ปัญหาหน้าหมองคล้ำ

หน้าหมองคล้ำ หน้าโทรมเกิดจากกอะไร ปัญหาผิว หรือขนบนใบหน้า

ปัญหาหน้าหมองคล้ำ หน้าโทรม ล้วนมีสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การโดนแสงแดดมากจนเกินไป พักผ่อนไม่เต็มที่ ดื่มน้ำน้อย และอีกหลาย ๆ อย่างรวมไปถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ซึ่งนั่นก็คือ “ขนบนใบหน้า” ที่หากมีเยอะจนเกินไป ก็จะส่งผลให้ใบหน้าของเราดูหมองคล้ำได้แบบที่เราเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาหน้าหมองคล้ำที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเกิดจากอะไร ปัญหาผิวหรือขนบนใบหน้า? ในบทความนี้เราจะพาไปไขข้อสงสัย พร้อมแนะนำวิธีการแก้ไขและป้องกันอย่างตรงจุด


หน้าหมองคล้ำ เป็นอย่างไร

หน้าหมองคล้ำ คือปัญหาผิวที่ขาดความกระจ่างใส ผิวดูหมอง หน้าโทรม ผิวคล้ำ รวมทั้งขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอกัน ไม่เรียบเนียน และมีความแห้งกร้าน นับว่าเป็นปัญหาสุดหนักใจของใครหลายคนเป็นอย่างมาก

โดยปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำนั้นเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาผิวอื่น ๆ ที่อาจจะตามมาได้อีก ไม่ว่าจะเป็นสิว รูขุมขนกว้าง หน้ามัน รวมถึงริ้วรอยบนใบหน้า ดังนั้น ก่อนอื่นเราไปทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่าปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ มีสาเหตุเกิดมาจากปัจจัยใดได้บ้าง

ปัจจัยภายใน

อายุที่เพิ่มมากขึ้น

ตามธรรมชาติ เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นลดลง ผิวแห้ง เกิดริ้วรอย และดูหมองคล้ำ แก้ไขได้ด้วยการทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามินซี กรดไฮยาลูโรนิก และแอนตี้ออกซิแดนท์ ควบคู่กับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ

พักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ไม่ดี ผิวได้รับสารอาหารและออกซิเจนน้อยลง เกิดการขาดน้ำ ทำให้ผิวหน้าดูโทรม หน้าหมองคล้ำ แก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เข้านอนเร็ว ตื่นเช้า และนอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมง

ปัจจัยภายนอก

●        สภาพอากาศ

แสงแดด ฝุ่นละออง ควัน มลพิษ ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ วิธีรับมือคือ ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป สวมหมวก ใส่เสื้อแขนยาว และทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกเป็นประจำ

●        มลภาวะ

ฝุ่นควัน มลพิษในอากาศ ส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคือง อักเสบ เกิดริ้วรอยก่อนวัย ควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องเผชิญกับมลพิษ และทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสะอาดหมดจด

●        การสูบบุหรี่

สารเคมีในบุหรี่ทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และหมองคล้ำได้

●        ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

การดื่มน้ำน้อยส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ผิวดูหมองคล้ำ ไม่สดใส ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอที่ร่างกายต้องการ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

●        ไม่ผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วเผยผิวใหม่ที่สดใส โดยใช้สครับผิวหน้าหรือมาส์กผลัดเซลล์ผิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

●        ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไม่ถูกกับผิว

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิวอาจทำให้เกิดการระคายเคือง แพ้ เกิดผื่น หน้าหมองได้ จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เหมาะกับสภาพผิว และผ่านการทดสอบการแพ้อย่างถูกต้อง

●        ขนบนใบหน้า

ขนอ่อนบนใบหน้า เมื่อเกิดการสะท้อนแสง จะทำให้ผิวดูหมองคล้ำ หน้าหมอง รวมไปถึงหนวดเครา ก็จะยิ่งทำให้ผิวบริเวณนั้นดูคล้ำและไม่เรียบเนียน


 วิธีดูแลผิวหน้าหมองคล้ำให้กับมาผิวใส

จะเห็นได้เลยว่าปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ  เป็นปัญหากวนใจของใครหลายคน เพราะทำให้ดูโทรม ไม่สดใส แต่ปัญหาเหล่านี้ล้วนแก้ได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ 6 วิธี ดังนี้

ทำความสะอาดผิวหน้า

ทำความสะอาดผิวหน้าอยู่เป็นประจำ ด้วยการล้างหน้าอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เช้า-เย็น ด้วยคลีนเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่ควรล้างหน้าเกินกว่านี้ เพราะหากล้างหน้าบ่อยเกินไปก็จะทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ควรใช้โทนเนอร์ เพื่อปรับสมดุลผิว ทำให้ผิวมีความสม่ำเสมอกันมากยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามินซี, ไนอาซินาไมด์, อาร์บูติน ที่ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ รวมถึงใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ ครีมกันแดดก็สำคัญมาก ควรทาเป็นประจำทุกวัน โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

การดื่มน้ำให้เพียงพอ

ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน ปรับสมดุลในร่างกาย ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องผิวพรรณแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย

การทานวิตามิน

การทานวิตามิน จะช่วยบำรุงผิวจากภายในสู่ภายนอก แก้ปัญหาหน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยังทำให้ผิวแข็งแรง ไม่ไวต่อแสงแดดอีกด้วย ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่แห้ง โดยวิตามินที่นิยมรับประทาน เช่น วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินบี 3

การผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิว เป็นการขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันบนใบหน้าไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน มลภาวะ รวมถึงความมันบนใบหน้า โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภภัยและเหมาะกับสภาพผิว หลังจากผลัดเซลล์ผิวแล้ว จะเป็นกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสมากยิ่งขึ้น

การทำหัตถการด้านความงาม

การทำหัตถการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีการแก้ปัญหาหน้าหมองคล้ำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยหัตถการที่ได้รับความนิยม ได้แก่

●        การทำเลเซอร์

เลเซอร์ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในการแก้ปัญหาผิวพรรณต่าง ๆ รวมถึงปัญหาหน้าหมองคล้ำ โดยเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ผลัดเซลล์ผิว เผยผิวใหม่ที่ขาวกระจ่างใส

