5 วิธีปรับรูปหน้า

ปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ควรทำอะไรบ้าง มีกี่วิธี

อยากมีรูปหน้าเรียวสวย เซลฟี่มุมไหนก็เป๊ะปัง บอกเลยว่าไม่ยาก! จากที่เคยประสบกับปัญหา กรามใหญ่ หน้าบาน แก้มย้วย หมดความมั่นใจจนต้องปล่อยผมมาปิดหน้า แต่ในตอนนี้ทวงเอาความมั่นใจกลับคืนมาได้เลย เพราะเดี๋ยวนี้การ ปรับรูปหน้า ไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรมอีกต่อไป แต่จะปรับรูปหน้า ให้เรียวสวยได้อย่างไร? ควรทำอะไรบ้าง? และมีกี่วิธี? บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ที่ศัลยแพทย์มืออาชีพแนะนำ พร้อมมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับคุณ


การปรับรูปหน้าคืออะไร

การปรับรูปหน้า คือเทคนิคทางการแพทย์ประเภทหนึ่งที่ช่วยแก้ไขจึดบกพร้องบนใบหน้า เช่น ปัญหากรามใหญ่ กรอบหน้าไม่ชัด แก้มย้วย แก้มห้อย ใบหน้าทั้งสองข้างไม่เท่ากัน คางสั้น คางตัด ปัญหาเหล่านี้ล้วนลดทอนความมั่นใจบนใบหน้าให้กับใครหลาย ๆ คน โดยการปรับรูปหน้านั้นจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ใบหน้าสมดุล หน้าเรียว เป็นทรง V-Shape และการปรับรูปหน้าก็ยังมีให้เลือกหลายวิธีตามความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละปัญหา


การปรับรูปหน้าด้วยการร้อยไหม

การร้อยไหม คือ เทคนิคการปรับรูปหน้าโดยใช้ไหมละลายชนิดพิเศษ นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ ร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ยกกระชับใบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว ลดริ้วรอย รวมทั้งช่วยเสริมโหงวเฮ้ง การร้อยไหม จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีไขมันใต้ชั้นผิวหนังมาก ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียว และมีริ้วรอยไม่ลึกมากนัก 

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ช่วยปรับรูปหน้า หน้าเรียวสวยขึ้น เป็นทรง V-Shape ช่วยลดแก้ม ลดเหนียง ทำให้ใบหน้าสมดุลขึ้น
  • ช่วยยกกระชับผิว แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ทำให้ผิวเต่งตึง และใบหน้าดูอ่อนเยาว์
  • ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยร่องตื้น ช่วยเติมเต็มให้ผิวมีความเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้น
  • สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนทันทีหลังทำ
  • การร้อยไหม เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่ต้องพักฟื้นนาน

ข้อจำกัดของการร้อยไหม

  • การร้อยไหม อาจมีผลข้างเคียงหลังทำเล็กน้อย เช่น มีรอยเข็ม มีอาการบวม แดง ช้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน
  • อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างการทำ แต่สามารถทายาชาเพื่อลดอาการได้
  • ผลลัพธ์หลังจากการร้อยไหม ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร อย่างเต็มที่จะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้รวมถึงการดูแลตนเองหลังการทำ
  • การร้อยไหม จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแพทย์ไม่มีประสบการณ์มากพอ ก็อาจทำให้มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้
  • ค่าใช้จ่ายในการร้อยไหม จะค่อนข้างสูงกว่าการ ปรับรูปหน้า ด้วยหัตถการแบบอื่น ๆ เนื่องจากต้องใช้ความชำนาญการของแพทย์ในการร้อยไหม
ร้อยไหมยกกระชับ

การปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ

เครื่องยกกระชับหน้า คือ เทคโนโลยีความงามอันทันสมัย ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) หรือคลื่นวิทยุ (radiofrequency) เพื่อส่งพลังงานความร้อนไปสู่ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)  ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง โดย SMAS เป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ทำการดึงเพื่อปรับรูปหน้านั่นเอง

การส่งพลังงานความร้อนนี้ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ในชั้นผิว คอลลาเจนและอิลาสตินเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยคงสภาพความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผิวหน้ายกกระชับ ไร้ริ้วรอย ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียว  

ข้อดีของการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ 

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวหน้ายกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด 
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน ประมาณ 1-2  ปี
  • ปลอดภัย ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) 

ข้อจำกัดของการปรับรูปหน้าด้วยเครื่องยกกระชับ  

  • อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างการทำ แต่สามารถทายาชาเพื่อลดอาการเจ็บได้
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ 
  • ถึงจะผลลัพธ์ที่ยาวนาน แต่ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร
Hifu ยกกระชับ

การปรับรูปหน้าด้วยการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ คือ การนำสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ มาฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น แก้ไขริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก และปรับโหงวเฮ้งให้ดูดีขึ้น โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ฉีด และการดูแลรักษาหลังการฉีด

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการฉีด
  • ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาพักฟื้นน้อย
  • ปรับรูปหน้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มร่องลึก แก้ไขริ้วรอย หรือปรับรูปหน้าาให้ดูเรียว
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์
  • ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการผ่าตัดศัลยกรรม

ข้อจำกัดของการฉีดฟิลเลอร์

  • อาจมีอาการบวม แดง ช้ำ หลังการฉีด แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
  • ผลลัพธ์ไม่คงอยู่ถาวร ต้องมีการฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน
  • อาจมีก้อนแข็งใต้ผิวหนังหากแพทย์ฉีดฟิลเลอร์ไม่สม่ำเสมอ
  • หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญด้านนี้โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงที่เป็นตราย เช่น การติดเชื้อ การอุดตันของเส้นเลือด แพ้ฟิลเลอร์ ผลลัพธ์ไม่เป็นธรรมชาติ
ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า

การปรับรูปหน้าด้วยการใช้โบท็อกซ์

โบท็อกซ์ คือ สารโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum  มีคุณสมบัติช่วยคลายกล้ามเนื้อ แพทย์จึงนำมาใช้ในการปรับรูปหน้า โดยเฉพาะบริเวณกราม คิ้ว หน้าผาก และลดริ้วรอย

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาทำประมาณ 15-30 นาที
  • ปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ลดริ้วรอยบนใบหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา
  • ช่วยยกกระชับใบหน้า ลดความหย่อนคล้อย ให้หน้าดูอ่อนเยาว์

ข้อจำกัดของการฉีดโบท็อกซ์

  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ต้องฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์
  • อาจมีอาการบวม แดง ช้ำ หลังฉีด 
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคภูมิแพ้
  • ราคาค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับปริมาณยาและความเชี่ยวชาญของแพทย์
ฉีดโบกราม

การทำศัลยกรรมปรับรูปหน้า

การปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม หมายถึง การผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างใบหน้า แก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมความงาม โดยศัลยแพทย์จะประเมินรูปหน้าของผู้รับบริการ ออกแบบรูปหน้าใหม่ และเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม โดยเทคนิคที่นิยมใช้ในการปรับรูปหน้า ได้แก่  

