สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

เชื้อราบนหนังศีรษะ เกิดจากอะไร ปัญหาที่ทำให้ขาดความมั่นใจ

ใครกำลังมีปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่? หนังศีรษะลอกเป็นขุย ผมร่วง คันหนังศีรษะ ซึ่งมีอาการคันมากกว่าปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหา “เชื้อราบนหนังศีรษะ” ได้ โดยเชื้อราบนหนังศีรษะถือเป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจของใครหลายคน เพราะนอกจากจะทำคันจนรู้สึกรำคาญใจแล้ว ยังอาจจะเกิดอาการแผลตกสะเก็ด ผมร่วง ผิวหนังอักเสบ ทำให้เวลาสระผมจะรู้สึกแสบหนังศีรษะ เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ ก็จะทำให้ผมร่วงมากกว่าเดิม ส่งผลต่อความมั่นใจของหลายคนเป็นอย่างมาก  ในบทความนี้ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกันว่าเชื้อราบนหนังศีรษะ คืออะไร มีสาเหตุเกิดมาจากอะไร มีอาการแบบไหน มีวิธีการรักษาและป้องกันอย่างไร 

เชื้อราบนหนังศีรษะ คืออะไร

เชื้อราบนหนังศีรษะ (Tinea Capitis) เป็นเชื้อราที่มักจะพบเห็นได้ทั้งบริเวณหนังศีรษะชั้นบน รากผม โคนผม เส้นผม รวมไปถึงขนตา เล็บ คิ้ว และผิวหนังส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย เชื้อราประเภทนี้สามารถก่อโรคให้กับหนังศีระษะได้ โดยจะทำให้หนังศีรษะเป็นแผลตกสะเก็ด ลอกเป็นขุย มีอาการแห้งมาก เมื่อหนังศีรษะมีอาการติดเชื้ออย่างเต็มที่แล้วก็จะตามมาด้วยอาการคันหนังศีรษะ ผมร่วง และอาจจะมีอาการหนังศีรษะอักเสบตามมาได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีลักษณะคล้ายกับรังแค จึงอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิด

โดยทั่วไปแล้วอาการแสดงของเชื้อราบนหนังศีรษะ  มักจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ในบางรายหากมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดี ก็จะเป็นแค่พาหะแพร่เชื้อและจะหายได้เอง แต่สำหรับใครที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็มักจะแสดงอาการอย่างที่กล่าวไปข้างต้น 

 สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราบนศีรษะ

เชื้อราบนหนังศีรษะ ส่วนมากจะเป็นเชื้อราที่อยู่ในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งสามารถพบได้ทั้งในมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และในดิน โดยเชื้อราที่สามารถทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะได้ จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 

  1. Microsporum เป็นเชื้อราที่มักจะพบได้ในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว เป็นต้น ซึ่งเชื้อราประเภทนี้จะเข้าไปทำลายเคราตินในเต้นผม ทำให้เส้นผมอ่อนแอ ขาดร่วงง่าย หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย และรู้สึกคันมากกว่าปกติ
  2. Trichophyton เชื้อราประเภทนี้จะทำให้เส้นผมหลุดร่วงออกเป็นหย่อม หนังศีษะลอกเป็นแผ่น จนทำให้มองเห็นหนังศีรษะในบริเวณที่ผมร่วงได้ง่าย และอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดการอักเสบร่วมด้วย
เชื้อราบนหนังศีรษะ

 เชื้อราบนศีรษะสามารถติดต่อกันได้ไหม

เชื้อราบนหนังศีรษะจัดได้ว่าเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เนื่องจากสาเหตุการเกิดนั้นมาจากคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งอื่นๆ ทำให้สามารถแพร่กระจายไปได้ โดยเชื้อราบนหนังศีรษะ มีสาเหตุการติดต่อมาจากสิ่งรอบข้าง ดังนี้

  • ติดจากคนสู่คน

สาเหตุที่เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะได้มากที่สุดคือการติดเชื้อมาจากคนสู่คน โดยการติดต่อประเภทนี้มักจะพบได้มากในเด็กที่มีที่มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างต่ำ ร่างกายอ่อนแอ จึงอาจจะติดจากเพื่อนที่โรงเรียนมาได้ ซึ่งในระยะแรกอาจจะไม่แสดงอาการมากนัก แต่เมื่อผ่านไป 14 วันจึงจะค่อยแสดงอาการคันหนังศีรษะอย่างรุนแรง

  • ติดจากสัตว์สู่คน

ในบางรายที่มีการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านแบบอาศัยร่วมกัน เช่น สุนัข หรือแมว ที่นอนห้องนอนเดียวกัน นอนเตียงเดียว หรืออยู่ใกล้ชิดกันมาก รวมไปถึงการเล่นกับสัตว์เลี้ยงโดยไม่ได้ล้างมือ ก็อาจจะมีการติดเชื้อราบนหนังศีรษะ มาจากสัตว์เลี้ยงของเราได้

  • ติดจากสิ่งของ

การติดเชื้อราบนหนังศีรษะมาจากสิ่งของจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากเราไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น หวี หมวก หรือผ้าเช็ดตัว หรือแม้แต่การใช้บริการร้านตัดผมก็เสี่ยงที่จะได้รบเชื้อรานี้มาด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลกันไปเพราะเชื้อราบนหนังศีรษะไม่ใช่ทุกคนที่จะติดเชื้อได้ เนื่องจากผู้ที่ได้รับเชื้อราส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกัน ร่างกายไม่แข็งแรง หรือคนที่มีบาดแผลจึงทำให้เชื้อราสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ

ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

ผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยง นอนเตียงเดียวกัน หรือคลุกคลีอยู่กับสัตว์เลี้ยงบ่อย

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่าย ร่างกายอ่อนแอ
  • ผู้ที่ดูแลหนังศีรษะแบบผิดๆ เช่น เกาศีรษะแรงๆ เป็นประจำ แพ้ยาสระผม หรือมัดผมแน่นจนเกินไป
  • ผู้ที่มีบาดแผลบริเวณหนังศีรษะ ทำให้เชื้อราสามารถเข้าสู่ทางบาดแผลได้ง่าย
  • ผู้ที่เข้าร้านตัดผมบ่อยๆ โดยเฉพาะร้านที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีการทำความสะอาดให้เรียบร้อย
  • ผู้ที่สระผมน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เนื่องจากหนังศีรษะอาจเกิดการหมักหมมสิ่งสกปรกมากเกินไป
  • เด็กที่อยู่ในวัยประถม หรือวัยอนุบาล

 อาการของเชื้อราบนหนังศีรษะ

ผู้ที่เริ่มติดเชื้อราบนหนังศีรษะมา มักจะแสดงอาการอย่างชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์แรก ซึ่งสามารถแบ่งอาการแสดงได้เป็น 2 ประเภทคืออาการทั่วไปและอาการรุนแรง ดังนี้

อาการทั่วไป

  • มีอาการคันหนังศีรษะอย่างรุนแรง
  • ผมร่วง ผมร่วงเป็นหย่อม ซึ่งจะร่วงลงเรื่อยๆ จนเห็นตอผมเป็นจุดสีดำ
  • หนังศีรษะลอกเป็นขุยคล้ายกับรังแค และหนังศีรษะแห้งมาก
  • มีผื่นขึ้นเป็นวงกลมบนหนังศีรษะ
  • ผมอ่อนแอและขาดง่าย เนื่องจากเคราตินในเส้นผมถูกทำลาย

อาการรุนแรง

  • มีอาการแสบบริเวณที่เป็นแผลอย่างรุนแรงและอาจมีไข้ร่วมด้วย
  • อาจมีตุ่มหนองเล็กๆ เกิดขึ้นหรือเป็นฝีได้
  • อาจเกิดเชื้อราสีแดงในบริเวณที่ติดเชื้อ
  • มีหนองขึ้นนูน เรียกว่า ชันตุ (Kerion)
  • หากเป็นการติดเชื้อราบนหนังศีรษะในเด็กอาจจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอ หรือหลังหูโตได้

  วิธีการรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะ

รังแค

สำหรับวิธีการรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะ สามารถแบ่งการรักษาได้เป็น 2 แบบ คือการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการทั่วไปและการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีการอักเสบร่วมด้วย ดังนี้

การรักษาแบบปกติ

  • ใช้ยาสระผมสำหรับฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ โดยใช้สระผมวันเว้นวันหรืออย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ หรืออาจะใช้ยาทาฆ่าเชื้อราร่วมด้วยก็ได้เช่นกัน
  • ใช้ยารักษาเชื้อราบนหนังศีรษะแบบรับประทาน โดยรับประทานต่อเนื่องประมาณ 6-12 สัปดาห์ ร่วมกับวิธีการรักษาแบบอื่นๆ เช่น การใช้ยาทา หรือยาสระผม

การรักษาแบบที่มีอาการรุนแรง

  • รับประทานยาแก้อักเสบและยากดภูมิ เพื่อลดการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากกว่าปกติ
  • หากมีอาการอักเสบอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่บนหนังศีรษะและทำให้ผมไม่สามารถงอกออกมาใหม่ได้ 

หากมีการรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะจนหายดีแล้ว แต่ผมไม่สามารถงอกออกมาใหม่ได้ แพทย์จะทำการรักษาด้วยการฉีดสเต็มเซลล์ผม, ทำ PRP ผม, เลเซอร์ LLLT หรือ Fotona Laser เพื่อเป็นการกระตุ้นรากผมให้กลับมางอกใหม่ได้อีกครั้ง หรือที่เราเรียกกันว่าการปลูกผมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าตนเองมีเชื้อราบนหนังศีรษะเพราะมีอาการตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะถ้าหากซื้อยามารับประทานเองโดยที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อนก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

