รักษาสิวอักเสบ

รู้จักสิวอักเสบ พร้อมวิธีรักษาสิวอักเสบ แก้อย่างไรให้ตรงจุด

สิวอักเสบ บวมแดง ขึ้นทั้งบริเวณใบหน้า หลัง หน้าอก และไหล่  ใครที่กำลังมีปัญหานี้ยกมือขึ้น ทายาแต้มสิวยังไงก็ไม่หาย บีบออกไปแล้วก็ยังขึ้นมาใหม่ สาเหตุที่ใครหลายๆ คนรักษาสิวอักเสบอย่างไรก็ไม่หาย เป็นเพราะว่ารักษาผิดวิธี ใจร้อนจนเกินไป  

ก่อนที่จะรักษาสิวอักเสบจะต้องรู้ก่อนว่าต้นตอของการเกิดสิวของเรานั้นคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง สาเหตุการเกิดสิวของแต่ละบุคคลก็จะแตกต่างกันออกไป บทความนี้เรารวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ


 สิวอักเสบคืออะไร?

สิวอักเสบเป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดตุ่มแดง บวม และเจ็บ สิวอักเสบมักจะมีหนองอยู่ข้างในด้วย เป็นการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และความมันส่วนเกินบนใบหน้า มักชอบขึ้นบริเวณใบหน้า หลัง หน้าอก และไหล่

การรักษาสิวอักเสบนั้นจะต้องแยกประเภทการรักษาจากสิวทั่วไป สิวอักเสบสามารถแยกออกจากสิวที่ไม่อักเสบได้โดยการสังเกตหัวสิวว่ามีหนองหรือไม่ ถ้าหากมีหนองและมีอาการบวมแดง สัมผัสแล้วรู้สึกเจ็บปวด นั้นคืออาการของสิวอักเสบ แต่ถ้าหากไม่มีอาการเหล่านี้นั้นคือสิวทั่วไป

สิวอักเสบ

 สิวอักเสบเกิดจากอะไร?

สิวอักเสบเกิดจากการอักเสบ โดยจะเริ่มจากการอุดตันของรูขุมขนเล็กๆ ที่เรียกว่า “Microcomedo”  การอุดตันของสิวอักเสบเป็นการอุดตันที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่จะกลายเป็นสิวอักเสบขึ้นบริเวณผิวให้เห็น 

สาเหตุเกิดมาจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วและความมันที่สะสมอยู่ในรูขุมขน สะสมรวมกันเป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว สิ่งสกปรกในรูขุมขนสะสมรวมกันเป็นจำนวนมากจนปะทุออกมาบริเวณผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือดขาวจึงทำหน้าที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ทำให้เกิดรอยแดง บวม และระคายเคือง จนกลายเป็นสิวอักเสบ ที่มีเลือดคั่งและตุ่มหนอง จึงจำเป็นต้องหาวิธีรักษาสิวอักเสบให้ถูกต้อง


 สิวอักเสบที่แก้ม และคางเกิดจากอะไร

บริเวณที่สิวอักเสบชอบขึ้นรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายนั้นก็คือ บริเวณแก้มและคางแต่ถ้ามาวิเคราะห์ดีๆ ถึงสาเหตุที่สิวชอบขึ้นบริเวณนี้ มีปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • การใส่หน้ากากอนามัยนานจนเกินไป จนทำให้ผิวอับชื้น
  • ปอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนไม่สะอาด เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย
  • โทรศัพท์มือถือที่มีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ เนื่องจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือในทุกๆ วัน 
  • ชอบใช้มือที่สกปรกจับใบหน้าบ่อยๆ จนเกิดเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค
  • เช็ดเครื่องสำอางไม่สะอาด และทิ้งสารเคมีหรือสิ่งต่างๆ ไว้บนใบหน้า 
  • การมาของประจำเดือนก็ทำให้เกิดสิว เนื่องจากฮอร์โมนจะปรับระดับอย่างรวดเร็ว ทำให้หน้ามัน สิวอักเสบขึ้น
  • พันธุกรรมจากคนในครอบครัว เพราะหากคนในครอบครัวเคยมีประวัติการเป็นสิวอักเสบหรือสิวชนิดต่างๆ ก็จะส่งผลให้คนอื่นๆ ในครอบครัวมีโอกาสเป็นสิวได้ 
  • การบีบสิวก็เป็นอีกหนึุ่งปัจจัยสำคัญ เพราะหากใครที่มีสิวอุดตัน และบีบสิวบ่อยๆ จะทำให้สิวขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เป็นสิวธรรมดา แต่เมื่อไปจับ บีบ แดก ก็มีโอกาสจะทำให้สิวนั้นกลายเป็นสิวอักเสบได้ทันที
บริเวณที่เกิดสิวอักเสบ

 วิธีรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง

สิวอักเสบเป็นสิวที่เกิดจากการสิวอุดตัน เพราะฉะนั้นจะต้องรักษาสิวอักเสบ โดยเริ่มจากต้นตอการอุดตันของผิวเพื่อไม่ให้เป็นสิวอุดตันจนลุกลามมาเป็นสิวอักเสบ แต่ถ้าหากเป็นสิวอักเสบแล้ว ก็สามารถรักษาสิวอักเสบให้หายได้ด้วยตัวเอง ตามขั้นตอนดังนี้

 1. ห้ามบีบสิว

สิวอักเสบเป็นสิวที่ห้ามบีบด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้ยิ่งอักเสบมากยิ่งขึ้น ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลรักษา ถ้าหากต้องการจะรักษาสิวอักเสบแบบเร่งด่วน เพราะฉะนั้นระหว่างที่เป็นสิวอักเสบควรงดบีบ แคะ แกะ และเกา