●        การ Detox ผิว

การ Detox ผิว เป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึกเพื่อขจัดสิ่งสกปรก เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสารพิษตกค้าง ที่เป็นสาเหตุของปัญหาหน้าหมอง โดยวิธีการ Detox ผิวนั้นมีหลากหลาย เช่น 

–          การใช้มาส์ก Detox  มีส่วนผสมของโคลน ชาโคล หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด 

–          การทำทรีทเมนต์ Detox โดยผู้เชี่ยวชาญ ใช้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

●        การฉีดรีจูรัน

การฉีดรีจูรัน เป็นการฉีดสารสกัดที่ปลอดภัยต่อร่างกายเข้าสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน  และเซลล์ผิวใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวขาวกระจ่างใส  เต่งตึง ริ้วรอยลดเลือน และจุดด่างดำจางลง


  การป้องกันดูแลผิวไม่ให้หมองคล้ำ

●        ป้องกันแสงแดด

ปกป้องผิวจากแสงแดด้วยการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการสวมหมวก แว่นกันแดด และกางร่มเพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องที่ดียิ่งขึ้น

●        ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี

เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน เหมาะกับสภาพผิว และล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง  เช้า-เย็น

●        ผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ

ผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รวมถึงเลือกผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น  AHA, BHA

●        บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ

ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี ไนอาซินาไมด์ ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ

●        ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ขับสารพิษ

●        นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

นอนหลับอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง  ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวพรรณสดใสมากขึ้น


 หน้าหมองคล้ำเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหนดี

หากมีปัญหาหน้าหมองคล้ำ รวมทั้งมีจุดด่างดำ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารสกัดและส่วนผสมของวิตามินซี ไนอาซินาไมด์ วิตามินบี 3 เพื่อช่วยปรับผิวให้กระจ่างใสมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และที่สำคัญ ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่เป็นประจำ ด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ หรือไฮยารูรอน (Hyaluronic Acid)


ทำไมหน้าหมองคล้ำไม่หาย

หากใครที่รักษาปัญหาหน้าหมองคล้ำด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วไม่ดีขึ้น อาจเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา เช่น ไม่ทาครีมกันแดด ดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดมากเกิน ก็ส่งผลทำให้หน้าหมองไม่หายได้ รวมไปถึงปัญหาหน้าหมองคล้ำนั้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น มีขนบนใบหน้า จึงต้องมีการกำจัดออกอย่างถูกวิธี


 ข้อสรุป

ปัญหาหน้าหมองคล้ำ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก ดังนั้น ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหา พร้อมมองหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง แต่หากรู้สึกว่ารักษาด้วยวิธีไหนก็ไม่หาย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุด เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินปัญหาและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป


5 วิธีปรับรูปหน้า

ปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ควรทำอะไรบ้าง มีกี่วิธี

อยากมีรูปหน้าเรียวสวย เซลฟี่มุมไหนก็เป๊ะปัง บอกเลยว่าไม่ยาก! จากที่เคยประสบกับปัญหา กรามใหญ่ หน้าบาน แก้มย้วย หมดความมั่นใจจนต้องปล่อยผมมาปิดหน้า แต่ในตอนนี้ทวงเอาความมั่นใจกลับคืนมาได้เลย เพราะเดี๋ยวนี้การ ปรับรูปหน้า ไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรมอีกต่อไป แต่จะปรับรูปหน้า ให้เรียวสวยได้อย่างไร? ควรทำอะไรบ้าง? และมีกี่วิธี? บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ที่ศัลยแพทย์มืออาชีพแนะนำ พร้อมมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับคุณ


การปรับรูปหน้าคืออะไร

การปรับรูปหน้า คือเทคนิคทางการแพทย์ประเภทหนึ่งที่ช่วยแก้ไขจึดบกพร้องบนใบหน้า เช่น ปัญหากรามใหญ่ กรอบหน้าไม่ชัด แก้มย้วย แก้มห้อย ใบหน้าทั้งสองข้างไม่เท่ากัน คางสั้น คางตัด ปัญหาเหล่านี้ล้วนลดทอนความมั่นใจบนใบหน้าให้กับใครหลาย ๆ คน โดยการปรับรูปหน้านั้นจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ใบหน้าสมดุล หน้าเรียว เป็นทรง V-Shape และการปรับรูปหน้าก็ยังมีให้เลือกหลายวิธีตามความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละปัญหา


การปรับรูปหน้าด้วยการร้อยไหม

การร้อยไหม คือ เทคนิคการปรับรูปหน้าโดยใช้ไหมละลายชนิดพิเศษ นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ ร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ยกกระชับใบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว ลดริ้วรอย รวมทั้งช่วยเสริมโหงวเฮ้ง การร้อยไหม จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีไขมันใต้ชั้นผิวหนังมาก ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว และมีริ้วรอยไม่ลึกมากนัก 

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ช่วยปรับรูปหน้า หน้าเรียวสวยขึ้น เป็นทรง V-Shape ช่วยลดแก้ม ลดเหนียง ทำให้ใบหน้าสมดุลขึ้น
  • ช่วยยกกระชับผิว แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ทำให้ผิวเต่งตึง และใบหน้าดูอ่อนเยาว์
  • ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยร่องตื้น ช่วยเติมเต็มให้ผิวมีความเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้น
  • สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนทันทีหลังทำ
  • การร้อยไหม เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่ต้องพักฟื้นนาน

ข้อจำกัดของการร้อยไหม

  • การร้อยไหม อาจมีผลข้างเคียงหลังทำเล็กน้อย เช่น มีรอยเข็ม มีอาการบวม แดง ช้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน
  • อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างการทำ แต่สามารถทายาชาเพื่อลดอาการได้
  • ผลลัพธ์หลังจากการร้อยไหม ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร อย่างเต็มที่จะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้รวมถึงการดูแลตนเองหลังการทำ
  • การร้อยไหม จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแพทย์ไม่มีประสบการณ์มากพอ ก็อาจทำให้มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้
  • ค่าใช้จ่ายในการร้อยไหม จะค่อนข้างสูงกว่าการ ปรับรูปหน้า ด้วยหัตถการแบบอื่น ๆ เนื่องจากต้องใช้ความชำนาญการของแพทย์ในการร้อยไหม
ร้อยไหมยกกระชับ

การปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ

เครื่องยกกระชับหน้า คือ เทคโนโลยีความงามอันทันสมัย ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) หรือคลื่นวิทยุ (radiofrequency) เพื่อส่งพลังงานความร้อนไปสู่ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)  ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง โดย SMAS เป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ทำการดึงเพื่อปรับรูปหน้านั่นเอง

การส่งพลังงานความร้อนนี้ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ในชั้นผิว คอลลาเจนและอิลาสตินเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยคงสภาพความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผิวหน้ายกกระชับ ไร้ริ้วรอย ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียว  

ข้อดีของการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ 

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวหน้ายกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด 
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน ประมาณ 1-2  ปี
  • ปลอดภัย ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) 

ข้อจำกัดของการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ  

  • อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างการทำ แต่สามารถทายาชาเพื่อลดอาการเจ็บได้
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ 
  • ถึงจะผลลัพธ์ที่ยาวนาน แต่ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร
Hifu ยกกระชับ

การปรับรูปหน้าด้วยการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ คือ การนำสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ มาฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น แก้ไขริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก และปรับโหงวเฮ้งให้ดูดีขึ้น โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ฉีด และการดูแลรักษาหลังการฉีด

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการฉีด
  • ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาพักฟื้นน้อย
  • ปรับรูปหน้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มร่องลึก แก้ไขริ้วรอย หรือปรับรูปหน้าาให้ดูเรียว
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์
  • ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการผ่าตัดศัลยกรรม

ข้อจำกัดของการฉีดฟิลเลอร์

  • อาจมีอาการบวม แดง ช้ำ หลังการฉีด แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
  • ผลลัพธ์ไม่คงอยู่ถาวร ต้องมีการฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน
  • อาจมีก้อนแข็งใต้ผิวหนังหากแพทย์ฉีดฟิลเลอร์ไม่สม่ำเสมอ
  • หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญด้านนี้โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงที่เป็นตราย เช่น การติดเชื้อ การอุดตันของเส้นเลือด แพ้ฟิลเลอร์ ผลลัพธ์ไม่เป็นธรรมชาติ
ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า

การปรับรูปหน้าด้วยการใช้โบท็อกซ์

โบท็อกซ์ คือ สารโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum  มีคุณสมบัติช่วยคลายกล้ามเนื้อ แพทย์จึงนำมาใช้ในการปรับรูปหน้า โดยเฉพาะบริเวณกราม คิ้ว หน้าผาก และลดริ้วรอย

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาทำประมาณ 15-30 นาที
  • ปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ลดริ้วรอยบนใบหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา
  • ช่วยยกกระชับใบหน้า ลดความหย่อนคล้อย ให้หน้าดูอ่อนเยาว์

ข้อจำกัดของการฉีดโบท็อกซ์

  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ต้องฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์
  • อาจมีอาการบวม แดง ช้ำ หลังฉีด 
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคภูมิแพ้
  • ราคาค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับปริมาณยาและความเชี่ยวชาญของแพทย์
ฉีดโบกราม

การทำศัลยกรรมปรับรูปหน้า

การปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม หมายถึง การผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างใบหน้า แก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมความงาม โดยศัลยแพทย์จะประเมินรูปหน้าของผู้รับบริการ ออกแบบรูปหน้าใหม่ และเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม โดยเทคนิคที่นิยมใช้ในการปรับรูปหน้า ได้แก่  

  • การผ่าตัดเสริมคาง : ช่วยให้รูปหน้าดูเรียวยาว และมีมิติ  
  • การผ่าตัดโหนกแก้ม : ลดขนาดโหนกแก้ม ให้ใบหน้าดูเรียวเล็ก
  • การผ่าตัดตัดกราม : ปรับโครงสร้างกระดูกกราม ให้ใบหน้าดูเรียวเล็ก ใบหน้าเท่ากันทั้งสองข้าง 
  • การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า : แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์

ข้อดีของการปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม

  • ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น กรามใหญ่ คางสั้น โหนกแก้มสูง   
  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเสริมบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น 
  • ผลลัพธ์จากการผ่าตัดศัลยกรรม จะมีผลลัพธ์ถาวร ไม่ต้องเข้าบริการซ้ำ  
  • ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น

ข้อจำกัดของการปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม

  • การผ่าตัดศัลยกรรม มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
  • แม้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์จะทันสมัย แต่การผ่าตัดศัลยกรรมก็ยังคงมีความเสี่ยงมากกว่าการปรับรูปหน้าด้วยหัตถการ  
  • อาจเกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เช่น อาการบวม อาการช้ำ หรือแผลเป็น   
  • หลังจากการผ่าตัด  ผู้รับบริการต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะ เพื่อให้แผลหายสนิท

ข้อสรุป

อยากปรับรูปหน้าให้เรียวสวย กระชับ แต่ไม่รู้จะทำวิธีไหนดี บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณแล้ว ใครมีปัญหาแบบไหนก็สามารถเลือกตามความเหมาะสมได้เลย แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อที่จะได้พิจารณาแนวทางในการปรับรูปหน้าที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป


5 วิธีรักษาสิวไม่ให้เป็นอีก

 5 วิธีรักษาสิว ไม่ให้สิวกลับมาเป็นอีก

สิว ปัญหากวนใจของใครหลายคน เพราะหลังจากที่สิวหายแล้ว ก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นและความไม่มั่นใจไว้บนใบหน้าของเราอยู่เสมอ การรักษาสิวตั้งแต่ต้นตอและรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเป็นอีก บทความนี้เราจึงรวบรวม 5 วิธีรักษาสิวจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากทุกคน เตรียมตัวโบกมือลาสิว เผยผิวเรียบเนียน ไร้สิวกวนใจ!

  การเกิดสิวมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

เพราะปัญหาสิวนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน และในแต่ละวันเราต้องเผชิญกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามากระตุ้นทำให้สิวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยสาเหตุเหล่านั้น ได้แก่

  1. ฮอร์โมน : ฮอร์โมนแอนโดรเจนมีส่วนกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น จนเกิดการอุดตันในรูขุมขน ก่อให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น
  2. แบคทีเรีย : เมื่อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในรูขุมขนของมนุษย์ มีการเจริญเติบโตในรูขุมขนที่อุดตัน จะทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และเป็นสิวหนอง หรือสิวอักเสบได้
  3. การผลิตน้ำมัน : เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ รวมถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เมื่อผสมกับน้ำมันและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็จะยิ่งอุดตันรูขุมขนมากยิ่งขึ้น
  4. พันธุกรรม : หากบุคคลในครอบครัว พ่อ แม่ มีปัญหาสิวอยู่แล้ว ก็ส่งผลให้ลูกเป็นสิวได้ง่ายกว่าคนทั่วไปได้
  5. อาหาร : อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์จากนม อาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้
  6. ความเครียด : ความเครียด เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อฮอร์โมนของมนุษย์ จึงทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
  7. ยา : การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ก็ทำให้เกิดสิวได้
  8. การดูแลผิว : การล้างหน้าไม่สะอาด เครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับผิว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเกิดสิวด้วยกันทั้งสิ้น

 การใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

เมโสหน้าใส คือ เป็นหนึ่งในวิธีรักษาสิว โดยการนำสารอาหารต่าง ๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน ฯลฯ ฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังบริเวณใบหน้า โดยสารเหล่านี้จะช่วย  

  • ยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน 
  • ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว 
  • ลดการอักเสบของสิว 
  • ควบคุมความมันบนใบหน้า 
  • เติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • ผลัดเซลล์ผิว 
  • ทำให้ผิวหน้าแลดูเรียบเนียน ไร้สิว ผิวกระจ่างใสขึ้น 

ข้อดีของการใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

  • เหมาะกับผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวผด สิวเสี้ยน
  •  ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ 
  • ใช้เวลาในการทำไม่นาน 
  • ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวหน้าที่เรียบเนียน ไร้สิว ผิวกระจ่างใส
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ข้อจำกัดของการใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

  • อาจเกิดรอยเข็มหรือรอยช้ำหลังทำ  
  • อาจเกิดอาการแพ้ตัวยา 
  • ไม่สามารถรักษาสิวชนิดรุนแรงได้ 
  • ผลลัพธ์อาจใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ จึงจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

  การใช้เลเซอร์รักษาสิว

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การทำเลเซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาสิวที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยเลเซอร์รักษาสิวที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ Q-Switch Laser เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง สามารถปล่อยพลังงานความร้อนสูงในระยะเวลาอันสั้น ช่วยทำลายต่อมไขมัน ฆ่าเชื้อสิว บรรเทาอาการอักเสบ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว 

ข้อดีของการใช้เลเซอร์ Q-Switch Laser รักษาสิว

  • ช่วยลดสิวอักเสบ สิวอุดตัน รอยแดง รอยดำ จากสิว ได้อย่างรวดเร็ว 
  • เลเซอร์ Q-Switch Laser ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ว่ามีความปลอดภัยสูง 
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังการรักษาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน ช่วยควบคุมการเกิดสิวให้น้อยลง ผิวเรียบเนียน ไร้รอยสิว 
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย 

ข้อจำกัดของการใช้เลเซอร์ Q-Switch Laser รักษาสิว

  • ระหว่างการรักษาอาจรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย 
  • เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ควรทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง 
  • เลเซอร์รักษาสิว Q-Switch Laser ไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

  การรักษาสิวด้วยการกดสิว

การกดสิวคือการใช้เครื่องมือเฉพาะทาง กดเอาหัวสิวที่อุดตันออกมาจากรูขุมขน โดยผู้ทำการกดสิวจะต้องมีความรู้ความชำนาญ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบหรือกดแรงเกินไปจนทำให้เกิดรอยแผลเป็น โดยทั่วไปการกดสิวจะใช้เวลาราว 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนสิวและความยากง่าย

ข้อดีของการกดสิว

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ช่วยกำจัดหัวสิวที่อุดตันออกไปทันที ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การกดสิวช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น
  • การกดสิวช่วยขจัดแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่

ข้อจำกัดของการกดสิว

  • หากกดสิวแรงเกินไป หรือทำโดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญ อาจทำให้เกิดรอยสิว รอยแผลเป็นได้
  • หากกดสิวไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการอักเสบของสิวมากขึ้น
  • การกดสิวไม่เหมาะกับผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย หรือมีสิวอักเสบรุนแรง

 การรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

วิธีรักษาสิวด้วยการฉีดสิว คือ การนำยาเข้าไปฉีดบริเวณสิวโดยตรง โดยยาที่ใช้จะมีส่วนผสมของ “คอร์ติโคสเตียรอยด์”  (Corticosteroid) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ บวมแดง ทำให้สิวยุบตัวเร็ว เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวซีสต์ขนาดใหญ่

ข้อดีของการรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

  • หลังจากการฉีด สิวอักเสบ สิวหัวหนอง จะยุบลงรวดเร็วภายใน  1-2  วัน 
  • การรักษาสิวด้วยวิธีการฉีดสิว จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องรอยสิว 
  • ยาที่ใช้ฉีดมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ช่วยลดอาการปวด บวม แดงของสิว 
  • เห็นผลลัพธ์ได้ภายใน 1-2 อาทิตย์ 
  • สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาน้อยในการรักษา

ข้อจำกัดของการรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

  • การฉีดสิว ไม่เหมาะกับการฉีดสิวอุดตัน สิวเสี้ยน  สิวผด  
  • อาจต้องฉีดซ้ำ 2-4  อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว 
  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังบริเวณที่ฉีดบางลง หรือมีรอยบุ๋ม  
  • การฉีดสิวเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ  ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สิวจึงอาจกลับมาเกิดซ้ำได้

 รักษาสิวด้วยตัวเอง

หากใครที่มีปัญหาสิวที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็สามารถทำการรักษาด้วยตนเองได้ โดยวิธีรักษาสิวด้วยตนเองนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งได้แก่