 การป้องกันเชื้อราบนหนังศีรษะ

ถึงแม้ว่าเชื้อราบนหนังศีรษะจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงอะไร แต่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย และยังส่งผลต่อความมั่นใจของเราอีกด้วย ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนก็ย่อมส่งผลดีกว่า โดยวิธีการป้องกันเชื้อราบนหนังศีรษะ มีดังนี้

  • หมั่นรักษาความสะอาดร่างกายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ และที่สำคัญควรเช็ดผมให้แห้งสนิทก่อนเข้านอน
  • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี
  • รักษาความสะอาดในที่ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วย
  • ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการนอนร่วมกัน และพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพประจำปี
  • แยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น และไม่ควรใช้ของร่วมกับคนอื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หวี หมวก
  • หลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะแรงๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดบาดแผลได้

 ข้อสรุป

เชื้อราบนหนังศีรษะเป็นอีกหนึ่งโรคติดต่อที่ถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับเราได้มาก อีกทั้งยังทำให้ผมร่วง ร่วงเป็นหย่อม ในบางรายที่มีการอักเสบบริเวณหนังศีรษะอย่างรุนแรง ผมก็ไม่สามารถงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงควรป้องกันให้ดีและถ้าหากใครกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ แนะนำให้เข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยตรง เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดียิ่งกว่า

หน้าลอกเป็นขุย รักษาอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร ?

หน้าลอกเป็นขุย ปัญหาผิวหน้าสุดแสนจะกวนใจที่ไม่มีใครอยากจะเจอ เพราะนอกจากหน้าลอกจะทำให้ผิวไม่เรียบเนียน และแต่งหน้าไม่ติดทนแล้ว ยังอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของผิวที่กำลังถูกทำลายหรือมีปัญหาผิวแห้งอยู่ด้วย แต่เราสามารถกู้ผิวหน้าให้กลับมาสุขภาพดีดังเดิมได้ ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปัญหาหน้าลอกเป็นขุยว่าคืออะไร มีสาเหตุเกิดมาจากอะไร และมีวิธีการรักษาและวิธีการดูแลอย่างไร ไปดูคำตอบกันได้เลยค่ะ

หน้าลอกเป็นขุย คืออะไร

ปัญหาหน้าลอกเป็นขุย เป็นภาวะที่ผิวหนังชั้นนอกสุดของเราหลุดลอกออกมา หรือเราเรียกว่าผิวหนังชั้นกำพร้า นั่นเป็นเพราะว่าน้ำมันที่เคลือบผิวหน้าของเรานั้นลดลง จนเกิดการสูญเสียน้ำในผิวหนัง ทำให้หน้าแห้ง ผิวแตก และมีอาการคันยิบๆ ร่วมด้วย เมื่อมีขุยลุดลอกออกมาจากผิวหนัง ก็จะส่งผลให้ผิวบวมแดง ระคายเคือง ซึ่งถ้าหากใครมีอาการรุนแรงมากก็อาจจะมีผิวหน้าลอกออกเป็นแผ่น และอาจจะเกิดเป็นแผลเป็นได้อีกด้วย

หน้าแห้ง

 หน้าลอกเป็นขุย สาเหตุเกิดจากอะไร

 เกิดการแพ้สิ่งต่างๆ 

เมื่อผิวหน้าของเราไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่สะอาด หรือแม้แต่การใช้เครื่องสำอาง สกินแคร์ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายก็อาจจะทำให้หน้าลอกเป็นขุยได้ เนื่องจากในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีส่วนผสมบางอย่างที่อาจจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองได้

 ผิวแห้ง

ต้นเหตุของผิวแห้ง ก็สามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีกว่าเกิดมาจากอะไร ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม สภาพอากาศ หรือการดูแลผิวแบบผิดๆ เมื่อผิวหน้าของเราแห้งมาก ก็จะทำให้หน้าลอกเป็นขุยหรือหน้าลอกเป็นแผ่นได้

 ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางประเภท เช่น ครีมทาหน้า เซรั่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หรือเซรั่มต่างๆ ล้วนมีสารสกัดที่อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้น้ำหอม แอลกอฮอลล์ หรือกรด AHA, BHA รวมไปถึงอาจจะมีค่า pH ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว จึงส่งผลให้ผิวแห้ง ระคายเคือง และ หน้าลอกได้

 ล้างหน้าด้วยน้ำร้อน

ในบางรายอาจชอบการอาบน้ำร้อน จึงมักจะเผลอเอาน้ำร้อนมาล้างหน้าด้วย บอกเลยว่าวิธีล้างหน้าแบบนี้จะเป็นการทำร้ายผิวหนังของเราโดยตรง ส่งผลให้หน้าแห้งมาก และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หน้าลอก

 ผิวถูกทำลายจากแสงแดด

แสงแดด ตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิวหนังของเราโดยตรง เพราะในแสงแดดมีทั้ง UVA และ UVB ที่เมื่อสัมผัสกับผิวหน้าของเราไปนานๆ ก็จะทำให้ผิวเกิดอาการอักเสบ แสบร้อน ระคายเคือง เนื่องจากผิวหนังชั้นนอกถูกทำลาย เมื่อทิ้งระยะเวลาไปก็จะทำให้หน้าลอกเป็นขุย หรือหน้าลอกเป็นแผ่นได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้หน้าหมองคล้ำ และเกิดสิวได้อีกด้วย

 โรคผิวหนัง

สำหรับใครที่มีปัญหาโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังอักเสบ ก็จะมีโอกาสที่จะหน้าลอกเป็นขุยได้มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งโรคผิวหนังเหล่านี้สามารถเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังมีสภาพผิวที่อ่อนแอ และเกิดอาการลอกได้ง่ายมาก

 สภาพอากาศ

ในสภาพอากาศที่เย็นจัดหรือที่ความชื้นสูง ทำให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหน้าแห้ง แตก ลอก ส่วนมากก็จะลอกออกเป็นขุยๆ และยังเป็นลาย ดูไม่เรียบเนียนอีกด้วย

หน้าลอกเกิดจากสาเหตุอะไร

 การดูแลหน้าลอกเป็นขุย

 การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน 

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่อ่อนโยนและเหมาะสมกับสภาพผิวของตนเองนั้นมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหน้าลอกเป็นขุย หรือผู้ที่มีสภาพผิวหน้าแห้งอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดแรงตึงผิวเข้มข้นมากเกินไปหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เพราะจะยิ่งทำให้หน้าแห้งและระคายเคืองมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีค่า pH อยู่ที่ 4.5-5.5 ซึ่งเป็นค่ากลางของผิวที่เหมาะสมที่สุด

บำรุงผิวหน้าหลังอาบน้ำ

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ควรทาครีมบำรุงผิวหน้าโดยทันที ไม่ควรปล่อยให้หน้าแห้ง เพราะในช่วงที่เราเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผิวจะเปิดรับการบำรุงอย่างเต็มที่โดยจะต้องทาลงไปในขณะที่ผิวยังหมาดๆ อยู่เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น สำหรับครีมบำรุงที่เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง ได้แก่ มอยส์เจอร์ไรเซอร์, อโลเวล่าเจล, เชียบัตเตอร์, กลีเซอรีน ที่มีความชุ่มชื้นสูง ช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมีปัญหาหน้าลอกเป็นขุย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยเสริมเกราะป้องกันให้กับผิวได้เป็นอย่างดี

การมาส์กหน้า

การมาส์กหน้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดปัญหาหน้าลอกเป็นขุยได้ โดยจะต้องเลือกแผ่นมาส์กที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว เช่น ไฮยาลูรอน, อโลเวร่าเจล หรือเชียบัตเตอร์ สามารถมาส์กได้อาทิตย์ละประมาณ 2-3 ครั้ง นอกจากจะช่วยลดปัญหาหน้าลอกแล้ว ยังลดปัญหาหน้าหมองคล้ำได้อีกด้วย

การพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกายได้หลายอย่าง ทำให้ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วสดชื่น สังเกตได้เลยว่าช่วงไหนที่ร่างกายของเราได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอและเต็มที่แล้ว จะมีสุขภาพดีขึ้น ผิวพรรณดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ในการลดปัญหาหน้าลอกเป็นขุยจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง เพราะในขณะที่เรานอนหลับนั้น ร่างกายของเราจะเกิดการซ่อมแซมตนเอง ทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียน ขุยบนใบหน้าลดลง และยังส่งผลให้ลดปัญหาหน้าหมองคล้ำ ลดปัญหาสิวและริ้วรอยได้ดีอีกด้วย

บำรุงผิว

 10 วิธีป้องกันหน้าลอกเป็นขุย

หากใครที่กังวลว่าตนเองจะมีปัญหาหน้าลอกเป็นขุย สามารถเริ่มได้การดูแลตนเองให้ดี และนี่คือ 10 วิธีป้องกันหน้าลอกเป็นขุย