 2. พักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนดึกจะทำให้ร่างกายของเรานั้นเกิดความเครียด มีเวลาฟื้นฟูสภาพผิวน้อยลง การรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเองของระบบผิวหนังจึงจะช้าลงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ส่งผลให้หน้ามัน รูขุมขนขยายกว้าง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวเห่อ สิวอักเสบอีกด้วย

 3. งดทานของทอดของมัน

ช่วงที่กำลังรักษาสิวอักเสบควรงดรับประทานของทอด ของมัน เพราะความมันจากอาหารจะไปสะสมในร่างกายและปะทุออกมาตามผิวหนัง ทำให้ใบหน้ามันและไปอุดตันรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอักเสบ

 4. ล้างหน้าให้สะอาด

ควรล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งตั้งแต่การเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้า ถึงแม้จะไม่แต่งหน้าก็ควรเช็คเพื่อเอาครีมกันแดด สิ่งสกปรกและมลพิษที่เจอมาทั้งวันออกจากรูขุมขน จากนั้นก็ล้างหน้าให้สะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีความอ่อนโยนต่อผิว ล้างแล้วหน้าไม่แห้งตึงจนเกินไปเพื่อรักษาสมดุลความมันบนใบหน้า

 5. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลต่อการรักษาสิวเป็นอย่างมากเพราะจะทำให้ผิวอ่อนแอ ยากต่อการฟื้นฟู รักษาสิวอักเสบยังไงก็ไม่หายจนกลายเป็นสิวเรื้อรัง

 6. ใช้ยาแต้มสิวที่เหมาะสม 

ยาแต้มสิวเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สำคัญในการรักษาสิวอักเสบ ซึ่งสามารถปรึกษากับเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ เพื่อที่จะได้ทราบชนิดของยา วิธีการใช้ และปริมาณที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม

จากวิธีการข้างต้นเป็นวิธีการรักษาสิวอักเสบด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากใครลองแล้วยังไม่หายควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานเกินไป จะเกิดเป็นสิวอักเสบเรื้อรัง รักษายากและหายยากอีกด้วย

วิธีการรักษาสิวอักเสบเบื้องต้น

 การรักษาสิวอักเสบทางการแพทย์

นอกจากวิธีรักษาสิวอักเสบในเบื้องต้นแล้ว ยังสามารถรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างดีที่สุดได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

 ยาทาเฉพาะจุด 

บริเวณที่เกิดสิวจะแตกต่างกันออกไป บางบุคคลพบว่ามีสิวบริเวณแก้ม คาง หรือหน้าผาก ดังนั้นหนึ่งในวิธีที่รักษาสิวอาจจะต้องใช้ยาทาเฉพาะจุด โดยตัวยาอาจจะเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 

วิธีง่ายๆ คือ ทาทิ้งไว้ 5-10 นาที จะช่วยรักษาสิวอุดตันและลดการอักเสบของสิวได้ เพียงแต่เมื่อเริ่มทายาแล้วจะต้องทาในยาทาในปริมาณที่น้อยกว่าปกติและทาบางๆ ก่อน

 การกินยารักษาสิว

หากทายาเฉพาะจุดแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจจะต้องทานยาร่วมด้วย โดยอาจจะทานกลุ่มยาปฏิชีวนะหรือยาในกลุ่มวิตามินเอ โดยปริมาณยา จำนวน หรือลักษระการทานนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากตัวยาอาจจะส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย 

 การกดสิว

วิธีนี้จะใช้สำหรับการขจัดสิวอุดตันเป็นส่วนใหญ่ แต่หากเป็นสิวอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ร่วมด้วย เพื่อให้สิวที่อักเสบยุบลงก่อน

 การรักษาสิวด้วยเลเซอร์

หากรักษาสิวอักเสบด้วยวิธีปกติและอาการเร่ิมดีขึ้นแล้ว อาจจะใช้วิธีการเลเซอร์เพื่อลดริ้วรอย และรอยดำ โดยใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีความถี่ในการทำลายเม็ดสัเมลานิน บริเวณชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ ก่อนจะทำปฏิกิริยาตามกลไกการทำงานของร่างกาย รอยสิวจึงจะจางลง โดยผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้นหากทำไปแล้ว 3 ครั้ง

กดสิว

 เป็นสิวอักเสบแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ

วิธีการประเมินตัวเองเบื้องต้นว่าเป็นสิวอักเสบแค่ไหนถึงจะควรไปหาหมอ ถ้าหากเป็นสิวอักเสบ 1-4 เม็ดในเวลาเดียวกันสามารถรักษาได้ด้วยตัวเองตามวิธีข้างต้น แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นสามารถไปพบแพทย์ได้ แต่ถ้าหากมีสิวอักเสบบนใบหน้าตั้งแต่ 4 เม็ดขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการที่จะเกิดเป็นสิวอักเสบเรื้อรังในอนาคต

รีวิวรักษาสิว
รักษาสิวผด
รักษารอยดำจากสิว

 สรุป

สิวอักเสบเป็นปัญหาทุกข์ร้อนใจที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ เพียงแค่ลองรักษาสิวอักเสบด้วยวิเบื้องต้น แต่หากลองรักษาทุกทางแล้วก็ยังไม่หายสักที เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบของตัวเองนั้นคืออะไร ก็อาจจะลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาตนตอของสิว 

โดยสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ Aya Clinic ได้ทันที เพราะที่นี่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำวิธีการรักษาสิวอักเสบและบอกถึงต้นตอสาเหตุของการเกิดสิวของแต่ละบุคคล พร้อมช่วยรักษาสิวอักเสบให้หายได้อย่างเร่งด่วน โดยการแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 จองคิวล่วงหน้าได้ทันที


เอกสารอ้างอิง

Cleveland Clinic. (2022). Inflammatory Acne. Retrieve from https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22765-inflammatory-acne 

Q-switch laser

Q-switch laser คืออะไร? แก้ปัญหาเรื่องสีผิวได้จริงหรือ?