  • การผ่าตัดเสริมคาง : ช่วยให้รูปหน้าดูเรียวยาว และมีมิติ  
  • การผ่าตัดโหนกแก้ม : ลดขนาดโหนกแก้ม ให้ใบหน้าดูเรียวเล็ก
  • การผ่าตัดตัดกราม : ปรับโครงสร้างกระดูกกราม ให้ใบหน้าดูเรียวเล็ก ใบหน้าเท่ากันทั้งสองข้าง 
  • การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า : แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์

ข้อดีของการปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม

  • ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น กรามใหญ่ คางสั้น โหนกแก้มสูง   
  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเสริมบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น 
  • ผลลัพธ์จากการผ่าตัดศัลยกรรม จะมีผลลัพธ์ถาวร ไม่ต้องเข้าบริการซ้ำ  
  • ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น

ข้อจำกัดของการปรับรูปหน้าด้วยการศัลยกรรม

  • การผ่าตัดศัลยกรรม มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
  • แม้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์จะทันสมัย แต่การผ่าตัดศัลยกรรมก็ยังคงมีความเสี่ยงมากกว่าการปรับรูปหน้าด้วยหัตถการ  
  • อาจเกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เช่น อาการบวม อาการช้ำ หรือแผลเป็น   
  • หลังจากการผ่าตัด  ผู้รับบริการต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะ เพื่อให้แผลหายสนิท

ข้อสรุป

อยากปรับรูปหน้าให้เรียวสวย กระชับ แต่ไม่รู้จะทำวิธีไหนดี บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณแล้ว ใครมีปัญหาแบบไหนก็สามารถเลือกตามความเหมาะสมได้เลย แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อที่จะได้พิจารณาแนวทางในการปรับรูปหน้าที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป


5 วิธีรักษาสิวไม่ให้เป็นอีก

 5 วิธีรักษาสิว ไม่ให้สิวกลับมาเป็นอีก

สิว ปัญหากวนใจของใครหลายคน เพราะหลังจากที่สิวหายแล้ว ก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นและความไม่มั่นใจไว้บนใบหน้าของเราอยู่เสมอ การรักษาสิวตั้งแต่ต้นตอและรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเป็นอีก บทความนี้เราจึงรวบรวม 5 วิธีรักษาสิวจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากทุกคน เตรียมตัวโบกมือลาสิว เผยผิวเรียบเนียน ไร้สิวกวนใจ!

  การเกิดสิวมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

เพราะปัญหาสิวนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน และในแต่ละวันเราต้องเผชิญกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามากระตุ้นทำให้สิวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยสาเหตุเหล่านั้น ได้แก่

  1. ฮอร์โมน : ฮอร์โมนแอนโดรเจนมีส่วนกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น จนเกิดการอุดตันในรูขุมขน ก่อให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น
  2. แบคทีเรีย : เมื่อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในรูขุมขนของมนุษย์ มีการเจริญเติบโตในรูขุมขนที่อุดตัน จะทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และเป็นสิวหนอง หรือสิวอักเสบได้
  3. การผลิตน้ำมัน : เมื่อต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ รวมถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เมื่อผสมกับน้ำมันและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็จะยิ่งอุดตันรูขุมขนมากยิ่งขึ้น
  4. พันธุกรรม : หากบุคคลในครอบครัว พ่อ แม่ มีปัญหาสิวอยู่แล้ว ก็ส่งผลให้ลูกเป็นสิวได้ง่ายกว่าคนทั่วไปได้
  5. อาหาร : อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์จากนม อาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้
  6. ความเครียด : ความเครียด เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อฮอร์โมนของมนุษย์ จึงทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
  7. ยา : การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ก็ทำให้เกิดสิวได้
  8. การดูแลผิว : การล้างหน้าไม่สะอาด เครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับผิว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเกิดสิวด้วยกันทั้งสิ้น

 การใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

เมโสหน้าใส คือ เป็นหนึ่งในวิธีรักษาสิว โดยการนำสารอาหารต่าง ๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน ฯลฯ ฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังบริเวณใบหน้า โดยสารเหล่านี้จะช่วย  

  • ยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน 
  • ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว 
  • ลดการอักเสบของสิว 
  • ควบคุมความมันบนใบหน้า 
  • เติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • ผลัดเซลล์ผิว 
  • ทำให้ผิวหน้าแลดูเรียบเนียน ไร้สิว ผิวกระจ่างใสขึ้น 

ข้อดีของการใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

  • เหมาะกับผู้ที่มีสิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวผด สิวเสี้ยน
  •  ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ 
  • ใช้เวลาในการทำไม่นาน 
  • ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวหน้าที่เรียบเนียน ไร้สิว ผิวกระจ่างใส
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ข้อจำกัดของการใช้เมโสหน้าใสรักษาสิว

  • อาจเกิดรอยเข็มหรือรอยช้ำหลังทำ  
  • อาจเกิดอาการแพ้ตัวยา 
  • ไม่สามารถรักษาสิวชนิดรุนแรงได้ 
  • ผลลัพธ์อาจใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ จึงจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

  การใช้เลเซอร์รักษาสิว

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การทำเลเซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาสิวที่ได้รับความนิยมสูงมาก โดยเลเซอร์รักษาสิวที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ Q-Switch Laser เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง สามารถปล่อยพลังงานความร้อนสูงในระยะเวลาอันสั้น ช่วยทำลายต่อมไขมัน ฆ่าเชื้อสิว บรรเทาอาการอักเสบ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว 

ข้อดีของการใช้เลเซอร์ Q-Switch Laser รักษาสิว

  • ช่วยลดสิวอักเสบ สิวอุดตัน รอยแดง รอยดำ จากสิว ได้อย่างรวดเร็ว 
  • เลเซอร์ Q-Switch Laser ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ว่ามีความปลอดภัยสูง 
  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังการรักษาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ 
  • ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน ช่วยควบคุมการเกิดสิวให้น้อยลง ผิวเรียบเนียน ไร้รอยสิว 
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบางแพ้ง่าย 

ข้อจำกัดของการใช้เลเซอร์ Q-Switch Laser รักษาสิว

  • ระหว่างการรักษาอาจรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย 
  • เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ควรทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง 
  • เลเซอร์รักษาสิว Q-Switch Laser ไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

  การรักษาสิวด้วยการกดสิว

การกดสิวคือการใช้เครื่องมือเฉพาะทาง กดเอาหัวสิวที่อุดตันออกมาจากรูขุมขน โดยผู้ทำการกดสิวจะต้องมีความรู้ความชำนาญ เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบหรือกดแรงเกินไปจนทำให้เกิดรอยแผลเป็น โดยทั่วไปการกดสิวจะใช้เวลาราว 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนสิวและความยากง่าย

ข้อดีของการกดสิว

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ช่วยกำจัดหัวสิวที่อุดตันออกไปทันที ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การกดสิวช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น
  • การกดสิวช่วยขจัดแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่

ข้อจำกัดของการกดสิว

  • หากกดสิวแรงเกินไป หรือทำโดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญ อาจทำให้เกิดรอยสิว รอยแผลเป็นได้
  • หากกดสิวไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการอักเสบของสิวมากขึ้น
  • การกดสิวไม่เหมาะกับผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย หรือมีสิวอักเสบรุนแรง

 การรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

วิธีรักษาสิวด้วยการฉีดสิว คือ การนำยาเข้าไปฉีดบริเวณสิวโดยตรง โดยยาที่ใช้จะมีส่วนผสมของ “คอร์ติโคสเตียรอยด์”  (Corticosteroid) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ บวมแดง ทำให้สิวยุบตัวเร็ว เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวซีสต์ขนาดใหญ่

ข้อดีของการรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

  • หลังจากการฉีด สิวอักเสบ สิวหัวหนอง จะยุบลงรวดเร็วภายใน  1-2  วัน 
  • การรักษาสิวด้วยวิธีการฉีดสิว จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องรอยสิว 
  • ยาที่ใช้ฉีดมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ช่วยลดอาการปวด บวม แดงของสิว 
  • เห็นผลลัพธ์ได้ภายใน 1-2 อาทิตย์ 
  • สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาน้อยในการรักษา

ข้อจำกัดของการรักษาสิวด้วยการฉีดสิว

  • การฉีดสิว ไม่เหมาะกับการฉีดสิวอุดตัน สิวเสี้ยน  สิวผด  
  • อาจต้องฉีดซ้ำ 2-4  อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว 
  • อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังบริเวณที่ฉีดบางลง หรือมีรอยบุ๋ม  
  • การฉีดสิวเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ  ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สิวจึงอาจกลับมาเกิดซ้ำได้

 รักษาสิวด้วยตัวเอง

หากใครที่มีปัญหาสิวที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็สามารถทำการรักษาด้วยตนเองได้ โดยวิธีรักษาสิวด้วยตนเองนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งได้แก่

  • การใช้ยาแต้มสิว : วิธีรักษาสิว ด้วยการใช้ ยาทาสิว หรือยาแต้มสิวนั้น เป็นวิธีที่หลายคนนิยมทำมากที่สุด เพราะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนและเป็นวิธีที่ง่าย อีกทั้ง ยาทาสิว ยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป สามารถแต้มสิวได้ 2 ชนิด คือ สิวอุดตัน และสิวอักเสบ โดยแบ่งกลุ่มยาออกตามชนิดของสิว คือ
  1. สิวอุดตัน : จะใช้ยา Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Retinoids ที่มีฤทธิ์ในการลดการอุดตันของรูขุมขน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
  2. สิวอักเสบ : จะใช้ยา Benzoyl peroxide, Antibiotics, Azelaic acid ที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบ
  • การผลัดเซลล์ผิว : การผลัดเซลล์ผิว คือ กระบวนการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปเพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใส underneath โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติอยู่แล้ว  แต่สำหรับคนที่มีปัญหาสิว เซลล์ผิวที่ตายแล้วอาจสะสมอยู่บนผิว ทำให้รูขุมขนอุดตัน เกิดการอักเสบ และเป็นสิวได้ โดยวิธีการผลัดเซลล์ผิวนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตัน  โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA หรือ Retinoid
  • การทานวิตามิน เช่น ซิงค์ : การทานวิตามินเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาสิวได้ ควบคู่กับการดูแลผิวอย่างถูกวิธี โดยวิตามินที่แนะนำ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), วิตามินเอ, วิตามินบี3, วิตามินอี และวิตามินซี มีส่วนช่วยในการควบคุมการผลิตน้ำมัน ลดการอักเสบ ทำให้ผิวชุ่มชื้น และลดรอยแดง รอยดำจากสิว
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดสิว : เช่น เครื่องสำอางหรือสกินแคร์บางชนิด ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำเกิดสิวอุดตันได้
  • การทานยาคุม : ยาคุมกำเนิดหลายชนิด ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน จึงอาจช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย ป้องกันไม่ให้ต่อมไขมันสร้างไขมันมากเกินไป ส่งผลทำให้สิวลดลง หรือไม่เกิดสิวใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม การทานยาคุมเพื่อลดสิวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เนื่องจากยาคุมแต่ละชนิดมีส่วนประกอบของฮอร์โมนที่แตกต่างกัน

 ข้อสรุป

ทั้งหมดนี้คือ 5 วิธีรักษาสิว ที่มีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเกิดขึ้นได้อีก เพียงเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิว หรือเข้าปรึกษากับแพทย์ผิวหนังโดยตรง เพื่อให้แพทย์ได้พิจารณาแนวทางการรักษาสิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรามากที่สุด

ก้นดำ ก้นลายเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร ให้ผิวกลับมาเนียนสวย

ก้นดำ ก้นลาย อีกหนึ่งปัญหาสุดหนักใจของสาว ๆ หลายคน ที่มักจะกังวลเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้ามากที่สุด เพราะเชื่อว่าในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนคงอยากจะไปว่ายน้ำ เล่นน้ำทะเล ซึ่งก็ต้องใส่ชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ และการที่มีปัญหาก้นดำหรือก้นลาย ก็ยิ่งทำให้ลดความมั่นใจ ไม่กล้าที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ 

แต่รู้หรือไม่ว่า ผิวบริเวณก้นของเรา ก็มีวิธีการฟื้นฟูให้กลับมาเนียนเด้งได้ดังเดิม บทความนี้จะพาคุณไปไขข้อข้องใจเกี่ยวกับสาเหตุของก้นดำ ก้นลาย พร้อมเผยวิธีการรักษาให้ผิวกลับมาเนียนสวยอย่างปลอดภัย

สาเหตุก้นดำ ก้นลายเกิดจากอะไร

 การเสียดสี

การเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเสื้อผ้า เช่น กางเกงชั้นใน กางเกงรัด ๆ หรือการนั่งเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน จึงมักจะละเลยในตรงนี้ไป เพราะเมื่อผิวของเรามีการเสียดสีกับเสื้อผ้าบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ผิวคล้ำลง ก้นดำ และมีความด้านมากกว่าผิวส่วนอื่น ๆ อีกด้วย

 กรรมพันธุ์

หากบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ ที่มีปัญหาก้นดำ ก้นลาย ก็สามารถส่งผลให้ลูกมีปัญหานี้ด้วยได้เช่นเดียวกัน และส่วนมากจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

 ความอับชื้น

การปล่อยให้กางเกงชั้นในมีการอับชื้นนาน ๆ เช่น สวมใส่เสื้อผ้าตอนยังเช็ดตัวไม่แห้งดี ก็จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย สุดท้ายก็จะส่งผลให้เกิดสิวที่ก้น และเมื่อเราเกาบริเวณนั้น จะทำให้ ก้นดำและก้นลายได้

 ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาที่เราก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางอย่างในร่างกายเราก็สามารถมองเห็นได้ชัด รวมถึงอาจมีรอยแตกที่บริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะบริเวณก้น ที่อาจจะพบรอยแตก ทำให้ก้นลาย ก้นดำได้

 แพ้ผ้าอนามัย

สำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจจะเคยพบปัญหาสิวที่ก้น เป็นตุ่มเล็ก ๆ รวมทั้งบริเวณขาหนีบและก้นมีรอยดำ ปัญหานี้อาจเกิดมาจากการแพ้ผ้าอนามัย ซึ่งมักจะเป็นผ้าอนามัยบางยี่ห้อที่เพิ่มกลิ่นหอม แต่บางคนแพ้น้ำหอมมาก หากใส่ไปแล้วก็จะทำให้เกิดอาการแพ้ และมีปัญหาสิวที่ก้นได้