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วรผสมของน้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอลล์ และสารเคมีต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะสารสกัดเหล่านี้จะเขาไปกระตุ้นให้ผิวเกิดอาการอักเสบและหน้าลอกได้ง่ายขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดแรงตึงผิวเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะทำให้หน้าแห้งได้ง่าย
  3. หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบ แห้ง และลอกได้ง่าย แต่ถ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30+ ขึ้นไปเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
  4. ควรทาครีมบำรุงที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวทันทีหลังจากอาบน้ำหรือล้างหน้าเสร็จ
  5. หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำร้อนจัด เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และควรล้างหน้าอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/วัน
  6. หากเป็นคนที่มีผิวหน้าแห้งมาก ควรติดตั้งเครื่องทำความชื้นไว้ภายในบ้าน เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเรา โดยเฉพาะในวันที่มีสภาพอากาศเย็นจัดจะทำให้ผิวของเราแห้งและลอกได้มากกว่าปกติ
  7. ไม่ควรสครับผิวหรือผลัดเซลล์ผิวบ่อยจนเกินไป เพราะจะทไให้ผิวยิ่งแห้งและระคายเคืองได้ง่ายมากขึ้น
  8. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น ที่ๆ มีฝุ่นควัน ไอเสีย PM2.5 เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังทำให้หน้าหมองคล้ำและเกิดสิวอุดตันได้ง่ายอีกด้วย
  9. ดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน อย่างน้อย 8-10 แก้ว เพราะจะเป็นการปรับสมดุลในร่างกาย ส่งผลต่อผิวพรรณโดยตรง ทำให้ผิวที่เคยแห้งกร้านกลับมาดูสุขภาพดี อิ่มน้ำมากยิ่งขึ้น
  10. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 หน้าลอกเป็นขุยใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหนดี

สำหรับใครที่มีปัญหาหน้าลอกเป็นขุย ผิวแห้ง แต่งหน้าไม่ติด แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวโดยตรง เช่น มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งผู้ที่มีผิวแห้งควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้ออิมัลชันหรือเนื้อเจลเท่านั้น เพราะมีความบางเบา ไม่อุดตัน ซึมง่าย และลดการระคายเคืองได้ดี และที่สำคัญควรงดการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ร่วมด้วย เพราะอาจจะเกิดอาการแพ้ได้

มอยซ์เจอร์ไรเซอร์

 หน้าลอกป็นขุยแต่งหน้าไม่ติด ควรทำอย่างไร

เมื่อเกิดปัญหาหน้าลอกเป็นขุยอีกหนึ่งปัญหาที่จะตามมา คือ ผิวหน้าไม่เรียบเนียน แต่งหน้าไม่ติด แต่งแล้วผิวหน้าดูไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น ควรใช้ครีมบำรุงเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอและหากจำเป็นที่จะต้องแต่งหน้า ควรลงด้วยครีมบำรุงผิวก่อนแต่งหน้าทุกครั้ง เพื่อทำให้เครื่องสำอางไม่ตกร่อง และที่สำคัญควรลงเครื่องสำอางให้น้อยที่สุด เพราะถ้าลงมากเกินไปจะยิ่งทำให้เห็นขุยบนใบหน้าชัดขึ้น อีกทั้งยังทำให้คราบเครื่องสำอางติดค้างอยู่บนใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวอุดตันตามมาได้

 หน้าลอกเป็นขุย ควรทำอย่างไร

ผู้ที่มีปัญหาหน้าลอกเป็นขุย สิ่งแรกที่ควรทำเลยก็คือการปรับพฤติกรรมต่างๆ ทั้งการพักผ่อน การรับประทานอาหาร และควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น เพื่อเป็นการปรับสมดุลภายในสู่ภายนอก จากนั้นจึงค่อยมองหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่หนักหน้า และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำร้ายผิวให้แย่ลง จะทำให้ผิวหน้าค่อยๆ กลับมาชุ่มชื้น ขุยบนใบหน้าลดลง ใบหน้าสว่างกระจ่างใสขึ้น

 ข้อสรุป

หน้าลอกเป็นขุย เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว การออกไปเผชิญสภาพแวดล้อมต่างๆ หรือเกิดจากการที่ผิวเรานั้นแห้งมาก จนทำให้หน้าแห้ง หน้าลอกได้ แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาหน้าลอกเป็นขุยนั้นก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิว ดูแลตัวเองจากภายใน พักผ่อนให้เพียงพอ ขุยบนใบหน้าก็จะค่อยๆ ลดลงรวมถึงอาการแสบร้อน ระคายเคืองด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากทำตามวิธีดังกล่าวแล้วไม่มีขึ้น รวมไปถึงยังมีอาการระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น  ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาให้ตรงจุดจะดีที่สุดค่ะ

เลเซอร์ขน

เลเซอร์ขน บอกลาปัญหาตุ่มหนังไก่ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน จบปัญหาขนคุด

เลเซอร์ขน อีกหนึ่งหัตถการที่ได้รับความนิยมสูงมากโดยเฉพาะในหมู่สาวๆ เพราะเป็นวิธีการกำจัดขนที่ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาขนคุด ตุ่มหนังไก่ หรือผิวคล้ำเสียตามมา และที่สำคัญยังสามารถกำจัดขนได้ทุกส่วนบนร่างกายไม่ว่าจะเป็น เลเซอร์ขนรักแร้ ขนขา ขนหน้าแข้ง ขนบิกินี่ หรือจะกำจัดขนบนใบหน้าด้วยการทำเลเซอร์หน้าใสก็ได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งในตอนนี้ได้มีเครื่องเลเซอร์มากมายหลายแบบให้เราได้เลือกใช้ตามสภาพผิวและเส้นขนของตัวเองอีกด้วย ในบทความนี้เราจึงจะพาสาวๆ ทุกท่านที่กำลังมองหาวิธีกำจัดขนที่มีประสิทธิภาพ ไปทำความรู้จักกับการเลเซอร์ขนว่าคืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร เครื่องเลเซอร์ชนิดใดได้รับความนิยม และต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล เราไปดูคำตอบในบทความนี้กันได้เลยค่ะ

เลเซอร์ขน คืออะไร

เลเซอร์ขน เป็นวิธีการกำจัดขนประเภทหนึ่งที่สามารถกำจัดขนถาวรได้ โดยเป็นการใช้พลังงานแสงเลเซอร์ที่มีความถี่สูง ยิงเข้าไปในบริเวณที่ต้องการกำจัดขน เพื่อทำลายบริเวณต่อมรากขน ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นขนนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ แต่เมื่อมันถูกทำลายไปก็จะทำให้ขนเกิดขึ้นได้น้อยลงและมีเส้นบางลง แต่ในขณะเดียวการยิงแสงเลเซอร์นั้นก็มีความปลอดภัยสูง จึงไม่ทำลายผิวหนังบริเวณข้างเคียง ไม่ก่อให้เกิดตุ่มหนังไก่หรือขนคุด ผิวเรียบเนียนขึ้น โดยจุดที่นิยมทำเลเซอร์ขน ได้แก่ บริเวณใต้วงแขน ขนขา ใบหน้า และการเลเซอร์บิกินี่

การทำงานของเลเซอร์กำจัดขนเป็นอย่างไร

หลักการทำงานของเลเซอร์ขน จะเป็นการปล่อยพลังงานแสงที่มีความถี่สูงลงไปทำลายบริเวณรากขน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเส้นขน ซึ่งเมื่อยิงเลเซอร์ลงไปแล้วจะเกิดเซลล์บริเวณรากขนซึ่งทำหน้าที่เป็นดูดรับพลังงานแสง เพื่อให้เปลี่ยนถ่ายเป็นพลังงานความร้อนเพื่อทำลายรากขนอย่างล้ำลึก แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่เป็นการทำลายผิวหนังบริเวณข้างเคียง จึงทำให้การเลเซอร์ขนมีผลข้างเคียงในการทำน้อยมากๆ

ซึ่งหลังจากที่ได้กำจัดขนไปแล้ว จะสังเกตได้เลยว่าผิวบริเวณนั้นจะเรียบเนียนขึ้น แต่เมื่อผ่านไปสักระยะก็จะมีเส้นขนบางๆ งอกขึ้นมาใหม่ เพราะโดยปกติแล้วเส้นขนจะมีช่วงเวลาที่งอกตัวและมีระยะพักตัวก่อนที่จะหลุดร่วงอย่างถาวร ดังนั้น การเลเซอร์ขนจึงจะต้องทำอย่างน้อย 4-6 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนมากที่สุด

 รู้จักของระยะเส้นขน

โดยปกติแล้วเส้นขนของคนเราที่มีการงอกออกมานั้น จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

  • ระยะเติบโต (Anagen Phase)

เส้นขนระยะเติบโต สามารถพบได้ในร่างกายของเราได้มากถึง 80% ซึ่งเป็นระยะที่เส้นขนของเราอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตแบบเต็มที่ ซึ่งเป็นสภาพขนที่สมบูรณ์และแข็งแรงมากที่สุด 

  • ระยะเสื่อมสภาพ (Cartagena Phase)

ระยะเสื่อมสภาพ เป็นเส้นขนที่อยู่ในช่วงหยุดเจริญเติบโตเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงหลุดร่วงออกไป หากมีการเลเซอร์ขน เส้นขนของเราจะคงอยู่ในระยะเสื่อมสภาพเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะค่อยๆ กลับมางอกใหม่ได้อีกครั้ง

  • ระยะเส้นขนหลุดร่วง (Telogen Phase)

ระยะสุดท้ายคือระยะเส้นขนหลุดร่วง หากมีการเลเซอร์ขนในระยะนี้ จะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์จึงจะค่อยๆ กลับมางอกใหม่ได้อีกครั้ง