การทำเลเซอร์หน้าใสเป็นวิธีรักษาสิวที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาสิวกวนใจ  ซึ่งการทำเลเซอร์หน้าใสมีหลายประเภทให้เลือกทำขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของเรา แต่วิธีที่นิยม มีความปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ดี คงหนีไม่พ้น Q-Switch laser

ว่าแต่ Q-Switch laser คืออะไร Q-Switch laser มีกี่แบบ Q-Switch laser ทำได้บ่อยแค่ไหน ทำ Q-Switch laser เจ็บไหม มีผลข้างเคียงหรือเปล่า แล้ว Q-Switch laser ราคาเท่าไร ทำที่ไหนดี เราไปทำความรู้จักกับ Q-Switch laser จากบทความนี้กันค่ะ


Q-Switch laser คืออะไร

Q-Switch laser คือ การทำหน้าใสด้วยพลังงานคลื่นแสงระยะสั้นที่มีความเข้มสูง โดยจะยิงคลื่นแสงเข้าสู่เซลล์ผิวหน้า เพื่อทำลายการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หน้าแลดูกระจ่างใส ไร้ความหมองคล้ำ และกระชับเรียบเนียน ซึ่ง Q-Switch laser จะปล่อยคลื่นแสงออกมา 2 ชนิด ได้แก่

1. Q-Switch laser ที่มีความยาวคลื่นแสง 532 นาโนเมตร

คลื่นแสงชนิดนี้จะทะลุเข้ามายังผิวหนังชั้นตื้น โดยทำหน้าที่ดูซับเม็ดสีและจับเม็ดเลือดแดง เหมาะสำหรับการลบรอยแดง ปานแดง กระ ฝ้าแดด รวมถึงรอยสักสีแดงและปานแดงด้วย

2. Q-Switch laser ที่มีความยาวคลื่นแสง 1,064 นาโนเมตร

Q-Switch laser ที่มีความยาวคลื่นแสง 1,064 นาโนเมตร เป็นคลื่นแสงที่ทะลุเข้ามายังผิวหนังชั้นลึก เหมาะสำหรับการลบรอยดำ กระลึก รอยสัก หรือแผลเป็น ดังนั้นเมื่อคลื่นแสงทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน ก็จะทำให้แก้ปัญหาจุดด่างดำหรือรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส เรียบเนียน และไม่หมองคล้ำ

นอกจากวิธีทำหน้าใสด้วย Q-Switch laser แล้ว ยังมีวิธีเลเซอร์หน้าใสที่คล้ายกัน คือ Fractional Co2 Laser ซึ่งเป็นการยิงจุดคลื่นแสงขนาด 10,600 นาโนเมตร ช่วยในเรื่องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดเรือนริ้วรอย โดยเลเซอร์ของ Co2 จะยิงกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนและสีผิวเสมอกันมากขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง Q-Switch laser กับ Fractional Co2 Laser คือ หลังทำ Co2 ผิวจะบางและไวต่อแสงแดดในช่วงที่ตกสะเก็ด จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องทำงานกลางแดด หรือต้องออกกลางแจ้งตลอดเวลา ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้รักษา

หลักการทำงาน Q-switch laser

Q-Switch laser มีกี่แบบ

Q-Switch laser คือ การทำเลเซอร์ที่มีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทจะต่างกันที่ความยาวของคลื่นแสง และสีที่แสงสามารถดูดซับได้ต่างกัน ซึ่งความสามารถในการดูดซับสีที่ต่างกันจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน โดยประเภทของ Q-Switch laser ที่นิยมนำมาใช้มี 3 ชนิด ได้แก่

1. Nd: YAG laser

เป็นชนิดที่มีคลื่นความถี่ดูดซับสีดำ สีน้ำเงิน สีแดง และสีส้ม เหมาะสำหรับการลบรอยดำที่เกิดจากสิว แสงแดง รอยไหม้ รอยแดง ฝ้า และจุดด่างดำ

2. Ruby laser

เป็นชนิดที่มีคลื่นความถี่ดูดซับสีดำ สีน้ำเงิน และเขียว เหมาะสำหรับใช้ลบกระลึก ปานดำ และรอยสัก

3. Alexandrite laser

เป็นชนิดที่มีคลื่นความถี่ดูดซับสีดำ สีน้ำเงิน และเขียว เช่นเดียวกับ Ruby laser แต่เหมาะสำหรับการกำจัดขน ไม่ว่าจะเป็นขนรักแร้ ขนแขน ขนขา และหนวดเครา

Q-Switch laser มีกี่แบบ

Q-Switch laser ทำได้บ่อยแค่ไหน เหมาะกับใครบ้าง

ประสิทธิภาพของการทำ Q-Switch laser จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นถึง 80% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ซึ่งก็จะเกิดคำถามที่ว่า ต้องทำ Q-Switch laser บ่อยแค่ไหน คำตอบคือ โดยทั่วไปต้องทำซ้ำ 3-6 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย 

การทำ Q-Switch laser เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลบรอยแดง รอยดำจากสิว จุดด่างดำ กระ ฝ้าแดด หรือต้องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้กับทุกคนและทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม การทำ Q-Switch laser มีข้อควรระวัง คือ ไม่เหมาะกับคนที่มีสิวอักเสบ เพราะจะทำให้เกิดอาการอักเสบยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบควรรักษาสิวให้หายก่อน แล้วค่อยรักษาหน้าใสด้วยเลเซอร์ต่อ