 วิธีดูแลก้นดำ ก้นลายมีอะไรบ้าง

 ทาครีมบำรุง

วิธีดูแลที่ง่ายที่สุดและสามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน คือการทาครีมบำรุงก้น เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเรียบเนียน และปรับให้ก้นมีความกระจ่างใสขึ้น โดยเฉพาะครีมทาที่มีส่วนผสมของไฮโดรคิวโนน วิตามินซี AHA BHA ไนอาซินาไมด์ หรือกรดโคจิก จะช่วยลดเลือนรอยคล้ำและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ แต่วิธีนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาก้นดำหรือก้นลายไม่มากนัก และที่สำคัญ จะต้องทาหลังจากอาบน้ำเสร็จทันที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผิวเปิดรับการบำรุงมากที่สุด

การสครับผิว

การสครับผิวหรือการผลัดเซลล์ผิว เป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย ได้ เพราะการสครับผิวจะทำให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว หลุดลอกออกไปอย่างหมดจด เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียน โดยเลือกสครับที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA หากมีการสครับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะค่อย ๆ ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหยาบกร้านมาก

 ไม่ใส่ชุดชั้นในรัดรูปเกินไป

ชุดชั้นในที่ดี คือชุดชั้นในที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป โดยเฉพาะกางเกงใน หากเลือกขนาดที่เล็กหรือคับมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนก้นดำได้ โดยเฉพาะบริเวณขอบกางเกงในจะยิ่งเห็นได้ชัด เวลาใส่ชุดว่ายน้ำจะทำให้ไม่มั่นใจ ดังนั้น ควรเลือกขนาดชุดชั้นในที่พอดีตัวหรือใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้อาจจะไม่ค่อยชินในช่วงแรก แต่ก็สามารถป้องกันปัญหาก้นดำ ก้นลาย ในระยะยาวได้

ทานอาหารที่มีวิตามิน E,C

การบำรุงจากภายใน อย่างการทานวิตามิน อาหารเสริม หรือรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอี จะช่วยปรับผิวให้มีความสม่ำเสมอทั่วทั้งเรือนร่าง และที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาสิวที่ก้นได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลด้วยวิธีอื่น ๆ ไปพร้อมกัน จึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

 การใช้ผลิตภัณฑ์ออยล์

บอดี้ออยล์ เป็นอีกหนึ่งสกินแคร์บำรุงผิวกายที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวแห้งมากเป็นพิเศษ แต่นอกจากบอดี้ออยล์จะช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งแล้ว ยังนำมาใช้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย สิวที่ก้น ได้อีกด้วย จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ลดรอยแตก ความแห้งกร้าน แต่จะต้องใช้เวลา โดยทั่วไปแล้ว บอดี้ออยล์สามารถเลือกสูตรที่ชอบได้ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือจะเป็นบอดี้ออยล์ที่วางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปก็ได้เช่นกัน

 การใช้เบาะรองนั่ง

หากใครที่ต้องนั่งทำงานหรือนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ลองหาเบาะรองนั่งมาช่วยเสริมได้ เพราะการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ โดยเฉพาะบนเก้าอี้แข็ง ๆ จะยิ่งทำให้ก้นด้านมากยิ่งขึ้น และยังเป็นรอยคล้ำได้ง่ายมากกว่าเดิมอีกด้วย ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ แต่เป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดรอยคล้ำ รอยดำได้มากกว่าเดิม

 การทำเลเซอร์ลดรอยดำ

การทำเลเซอร์รักษาก้นดำ ก้นลาย และ สิวที่ก้น เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน โดยเครื่องเลเซอร์ที่มักจะมาใช้ในการเลเซอร์รอยดำ คือ เลเซอร์ PicoWay หรือ Long Pulse ND Yag เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีคลื่นความยาวสูง สามารถแก้ปัญหารอยคล้ำได้ดี ช่วยลดเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และหากทำอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถให้ผลลัพธ์อย่างถาวรได้

การรักษาก้นดำ ก้นลาย ใช้เวลานานแค่ไหน

สำหรับระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จากการดูแลก้นดำ ก้นลาย และ สิวที่ก้น นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเลือกใช้วิธีไหนในการรักษา หากเป็นการรักษาด้วยการสครับผิว ทาครีม ทาบอดี้ออยล์ ก็จะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน อยู่ที่ประมาณ 1-3 เดือน แต่หากพูดถึงวิธีที่ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ไวมากที่สุดคือการเลเซอร์รอยดำ เพราะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และหากทำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย หายไปในที่สุด

การดูแลตัวเองไม่ให้กลับมาก้นดำอีกมีอะไรบ้าง

  • เลือกสวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่มีขนาดที่เหมาะสม ไม่รัดแน่นจนเกินไป สามารถระบายอากาศและความอับชื้นได้ดี จะช่วยลดการเสียดสีและการเกิดผื่นคันได้
  • หมั่นทาครีมบำรุงและสครับผิวเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ปัญหา ก้นลายค่อย ๆ ดีขึ้น 
  • ทำความสะอาดบริเวณรอยพับ รอยดำ เป็นประจำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน
  • หลังอาบน้ำ หรือเข้าห้องน้ำเสร็จ ควรซับน้ำให้แห้งดีก่อนจึงค่อยสวมชุดชั้นใน เพราะอาจจะทำให้เกิดการอับชื้น และเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ส่งผลดีต่อผิวพรรณ
  • หากปัญหาก้นดำ ก้นลายไม่หายไป แนะนำให้เลือกวิธีรักษาด้วยการทำเลเซอร์รอยดำ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่สุด

ข้อสรุป

หากใครที่กำลังประสบปัญหาก้นดำ ก้นลาย หรือ สิวที่ก้น อยู่ ก็สามารถเลือกวิธีการดูแลและการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้ แรกเริ่มอาจจะใช้ครีมบำรุง สครับผิว ดูแลเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยตรงเพื่อเข้ารับการรักษาด้วยการทำเลเซอร์รอยดำ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาก้นดำ ก้นลาย ที่ให้ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ นอกจากนี้ การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดก้นดำ ก้นลาย และช่วยให้คุณมีผิวที่เนียนสวยอย่างมั่นใจมากขึ้น

สิวที่ก้นเกิดจากสาเหตุอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร

หากพูดถึงเรื่องสิว ๆ หลายคนก็มักจะนึกถึงสิวที่ใบหน้า สิวที่หลัง หรือที่หน้าอก แต่ยังมีอีกหนึ่งบริเวณที่สามารถเกิดสิวได้เช่นเดียวกันนั่นก็คือ “สิวที่ก้น” ที่เมื่อเราเอามือลูบไป จะมีสัมผัสคล้ายกับตุ่มสิวหรือผดเล็ก ๆ โดยสาเหตุหลักมักเกิดมาจากการอับชื้น ความสกปรกจากเสื้อผ้าหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งใครที่มีปัญหานี้อยู่ก็ไม่ต้องกัวลไป เพราะวันนี้เรามีวิธีการรักษาสิวที่ก้นอย่างตรงจุด พร้อมวิธีการป้องกัน แต่ก่อนอื่นเราไปดูสาเหตุ พร้อมทำความรู้จักกับสิวบริเวณก้นกันก่อนเลย

