสุทธิ์ ชนิดโปรตีน ขนาดของโมเลกุลที่แต่ละยี่ห้อใช้ เป็นต้น

ข้อดี – ข้อเสียของ HIFU และ BOTOX

ข้อดี – ข้อเสีย ของการทำ HIFU

ข้อดี : ข้อดีของการทำ HIFU (ไฮฟู่)  คือไม่มีการใช้เข็ม ไม่มีเลือดออก ไม่เป็นรอยแผล หลังทำเสร็จสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีประมาณ 10-20% ว่าผิวบริเวณที่ทำยกกระชับขึ้น ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 5-6 เดือน หรือในบางรายมากสุดนานถึง 1 ปี 

ข้อเสีย : การทำ  HIFU (ไฮฟู่)  จะมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่หลังทำอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้ แต่สามารถหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมง รวมถึงระหว่างการทำคนไข้จะรู้สึกเจ็บและตึง ๆ เล็กน้อย เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นอาจจะต้องทำการรักษาอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อปี 

ข้อดี – ข้อเสีย ของการฉีด BOTOX

ข้อดี : 1. ฉีดเพื่อลดริ้วรอยทั่วใบหน้า 

2. ลดกรามและลิฟท์กรอบหน้าเพื่อให้กรอบหน้าชัดขึ้น 

3. ลดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

4. ใช้ในทางการแพทย์ เช่น ฉีดเพื่อลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฉีดเพื่อรักษาไมเกรน เป็นต้น

5.เป็นสารที่สามารถสลายได้เองภายในระยะเวลา 6 เดือน ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 

ข้อเสีย : หลังทำอาจมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีด มีอาการปวด บวม และเป็นหัตถการที่ใช้เข็ม ผู้ที่มีอาการกลัวเข็มอาจจะต้องหลีกเลี่ยงหัตถการนี้

การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX ควรเลือกทำอะไรก่อน

ในเคสที่กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า อาจจะต้องทำ BOTOX ก่อน HIFU เนื่องจากการฉีด BOTOX จะช่วยลดกราม แก้ปัญหากรามใหญ่ เมื่อโบท็อกซ์ออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 14 วัน หรือ 1 เดือนแล้วค่อยดูผลลัพธ์ว่าควรทำ HIFU เสริมตรงจุดไหนเพิ่มเติม เพื่อยกกระชับหน้าและปรับกรอบหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงเก็บริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า ทั้งนี้ลำดับการทำหัตถการก่อน-หลังควรอยู่ในดุลยพินิจของหมอที่รับผิดชอบเคสของแต่ละบุคคล หรือคนไข้บางคนแพทย์สามารถที่ทำพร้อมกันในครั้งเดียวได้เลย

 การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX สามารถทำพร้อมกันได้ไหม

ปัจจุบันยังไม่มี Clinical Guidelines สำหรับการทำหัตถการการยกกระชับหน้าหลายอย่างว่า ควรทำตามลำดับก่อน-หลังอย่างไร หากมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยหลายวิธี ลำดับในการทำหัตถการมักขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการประเมินและให้การรักษา ร่วมกับความคาดหวังและความกังวลของคนไข้เป็นหลัก ซึ่งต้องประเมินเป็นราย ๆ ไป แต่ในกรณีที่ฉีด BOTOX  ก่อน แนะนำให้เว้นระยะห่างจากการทำ HIFU 14-28 วัน เพื่อให้ BOTOX ออกฤทธิ์เต็มที่ก่อน 

การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX แบบไหนดีกว่ากัน

ทั้งสองหัตถการช่วยแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตัดสินใจเลือกทำหัตถการใดจึงขึ้นอยู่กับว่าคนไข้ต้องการแก้ปัญหาตรงจุดไหน บริเวณไหน แม้ทั้งสองหัตถการสามารถช่วยยกกระชับหน้า และช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยได้ แต่ก็มีรายละเอียดและมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ควรพิจารณาจากปัญหาของตนเองเป็นหลัก รวมถึงราคา จำนวนครั้งที่ต้องทำ ระยะเวลาของผลลัพธ์ เป็นต้น 

ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่เน้นการปรับรูปหน้า ลดแก้ม ลดเหนียง  ก็สามารถใช้ HIFU ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องรูปหน้ามากนักและต้องการเน้นเรื่องริ้วรอย หรือต้องการลดขนาดกราม ก็เหมาะกับการใช้ Botox

 การทำ HIFU กับ BOTOX เหมาะกับใคร

HIFU

  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แก้มหย่อนคล้อย แต่ไม่มากนัก
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดไขมันปรับรูปหน้า ลดแก้ม ลดเหนียง
  • เหมาะผู้ที่ต้องการยกกระชับผิว ลดไขมันส่วนเกิน บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา

BOTOX 

  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องแก้มลึก
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดกราม ปรับรูปหน้า
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก มีกลิ่นกาย โดยการฉีดโบท็อกซ์บริเวณรักแร้

 ข้อสรุป

ถึงแม้ว่า  HIFU (ไฮฟู่) และ BOTOX (โบท็อกซ์) จะเป็นหัตถการการยกกระชับหน้าเหมือนกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งก็จะเหมาะกับผิวหน้าของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆแล้ว  HIFU (ไฮฟู่) จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันและปรับรูปหน้าให้เรียว ส่วน BOTOX (โบท็อกซ์) จะเน้นในเรื่องของการลดริ้วรอย และร่องแก้มลึก รวมถึงการฉีดเพื่อลดกรามนั่นเอง ซึ่งถ้าหากใครมีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น และลังเลว่าจะเลือกหัตถการแบบใด บทความนี้ได้มาให้คำตอบอย่างครบถ้วน แต่ถ้าหากต้องการทำการรักษาจริงๆสามารถเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการพิจารณาและทำการรักษาต่อไปได้ค่ะ