ระยะขน

เลเซอร์ขนที่ได้รับความนิยม

โดยปกติแล้วเครื่องเลเซอร์ขน จะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับเครื่องเลเซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

Diode Laser

Diode Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ขนที่ทันสมัยและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีคลื่นพลังงานอย่างหลากหลาย สามารถยิงกำจัดขนได้แบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังสามารถลงลึกไปในเชิงผิวเพื่อกำจัดขนได้ถึงระดับผิวหนังส่วนลึก การกำจัดขนด้วย Diode Laser นิยมใช้คลื่นความยาวอยู่ที่ 800-1,350 nm ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหรือทำลายชั้นผิวหนัง นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังบริเวณที่เลเซอร์ให้กลับมากระจ่างใสและเรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วย โดยวิธีการทำงาน จะเข้าไปจับเม็ดสีที่รากขนและระงับการทำงานของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงรูขุมขน และปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเพื่อทำลายรากขนให้เส้นขนหลุดร่วงออกมา

Diode Laser

nd: YAG laser

nd: YAG laser เป็นเครื่องเลเซอร์ขน ที่สามารถกำจัดขนบนร่างกายได้ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นขนรักแร้ ขนแขน หรือขนขา โดยไม่เกิดอันตรายต่อผิว สามารถใช้ได้ทุกสีผิวเนื่องจากเป็นเลเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง และมีความยาวของลำแสงถึง 1,064 nm จึงสามารถทำลายรากขนได้อย่างหมดจด อีกทั้งยังมี Dynamic Cooling Device ที่ทำให้ไม่รู้สึกแสบร้อนในขณะทำเลเซอร์ สามารถช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน ลดปัญหาตุ่มหนังไก่และขนคุด

เลเซอร์ขนรักแร้

เลเซอร์ขน กำจัดบริเวณส่วนไหนได้บ้าง

บริเวณที่สามารถทำเลเซอร์ขน ได้ มีอยู่ด้วยกัน 6 บริเวณ ดังนี้

  • เลเซอร์รักแร้ : เป็นบริเวณที่คนนิยมกำจัดขนมากที่สุด เพราะเป็นวิธีการกำจัดขนที่ดีกว่าการถอนและโกน ไม่ทำให้เป็นตุ่มหนังไก่ เจ็บน้อย อีกทั้งช่วยแก้ปัญหารักแร้ดำ คล้ำ และยังลดกลิ่นกายได้อีกด้วย
  • เลเซอร์หน้าใส : การเลเซอร์หน้าใส เป็นวิธีการเลเซอร์ขนบนใบหน้า เพื่อกำจัดขนตามหน้าผาก บนใบหน้า ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน ปรับผิวให้กระจ่างใสมากยิ่งขึ้น
  • เลเซอร์หนวด เครา : การเลเซอร์หนวด เครา สามารถทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเส้นหนวดแข็ง ดก ดำ โกนแล้วขึ้นมาใหม่เยอะขึ้นและแข็งขึ้น การเลเซอร์ขนหนวดจะทำให้เส้นขนบางลง และขึ้นน้อยลง
  • เลเซอร์ขนขา : เป็นการทำเลเซอร์เพื่อช่วยแก้ปัญหาขนหน้าแข้ง ขนขาเยอะและดก รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาขนคุดจากการโกนหรือแว็กซ์
  • เลเซอร์ขนแขน : บริเวณแขนก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่นิยมทำเลเซอร์ขน เพื่อแก้ปัญหาขนดก ขนยาว ขนคุดจากการแว็กซ์ หลังทำจะทำให้ผิวเรียบเนียน และกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • เลเซอร์บิกินี่ : ขนบิกินี่ เป็นอีกหนึ่งจุดที่สาวๆ นิยมทำกันมาก เพราะสาวๆ ที่ชอบใส่บิกินี่ต้องการที่จะเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งบริเวณนี้ก็สามารถเลเซอร์ขนได้ เจ็บน้อย ให้ผิวที่เรียบเนียน และที่สำคัญยังลดกลิ่นอับชื้นได้ดีอีกด้วย
กำจัดขนส่วนไหนได้บ้าง

ความแตกต่างของเลเซอร์ขนและเลเซอร์ผิว

การทำเลเซอร์ขนและเลเซอร์ผิว ดูเหมือนจะไม่แตกต่างกันมาก เพราะเพียงแค่ปรับพลังงานเลเซอร์และความยาวคลื่นให้แตกต่างกันก็สามารถใช้เลเซอร์ในส่วนที่ต้องการได้แล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เครื่องเลเซอร์บางประเภทสามารถกำจัดขนและทำเลเซอร์หน้าใสได้ภายในเครื่องเดียว แต่ทางที่ดีที่สุดควรเลือกเครื่องเลเซอร์ให้เหมาะกับการทำหัตถการนั้นๆ โดยเราจะแบ่งการเลเซอร์ออกได้ ดังนี้

เลเซอร์ผิว

การเลเซอร์ผิว สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาผิวได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น แก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ หน้าหมองคล้ำ เลเซอร์หน้าใส เลเซอร์หลุมสิว กระชับรูขุมขน รวมไปถึงการลบรอยสักด้วย โดยสามารถแบ่งชนิดของเลเซอร์ออกย่อยๆ ได้อีก ดังนี้

  • เครื่องเลเซอร์ Q-Switch Laser นิยมใช้กำจัดปานดำ ไฝ ขี้แมลงวัน กระ และลบรอยสัก เนื่องจากเป็นเครื่องเลเซอร์ที่ใช้กำจัดเม็ดสีได้ดีและมีผลข้างเคียงน้อย
  • เครื่องเลเซอร์ CO2 laser นิยมใช้กำจัดฝ้า กระ จุดด่างดำ สิว หลุมสิว และสามารถกำจัดติ่งเนื้อหรือกระเนื้อได้อีกด้วย
  • เครื่องเลเซอร์ Pico laser นิยมใช้ลดฝ้า กระ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผิวกระจ่างใสขึ้น รูขุมขนกระชับลง และที่สำคัญยังปรับพลังงานได้หลากหลายอีกด้วย
  • เครื่องเลเซอร์ Dual Yellow Lase นิยมใช้กำจัดรอยแผลเป็น ฝ้า กระ ลดเม็ดสีเมลานินได้ดี
  • เครื่องเลเซอร์ ND YAG Laser นิยมใช้ลดริ้วรอย ยกกระชับผิว กำจัดขนบนใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครื่องเลเซอร์ที่สามารถใช้ได้ทั้งเลเซอร์หน้าใสและกำจัดขน

เลเซอร์ขน ไม่มีความแตกต่างจากการเลเซอร์ผิวมากนัก เพราะเป็นการใช้พลังงานแสงเหมือนกัน เพียงแค่นำไปใช้ทำลายรากขนให้ขนหลุดร่วงลงไป ด้วยการเพิ่มพลังงานและความยาวคลื่นเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์หลังทำก็ให้ผิวบริเวณนั้นๆ เรียบเนียน กระจ่างใส น่าสัมผัส

กำจัดขน

ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำเลเซอร์ขน ควรทำอย่างไร

ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำเลเซอร์ขนนั้นมีไม่มากเหมือนกับการทำเลเซอร์ผิว โดยมีวิธีการปฏิบัติตัว ดังนี้

  • งดสครับผิวบริเวณที่ต้องการกำจัดขนเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเข้ารับการเลเซอร์ขน
  • ก่อนทำการเลเซอร์ขน จะต้องโกนขนออกเบาๆ ด้วยมีดโกนหรือจะแจ้งพนักงานให้โกนออกให้ก็ได้ เพราะการทำเลเซอร์ทั้งๆ ที่มีขนอยู่พลังงานจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังตอขนเพื่อกำจัดรากขนออกมาได้
  • งดการถอนขนในบริเวณที่จะทำการเลเซอร์ขนเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพราะจะทำให้เซลล์รากขนถูกกำจัดออกไปด้วย

ขั้นตอนการทำเลเซอร์ขน

ในขั้นตอนการทำเลเซอร์ขน จะใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ โดยมีขั้นตอนการทำ ดังนี้

  1. เมื่อถึงเวลาเข้ารับบริการ แพทย์หรือพนักงานจะแจ้งผู้เข้ารับบริการก่อนแล้วว่าควรโกนขนมา แต่ถ้าหากไม่ได้โกนมาแพทย์ก็ทำการโกนออกให้ 
  2. จากนั้นก็จะเริ่มทำความสะอาดผิวในบริเวณที่จะทำการเลเซอร์ หากเป็นบริเวณที่บอบบางมากๆ หรือผู้เข้ารับบริการกลัวเจ็บ แพทย์ก็แปะยาชาหรือพ่นลมเย็นให้เพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง
  3. จากนั้นแพทย์ก็จะทำการยิงเลเซอร์ลงบนบริเวณที่ต้องการกำจัดขนโดยทันที หากในระหว่างทำรู้สึกเจ็บมากจนทนไม่ได้ สามารถแจ้งแพทย์หรือพนักงานได้เลยทันที
  4. เมื่อทำการเลเซอร์ขนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทาเจลหรือครีมบำรุงเพื่อลดอาการบวมและอักเสบจากแสงเลเซอร์ 
  5. หลังจากรักษาเสร็จสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด หรืออยู่ในที่ที่อับและร้อน