 สิวที่ก้นเกิดจากอะไร

เชื้อรา

เชื้อรา Pityrosporum ovale (P.ovale) เป็นเชื้อรายีสต์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของ Malassezia โดยเชื้อราชนิดนี้เกาะอยู่ตามผิวหนังของเรา หากบริเวณไหนที่มีการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป เชื้อราชนิดนี้ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวได้

แบคทีเรีย

สิวอักเสบ สามารถเกิดขึ้นที่ก้นได้ เนื่องจากแบคทีเรีย C.acnes ที่เป็นตัวกระตุ้นสิวอักเสบจะเกิดการรวมตัวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอกับสิ่งสกปรก ความอับชื้น ก็จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้นมาได้

ฮอร์โมน

อย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่จะตามมาคือการเกิดสิว แต่นอกจากสิวที่หน้าแล้ว สิวที่ก้นก็เป็นได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมักจะเป็น สิวอุดตัน สิวอักเสบ และหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ก้นลายได้

รูขุมขนอุดตัน

รูขุมขนอุดตัน คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิวที่ก้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิวอุดตัน โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น ฝุ่น น้ำมันบนผิว เข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขนนั่นเอง

การสวมชุดชั้นในรัด

การเลือกชุดชั้นในที่มีขนาดเล็กเกินไปจนรู้สึกรัด จะทำให้ผิวมีการเสียดสีมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้เป็นสิวผดได้ และนอกจากนี้ยังทำให้ก้นลาย ก้นดำ มีรอยคล้ำได้อีกด้วย

สิวที่ก้น

สิวที่ก้นที่มักพบได้บ่อยมีสิวแบบไหนบ้าง

 หลายคนอาจคิดว่า สิวที่ก้น มีแบบเดียว แต่จริง ๆ แล้วอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่

สิวผด

สิวผด เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายผื่นคัน แต่มีตุ่มสิวที่ชัดเจนกว่า สิวประเภทนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันหลาย ๆ จุด กระจายอยู่ใกล้กันเป็นวงกว้าง โดยปกติแล้วสิวผดมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น เกิดจากการแพ้ หรือระคายเคือง ซึ่งมักจะมีอาการคันร่วมด้วย

สิวหัวหนอง

สิวหนอง เป็นสิวที่มีหัวสิวให้เห็น มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ เห็นหนองสิวสีขาวหรือสีเหลือง สิวหนองจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับสิวอักเสบ จึงอาจมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อไปสัมผัสโดน

สิวอุดตัน

สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นหัวสิวแบบเปิด มีจุดสีดำเล็กๆ ตรงกลาง จึงมองเห็นได้ชัดกว่าสิวหัวขาว สามารถกดสิวออกได้ ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีรอยแดงรอบๆ

สิวหัวขาว

สิวหัวขาว เป็นสิวอุดตันประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ไม่มีหัว รอบสิวไม่มีรอยแดง จะสังเกตเห็นได้ยากกว่าสิวอุดตันทั่วไป จะต้องใช้มือลูบดูจึงจะเจอ โดยสิวหัวขาวนั้นสามารถพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้ จึงต้องรีบทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น

ปัญหาสิว

 วิธีการรักษาสิวที่ก้น

สิวที่ก้น สามารถรักษาให้หายได้ โดยการเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง โดยการรักษาสิวที่ก้น มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี ดังนี้

กดสิว

หากสิวที่ก้น เป็นสิวหัวขาว หรือสิวอุดตัน สามารถรักษาได้ด้วยการ กดสิว ออกมา ไม่รู้สึกเจ็บ แต่หลังจากกดสิวแล้วอาจทิ้งรอยไว้ ซึ่งจะทำให้ ก้นลาย ก้นดำ ได้ โดยการกดสิว จะต้องกดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากกดแบบผิดวิธีหรือกดออกมาไม่หมด ก็จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้นมาได้

การผลัดเซลล์ผิวที่ก้น

สามารถสครับผิวที่ก้นได้ด้วยการใช้ใยบวบขัดผิว ชุบน้ำเล็กน้อย แล้วขัดวน ๆ เพื่อทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป หรือผลัดเซลล์ด้วยการใช้ AHA, BHA อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้สิวอุดตันลดลง และยังช่วยแก้ปัญหา ก้นลาย ก้นดำ ได้อีกด้วย

การทายารักษาสิว

สิวที่ก้น สามารถใช้ยาทาในการรักษาได้ โดยยารักษาสิวที่ใช้จะต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชเท่านั้น ซึ่งตัวยาจะต้องมีส่วนผสมของ Glycolic acid, Benzoyl peroxide และ Antibiotics ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสิว และช่วยลดการอักเสบได้

การผลัดเซลล์ผิว

 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่ก้น

อาบน้ำล้างผิวบริเวณก้นให้สะอาด

ความสะอาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดแล้ว ควรทำความสะอาดบริเวณก้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียด้วย โดยใช้เพียงแค่ครีมอาบน้ำหรือสบู่รักษาสิวได้ เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ก็ควรเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมใส่เสื้อผ้า

หลีกเลี่ยงการโดนสารเคมีบางชนิด

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือครีมอาบน้ำบางประเภท อาจมีส่วนผสมของสารเคมี ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ร่วมอยู่ด้วย เช่น พาราเบน น้ำหอม สารกันเสีย หากใครที่มีผิวค่อนข้างแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะอาจจะทำให้เกิดสิวอักเสบได้

การทานยาคุม

หลายคนอาจกำลังทานยาคุมเพื่อช่วยลดสิวอยู่ เพราะยาคุมเป็นตัวช่วยในการควบคุมฮอร์โมนให้คงที่ แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากจะช่วยลดสิวแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสิวในอนาคตได้อีกด้วย

การสวมชุดชั้นในไม่ให้รัดแน่น

สวมใส่เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่มีขนาดที่เหมาะสม ไม่รัดแน่นจนเกินไป สามารถระบายอากาศและความอับชื้นได้ดี จะช่วยลดการเกิดผื่นคันและสิวที่ก้นได้

ข้อสรุป

หากใครที่กำลังประสบปัญหาสิวที่ก้น ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อีกทั้งยังสามารถรักษาให้หายขาดหรือดีขึ้นได้ เพียงแค่เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม พร้อมมีการป้องกันอย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้ก็เตรียมโบกมือลาเจ้าสิวตัวร้ายไปได้เลย

กดสิวแล้วสิวหายจริงไหม ช่วยเรื่องอะไรบ้าง หลังกดกี่วันหาย

เชื่อว่าปัญหาการเกิดสิว เป็นปัญหาหนักใจของทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยต่าง ๆ ทั้งวัยรุ่น,วัยทำงาน หรือจะมีอายุมากขึ้นเลยวัยกลางคนแล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะเกิดสิวได้จากปัจจัยภายในร่างกาย ทั้งเรื่องของฮอร์โมน ความเครียด พักผ่อน มีสภาวะร่างกายผิดปกติอยู่ช่วงมีประจำเดือน  หรือเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่นอากาศร้อน ฝุ่นละออง หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มน้ำอัดลง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดสิวขึ้นได้ โดยหลายคนมีคำถามคาใจ หากเป็นสิวจะทำการแก้ปัญหาด้วยการกดสิวจะดีไหม และมีผลอย่างไรทำให้เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นหรือไม่ โดยเราจะมาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกัน

 การกดสิวควรทำไหม ช่วยอะไร

การกดสิว เป็นการรักษาสิวด้วยการกดให้หัวสิวที่อุดตันอยู่ภายในผิวหนังของเรานั้นให้หลุดออกไป  การกดสิวจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิง เพราะหากไม่นำหัวสิวออกมาก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันหรือสิวอักเสบได้ในอนาคต ซึ่งก่อนที่เราจะทำการรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว เราจะต้องทำความเข้าใจในประเภทของสิวที่เกิดขึ้นก่อน ว่าสิวแบบใดที่สามารถรักษาด้วยวิธีการกดสิวแล้วได้ผลดี เพราะสิวบางประเภท ไม่ควรจะใช้วิธีการกดสิว เนื่องจากใช้วิธีนี้แล้วไม่ได้ผล แต่ควรใช้วิธีการอื่น ๆ รักษาเช่นการฉีดสิว การใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จึงจะเหมาะสมกว่าวิธีการกดสิว อีกทั้งยังทำให้ไม่เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นที่จะตามมาภายหลัง

กดสิว

สิวประเภทไหนที่กดไม่ได้

เมื่อเราไปรักษาสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ทางแพทย์ก็จะวิเคราะห์สิวที่เกิดขึ้นและเลือกวิธีการรักษาสิวที่เหมาะสม  สิวบางประเภทจะไม่ใช่วิธีการกดสิว อย่างเช่น สิวที่ไม่เห็นหัวสิว, สิวที่ภายในมีเลือดคั่ง ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงช้ำ หรือสิวที่เป็นตุ่มหนองขนาดใหญ่ ทางแพทย์จะเลือกที่จะรักษาสิวด้วยวิธีการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิว,ใช้ยาทาสิว หรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว จะเหมาะสมกับสิวประเภทดังกล่าวมากกว่าวิธีการกดสิวเพื่อรักษา

สิวที่ไม่ควรกด

สิวประเภทไหนที่กดออกได้

การรักษาสิวด้วยวิธีการกดสิว มักจะใช้กับสิวประเภทที่เกิดจากการอุดตันสะสมของน้ำมันบนใบหน้า ทำให้เซลล์ผิวหนังเก่าหมักหมมลงในรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิวที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่นสิวหัวดำและสิวหัวขาว  โดยสิวทั้ง 2 ประเภทนี้ เมื่อใช้วิธีการกดสิวจะไม่เกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้ หลังจากที่กดสิวไปแล้ว  อย่างไรตาม วิธีการกดสิวก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะต้องพิจารณาเพื่อการรักษาดังต่อไปนี้

สิวที่กดได้

ข้อดี – ข้อเสียของการกดสิว

ข้อดีของการรักษาสิวด้วยการกดสิวคือวิธีการนี้สามารถกำจัดหัวสิวที่อุดตันในผิวหนังได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาแบบอื่นๆทั้งการฉีดสิวการใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว เนื่องจากวิธีการดังกล่าวผู้ที่รักษาสิวอาจจะเกิดการเเพ้ยาหรือได้รับผลข้างเคียงการใช้ยาและเลเซอร์รักษาสิว ซึ่งส่งผลต่อผิวหนังทำให้ผิวแห้งตึง หรือส่งผลเสียต่อระบบเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นการกดสิวจึงถือเป็นวิธีการรักษาสิวที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกทั้งยังไม่เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาและสารเคมีนั่นเอง  โดยหากมีการกดสิวอย่างถูกวิธีแผลที่เกิดจากการกดสิวก็จะหายไปตามธรรมชาติภายในเวลา 2-3 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์  นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันไม่ให้มีปัญหาการเกิดสิวขึ้นใหม่ได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการกดสิว ก็มีข้อเสียที่จะต้องพิจารณาก่อนที่จะทำการรักษาด้วยวิธีการนี้ นั่นคือ

ข้อเสียของการกดสิว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบต่อผิวหนังได้ หากกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีหรือกดหัวสิวออกจากผิวหนังไม่หมดนอกจากนี้การกดสิวยังมีข้อเสียนั่นคืออาจทำให้เกิดรอยดำที่ผิวหนังทั้งนี้เนื่องจากการกดสิวอย่างไม่ถูกวิธีและไม่มีความสะอาดอย่างเพียงพอจะทำให้ยังมีร่องรอยดำหลงเหลือที่ผิวหนัง และหากกดหัวสิวไม่หมดก็อาจจะเกิดการอักเสบได้ในภายหลังที่ทำการรักษา

เมื่อเราพิจารณาจากข้อเสียของการกดสิวดังนั้นจึงควรใช้การกดสิวโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและไม่ควรจะทำการกดสิวด้วยตนเอง

ข้อสรุป

เราได้มาไขปัญหาคาใจเรื่องการกดสิวให้กระจ่างกันแล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิวที่เป็นปัญหาน่ารำคาญใจของใครหลายคน และเชื่อว่าปัญหาสิวก็จะเบาใจลงไป เมื่อเรามีการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกดสิว,การฉีดสิว,ใช้ยาทาสิวหรือการใช้เลเซอร์รักษาสิว แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันก็ดีกว่าการรักษาและแก้ไข หากเราไม่เป็นสิวก็จะดีกว่า โดยเราจะต้องรักษาความสะอาด หมั่นล้างหน้าบ่อย ๆ  ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ลดความเครียด ด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงอ รวมทั้งการรับประทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดสิว เพียงเท่านี้ เรื่องของปัญหาสิวก็จะเป็นปัญหาชิล ๆ ที่เราสามารถแก้ไขได้

10 วิธีรักษาสิว

10 วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองให้อยู่หมัด ต้องทำสิ่งนี้

หากพูดถึงปัญหาผิวที่พบได้บ่อยที่สุด คงหนีไม่พ้น “ปัญหาสิว” ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในช่วงวัยที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง มีโอกาสที่จะจะเกิดสิวได้มากที่สุด ซึ่งสิวนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ตั้งแต่เม็ดเล็กๆ ไปจนถึงสิวเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้หลายคนต้องเสียความมั่นใจจากการเป็นสิวกันไปมากมาย

เชื่อว่าผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวอยู่ ต่างก็ต้องเคยหาวิธีรักษาหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทาครีม ยารักษาสิว หรือทานวิตามิน แต่ก็ไม่สามารถกำจัดสิวออกไปได้อย่างถาวร อีกทั้งหากรักษาผิดวิธี หรือไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกกับผิว ก็จะยิ่งทำให้ผิวอักเสบมากกว่าเดิมได้ อีกทั้งยังทำให้หน้าแห้ง หน้าลอกตามมาอีกด้วย ดังนั้น ในบทความนี้เราจึงได้รวบรวม 10 วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองให้อยู่หมัด กำจัดสิวเรื้อรังให้หายขาด จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย

สิว (Acne) คืออะไร

สิว (Acne) เป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบของรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous glands) สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนใบหน้า คอ หลัง และหน้าอก เมื่อรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำงานผิดปกติ ก็จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันจนเกิดเป็นตุ่มนูนขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ “สิว” นั่นเอง อีกทั้งยังสามารถเกิดการอุดตันได้จากปัจจัยอื่นๆ เช่น เซลล์ผิวเก่า แบคทีเรีย หน้ามัน และสิ่งสกปรกต่างๆ นอกจากนี้ เนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดสิวยังสามารถเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้อีกด้วย

สิว

 การเกิดสิวมีสาเหตุมาจากอะไร

หากต้องการรักษาสิวอย่างถูกวิธีและอยู่หมัด เราจะต้องรู้ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวก่อนว่าเกิดมาจากอะไร จะได้สามารถรักษาสิวได้ตั้งแต่ต้นเหตุ โดยปกติแล้ว สาเหตุของการเกิดสิวนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ได้แก่

  • เกิดจากรูขุมขนกว้าง เพราะเมื่อรูขุมขนกว้างขึ้น สิ่งสกปรกต่างๆ ก็จะเข้าไปอุดตันได้ง่าย 
  • ผู้ที่มีสภาพผิวค่อนข้างมัน มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้ง่ายกว่าผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวปกติ เนื่องจากผิวมีการผลิตน้ำมันออกมามาก และน้ำมันบนผิวก็อาจจะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้
  • เกิดจากพันธุกรรม เพราะหากพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวมีสภาพผิวที่แพ้ง่ายหรือผิวมัน ก็จะถูกส่งต่อมาสู่ลูกหลาน ซึ่งถือเป็นสภาพผิวที่ก่อให้เกิดสิวได้ง่าย
  • เกิดจากแบคทีเรียชนิด P.acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวขึ้นมาได้
  • เมื่อผิวเกิดการเสียดสีบ่อย ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดสิวได้ เช่น การถูหรือขัดหน้าแรงๆ 
  • เกิดจากผิวที่มีการผลัดเซลล์ เมื่อเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา ก็มีโอกาสที่จะหลุดเข้าไปอุดตันในรูขุมขนของเราได้
  • เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมากเกินไป 
  • เกิดจากความเครียด เมื่อเรารู้สึกเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการผลิตน้ำมันบนใบหน้าจากต่อมไขมัน
  • เกิดจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิว หรือยาคุม ซึ่งจะมีผลต่อการหลั่งของฮอร์โมน กระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นมาได้

  ประเภทของสิวมีอะไรบ้าง มีการรักษาอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว ประเภทของสิวนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิวอักเสบ และสิวที่ไม่อักเสบ ซึ่งนอกจากจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันแล้ว ยังมีแนวทางในการรักษาที่ต่างกันออกไปอีกด้วย โดยทั้งสิวอักเสบและสิวไม่อักเสบนั้นมีวิธีการรักษา ดังนี้

 สิวอักเสบ

สิวอักเสบ (Inflammatory acne) เป็นสิวที่มีลักษณะบวม แดง เป็นตุ่มนูน มีทั้งแบบมีหัวและไม่มีหัว สิวอักเสบจะมีความรู้สึกเจ็บและปวดเมื่อไปสัมผัส โดยทั่วแล้วสิวอักเสบมักจะเกิดมาจากสิวอุดตันที่ไม่ได้กดออก อีกทั้งยังถูกกระตุ้นจนเกิดการอักเสบขึ้นมา เบื้องต้นแแล้วการรักษาสิวอักเสบ สามารถทำได้ด้วยการทายา Benzoyl peroxide ที่มีประสิทธิภาพในการลดแบคทีเรีย ทำให้ผิวอักเสบน้อยลง

นอกจากนี้ยังมีสิวอักเสบอีกหนึ่งประเภท ที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนที่มีขนาดใหญ่ เม็ดสิวแข็งเป็นไต ซึ่งเรียกว่า “สิวหัวช้าง (Acne conglobata)” มีสาเหตุการเกิดเหมือนกับสิวอักเสบทั่วไป เพียงแต่ว่ามีขนาดใหญ่มากกว่า จึงทำให้เกิดการอักเสบมากกว่า สำหรับสิวหัวช้างแนะนำให้รักษากับแพทย์ผิวหนังโดยตรง โดยส่วนมากแล้วแพทย์จะทำการฉีดยา Corticosteroids เบื้องต้น เพื่อให้สิวมีการยุบตัว

 สิวไม่อักอักเสบ

สิวไม่อักเสบ โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งได้ย่อยๆ ได้อีก 4 ประเภท ได้แก่ 

  1. สิวอุดตัน (Comedones) เป็นสิวที่เกิดการอุดตันตามรูขุมขน เกิดจากการที่รูขุมขนมีการเปิดกว้าง แล้วสิ่งสกปรกต่างๆ ก็เข้าไปสะสม เช่น ฝุ่น น้ำมัน หรือเครื่องสำอาง แต่ถ้ากดออก ด้วยวิธีการกดสิวที่ถูกวิธี ก็จะทำให้สิวยุบตัวลงได้
  2. สิวเม็ดข้าวสาร (Milia) เป็นสิวเม็ดสีขาว คล้ายกับเม็ดข้าวสาร มีขนาดเล็ก ซึ่งสิวประเถทนี้เกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อ หรือเป็นไขมันยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สิวเม็ดข้าวสารจะกดออกยากกว่าสิวอุดตัน หากกดเอง ก็จะทำให้เป็นรอยสิวได้ง่าย ดังนั้น วิธีรักษาที่ดีที่สุด คือการผลัดเซลล์ผิว
  3. สิวหิน (Syringoma) เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน มีขนาดเล็ก และแข็ง สามารถพบได้บริเวณรอบดวงตา สิวประเภทนี้เกิดมาจากเนื้องอกของท่อเหงื่อ โดยส่วนมากแล้วมักพบในผู้ที่อายุมาก วิธีรักษาสามารถทำได้ด้วยการเลเซอร์เปิดหัวสิว และกดสิวออกมา
  4. สิวผด (Acne aestivalis) เป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายกับผื่นคัน แต่เมื่อไปสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ถึงตุ่มนูน สาเหตุของการเกิดสิวผดนั้นส่วนมากแล้วมักจะเกิดจากมลภาวะ อากาศ หรือผิวเกิดการแพ้ ระคายเคือง มักจะเกิดบริเวณหน้าผาก หลัง และหน้าอก เพราะเป็นจุดที่เหงื่อออกง่าย โดยปกติแล้วสิวผดจะสามารถหายไปได้เอง แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิวผดขึ้นมาอีก
ความแตกต่างของสิว

  วิธีการรักษาสิว และป้องกันสิวด้วยตัวเอง

ส่วนใหญ่แล้วสิวมักจะเกิดจากการอุดตันของไขมันในรูขุมขนภายใต้ผิวหนังและถูกกระตุ้นด้วยเชื้อ P.acne จึงทำให้สิวปะทุขึ้นมา ดังนั้น การรักษาสิวจึงมีอยู่หลายวิธี ทั้งการใช้ยารักษาสิว การใช้วิธีทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ และที่สำคัญจะต้องมีป้องกันการเกิดสิวอย่างถูกวิธี โดยสามารถทำได้ 10 วิธี ได้แก่