  • การใช้ยาแต้มสิว : วิธีรักษาสิว ด้วยการใช้ ยาทาสิว หรือยาแต้มสิวนั้น เป็นวิธีที่หลายคนนิยมทำมากที่สุด เพราะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนและเป็นวิธีที่ง่าย อีกทั้ง ยาทาสิว ยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป สามารถแต้มสิวได้ 2 ชนิด คือ สิวอุดตัน และสิวอักเสบ โดยแบ่งกลุ่มยาออกตามชนิดของสิว คือ
  1. สิวอุดตัน : จะใช้ยา Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Retinoids ที่มีฤทธิ์ในการลดการอุดตันของรูขุมขน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
  2. สิวอักเสบ : จะใช้ยา Benzoyl peroxide, Antibiotics, Azelaic acid ที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบ
  • การผลัดเซลล์ผิว : การผลัดเซลล์ผิว คือ กระบวนการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปเพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใส underneath โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติอยู่แล้ว  แต่สำหรับคนที่มีปัญหาสิว เซลล์ผิวที่ตายแล้วอาจสะสมอยู่บนผิว ทำให้รูขุมขนอุดตัน เกิดการอักเสบ และเป็นสิวได้ โดยวิธีการผลัดเซลล์ผิวนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตัน  โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA หรือ Retinoid
  • การทานวิตามิน เช่น ซิงค์ : การทานวิตามินเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาสิวได้ ควบคู่กับการดูแลผิวอย่างถูกวิธี โดยวิตามินที่แนะนำ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), วิตามินเอ, วิตามินบี3, วิตามินอี และวิตามินซี มีส่วนช่วยในการควบคุมการผลิตน้ำมัน ลดการอักเสบ ทำให้ผิวชุ่มชื้น และลดรอยแดง รอยดำจากสิว
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดสิว : เช่น เครื่องสำอางหรือสกินแคร์บางชนิด ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำเกิดสิวอุดตันได้
  • การทานยาคุม : ยาคุมกำเนิดหลายชนิด ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน จึงอาจช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย ป้องกันไม่ให้ต่อมไขมันสร้างไขมันมากเกินไป ส่งผลทำให้สิวลดลง หรือไม่เกิดสิวใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม การทานยาคุมเพื่อลดสิวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เนื่องจากยาคุมแต่ละชนิดมีส่วนประกอบของฮอร์โมนที่แตกต่างกัน

 ข้อสรุป

ทั้งหมดนี้คือ 5 วิธีรักษาสิว ที่มีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเกิดขึ้นได้อีก เพียงเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือเข้าปรึกษากับแพทย์ผิวหนังโดยตรง เพื่อให้แพทย์ได้พิจารณาแนวทางการรักษาสิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรามากที่สุด

ก้นดำ ก้นลายเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร ให้ผิวกลับมาเนียนสวย

ก้นดำ ก้นลาย อีกหนึ่งปัญหาสุดหนักใจของสาว ๆ หลายคน ที่มักจะกังวลเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้ามากที่สุด เพราะเชื่อว่าในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนคงอยากจะไปว่ายน้ำ เล่นน้ำทะเล ซึ่งก็ต้องใส่ชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ และการที่มีปัญหาก้นดำหรือก้นลาย ก็ยิ่งทำให้ลดความมั่นใจ ไม่กล้าที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ 

แต่รู้หรือไม่ว่า ผิวบริเวณก้นของเรา ก็มีวิธีการฟื้นฟูให้กลับมาเนียนเด้งได้ดังเดิม บทความนี้จะพาคุณไปไขข้อข้องใจเกี่ยวกับสาเหตุของก้นดำ ก้นลาย พร้อมเผยวิธีการรักษาให้ผิวกลับมาเนียนสวยอย่างปลอดภัย

สาเหตุก้นดำ ก้นลายเกิดจากอะไร

 การเสียดสี

การเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเสื้อผ้า เช่น กางเกงชั้นใน กางเกงรัด ๆ หรือการนั่งเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน จึงมักจะละเลยในตรงนี้ไป เพราะเมื่อผิวของเรามีการเสียดสีกับเสื้อผ้าบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ผิวคล้ำลง ก้นดำ และมีความด้านมากกว่าผิวส่วนอื่น ๆ อีกด้วย

 กรรมพันธุ์

หากบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ ที่มีปัญหาก้นดำ ก้นลาย ก็สามารถส่งผลให้ลูกมีปัญหานี้ด้วยได้เช่นเดียวกัน และส่วนมากจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

 ความอับชื้น

การปล่อยให้กางเกงชั้นในมีการอับชื้นนาน ๆ เช่น สวมใส่เสื้อผ้าตอนยังเช็ดตัวไม่แห้งดี ก็จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย สุดท้ายก็จะส่งผลให้เกิดสิวที่ก้น และเมื่อเราเกาบริเวณนั้น จะทำให้ ก้นดำและก้นลายได้

 ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาที่เราก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางอย่างในร่างกายเราก็สามารถมองเห็นได้ชัด รวมถึงอาจมีรอยแตกที่บริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะบริเวณก้น ที่อาจจะพบรอยแตก ทำให้ก้นลาย ก้นดำได้

 แพ้ผ้าอนามัย

สำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจจะเคยพบปัญหาสิวที่ก้น เป็นตุ่มเล็ก ๆ รวมทั้งบริเวณขาหนีบและก้นมีรอยดำ ปัญหานี้อาจเกิดมาจากการแพ้ผ้าอนามัย ซึ่งมักจะเป็นผ้าอนามัยบางยี่ห้อที่เพิ่มกลิ่นหอม แต่บางคนแพ้น้ำหอมมาก หากใส่ไปแล้วก็จะทำให้เกิดอาการแพ้ และมีปัญหาสิวที่ก้นได้

 วิธีดูแลก้นดำ ก้นลายมีอะไรบ้าง

 ทาครีมบำรุง

วิธีดูแลที่ง่ายที่สุดและสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน คือการทาครีมบำรุงก้น เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเรียบเนียน และปรับให้ก้นมีความกระจ่างใสขึ้น โดยเฉพาะครีมทาที่มีส่วนผสมของไฮโดรคิวโนน วิตามินซี AHA BHA ไนอาซินาไมด์ หรือกรดโคจิก จะช่วยลดเลือนรอยคล้ำและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ แต่วิธีนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาก้นดำหรือก้นลายไม่มากนัก และที่สำคัญ จะต้องทาหลังจากอาบน้ำเสร็จทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผิวเปิดรับการบำรุงมากที่สุด

การสครับผิว

การสครับผิวหรือการผลัดเซลล์ผิว เป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย ได้ เพราะการสครับผิวจะทำให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว หลุดลอกออกไปอย่างหมดจด เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียน โดยเลือกสครับที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA หากมีการสครับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะค่อย ๆ ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหยาบกร้านมาก