ผลข้างเคียงของ Q-Switch laser

หลังทำ Q-switch laser มักจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ แต่อาจมีอาการแสบร้อนบริเวณผิวที่ทำบ้าง ซึ่งอาการแสบจะหายไปเองภายใน 30-60 นาที หากถามว่าขณะที่ทำ Q-switch laser เจ็บไหม ต้องบอกได้เลยว่าเจ็บเล็กน้อย เพราะถ้าไม่เจ็บเลยอาจหมายความว่าไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม ก่อนทำ Q-Switch laser แพทย์จะทายาชาหรือเป่าเย็นให้เพื่อลดอาการเจ็บ ทั้งนี้การทำ Q-Switch laser ไม่ส่งผลกระทบหรือทำลายผิวหนังบริเวณใกล้เคียง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าผิวจะไหม้

ผลข้างเคียงของ Q-Switch laser

Q-Switch laser ราคาเท่าไร

การทำ Q-Switch laser ราคาจะเริ่มต้นอยู่ที่ 1,000 บาทต่อครั้ง โดยราคารวมต่อคอร์สทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาและจำนวนช็อตที่ยิง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาตามสภาพผิวหน้าของเรา ทั้งนี้ ราคายังขึ้นอยู่กับโปรโมชันของทางสถาบันความงามอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ควรเลือกทำ Q-Switch laser กับสถาบันความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และผ่านการรับรอง ซึ่งหากใครสนใจทาง Aya Clinic มีโปรแกรม Absolute white laser ทำหน้าใสด้วย  Q-switched Nd: YAG laser เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและดูแลตลอดการรักษา


ข้อสรุป

Q-Switch laser คือ การใช้คลื่นแสงระยะสั้นรักษาความผิดปกติของเม็ดสี ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ฝ้า กระ เหมาะสำหรับทุกคนและทุกวัย เพราะปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง  

สำหรับใครที่สนใจทำหน้าใสด้วย Q-Switch laser ทาง Aya Clinic เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและดูแลเองตลอดขั้นตอนการรักษา รับรองว่าคลินิกของเราได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง และใช้เครื่องมีที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันที

review รักษาฝ้า
review รักษาจุดด่างดำ
review รักษารอยดำจากสิว

เอกสารอ้างอิง

Julie Scott. (2022). How Q-Switched Lasers Are Used. Retrieve from 

https://www.verywellhealth.com/q-switched-laser-definition-2710168

M.K. Trivedi BS, BA, F.C. Yang MD, B.K. Cho MD, PhDd. (2017). A review of laser and light therapy in melasma. Retrieve from https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352647517300047#!

หน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี

หน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี? วิธีแก้หน้าหมองคล้ำเร่งด่วนที่ไหนคุ้มค่า

ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายปัญหาหน้าหมองคล้ำ เป็นจุดด่างดำอันเกิดจากปัญหาสิว ทั้งยังมีฝ้า กระ ที่ดูเด่นชัดขึ้นทุกวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจมีผลมาจากปัจจัยหลายๆ ซึ่งแม้ว่าจะทาครีมหรือบำรุงผิวแค่ไหนปัญหาใบหน้าหมองคล้ำก็ยังคงอยู่ 

บทความนี้เราจึงจะพาคุณไปหาคำตอบว่าหน้าหมองคล้ำควรใช้อะไรดี อยากแก้หน้าหมองคล้ำแบบเร่งด่วนต้องทำที่ไหน ทำหน้าใสราคาเท่าไร ทำให้หน้าหายหมองคล้ำด้วยตัวเองได้ไหม ตลอดจนทำให้หายหมองคล้ำด้วยวิธีทางการแพทย์ดีจริงหรือ 


ปัญหาหน้าหมองคล้ำเกิดจากอะไร

หน้าหมองคล้ำเกิดจากหลายปัจจัย ก่อนจะไปหาวิธีว่าหน้าหมองคล้ำควรใช้อะไรดี ก็ควรที่จะรู้ถึงสาเหตุว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันอะไรบ้างที่ส่งผลให้ผิวหน้าหมองคล้ำ ยกตัวอย่างเช่น

แสงแดดและฝุ่นควัน

รังสียูวีจากแดดจ้าจะทำให้อีลาสติน (Elastin) ซึ่งมีหน้าที่ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสดใส เกิดความกระชับเต่งตึงถูกทำลายลง เป็นผลให้ผิวหนังของเราเหี่ยวย่นหมองคล้ำ 

นอกจากนี้ฝุ่นควันในอากาศที่หน้าเราต้องปะทะอยู่ทุกวัน หากล้างออกไม่สะอาด ก็อาจเข้าไปอุดตันรูขุมขน ทำให้หน้าเกิดสิวไม่เนียนใสได้

ความเครียด

ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ขึ้นมาเมื่อเกิดความเครียดหรือมีความเครียดสะสม ซึ่งฮอร์โมนนี้ช่วยกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมา ทำให้ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ส่งผลให้หน้าแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น 

นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวน เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย การทำงานของหัวใจ สมอง ปอด ตับ เป็นต้น เป็นผลให้ผิวหน้าดูอิดโรย เกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส

นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

ชณะที่เรานอนหลับ ร่างกายจะผลิต Growth Hormone ขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมร่างกาย ทำให้ผิวหน้ากระชับไม่เหี่ยวย่นหย่อนคล้อย หากเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ Growth hormone ผลิตได้น้อยลง ทำให้ผิวหน้าเกิดล่องลึก เหี่ยวย่น และเกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำในที่สุด

การขาดน้ำ

ผิวหน้าที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยงจะทำให้หน้าดูอ่อนล้าและเกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำไม่สดใส เหตุเกิดจากผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยลึกได้

อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่อร่างกายผ่านการใช้งานมานาน หลายส่วนก็เริ่มเสียหายและเสื่อมสภาพลง ซึ่งผิวหน้าเป็นจุดแรก ๆ ที่สังเกตเห็นได้ชัด คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจึงเริ่มมีรอยเหี่ยวย่น ผิวแห้งกร้าน และเกิดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ หากไม่ดูแลผิวหน้าเท่าที่ควรก็อาจทำให้หน้าดูแก่กว่าวัยได้

แสงแดดและฝุ่นควัน

หน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี วิธีทำหน้าใสด้วยตนเอง

หลายคนคงสงสัยว่า หากหน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี เพราะผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าทั้งหลายล้วนบอกว่ามีสรรพคุณดูแลผิวพรรณให้กระจ่างใสกันทั้งนั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ววิธีทำให้หน้าหายหมองคล้ำสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะทำให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่เสียหายไป รวมถึงซ่อมแซมเซลล์ผิวหน้าของเราด้วย การนอนพักผ่อนเพียงพอจึงทำให้ผิวหน้าแลดูสดใสไม่หมองคล้ำ

2. หลีกเลี่ยงแสงแดง ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

ประเทศไทยเป็นเมืองแดดแรง และแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาหน้าหมองคล้ำ ดังนั้นเวลาออกข้างนอกควรพกร่มที่กันรังสียูวี ทาครีมกันแดดที่มีฤทธิ์ปกป้องทั้งรังสี UVA และ รังสี UVB โดยทาให้ทั่วบริเวณใบหน้าและบริเวณลำคอ

3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยลดสิว

ควรรับประทานผักผลไม้ที่ให้วิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามิน C เพราะเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผิวกระจ่างใสไม่หมองคล้ำอีกด้วย 

4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น คนผิวหน้าแห้งขาดน้ำ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น อย่างเซรัม น้ำตบ หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าเหล่านี้ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลได้ดี

5. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว

การมาส์กหน้าหรือทำสครับผิวหน้าจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทั้งยังช่วยขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขน ทำให้หน้าดูกระจ่างใสไม่หมองคล้ำ และยังเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหน้าอีกด้วย

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว

ทำหน้าใสด้วยวิธีทางการแพทย์

หากวิธีทำให้หน้าหายหมองคล้ำด้วยตัวเองไม่ได้ผล เทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยคุณได้ วิธีทำให้หน้าหายหมองคล้ำทางการแพทย์ เป็นวิธีแก้ไขหน้าหมองคล้ำใช้อะไรดีแบบแร่งด่วน ได้แก่

1. การทำเลเซอร์ผิวหน้า

การทำเลเซอร์ผิวหน้า คือ การยิงคลื่นแสงที่มีความเข้มข้นสูงเข้าสู่เซลล์ผิวหน้า เพื่อกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินผลัดเซลล์ได้เร็วขึ้น ทำให้ผิวดูกระจ่างใสอยู่เสมอ 

วิธีนี้ใช้แก้ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีฝ้า กระ รอยสิว รวมถึงริ้วรอย ความหย่อนคล้อยด้วย เลเซอร์ผิวหน้ามีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคน 

ประเภทของเลเซอร์หน้าใสที่ได้รับความนิยม คือ Q-Switch Laser เพราะมีความปลอดภัย ไม่ทำลายผิวหนังบริเวณใกล้เคียง และเป็นกลุ่มเลเซอร์ที่ใช้รักษาความผิดปกติของเม็ดสี

2. ฉีดเมโสหน้าใส

รักษาหน้าหมองคล้ำด้วยวิธีเมโสเทราพี (Mesotherapy) คือ การฉีดวิตามินเข้าไปยังชั้นเซลล์ผิว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทั้งยังช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้หน้ากระจ่างใสไม่หมองคล้ำ รวมถึงช่วยยกกระชับใบหน้าให้เนียนสวยไม่หย่อนคล้อย 

ทั้งนี้ วิตามินที่นิยมใช้ฉีดเพื่อรักษาผิวหน้าหมองคล้ำ ได้แก่ วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C วิตามิน E Collagen และ Glutathione ซึ่งข้อดีของการฉีดเมโสหน้าใส คือ เหล่าวิตามินที่ฉีดเข้าไปจะช่วยบำรุงและยับยั้งไม่ให้เซลล์สร้างเม็ดสีดำเพิ่มขึ้น ทำให้หน้ากระจ่างใส ชุ่มชื้น และอ่อนเยาว์

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ต้องการทำให้หน้าหายหมองคล้ำแบบเร่งด่วนจะนิยมใช้สองวิธีนี้ควบคู่กัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะการทำเลเซอร์ผิวหน้าจะช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำด้วยการทำลายเม็ดสีเมลานิน ส่วนการฉีดเมโสจะเป็นวิธีรักษาที่ช่วยบำรุงผิวหน้าให้กระจ่างใสสุขภาพดี 

ทั้งสองวิธีไม่เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบ เพราะจะทำให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรรักษาสิวอักเสบให้หายดี ก่อนเข้ารับการรักษาผิวหน้าหมองคล้ำ

ฉีดเมโสหน้าใส

ทำหน้าใสราคาเท่าไหร่

เมื่อทราบแล้วว่าหน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี การทำเลเซอร์หน้าใสก็เป็นหนึ่งตัวเลือก โดยราคาขึ้นอยู่กับชนิดของเลเซอร์ที่ใช้และจำนวนจุดบนผิวหน้าที่ต้องการรักษา โดยปกติ Q-Switch laser จะเริ่มต้นที่ 1,000-3,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งจำนวนครั้งที่รักษาก็ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคน ทั้งนี้ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามโปรโมชันของสถาบันความงามนั้น ๆ 