  1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ล้างหน้าวันละสองครั้ง (เช้าและเย็น) ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง
  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยรักษาสิว เช่น
  • เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวและลดการอักเสบ
  • กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและลดการอุดตันของรูขุมขน
  • เรตินอยด์ (Retinoids) ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันของรูขุมขน
  1. การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมีทั้งแบบทาและแบบรับประทาน ได้แก่
  • ยาทาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน (Clindamycin) ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ยาปฏิชีวนะรับประทาน เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หรือมิโนไซคลิน (Minocycline) ใช้ในกรณีที่สิวมีการอักเสบอย่างรุนแรง
  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง ของทอด ของมัน และอาหารที่มีไขมันทรานส์ รวมถึงการจัดการความเครียด เพราะความเครียดสามารถทำให้ปัญหาสิวแย่ลงได้ สามารถแก้ได้ด้วยการหากิจกรรมสนุกๆ ทำ หรือการออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ เป็นต้น
  1. งดการบีบ แคะ แกะ เกา บริเวณที่เกิดสิว ไม่ควรสัมผัสหน้าบ่อย เพราะจะทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ เข้าสู่สิวได้ อีกทั้งหากผิวมีการเสียดสีบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้สิวเห่อและเพิ่มขึ้นได้
  1. รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนช่วยในการลดสิว อย่างอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสี (Zinc) เช่น เมล็ดทานตะวัน ไข่ แซลมอน อะโวคาโด ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้า และยังลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย
  1. ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายของเรา รวมถึงไขมันด้วย ช่วยทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น และยังทำให้เกิดสิวได้น้อยลง ที่สำคัญยังทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นอีกด้วย
  1. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนักๆ เพราะเครื่องสำอางอาจทำให้รูขุมขนอุดตัน ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีความบางเบาและไม่ทำให้ผิวมัน 
  1.  รักษาความสะอาดของสิ่งที่สัมผัสใบหน้าเป็นประจำ เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า และสิ่งอื่นๆ ที่สัมผัสผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
  1. รักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำเลเซอร์ ฉีดยาลดการอักเสบ การฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อสิว และการกดสิว
เลเซอร์รักษาสิว

 วิธีการรักษารอยสิว

ปัญหาหลังจากการรักษาสิวที่ตามมา มักจะยิ่งรักษายากมากกว่าสิว ซึ่งนั่นก็คือ “รอยสิว” และ “หลุมสิว” แต่ถ้าหากเรามีการรักษาทันทีหลังจากสิวหายโดยไม่ทิ้งให้เกิดรอยหรือหลุมสิวลึกจนเกินไป ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยทั่วไป การรักษารอยสิวและหลุมสิวสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การทาครีม/ทายาลดรอยสิว

การทาครีมหรือทายาลดรอยสิว เป็นวิธีการรักษารอยสิวที่ง่ายที่สุด สามารถลดได้ทั้งรอยดำและรอยแดง เนื่องจากมีสารสกัดหลักๆ ได้แก่ 

  • วิตามิน ซี ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส ลดเลือนรอยดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ฝ้า กระ ลดลง
  • เรตินอล เป็นกลุ่มอนุพันธ์วิตามิน เอ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ขาวกระจ่างใส และเรียบเนียน
  • AHA, BHA เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังช่วยละลายน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อีกด้วย
  1. การทำเลเซอร์รักษาหลุมสิว

การทำเลเซอร์ สามารถใช้รักษารอยสิวและหลุมสิวได้ โดยเฉพาะหลุมสิวที่รักษายาก ยิ่งเป็นหลุมสิวแบบ Ice pick scars การทาครีมหรือทายาอย่างเดียวก็ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่การเลเซอร์ เป็นการยิงพลังงานแสงที่มีความเร็วสูง ซึ่งช่วยสมานแผลได้ดี หากทำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้ดังเดิม

เลเซอร์หลุมสิว

 เป็นสิวควรฉีดสิวหรือกดสิวมากกว่ากัน

ปัจจุบันได้มี 2 วิธีรักษาสิวที่ได้รับความนิยมมาก คือ การฉีดสิวและการกดสิว แต่หลายคนสงสัยว่า วิธีไหนเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองมากกว่ากัน มาดูข้อเปรียบเทียบกันเลย

การฉีดสิว

  • เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวที่มีหัวชัดเจน
  • ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะหัวสิว และฉีดสารสกัดจากธรรมชาติหรือยาฆ่าเชื้อเข้าไป
  • ช่วยลดอาการอักเสบ สิวแห้งเร็ว 
  • อาจเกิดรอยแผลเป็นได้ หากกดไม่ถูกวิธี

การกดสิว

  • เหมาะกับสิวอุดตัน สิวหัวขาว สิวหัวดำ 
  • ใช้เครื่องมือเฉพาะทางกดสิวออกมา 
  • อาจเกิดการอักเสบ หรือรอยแดงชั่วคราว
  • ไม่เหมาะกับสิวอักเสบ สิวหัวหนอง 

การเลือกวิธีจัดการสิว ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสิวหรือการกดสิว ขึ้นอยู่กับชนิดของสิว สภาพผิว และความรุนแรงของอาการ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อวินิจฉัยปัญหาและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมจะดีที่สุด 

 วิธีการลดโอกาสการเกิดสิวควรทำอย่างไร

หากใครรักษาสิวจนหายแล้ว หรือกังวลว่าจะเกิดสิว ก็สามารถป้องกันได้ ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ไม่ว่าจะเป็นสิวประเภทใดก็ตาม โดยมีวิธีการป้องกัน ดังนี้

  1. ล้างหน้าให้สะอาด : ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด ด้วยการทำความสะอาดแบบ Double Cleansing คือ ใช้คลีนซิ่ง แล้วตามด้วยเจลล้างหน้า จะช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก จะช่วยลดการเกิดสิวได้ดี
  2. งดรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง : การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ถือเป็นข้อสำคัญมาก เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำมันมากเกินไป ส่งผลให้เกิดสิวได้ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย
  3. ซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนูเป็นประจำ : ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนู เรียกได้ว่าเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่เยอะมาก อีกทั้งยังต้องสัมผัสกับผิวหน้าของเราอยู่บ่อยๆ หากไม่มีการซักทำความสะอาดเลย ก็จะทำให้สิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าไปอุดตันในผิวได้

 ข้อสรุป

ถึงแม้ว่าสิว จะไม่ได้ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ แต่หากไม่มีการรักษาอย่างจริงจังหรือถูกวิธี ก็จะส่งผลให้เกิดสิวเรื้อรัง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ หากทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา ก็จะทำให้เกิดรอยสิวและหลุมสิวระดับรุนแรงได้ ก็จะยิ่งทำให้รักษายากยิ่งกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียดังกล่าว จึงควรรีบรักษาตั้งแต่ต้นตอของสาเหตุ จะช่วยทำให้ผิวกลับมาเนียนใส ไร้สิว และสุขภาพดีได้อีกครั้ง