ข้อปฎิบัติหลังตัวเลเซอร์ขน

หลังจากทำการเลเซอร์ขนมาแล้ว ควรมีการดูแลตัวเองให้ดีเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองในบริเวณที่ทำเลเซอร์ โดยมีข้อปฏิบัติตัว ดังนี้

  • หลังเลเซอร์ขนเสร็จ ควรหลีกเลี่ยงการฟอกสบู่หรือสครับผิวในบริเวณที่ทำเลเซอร์มาเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน ให้อาบน้ำในอุณหภูมิปกติแทน เพราะจะทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวบริเวณที่เลเซอร์เกิดอาการระคายเคืองได้
  • หลีกเลี่ยงการโกน ถอน หรือแว็กซ์ขนในบริเวณที่ทำการเลเซอร์ขนมา ควรรอให้เส้นขนหลุดร่วงไปเอง
  • ทาครีมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลงบนบริเวณที่ทำเลเซอร์ขน
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
  • งดการใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA หรือแอลกอฮอลล์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ในบริเวณที่ทำเลเซอร์

การทำเลเซอร์ขนทำไมต้องกำจัดหลายครั้ง

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าการเลเซอร์ขนทำไมถึงต้องกำจัดหลายครั้ง จากข้างต้นที่เราได้กล่าวไปแล้วว่าเส้นขนของเรามีอยู่ด้วยกัน 3 ระยะ และแต่ระยะก็มีอายุที่ไม่เท่ากัน ซึ่งการเลเซอร์ขนในครั้งแรกจะต้องทำในขณะที่เส้นขนอยู่ในระยะ Anagen หรือระยะเติบโต เพื่อเป็นการทำรากขนและเป็นการลดการเกิดใหม่ของเส้นขน โดยวิธีนี้ก็ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนว่าเส้นขนที่เกิดใหม่เริ่มบางลงแล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำเลเซอร์ขนจึงต้องกำจัดหลายครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดขนถาวรได้ในที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว การเลเซอร์ขนจะต้องทำอย่างอย่างน้อยประมาณ 4-6 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างประมาณ 1 เดือน เพื่อลดอัตราการการเกิดของเส้นขนใหม่

การทำเลเซอร์ขนมีผลข้างเคียงต่อผิวไหม

โดยทั่วไปแล้ว ผลข้างเคียงที่เราพบได้บ่อยจากการทำเลเซอร์ขน คือ มีอาการบวม แดง ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หายไปได้เอง แต่สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อผิวนั้นจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยอาจจะมีผลข้างเคียง ดังนี้

  • มีอาการระคายเคืองผิวหนัง แสบ คัน คล้ายๆ กับอาการที่ผิวสัมผัสแสงแดดหรือความร้อนเป็นเวลานาน และในบางรายอาจมีรูขุมขนอักเสบเล็กน้อยในช่วง 3-4 วันแรก แต่อาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายและจะค่อยๆ หายไปได้เอง
  • ในการทำเลเซอร์ สีผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์ขนนั้นเปลี่ยนไปได้ เช่นคล้ำขึ้น หรือมีสีขาวด่างๆ ซึ่งการโดนแสงแดดทั้งก่อนการรักษาและหลังการรักษานั้นก็มีส่วนที่ทำให้สีผิวเปลี่ยนไปได้เช่นกัน และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชั่วคราวและถาวร 

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วไป แต่ก็เกิดขึ้นได้น้อยมากเช่นเดียวกัน หากพบว่ามีอาการบวม แดง หรือแสบอย่างรุนแรง ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยทันที

ผิวหนังอักเสบ

 

ใครที่ไม่เหมาะกับการทำเลเซอร์ขน

การทำเลเซอร์ขนสามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่สามารถทำเลเซอร์ขนได้ ได้แก่

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ ผิวหนังติดเชื้อ โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ผิวหนังขั้นรุนแรง หรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าเลเซอร์ขนจริงๆ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยก่อนได้
  • สตรีมีครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตร เพราะพลังงานเลเซอร์อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ หรือต่อทารกได้

 คำถามที่พบบ่อย

 การทำเลเซอร์ขนอยู่ได้ถาวรไหม

การกำจัดขนด้วยวิธีการเลเซอร์ ถึงแม้จะทำให้เส้นขนที่เกิดใหม่นั้นบางลง สีอ่อนลง และเกิดช้าลง แต่ก็ไม่สามารถกำจัดรูขุมขนออกไปได้ ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ขนจะกลับมาขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ขนที่ขึ้นใหม่นั้นจะใช้ระยะเวลาในการเกิดนานกว่าปกติ อีกทั้งยังบางและมีสีจางมากๆ จนทำให้แทบมองไม่เห็นค่ะ

 การทำเลเซอร์ขนควรเว้นระยะการทำนานแค่ไหน

หากต้องการเลเซอร์ขนให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนมากที่สุด ควรจะใช้ระยะเวลาในการทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเป็นเวลา 4-6 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้ประสิทธิภาพในการกำจัดขนนั้นเห็นผลชัดเจน แต่ถ้าครบ 4-6 ครั้งแล้วยังมีเส้นขนหลงเหลืออยู่ก็สามารถกลับมาเลเซอร์ใหม่ได้ประมาณ 2 เดือน ต่อ 1 ครั้งค่ะ

 การทำเลเซอร์ขนเจ็บไหม

การทำเลเซอร์ขน โดยทั่วไปแล้วจะมีระดับความเจ็บที่น้อยมาก-ปานกลาง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ในบางคนมีผิวที่แห้งมาก ก็อาจจะทำให้ผิวยิ่งระคายเคืองและแสบมาก แต่ก็อยู่ในระดับที่ทนได้ แต่ถ้าหากกังวลเรื่องความเจ็บ ก็สามารถแจ้งแพทย์ให้แปะยาชาก่อนทำการเลเซอร์ขนได้

 การทำเลเซอร์ขนบ่อยมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ไหม

Diode laser และ YAG laser เป็นเครื่องเลเซอร์ที่แพทย์ผิวหนังนำมาใช้ในการเลเซอร์ขนในปัจจุบันนั้น เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความปลอดภัยสูง จึงไม่ส่งผลอันตรายใดๆ ต่อคนไข้ DNA ไม่ถูกทำลาย เพราะผลข้างเคียงที่สามารถพบได้จริงๆ คืออาการบวม แดงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ค่ะ

ข้อสรุป

การเลเซอร์ขนเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมสูงไม่แพ้หัตถการอื่นๆ เลย เพราะมีประสิทธิภาพในการกำจัดขนได้จริง แตกต่างการกำจัดขนแบบอื่นอย่างสิ้นเชิง ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ สามารถกำจัดขนได้หลายบริเวณ ขนที่เกิดใหม่ขึ้นช้าลง บางลง และสีจางลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทำให้เกิดขนคุด และที่สำคัญยังมีความปลอดภัยสูง มีผลข้างเคียงน้อยมาก หากใครที่สนใจเลเซอร์ขน ก็สามารถศึกษาหาข้อมูลการรักษาจากคลินิกที่ได้มาตรฐาน ให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

เลเซอร์กำจัดขนรักแร้

เลเซอร์รักแร้ จบปัญหาขนคุด ลดรักแร้ดำ เพิ่มความมั่นใจ

การกำจัดขนรักแร้ และกู้คืนผิวใต้วงแขนกลับมากระจ่างใส มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็มีวิธีการกำจัดขนที่แตกต่างกันออกไป ทั้งทำเองที่บ้านหรือการเข้าคลินิก ซึ่งการกำจัดขนรักแร้ หลายคนก็มักจะใช้วิธี ถอน โกน แว๊กซ์ หรือใช้ครีมกำจัดขน แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีดังกล่าวอาจทำร้ายผิวใต้วงแขนแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดขนคุด ตุ่มหนังไก่ และรักแร้ดำ คล้ำได้ ซึ่งอีกหนึ่งวิธีกำจัดขนที่เห็นผลดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยทำให้รักแร้ขาวขึ้นด้วยนั่นก็คือการเลเซอร์รักแร้ เป็นวิธีการกำจัดขนรักแร้ที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการเลเซอร์รักแร้ และไปดูว่าเลเซอร์ขนรักแร้มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง

เลเซอร์รักแร้ คืออะไร

การเลเซอร์รักแร้ เป็นการกำจัดขนบริเวณใต้วงแขนด้วยการใช้พลังงานเลเซอร์ ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดขน ขนที่ขึ้นใหม่เส้นบางลง และถ้าหากทำต่อเนื่องก็จะสามารถกำจัดขนออกไปได้อย่างถาวร นอกจากนี้การเลเซอร์รักแร้ยังมีประสิทธิภาพในการปรับเม็ดสีเมลานินให้มีความสม่ำเสมอ ทำให้ผิวบริเวณใต้วงแขนมีความกระจ่างใสขึ้น ช่วยแก้ปัญหารักแร้ดำได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ไม่เป็นอันตราย และเห็นผลไวกว่าการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีการอื่นๆ 

การทำเลเซอร์รักแร้ช่วยอะไรบ้าง

การทำเลเซอร์รักแร้ ผลลัพธ์หลักที่สามารถเห็นได้ทันทีคือการมีประสิทธิภาพในการกำจัดขน ทำให้ขนรักแร้ขึ้นน้อยลง มีเส้นบางลง และสามารถกำจัดขนได้อย่างถาวรหากทำอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นวิธีการกำจัดขนที่เห็นผลดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่นอกจากการทำเลเซอร์รักแร้จะสามารถกำจัดขนได้แล้ว ยังช่วยลดปัญหาการเกิดขนคุด ตุ่มหนังไก่ ผิวที่ไม่เรียบเนียน ซึ่งเป็นปัญหาจากการถอนหรือโกนขน เนื่องจากพลังงานเลเซอร์จะช่วยเข้าไปกระชับรูขุมขนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณใต้วงแขนมีความเรียบเนียนและกระจ่างใสมากขึ้น และเมื่อผิวบริเวณใต้วงแขนมีความกระชับขึ้นก็จะทำให้ลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