ส่วนการฉีดเมโสหน้าใส ราคาเริ่มต้นที่ 2,500-3,500 บาทต่อครั้ง โดยจำนวนครั้งที่ฉีดขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวหน้าของแต่ละคน  รวมถึงราคาเริ่มต้นยังขึ้นอยู่กับสูตรและยี่ห้อของเมโสที่ใช้ฉีดอีกด้วย


ทำหน้าใสที่ไหนดี

ก่อนเลือกว่าจะทำหน้าใสที่ไหนดี เราควรรู้ถึงปัญหาที่เกิดกับผิวหน้าก่อน และเลือกแก้ไขให้ตรงจุดตามวิธีว่าหน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี โดยการเลือกสถาบันความงามเพื่อทำหน้าเลเซอร์ผิวหน้าและการทำเมโสหน้าใสนั้น ควรเลือกที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง รวมถึงใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ทั้งยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล 


ข้อสรุป

ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำเกิดจากสภาพแวดล้อมและกิจวัตรประจำวันที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคำถามที่ว่าหน้าหมองคล้ำใช้อะไรดี  คำตอบคือมีวิธีทำหน้าให้หายหมองคล้ำที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองและวิธีทางการแพทย์ 

หากใครอยากแก้ไขหน้าหมองคล้ำแบบเร่งด่วน ทั้งการทำเลเซอร์ผิวหน้าและการฉีดเมโสหน้าใส ส่วนทำหน้าใสราคาเท่าไหร่ หรือทำหน้าใสที่ไหนดี Aya Clinic มีคำตอบให้คุณ สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ


เอกสารอ้างอิง

Paige stables and Alexis Rhiannon. (2021). Causes of Dull, Tired Skin and How to Brighten it for 

Good. Retrieve from https://www.goodhousekeeping.com/beauty/anti-aging/a36993/dull-skin-causes/ 

Tavishi Dogra. (2021). Mesotherapy For Facial Skin Rejuvenation: Procedure, Benefits And Side-

Effects. Retrieve from https://www.onlymyhealth.com/mesotherapy-for-facial-skin-rejuvenation-procedure-benefits-side-effects-1613391911 

สลายไขมันหน้าท้อง

สลายไขมันหน้าท้องคืออะไร? ต้องทำวิธีใดให้ยุบเร็วและปลอดภัย

ไขมันหน้าท้องเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจเมื่ออยากใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ซึ่งนอกจากวิธีควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว การฉีดสลายไขมันหน้าท้องก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะช่วยประหยัดเวลาและให้ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ เนื่องจากเป็นวิธีแก้ไขที่ตรงจุด

แล้วการฉีดสลายไขมันหน้าท้องคืออะไร ฉีดสลายไขมันหน้าท้องอันตรายหรือไม่ ราคาเท่าไร และจะไปฉีดที่ไหนดี บทความนี้มีข้อมูลดี ๆ มาฝาก


การสลายไขมันหน้าท้องคืออะไร

การสลายไขมันหน้าท้อง คือ การกำจัดไขมันบริเวณหน้าท้องอันเกิดจากไขมันสะสมที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมด ซึ่งไขมันหน้าท้องเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

  • พฤติกรรมการกิน 
  • การนอนหลับไม่เพียงพอ 
  • ความเครียด 
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป 
  • ขาดการออกกำลังกาย 
  • พันธุกรรม

 โดยไขมันหน้าท้องจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่

ไขมันในช่องท้อง (Visceral)

ไขมันชั้นนี้จะสะสมอยู่ตรงบริเวณกล้ามเนื้อท้องและอวัยวะบริเวณช่วงท้องอย่างตับ กระเพาะอาหาร ลำไส้ หลอดเลือด เมื่อไขมันสะสมเป็นเวลานานจะเกิดการแข็งตัว ทำให้มีพุงหรือรอบเอวที่กำจัดได้ยาก 

ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณชั้นนี้จะลดได้ยากและก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าไขมันที่สะสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง นำไปสู่การเกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง ตลอดจนโรคหัวใจได้

ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous)

ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณใต้ชั้นผิวหนัง เป็นไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่หากสะสมไว้มากจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดไขมันส่วนเกิน เป็นผลให้หน้าท้องเป็นชั้นหย่อนคล้อยไม่สวยงาม ซึ่งการสลายไขมันหน้าท้องใต้ชั้นผิวหนังสามารถทำได้ด้วยตัวเองและวิธีทางการแพทย์

ไขมันในช่องท้อง

วิธีการสลายไขมันหน้าท้อง

หากใครกำลังมองหาวิธีสลายไขมันหน้าท้อง เราขอแนะนำ 2 วิธีหลัก ๆ ได้แก่

1. วิธีสลายไขมันหน้าท้องด้วยตนเอง

เป็นวิธีสลายไขมันหน้าท้องที่เหมาะกับคนที่มีระบบเผาผลาญพลังงานได้ดี ประหยัด ปลอดภัย แต่ใช้ระยะเวลายาวนานอาจจะเป็นเดือนหรือเป็นปี สามารถทำได้ดังนี้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดไขมัน 

และเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย

  • ควบคุมอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันและแป้ง 

แต่รับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้เป็นประจำ

  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-9 ชั่วโมง
  • งดดื่มสุราและสูบบุหรี่
  • ลดความเครียด พยายามทำจิตใจให้อารมณ์ดี สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

2. วิธีสลายไขมันหน้าท้องทางการแพทย์

สำหรับบางคนที่ทดลองใช้วิธีสลายไขมันหน้าท้องด้วยตัวเองแล้ว แต่ไขมันก็ไม่หายไป วิธีสลายไขมันหน้าท้องทางการแพทย์สามารถช่วยคุณได้ ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน โดยเฉพาะการฉีดเมโสแฟตบริเวณหน้าท้อง 