 ไม่ใส่ชุดชั้นในรัดรูปเกินไป

ชุดชั้นในที่ดี คือชุดชั้นในที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป โดยเฉพาะกางเกงใน หากเลือกขนาดที่เล็กหรือคับมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนก้นดำได้ โดยเฉพาะบริเวณขอบกางเกงในจะยิ่งเห็นได้ชัด เวลาใส่ชุดว่ายน้ำจะทำให้ไม่มั่นใจ ดังนั้น ควรเลือกขนาดชุดชั้นในที่พอดีตัวหรือใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้อาจจะไม่ค่อยชินในช่วงแรก แต่ก็สามารถป้องกันปัญหาก้นดำ ก้นลาย ในระยะยาวได้

ทานอาหารที่มีวิตามิน E,C

การบำรุงจากภายใน อย่างการทานวิตามิน อาหารเสริม หรือรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอี จะช่วยปรับผิวให้มีความสม่ำเสมอทั่วทั้งเรือนร่าง และที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาสิวที่ก้นได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลด้วยวิธีอื่น ๆ ไปพร้อมกัน จึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

 การใช้ผลิตภัณฑ์ออยล์

บอดี้ออยล์ เป็นอีกหนึ่งสกินแคร์บำรุงผิวกายที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวแห้งมากเป็นพิเศษ แต่นอกจากบอดี้ออยล์จะช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งแล้ว ยังนำมาใช้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย สิวที่ก้น ได้อีกด้วย จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ลดรอยแตก ความแห้งกร้าน แต่จะต้องใช้เวลา โดยทั่วไปแล้ว บอดี้ออยล์สามารถเลือกสูตรที่ชอบได้ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือจะเป็นบอดี้ออยล์ที่วางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปก็ได้เช่นกัน

 การใช้เบาะรองนั่ง

หากใครที่ต้องนั่งทำงานหรือนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ลองหาเบาะรองนั่งมาช่วยเสริมได้ เพราะการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ โดยเฉพาะบนเก้าอี้แข็ง ๆ จะยิ่งทำให้ก้นด้านมากยิ่งขึ้น และยังเป็นรอยคล้ำได้ง่ายมากกว่าเดิมอีกด้วย ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แต่เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดรอยคล้ำ รอยดำได้มากกว่าเดิม

 การทำเลเซอร์ลดรอยดำ

การทำเลเซอร์รักษาก้นดำ ก้นลาย และ สิวที่ก้น เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน โดยเครื่องเลเซอร์ที่มักจะมาใช้ในการเลเซอร์รอยดำ คือ เลเซอร์ PicoWay หรือ Long Pulse ND Yag เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีคลื่นความยาวสูง สามารถแก้ปัญหารอยคล้ำได้ดี ช่วยลดเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และหากทำอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถให้ผลลัพธ์อย่างถาวรได้

การรักษาก้นดำ ก้นลาย ใช้เวลานานแค่ไหน

สำหรับระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จากการดูแลก้นดำ ก้นลาย และ สิวที่ก้น นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเลือกใช้วิธีไหนในการรักษา หากเป็นการรักษาด้วยการสครับผิว ทาครีม ทาบอดี้ออยล์ ก็จะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน อยู่ที่ประมาณ 1-3 เดือน แต่หากพูดถึงวิธีที่ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ไวมากที่สุดคือการเลเซอร์รอยดำ เพราะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และหากทำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย หายไปในที่สุด

การดูแลตัวเองไม่ให้กลับมาก้นดำอีกมีอะไรบ้าง

  • เลือกสวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่มีขนาดที่เหมาะสม ไม่รัดแน่นจนเกินไป สามารถระบายอากาศและความอับชื้นได้ดี จะช่วยลดการเสียดสีและการเกิดผื่นคันได้
  • หมั่นทาครีมบำรุงและสครับผิวเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ปัญหา ก้นลายค่อย ๆ ดีขึ้น 
  • ทำความสะอาดบริเวณรอยพับ รอยดำ เป็นประจำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน
  • หลังอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำเสร็จ ควรซับน้ำให้แห้งดีก่อนจึงค่อยสวมชุดชั้นใน เพราะอาจจะทำให้เกิดการอับชื้น และเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ส่งผลดีต่อผิวพรรณ
  • หากปัญหาก้นดำ ก้นลายไม่หายไป แนะนำให้เลือกวิธีรักษาด้วยการทำเลเซอร์รอยดำ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่สุด

ข้อสรุป

หากใครที่กำลังประสบปัญหาก้นดำ ก้นลาย หรือ สิวที่ก้น อยู่ ก็สามารถเลือกวิธีการดูแลและการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้ แรกเริ่มอาจจะใช้ครีมบำรุง สครับผิว ดูแลเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยตรงเพื่อเข้ารับการรักษาด้วยการทำเลเซอร์รอยดำ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย ที่ให้ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ นอกจากนี้ การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดก้นดำ ก้นลาย และช่วยให้คุณมีผิวที่เนียนสวยอย่างมั่นใจมากขึ้น

สิวที่ก้นเกิดจากสาเหตุอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร

หากพูดถึงเรื่องสิว ๆ หลายคนก็มักจะนึกถึงสิวที่ใบหน้า สิวที่หลัง หรือที่หน้าอก แต่ยังมีอีกหนึ่งบริเวณที่สามารถเกิดสิวได้เช่นเดียวกันนั่นก็คือ “สิวที่ก้น” ที่เมื่อเราเอามือลูบไป จะมีสัมผัสคล้ายกับตุ่มสิวหรือผดเล็ก ๆ โดยสาเหตุหลักมักเกิดมาจากการอับชื้น ความสกปรกจากเสื้อผ้าหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใครที่มีปัญหานี้อยู่ก็ไม่ต้องกัวลไป เพราะวันนี้เรามีวิธีการรักษาสิวที่ก้นอย่างตรงจุด พร้อมวิธีการป้องกัน แต่ก่อนอื่นเราไปดูสาเหตุ พร้อมทำความรู้จักกับสิวบริเวณก้นกันก่อนเลย