เลเซอรฺกำจัดขน

 นอกจากการทำเลเซอร์รักแร้ มีวิธีไหนได้อีก

นอกจากการทำ เลเซอร์ขนรักแร้ แล้ว ยังมีวิธีการกำจัดขนด้วยวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถอน การโกน แว็กซ์ขนรักแร้ ทาครีมกำจัดขนรักแร้ หรือถ้าหากต้องการให้รักแร้ขาว ก็สามารถใช้กรด AHA ทาครีมรักแร้ หรือการสครับผิวใต้วงแขนให้มีความกระจ่างใสขึ้น แต่วิธีการกำจัดขนและการทำให้รักแร้ขาวด้วยวิธีดังกล่าว อาจจะเป็นการทำร้ายผิวบริเวณใต้วงแขนแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้รักแร้ดำ คล้ำง่าย ผิวเหี่ยวย่น เกิดปัญหาขนคุดและตุ่มหนังไก่ได้ง่ายอีกด้วย การเลเซอร์รักแร้ จึงเป็นวิธีการกำจัดขนที่ดีที่สุด 

เลเซอร์รักแร้เหมาะสำหรับใครบ้าง

ผู้ที่ต้องการกำจัดขนรักแร้อย่างถาวร 

  • ผู้ที่ต้องการวิธีการกำจัดขนที่ไม่ทำร้ายผิวใต้วงแขน
  • ผู้ที่มีปัญหาใต้วงแขนไม่ว่าจะเป็น ขนคุด รักแร้ดำ ตุ่มหนังไก่ ผิวใต้วงแขนไม่เรียบเนียน
  • ผู้ที่มี กลิ่นตัวแรง จากปัญหาขนรักแร้

เลเซอร์รักแร้มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง

Diode Laser

Diode Laser เป็นเทคโนโลยีกำจัดขนด้วยการเลเซอร์ที่ทันสมัยและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีคลื่นพลังงานอย่างหลากหลาย นิยมใช้คลื่นความยาวอยู่ที่ 800-1,350 nm สามารถยิงกำจัดขนได้แบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังสามารถลงลึกไปในเชิงผิวเพื่อกำจัดขนได้ถึงระดับผิวหนังส่วนลึกได้อีกด้วย

Diode Laser

Q-switch Laser

เป็นเครื่องเลเซอร์รักแร้ ที่เน้นเรื่องรักแร้ขาว โดยจะเข้าไปดักจับและทำลายเม็ดสีเมลานินอย่างตรงจุด แสงเลเซอร์จะถูกฉายลงไปเพื่อทำให้เม็ดสีเมลานินมีการแตกตัวออก และขับออกมาจากบริเวณรักแร้ในที่สุด นอกจากนี้ Q-Switch Laser ยังเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน เต่งตึงมากยิ่งขึ้น ในการเลเซอร์ด้วยเครื่อง Q-Switch Laser จะต้องทำอย่างต่อเนื้องประมาณ 5 ครั้ง จึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

Q-switch Laser

IPL

เป็นการเลเซอร์ที่ใช้คลื่นแสงกำจัดขน ทำให้เส้นขนมีสีอ่อนและบางลง ช่วยดักจับเม็ดสีพร้อมกับกำจัดเส้นขนรักแร้ได้ดี โดยมีความยาวคลื่นได้สูง 515 – 1,200 นาโนเมตร ใช้วิธีการยิงลำแสงสเปกตรัมในวงกว้าง ทำให้ผิวหนังบริเวณรอบๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย อาจทำให้เจ็บปวดและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย และจะต้องทำอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน แต่เป็นการเลเซอร์ที่มีราคาย่อมเยามากที่สุด

IPL

  ใครที่ไม่เหมาะกับการเลเซอร์รักแร้

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบ เป็นต้น เพราะการเลเซอร์รักแร้อาจส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ผิวบางและอักเสบได้ง่าย
  • สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องได้ เพราะการเลเซอร์รักแร้ จะต้องอาศัยการรักษาในระยะยาวจึงจะเห็นผล
  • ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวหนอง ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์
  • ผู้ที่มีแผลสดหรือแผลผ่าตัดที่ยังไม่ครบ 6 เดือน ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์

 ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำเลเซอร์รักแร้ ควรทำอย่างไร

  • งดถอนหรือโกนขนรักแร้ก่อนมาทำการเลเซอร์รักแร้
  • งดทำทรีตเมนท์ผิว การสครับผิวในบริเวณที่จะทำเลเซอร์ รวมไปถึงการงดการใช้สบู่ ครีม หรือโรลออนที่มีส่วนประกอบของ AHA หรือกรดวิตามินเอ เนื่องจากอาจทำให้ผิวอ่อนแอก่อนทำเลเซอร์ได้
  • งดทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกแดดเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยก่อนทำประมาณ 1 สัปดาห์

  ขั้นตอนการทำเลเซอร์รักแร้

การเลเซอร์รักแร้มีขั้นตอนในการทำดังนี้

  1. แพทย์จะทำการโกนขนบริเวณที่ต้องการเลเซอร์ออก
  2. จากนั้น จะทำการแปะหรือทายาชาในบริเวณที่ต้องการทำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที
  3. เมื่อครบ 30 นาทีหรือยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะทำการปรับเครื่องมือให้ตรงกับบริเวณที่มีขน และยิงเลเซอร์ลงบนผิวเพื่อกำจัดขน โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับลักษณะของขนและบริเวณที่กำจัดขน
  4. หลังจากทำการยิงเลเซอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหลังจากการทำเลเซอร์รักแร้

 ผลข้างเคียงหลังทำเลเซอร์รักแร้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • อาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติและสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน หากรู้สึกปวดสามารถประคบเย็นหรือกินยาเพื่อบรรเทาอาการได้
  • ผิวบริเวณที่ทำการเลเซอร์รักแร้อาจจะไหม้ได้เล็กน้อย แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • สีผิวในบริเวณที่ทำการเลเซอร์รักแร้ อาจเข้มขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายไปได้เอง 

 คำถามที่พบบ่อย

การทำเลเซอร์รักแร้เจ็บไหม

การทำเลเซอร์รักแร้ แพทย์จะทำการแปะยาชาให้ก่อนทุกครั้ง ส่วนมากแล้วจะมีความรู้สึกตึงๆเล็กน้อย คล้ายกับถูกยางดีดบริเวณผิว ไม่ถึงขั้นรู้สึกเจ็บมาก การยิงแสงเลเซอร์จะทำให้ผิวบริเวณที่เลเซอร์รู้สึกอุ่นๆ จะช่วยลดอาการระคายเคือง นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับประเภทของเลเซอร์และพลังงานที่ใช้ด้วยว่าเลือกใช้พลังงานสูงแค่ไหน หากใช้พลังงานที่สูงมากก็อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยได้ หากในระหว่างทำรู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สามารถแจ้งแพทย์ได้ทันที

การทำเลเซอร์รักแร้ จำเป็นต้องกำจัดหลายครั้งไหม

การทำเลเซอร์รักแร้ จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุดหลังจากการทำประมาณ 3-4 ครั้งขึ้นไป ซึ่งในการทำเลเซอร์รักแร้จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์แนะนำเพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นขนของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นก่อนทำการรักษาจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยก่อนทำการรักษาทุกครั้ง

การทำเลเซอร์รักแร้ควรทำห่างกันนานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว เลเซอร์รักแร้จะต้องเว้นระยะห่างในการทำประมาณ 4-8 สัปดาห์ในช่วงแรก เพราะในระหว่างทำช่วงแรกเส้นขนของเราอาจจะมีความหนาและเข้ม ซึ่งอาจจะต้องทำทุกๆ 4 สัปดาห์ เมื่อเส้นขนเริ่มขึ้นช้าลงและบางลงแล้ว สามารถขยายระยะห่างไปเป็น 6-8 สัปดาห์ก็ได้เช่นกัน

การทำเลเซอร์รักแร้สามารถกำจัดขนได้ถาวรเลยไหม

การเลเซอร์ขนรักแร้จะไม่สามารถกำจัดขนให้หายไปได้อย่างถาวร แต่จะมีประสิทธิภาพในการกำจัดขนได้มากถึง 80-90%  นั่นจึงเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทำให้ขนขึ้นช้าและบางลงอีกด้วย

 ข้อสรุป

การเลเซอร์รักแร้เป็นการกำจัดขนใต้วงแขน ด้วยการใช้พลังงานเลเซอร์ลงที่เส้นขน เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของรากขน โดยปัจจุบันมีเลเซอร์ที่ใช้ในการกำจัดขนรักแร้อยู่หลายชนิด ทั้งนี้ควรเลือกประเภทเลเซอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของเส้นขนและสภาพผิวของแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษาทุกครั้ง หรือสามารถเข้ามาปรึกษากับทางเราได้เลยค่ะ