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าวิธีการฉีดสลายไขมันหน้าท้องด้วยเมโสแฟตปลอดภัย ประหยัดเวลา และได้ผลลัพธ์ที่ดี อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีสลายไขมันขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของผู้รักษาด้วย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจ

วิธีสลายไขมันหน้าท้องทางการแพทย์

ฉีดสลายไขมันหน้าท้องคืออะไร

การฉีดสลายไขมันหน้าท้อง คือ วิธีสลายไขมันด้วยการฉีดเมโสแฟตเฉพาะจุด (Mesotherapy) ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะฉีดเมโสแฟตเข้าไปยังใต้ชั้นผิวหนังบริเวณหน้าท้อง โดยในเมโสแฟตจะมีตัวยาที่ให้ฤทธิ์สลายไขมัน อันได้แก่

  • Phosphatidylcholine
  • Deoxycholate
  • Dexpanthenol
  • L-carnitine
  • Amino acid

นอกจากตัวยาดังกล่าวแล้ว แพทย์จะฉีดสารสกัดธรรมชาติเข้าไปด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เช่น สารสกัดจากถั่วเหลือง ไข่แดง วิตามินจากพืช เอนไซม์ สารอาหารต่าง ๆ เป็นต้น 

เมื่อตัวยาและสารสกัดธรรมชาติเหล่านี้ถูกฉีดเข้าไปยังชั้นผิวหนังหน้าท้องที่มีไขมันสะสมอยู่ จะไปกระตุ้นให้เกิด Metabolism ทำให้เกิดการเผาผลาญและสลายไขมันหน้าท้อง โดยดึงไขมันออกมาใช้ในรูปแบบของพลังงาน ซึ่งไขมันส่วนหนึ่งและตัวยาเมโสแฟตจะถูกขับออกมาในรูปแบบของเสียทางร่างกาย เช่น เหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจาระ เป็นต้น 

ฉีดสลายไขมันหน้าท้อง

ฉีดสลายไขมันหน้าท้องอันตรายไหม

การฉีดสลายไขมันหน้าท้องด้วยเมโสแฟตจะไม่เป็นอันตราย หากใช้ตัวยาและสารสกัดที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพราะจะมีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ในบางรายก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น อาการบวมบริเวณที่ฉีด อันเกิดจากตัวยายังไม่กระจายตัว หรือรอยช้ำจากเข็มฉีดยา ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ถ้าพบอาการติดเชื้อควรพบแพทย์ทันที เพื่อเข้ารับการรักษาให้ทันท่วงที

ทั้งนี้สารสกัดและตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้แก่ ยาสเตียรอยด์  (Steroid) และยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ซึ่งยาเหล่านี้จะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับร่างกายได้ หากฉีดเข้าไปในปริมาณมากและต่อเนื่อง


ฉีดสลายไขมันหน้าท้องราคาเท่าไหร่

การฉีดสลายไขมันหน้าท้องด้วยเมโสแฟตราคาเริ่มต้นที่ 5,000–25,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้และจำนวนครั้ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาให้เหมาะสมกับร่างกายผู้รักษา นอกจากนี้ราคาของการฉีดสลายไขมันหน้าท้องยังขึ้นอยู่กับยี่ห้อของเมโสแฟตและคุณภาพของสถาบันความงามอีกด้วย


ฉีดสลายไขมันหน้าท้องที่ไหนดี

ปัจจุบันมีสถาบันความงามให้เลือกเข้าไปฉีดสลายไขมันหน้าท้องมากมาย ดังนั้นจึงต้องเลือกอย่างระมัดระวัง ศึกษารายละเอียดวิธีการรักษา ตัวยาและสารสกัดที่สถาบันความงามนั้นใช้ รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถาบันความงามนั้น ๆ  ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ หรือไม่


ข้อสรุป

การสลายไขมันหน้าท้อง คือ การกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมด ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการสลายไขมันด้วยตัวเองหรือการฉีดสลายไขมันหน้าท้องด้วยเมโสแฟตที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ประหยัดเวลา และสามารถลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หากท่านใดสนใจอยากฉีดสลายไขมันหน้าท้องด้วยเมโสแฟต แต่ยังไม่รู้ว่าจะฉีดที่ไหนดีให้ Aya Clinic เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้เมโสแฟตที่มีคุณภาพ สนใจสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองคิวรับบริการได้ทันที


เอกสารอ้างอิง

Bethany Cadman. (2021). How do you lose belly fat?. Retrieve from https://www.medicalnewstoday.com/articles/323309

Jillian Kubala. (2021). The 2 Types of Belly Fat and How to Lose It. Retrieve from  

https://www.healthline.com/nutrition/types-of-belly-fat

แก้มตอบ

แก้มตอบเกิดจากอะไร? มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง

นอกจากปัญหาหน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใสแล้ว ยังมีปัญหาหน้าซูบผอม แก้มตอบ ดูไม่เอิบอิ่มและสุขภาพดีที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจของใครหลาย ๆ คน จนทำให้สูญเสียความมั่นใจกันอีกด้วย

ซึ่งหลายคน ๆ ก็อาจจสงสัยว่าแล้วแก้มตอบคืออะไร เกิดจากอะไร ทั้งที่เมื่อก่อนหน้ายังเอิบอิ่ม แต่ทำไมยิ่งโตขึ้นแก้มก็ยิ่งตอบลง วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยกัน 


แก้มตอบคืออะไร?

แก้มตอบ คือ การที่ใบหน้ามีรอยยุบลงไป มีลักษณะคล้ายกับหลุมทำให้เห็นบริเวณกรอบหน้าชัดเจน ส่งผลให้ใบหน้าดูเหี่ยว โทรม ไม่สดชื่น ดูแก่กว่าวัย เป็นปัญหาที่ทำให้หลาย ๆ คนไม่มั่นใจในใบหน้าของตัวเอง ยิ่งเวลาที่ต้องโชว์ใบหน้าจะยิ่งทำให้เห็นถึงความโทรมและความตอบของใบหน้าชัดมากยิ่งขึ้น

แก้มตอบคืออะไร

รู้จัก แก้มตอบเกิดจากอะไร?