 สิวที่ก้นเกิดจากอะไร

เชื้อรา

เชื้อรา Pityrosporum ovale (P.ovale) เป็นเชื้อรายีสต์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของ Malassezia โดยเชื้อราชนิดนี้เกาะอยู่ตามผิวหนังของเรา หากบริเวณไหนที่มีการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป เชื้อราชนิดนี้ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้

แบคทีเรีย

สิวอักเสบ สามารถเกิดขึ้นที่ก้นได้ เนื่องจากแบคทีเรีย C.acnes ที่เป็นตัวกระตุ้นสิวอักเสบจะเกิดการรวมตัวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอกับสิ่งสกปรก ความอับชื้น ก็จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้นมาได้

ฮอร์โมน

อย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่จะตามมาคือการเกิดสิว แต่นอกจากสิวที่หน้าแล้ว สิวที่ก้นก็เป็นได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมักจะเป็น สิวอุดตัน สิวอักเสบ และหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ก้นลายได้

รูขุมขนอุดตัน

รูขุมขนอุดตัน คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิวที่ก้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิวอุดตัน โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น ฝุ่น น้ำมันบนผิว เข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขนนั่นเอง

การสวมชุดชั้นในรัด

การเลือกชุดชั้นในที่มีขนาดเล็กเกินไปจนรู้สึกรัด จะทำให้ผิวมีการเสียดสีมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้เป็นสิวผดได้ และนอกจากนี้ยังทำให้ก้นลาย ก้นดำ มีรอยคล้ำได้อีกด้วย

สิวที่ก้น

สิวที่ก้นที่มักพบได้บ่อยมีสิวแบบไหนบ้าง

 หลายคนอาจคิดว่า สิวที่ก้น มีแบบเดียว แต่จริง ๆ แล้วอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่

สิวผด

สิวผด เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายผื่นคัน แต่มีตุ่มสิวที่ชัดเจนกว่า สิวประเภทนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันหลาย ๆ จุด กระจายอยู่ใกล้กันเป็นวงกว้าง โดยปกติแล้วสิวผดมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น เกิดจากการแพ้ หรือระคายเคือง ซึ่งมักจะมีอาการคันร่วมด้วย

สิวหัวหนอง

สิวหนอง เป็นสิวที่มีหัวสิวให้เห็น มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ เห็นหนองสิวสีขาวหรือสีเหลือง สิวหนองจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับสิวอักเสบ จึงอาจมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อไปสัมผัสโดน

สิวอุดตัน

สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นหัวสิวแบบเปิด มีจุดสีดำเล็กๆ ตรงกลาง จึงมองเห็นได้ชัดกว่าสิวหัวขาว สามารถกดสิวออกได้ ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีรอยแดงรอบๆ

สิวหัวขาว

สิวหัวขาว เป็นสิวอุดตันประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ไม่มีหัว รอบสิวไม่มีรอยแดง จะสังเกตเห็นได้ยากกว่าสิวอุดตันทั่วไป จะต้องใช้มือลูบดูจึงจะเจอ โดยสิวหัวขาวนั้นสามารถพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้ จึงต้องรีบทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น

ปัญหาสิว

 วิธีการรักษาสิวที่ก้น

สิวที่ก้น สามารถรักษาให้หายได้ โดยการเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง โดยการรักษาสิวที่ก้น มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี ดังนี้

กดสิว

หากสิวที่ก้น เป็นสิวหัวขาว หรือสิวอุดตัน สามารถรักษาได้ด้วยการ กดสิว ออกมา ไม่รู้สึกเจ็บ แต่หลังจากกดสิวแล้วอาจทิ้งรอยไว้ ซึ่งจะทำให้ ก้นลาย ก้นดำ ได้ โดยการกดสิว จะต้องกดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากกดแบบผิดวิธีหรือกดออกมาไม่หมด ก็จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้นมาได้

การผลัดเซลล์ผิวที่ก้น

สามารถสครับผิวที่ก้นได้ด้วยการใช้ใยบวบขัดผิว ชุบน้ำเล็กน้อย แล้วขัดวน ๆ เพื่อทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป หรือผลัดเซลล์ด้วยการใช้ AHA, BHA อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้สิวอุดตันลดลง และยังช่วยแก้ปัญหา ก้นลาย ก้นดำ ได้อีกด้วย

การทายารักษาสิว

สิวที่ก้น สามารถใช้ยาทาในการรักษาได้ โดยยารักษาสิวที่ใช้จะต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชเท่านั้น ซึ่งตัวยาจะต้องมีส่วนผสมของ Glycolic acid, Benzoyl peroxide และ Antibiotics ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสิว และช่วยลดการอักเสบได้

การผลัดเซลล์ผิว

 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่ก้น

อาบน้ำล้างผิวบริเวณก้นให้สะอาด

ความสะอาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดแล้ว ควรทำความสะอาดบริเวณก้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียด้วย โดยใช้เพียงแค่ครีมอาบน้ำหรือสบู่รักษาสิวได้ เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ก็ควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมใส่เสื้อผ้า

หลีกเลี่ยงการโดนสารเคมีบางชนิด

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือครีมอาบน้ำบางประเภท อาจมีส่วนผสมของสารเคมี ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ร่วมอยู่ด้วย เช่น พาราเบน น้ำหอม สารกันเสีย หากใครที่มีผิวค่อนข้างแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดสิวอักเสบได้

การทานยาคุม

หลายคนอาจกำลังทานยาคุมเพื่อช่วยลดสิวอยู่ เพราะยาคุมเป็นตัวช่วยในการควบคุมฮอร์โมนให้คงที่ แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากจะช่วยลดสิวแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสิวในอนาคตได้อีกด้วย

การสวมชุดชั้นในไม่ให้รัดแน่น

สวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่มีขนาดที่เหมาะสม ไม่รัดแน่นจนเกินไป สามารถระบายอากาศและความอับชื้นได้ดี จะช่วยลดการเกิดผื่นคันและสิวที่ก้นได้

ข้อสรุป

หากใครที่กำลังประสบปัญหาสิวที่ก้น ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อีกทั้งยังสามารถรักษาให้หายขาดหรือดีขึ้นได้ เพียงแค่เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม พร้อมมีการป้องกันอย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้ก็เตรียมโบกมือลาเจ้าสิวตัวร้ายไปได้เลย