Diode Laser

ขนจ๋าพี่ลาก่อน เจาะลึก Diode Laser กำจัดขนดีจริงไหม

อีกหนึ่งวิธีการกำจัดขนรักแร้ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือ การเลเซอร์รักแร้ ซึ่งการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีการเลเซอร์ก็มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท หนึ่งในนั้นก็คือ เครื่องเลเซอร์ประเภท Diode Laser เป็นเทคโนโลยีการกำจัดขนด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ ที่มีคลื่นความยาวที่หลากหลาย นับเป็นเทคโนโลยีการกำจัดขนที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากสามารถกำจัดขนได้ลึกถึงระดับผิวหนังส่วนลึก กำจัดได้แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับการกำจัดขนด้วยเทคโนโลยี Diode Laser กันแบบละเอียดค่ะ


ทำความรู้จัก Diode Laser คืออะไร

Diode Laser เป็นเทคโนโลยีกำจัดขนด้วยการเลเซอร์ ที่ทันสมัยและกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้เลเซอร์ที่มีคลื่นพลังงานอย่างหลากหลาย สามารถยิงกำจัดขนได้แบบถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังสามารถลงลึกไปในเชิงผิวเพื่อกำจัดขนได้ถึงระดับผิวหนังส่วนลึก โดยวิธีการทำงาน จะเข้าไปจับเม็ดสีที่ลากขนและระงับการทำงานของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงรูขุมขน และยังสามารถปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเพื่อทำลายรากขนนั้นๆ ทำให้เส้นขนหลุดร่วงออกมา

การกำจัดขนด้วยนวัตกรรมเลเซอร์  Diode Laser นิยมใช้คลื่นความยาวอยู่ที่ 800-1,350 นาโนเมตร ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหรือทำลายชั้นผิวหนังบริเวณที่กำจัดขน นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังบริเวณที่เลเซอร์ให้กลับมากระจ่างใส ไร้ขนและ ผิวเรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วย

กำจัดขน

Diode Laser ช่วยเรื่องอะไรได้อีก

นอกจาก Diode Laser จะช่วยเรื่องการกำจัดขน แล้วยังสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อีก เช่น 

  • กำจัดขนส่วนอื่นในร่างกาย เช่น  ขนหน้าอก ขนแขน ขนขา ขนบิกินี่ ขนรักแร้ หรือขนหนวดเครา
  • ช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใส 
  • ช่วยแก้ปัญหาเรื่องขนคุด 
  • ลดปัญหาตุ่มหนังไก่ และปัญหาผิวดำคล้ำบริเวณที่มีขนขึ้น
  • ทำให้ขนเกิดช้าลง และหายไปอย่างถาวร หากทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง
Diode Laser

 ข้อดีของ Diode Laser 

เหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็น ผิวคล้ำ ผิวดำแห้งเสีย ก็สามารถทำ Diode Laser ได้ อีกทั้งยังไม่เป็นการทำร้ายผิวอีกด้วย

  • ไม่ทำลายเม็ดสีเมลานินในผิวหนัง ทำให้คนผิวคล้ำที่มีเม็ดสีมากกว่าคนผิวขาวก็สามารถทำได้โดยไม่ทำให้ผิวไหม้
  • มีความอ่อนโยนต่อผิว มีความปลอดภัย ไม่ทำร้ายผิวและไม่เบิร์นผิว แต่จะเป็นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวขึ้นมาแทน
  • ความยาวคลื่นของเลเซอร์ Diode Laser สามารถผ่านลงไปถึงผิวหนังชั้นลึกได้ ทำให้สามารถกำจัดขนได้ลึกถึงโคน
  • Diode Laser มีระบบทำความเย็น จึงช่วยให้ไม่เกิดการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังที่ทำเลเซอร์ และทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยมาก
  • สามารถกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น กระชับรูขุมขนมากขึ้น และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นอีกด้วย

ใครที่เหมาะกับการทำ Diode Laser

  • ผู้ที่ต้องการกำจัดขนตามจุดต่างๆที่สร้างความรำคาญใจ หรือเป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองและลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากผลที่เกิดในที่ลับ 
  • ผู้ที่ต้องการกำจัดขน และต้องการให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
  • ผู้ที่มีปัญหาจากการโกนขนไม่ว่าจะเป็นตุ่มหนังไก่ ขนคุด หรือผิวอักเสบ 
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำบริเวณที่มีขนขึ้น 
  • การทำเลเซอร์ด้วย Diode Laser เหมาะกับคนที่มีผิวขาวหรือผิวสองสี มากกว่าคนที่ผิวแทนหรือผิวเข้ม

 ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ Diode Laser

  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบ เป็นต้น เพราะการเลเซอร์รักแร้อาจส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ผิวบางและอักเสบได้ง่าย
  • สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องได้ เพราะการเลเซอร์รักแร้ ด้วย Diode Laser จะต้องอาศัยการรักษาในระยะยาวจึงจะเห็นผล
  • ผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวหนอง ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์
  • ผู้ที่มีแผลสดหรือแผลผ่าตัดที่ยังไม่ครบ 6 เดือน ในบริเวณที่ต้องการเลเซอร์

ข้อปฎิบัติตัวก่อนทำ Diode Laser ควรทำอย่างไร

  • งดทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกแดดเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยก่อนทำDiode Laser ประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระหว่างการทำเลเซอร์ได้ง่าย
  • ห้ามกำจัดขนด้วยการถอนหรือแว็กซ์ก่อนทำการเลเซอร์ เนื่องจากเราจะต้องทำการรักษารากขนเอาไว้เพื่อทำการเลเซอร์ หากกำจัดขนก่อนไปทำ ก็จะทำให้การเลเซอร์นั้นไม่ได้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้เกิดอาการรูขุมขนอักเสบได้อีกด้วย
  • งดทำทรีตเมนท์ผิว การสครับผิวในบริเวณที่จะทำเลเซอร์ รวมไปถึงการงดการใช้สบู่ ครีม หรือโรลออนที่มีส่วนประกอบของ AHA หรือกรดวิตามินเอ เนื่องจากอาจทำให้ผิวอ่อนแอก่อนทำเลเซอร์ได้ 
  • หากต้องการทำเลเซอร์ขนบิกินี่หรือบราซิลเลี่ยน ควรทำหลังประจำเดือนหมดประมาณ 5-7 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองของผิว

 ขั้นตอนการทำ Diode Laser มีอะไรบ้าง

ก่อนเข้ารับบริการกำจัดขนด้วย Diode Laser ผู้เข้ารับการรักษาควรทำการปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่ามีความเหมาะสมกับเลเซอร์ชนิดนี้หรือไม่ และหากมีความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนังให้แจ้งแพทย์ก่อน เพื่อทำการรักษาอาการผิวหนังให้หายดีก่อนการทำเลเซอร์ รวมถึงแพทย์จะได้พิจารณาเลือกการเลเซอร์ที่เหมาะสม โดยหัตถการการทำเลเซอร์ด้วย Diode Laser มีขั้นตอนดังนี้

  1. แพทย์จะทำการโกนขนบริเวณที่ต้องการเลเซอร์ออก
  2. จากนั้น จะทำการแปะหรือทายาชาในบริเวณที่ต้องการทำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที
  3. เมื่อครบ 30 นาทีหรือยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะทำการปรับเครื่องมือให้ตรงกับบริเวณที่มีขน และยิงเลเซอร์ลงบนผิวเพื่อกำจัดขน โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับลักษณะของขนและบริเวณที่กำจัดขน
  4. หลังจากทำการยิงเลเซอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหลังจากการทำ Diode Laser
กำจัดหนวด

ผลข้างเคียงหลังทำ Diode Laser ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

Diode Laser เป็นการกำจัดขนที่ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว แต่อาจจะมีผลข้างเคียงหลังทำได้เล็กน้อย เช่น

  • อาจจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติและสามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน หากรู้สึกปวดสามารถประคบเย็นหรือกินยาเพื่อบรรเทาอาการได้
  • ผิวบริเวณที่ทำการเลเซอร์ขนอาจจะไหม้ได้เล็กน้อย แต่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • สีผิวในบริเวณที่ทำการเลเซอร์ขน อาจเข้มขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายไปได้เอง 
หลังทำเลเซอร์

คำถามที่พบบ่อย

 การทำ Diode Laser เจ็บไหม

การทำเลเซอร์ Diode Laser มีระบบทำความเย็น จึงช่วยให้ไม่เกิดการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังที่ทำเลเซอร์ และทำให้เกิดการระคายเคืองน้อยมาก ฉะนั้นแล้วคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บหรือแสบบริเวณผิว อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวแต่อย่างใด แค่จะได้รู้สึกถึงความอุ่นที่ผิวในระหว่างการยิงเลเซอร์เท่านั้น

 การทำ Diode Laser ทำไมต้องกำจัดหลายครั้ง

การกำจัดขนด้วย Diode Laser จะทำให้เกิดผลเส้นใหม่ขึ้นมาช้ามากๆ หลังจากการทำ 3-5 ครั้งขึ้นไป หลังจากนั้นจะรู้สึกได้เลยว่าเส้นขนได้หายไปอย่างถาวรหากทำต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันหากหยุดทำการเลเซอร์ไปในระยะเวลานาน ต่อมรากขนก็จะสามารถกลับมาสร้างเส้นขนใหม่ได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นควรมีการทำเลเซอร์อย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนมากที่สุด