กดสิวแล้วสิวหายจริงไหม ช่วยเรื่องอะไรบ้าง หลังกดกี่วันหาย

เชื่อว่าปัญหาการเกิดสิว เป็นปัญหาหนักใจของทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยต่าง ๆ ทั้งวัยรุ่น,วัยทำงาน หรือจะมีอายุมากขึ้นเลยวัยกลางคนแล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะเกิดสิวได้จากปัจจัยภายในร่างกาย ทั้งเรื่องของฮอร์โมน ความเครียด พักผ่อน มีสภาวะร่างกายผิดปกติอยู่ช่วงมีประจำเดือน  หรือเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่นอากาศร้อน ฝุ่นละออง หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มน้ำอัดลง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดสิวขึ้นได้ โดยหลายคนมีคำถามคาใจ หากเป็นสิวจะทำการแก้ปัญหาด้วยการกดสิวจะดีไหม และมีผลอย่างไรทำให้เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นหรือไม่ โดยเราจะมาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกัน

 การกดสิวควรทำไหม ช่วยอะไร

การกดสิว เป็นการรักษาสิวด้วยการกดให้หัวสิวที่อุดตันอยู่ภายในผิวหนังของเรานั้นให้หลุดออกไป  การกดสิวจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิง เพราะหากไม่นำหัวสิวออกมาก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันหรือสิวอักเสบได้ในอนาคต ซึ่งก่อนที่เราจะทำการรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว เราจะต้องทำความเข้าใจในประเภทของสิวที่เกิดขึ้นก่อน ว่าสิวแบบใดที่สามารถรักษาด้วยวิธีการกดสิวแล้วได้ผลดี เพราะสิวบางประเภท ไม่ควรจะใช้วิธีการกดสิว เนื่องจากใช้วิธีนี้แล้วไม่ได้ผล แต่ควรใช้วิธีการอื่น ๆ รักษาเช่นการฉีดสิว การใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จึงจะเหมาะสมกว่าวิธีการกดสิว อีกทั้งยังทำให้ไม่เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นที่จะตามมาภายหลัง

กดสิว

สิวประเภทไหนที่กดไม่ได้

เมื่อเราไปรักษาสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ทางแพทย์ก็จะวิเคราะห์สิวที่เกิดขึ้นและเลือกวิธีการรักษาสิวที่เหมาะสม  สิวบางประเภทจะไม่ใช่วิธีการกดสิว อย่างเช่น สิวที่ไม่เห็นหัวสิว, สิวที่ภายในมีเลือดคั่ง ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงช้ำ หรือสิวที่เป็นตุ่มหนองขนาดใหญ่ ทางแพทย์จะเลือกที่จะรักษาสิวด้วยวิธีการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิว,ใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จะเหมาะสมกับสิวประเภทดังกล่าวมากกว่าวิธีการกดสิวเพื่อรักษา

สิวที่ไม่ควรกด

สิวประเภทไหนที่กดออกได้

การรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว มักจะใช้กับสิวประเภทที่เกิดจากการอุดตันสะสมของน้ำมันบนใบหน้า ทำให้เซลล์ผิวหนังเก่าหมักหมมลงในรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิวที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่นสิวหัวดำและสิวหัวขาว  โดยสิวทั้ง 2 ประเภทนี้ เมื่อใช้วิธีการกดสิวจะไม่เกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้ หลังจากที่กดสิวไปแล้ว  อย่างไรตาม วิธีการกดสิวก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะต้องพิจารณาเพื่อการรักษาดังต่อไปนี้

สิวที่กดได้

ข้อดี – ข้อเสียของการกดสิว

ข้อดีของการรักษาสิวด้วยการกดสิวคือวิธีการนี้สามารถกำจัดหัวสิวที่อุดตันในผิวหนังได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาแบบอื่นๆทั้งการฉีดสิวการใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว เนื่องจากวิธีการดังกล่าวผู้ที่รักษาสิวอาจจะเกิดการเเพ้ยาหรือได้รับผลข้างเคียงการใช้ยาและเลเซอร์รักษาสิว ซึ่งส่งผลต่อผิวหนังทำให้ผิวแห้งตึง หรือส่งผลเสียต่อระบบเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นการกดสิวจึงถือเป็นวิธีการรักษาสิวที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกทั้งยังไม่เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาและสารเคมีนั่นเอง  โดยหากมีการกดสิวอย่างถูกวิธีแผลที่เกิดจากการกดสิวก็จะหายไปตามธรรมชาติภายในเวลา 2-3 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์  นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันไม่ให้มีปัญหาการเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการกดสิว ก็มีข้อเสียที่จะต้องพิจารณาก่อนที่จะทำการรักษาด้วยวิธีการนี้ นั่นคือ

ข้อเสียของการกดสิว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบต่อผิวหนังได้ หากกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีหรือกดหัวสิวออกจากผิวหนังไม่หมดนอกจากนี้การกดสิวยังมีข้อเสียนั่นคืออาจทำให้เกิดรอยดำที่ผิวหนังทั้งนี้เนื่องจากการกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีและไม่มีความสะอาดอย่างเพียงพอจะทำให้ยังมีร่องรอยดำหลงเหลือที่ผิวหนัง และหากกดหัวสิวไม่หมดก็อาจจะเกิดการอักเสบได้ในภายหลังที่ทำการรักษา

เมื่อเราพิจารณาจากข้อเสียของการกดสิวดังนั้นจึงควรใช้การกดสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและไม่ควรจะทำการกดสิวด้วยตนเอง

ข้อสรุป

เราได้มาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกันแล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิวที่เป็นปัญหาน่ารำคาญใจของใครหลายคน และเชื่อว่าปัญหาสิวก็จะเบาใจลงไป เมื่อเรามีการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกดสิว,การฉีดสิว,ใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันก็ดีกว่าการรักษาและแก้ไข หากเราไม่เป็นสิวก็จะดีกว่า โดยเราจะต้องรักษาความสะอาด หมั่นล้างหน้าบ่อย ๆ  ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ลดความเครียด ด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงอ รวมทั้งการรับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดสิว เพียงเท่านี้ เรื่องของปัญหาสิวก็จะเป็นปัญหาชิล ๆ ที่เราสามารถแก้ไขได้