 การทำ Diode Laser ควรทำห่างกันนานแค่ไหน

การทำDiode Laser  จะต้องมีการเว้นระยะในการทำ  4-6 สัปดาห์ต่อครั้ง เนื่องจากในช่วงระยะเวลานี้เป็นระยะเวลาของการผลัดเซลล์ผิวใหม่ โดยขนจะเริ่มหลุดร่วงตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังจากการทำในทันที และภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ก็จะมีเส้นขนอ่อนเกิดขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ควรเว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพเส้นขนของแต่ละบุคคลออกไปด้วย


ข้อสรุป

Diode Laser เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการกำจัดขน เนื่องจากเลเซอร์นั้นมีความยาวคลื่นที่หลากหลายจึงเหมาะกับทุกสภาพผิว อีกทั้งยังมีความอ่อนโยนต่อผิวสูงมาก ไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือระคายเคือง นอกจากนี้การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ Diode Laser ยังทำให้เห็นผลได้ตั้งแต่ในครั้งแรกและยาวนานมากกว่าการกำจัดขนด้วยการเลเซอร์แบบอื่นๆ ที่สำคัญควรทำตามคำที่แพทย์แนะนำด้วยการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เห็นผลดีที่สุด และจะช่วยให้กำจัดขนออกไปได้อย่างถาวร

HIFEM

สร้างหุ่นเฟริ์มด้วย HI-EMT เทคโนโลยีสร้างกล้ามเนื้อ

ในปัจจุบัน หลายคนอยากที่จะมีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย ทั้งเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน หรือจะออกกำลังกายแต่ละที่ก็ต้องมีอุปสรรคมาคอยขัดขวางตลอด ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องสักที แต่ความฝันที่จะมีหุ่นที่ดีนั้นก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะตอนนี้ได้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกับการออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าจะนอนอยู่เฉยๆก็ตาม คุณก็สามารถมีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอย่างที่ต้องการได้ เทคโนโลยีนั้นเรียกว่า HI-EMT นั่นเอง เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนที่อยากมีหุ่นสวย และมีสุขภาพที่ดี แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นอย่างมาก

ทำความรู้จัก HI-EMTคืออะไร

HI-EMT คือเทคโนโลยี High-Intensity Focused ElectroMagnetic เป็นเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านวัตกรรมใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ใช้สำหรับการกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วนต่างๆ ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือสะโพก โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกายให้เหนื่อย และไม่จำเป็นที่จะต้องศัลยกรรมรูปร่างให้เจ็บตัว มีคุณสมบัติในการลดไขมันหน้าท้องและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบัน HI-EMTกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าดารานักแสดง หรือเน็ตไอดอล ก็นิยมกระชับสัดส่วน และลดน้ำหนักด้วยเทคโนโลยีนี้ และยิ่งไปกว่านั้น HI-EMTยังสามารถนำมารักษาผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อไม่แข็งแรงได้อีกด้วย

หลักการทำงานของ HI-EMT มีหลักการทำงานอย่างไร

สำหรับกลไกการทำงานของ HI-EMT จะทำงานโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อแพทย์ทำการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงไปยังกระตุ้นชั้นกล้ามเนื้อใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อจะเกิดการหดเกร็งอย่างรุนแรง และจะมีการหดเกร็งอย่างต่อเนื่องมากถึง 36,000 ครั้ง ภายใน 30 นาทีเลยทีเดียว ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการออกกำลังกายประเภทซิทอัพหรือสควอชหลายเท่า จากนั้นไขมันและกล้ามเนื้อที่เกาะกันอยู่ก็จะสลายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และร่างกายก็จะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นมากกว่าเดิม 

หลังจากการทำHI-EMTจะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดแต่อย่างใด ไม่มีบาดแผล จึงไม่ต้องพักฟื้น เพียงแต่จะทำให้รู้สึกเมื่อยล้าในบริเวณที่ทำ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ แต่จะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 4 ครั้ง จึงจะสามารเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

HI-EMT มีข้อดีอย่างไร

ไขมันที่สะสมในช่องท้อง เป็นไขมันที่สลายออกไปได้ยากมาก หากออกกำลังกายประเภทคาดิโอ ก็ต้องทำมากถึง 150 ชั่วโมง/ สัปดาห์ แถมยังลดไขมันได้แค่เพียง 3-6% เท่านั้น อีกทั้งยังต้องอาศัยการคุมอาหารไปด้วยจึงจะเห็นผลลัพธ์ แต่สำหรับการทำ HI-EMTเป็นเทคโนโลยีที่สามารถกำจัดไขมันในช่องท้องออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น หากทำอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง ก็จะสามารถกำจัดออกไปได้หลายเท่าหากเทียบกับการออกกำลังกาย

นอกจากนี้HI-EMT ยังช่วยกระชับสัดส่วนในร่างกายได้เป็นอย่างดี กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้มากถึง 16% ช่วยสร้างซิกแพค ลดไขมัน ทำให้หุ่นสวยได้โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกายหรือคุมอาหาร อีกทั้งยังเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพโดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัวอีกด้วย

การทำHI-EMT เหมาะกับใคร

ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างเร่งด่วน เนื่องจากไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย

  • ผู้ที่ต้องการให้รูปร่างดูกระชับ ดูเฟิร์ม และดูแข็งแรง
  • ผู้ที่ต้องการกระชับผิวบริเวณหน้าท้อง ลดสัดส่วนหน้าท้องซึ่งเป็นปัญหาหลังการคลอดบุตร 
  • ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง 
  • ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและไม่สามารถออกกำลังกายได้

ใครบ้างที่ไม่ควรทำ HI-EMT

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคที่เกี่ยวกับสมอง โรคหัวใจ ความดัน โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนของโลหิต โรคมะเร็ง โรคลมชัก เป็นต้น
  • ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุและต้องฝังเหล็กไว้ในร่างกาย 
  • ผู้ที่มีประวัติการเข้าโรงพยาบาลและต้องฝังเครื่องกระตุ้นประสาทในร่างกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อ 
  • ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด
  • ผู้ที่มีการทำทรีตเมนท์บริเวณที่มีการเจริญเติบโตของกระดูก
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่กำลังป่วย มีไข้สูง หรือมีประจำเดือน ให้เลื่อนกำหนดการณ์ในการทำออกไปก่อน

การทำ HI-EMTสามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

การทำ HIFEM จะเป็นการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงไปยังกระตุ้นชั้นกล้ามเนื้อใต้ชั้นผิวหนังในบริเวณต่างๆ ในร่างกาย จึงสามารถใช้ได้แทบทุกส่วนบนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น 

  • การทำ HI-EMT บริเวณหน้าท้อง
  • การทำ HI-EMTบริเวณต้นแขน
  • การทำ HI-EMTบริเวณต้นขา
  • การทำ HI-EMTบริเวณน่อง
  • การทำ HI-EMT บริเวณสะโพก
  • การทำ HI-EMT บริเวณบั้นท้าย
HIFEM

การเตรียมตัวก่อนทำ HI-EMT

การเตรียมตัวก่อนทำ HI-EMT ไม่จำเป็นจะต้องมีการงดหรือหลีกเลี่ยงอะไร เพราะเป็นเพียงแค่การกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น ไม่ใช่การฉีด ผ่าตัด หรือศัลยกรรม เพียงแต่ต้องแจ้งโรคประจำตัวและรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพให้ครบถ้วน และจะต้องงดอาหารก่อนการรักษาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ขั้นตอนของการทำ HI-EMT เป็นอย่างไร

  1. ขั้นตอนแรกก่อนเข้ารับการรักษา จะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์กล้ามเนื้อในร่างกายอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกตอง ในขั้นตอนนี้ ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพให้ครบถ้วน
  2. เมื่อตรวจรายละเอียดต่างๆ พร้อมสำหรับการทำ HI-EMTแล้ว จะต้องเปลี่ยนชุดสำหรับการรักษา และถอดเครื่องประดับออกให้หมด
  3. จากนั้น แพทย์จะทำการติดแอปพลิเคเตอร์ (Applicator) ในบริเวณที่ต้องการกระตุ้นกล้ามเนื้อ พร้อมปรับค่าพลังงานให้เหมาะสม
  4. ในระหว่างการทำ HI-EMTจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  5. หลังจากทำ HI-EMTเสร็จสิ้นแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น 

การดูแลตัวเองหลังทำ HI-EMT

หลังจากการทำ HI-EMT ผู้เข้ารับการรักษา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการพักฟื้น ไม่เจ็บ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่จะต้องงดอาหารอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นสามารถทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารประเภทโปรตีน และดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมาก

การทำ HI-EMT มีผลข้างเคียงหลังทำอย่างไร

การทำ HI-EMT ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ไม่รู้สึกเจ็บ ปวด ไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น เพียงแค่จะมีอาการเหนื่อยและเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นหลังทำ ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ เนื่องจากในการทำHI-EMTประมาณ 30 นาที จะเทียบเท่ากับการออกกำลังกายมาประมาณ 5-6 ชั่วโมง

ข้อสรุป

HI-EMTเป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล เป็นเทคโนโลยีที่สามารถกระชับสัดส่วน สร้างกล้ามเนื้อ ลดไขมันหน้าท้องและส่วนอื่นๆ ได้โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย ช่วยให้หุ่นสวย กระชับ สะดวกและปลอดภัย อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและคลินิกที่เชื่อถือได้เท่านั้น หากสนใจลดไขมัน กระชับสัดส่วนด้วย HI-EMTสามารถปรึกษาได้เลยค่ะ