จากหน้าที่เคยเอิบอิ่ม แก้มที่ดูนุ่มฟู ทำไมนับวันแก้มยิ่งตอบลงเรื่อย ๆ ปัญหาแก้มตอบสามารถพบเจอได้ในทุกคน ก่อนที่จะหาวิธีรักษาอาจจะต้องทราบถึงปัญหาแก้มตอบว่าเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง ดังนี้

1. พันธุกรรม

แก้มตอบเกิดจากโครงสร้างกระดูกของใบหน้าทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษ โดยในบางคนก็เจอปัญหาแก้มตอบข้างเดียว เพราะโครงสร้างของใบหน้าไม่เท่ากัน หรือบางคนก็อาจจะเจอปัญหาแก้มตอบทั้งสองข้างเลยก็ได้เช่นกัน

2. การลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แก้มตอบ เพราะเวลาที่เราลดน้ำหนักไขมันแต่ละส่วนของร่างกายก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ไขมันที่แก้มลดลงและแก้มดูตอบลง 

 3. การจัดฟัน

การจัดฟันส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยน เพราะมีการถอนฟันและปรับรูปร่างของฟัน ทำให้โครงสร้างใบหน้าบริเวณฟันกรามเปลี่ยนไปดูเรียวขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าและแก้มตอบลงจากปกติ

 4. การฉีดโบท็อก

อย่างที่ทราบกันว่าการฉีดโบท็อกทำให้ใบหน้าดูเรียว กระชับ แต่การฉีดในปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะส่งผลให้ใบหน้าดูเล็ก แก้มตอบ ทำให้ไม่สมส่วนกับร่างกาย ส่งผลให้ใบหน้าดูเหี่ยว โทรมแก้มตอบผิดปกติได้เช่นกัน

 5. อายุ

อายุที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้แก้มตอบได้ เนื่องจากร่างกายไม่มีการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นบริเวณผิวหนัง ส่งผลให้ใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่อวบอิ่ม นุ่มฟู เหมือนช่วงวัยที่อายุยังน้อย

 6. การตากแดด

การตากแดดมากๆ หรือตากแดดเป็นประจำส่งผลให้ผิวได้รับรังสี UV เป็นการทำร้ายผิวทำให้ใบหน้าเหี่ยว เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย ตลอดจนยังส่งผลให้แก้มตอบอีกด้วย

การจัดฟัน

วิธีแก้แก้มตอบง่าย ๆ ในระดับเบื้องต้น

ปัญหาแก้มตอบเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาแก้มตอบให้หายไป โดยมีวิธีการดังนี้

1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ซึ่งร่างกายจะนำสารอาหารเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ และผลิตไขมันบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงบริเวณแก้มให้เอิบอิ่ม หมดปัญหาแก้มตอบ

2. ทำให้ผิวชุ่มชื้นตลอดเวลา

การทำให้ผิวชุ่มชื้นเป็นการทำให้ผิวดูเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย แก้มไม่ตอบ โดยสามารถทำโดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว หรือการทาครีมบำรุงให้ใบหน้าได้รับความชุ่มชื้นเพียงพอ

3. หลีกเลี่ยงการโดดแสงแดด

ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพราะรังสี UV เป็นการทำร้ายผิวโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้แก้มตอบก่อนวัยอันควร  เพื่อปกป้องผิวจากการโดนทำร้าย ทางที่ดีควรทาครีมกันแดด สวมหมวก หรือใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด

4. การออกกำลังกายใบหน้า

ขึ้นชื่อว่าเป็นการออกกำลังกายย่อมดีต่อสุขภาพร่างกายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการออกกำลังกาบใบหน้าที่จะสามารถช่วยให้ใบหน้าดูกระชับได้มากยิ่งขึ้น แต่ต้องทำเป็นประจำจึงจะสามารถแก้ปัญหาแก้มตอบได้

5. การนวดหน้า

การทำสปาหน้าหรือการนวดหน้าด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม ก็มีส่วนช่วยทำให้ปัญหาแก้มตอบหายไปได้ เพราะการลดส่วนที่หย่อนคล้อยให้กระชับมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าวิธีแก้ปัญหาแก้มตอบในข้างต้นจะปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ แต่ก็เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน หลายๆ คนจึงเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาแก้มตอบด้วยวิธีการแพทย์ที่เห็นผลเร็วแทน

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

วิธีแก้แก้มตอบเร่งด่วนมีอะไรบ้าง?

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น วิธีที่ ๆ จะช่วยแก้ไขปัญหาแก้มตอบในระดับเบื้องต้นอาจจะต้องใช้เวลานาน ดังนั้นวิธีแก้แก้มตอบได้อย่างเร่งด่วนจึงเป็นทางออกที่ดี ยกตัวอย่างเช่น

การฉีดฟิลเลอร์ 

การฉีดฟีลเลอร์เป็นการฉีดเพิ่มเติมไขมันบริเวณแก้มให้ดูเอิบอิ่ม เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะขั้นตอนน้อย เห็นผลไวหรือในบางคนก็เห็นผลทันที และที่สำคัญไม่ทิ้งรอยแผลไว้นาน แต่จะสามารถอยู่ได้เพียง 1-2 ปี โดยสามารถกลับมาฉีดได้เรื่อย ๆ เมื่อฟิลเลอร์คลายตัวลง

การฉีดไขมัน 

การฉีดไขมันเป็นการนำไขมันส่วนอื่นมาฉีดเข้าไปบริเวณแก้ม เป็นวิธีเห็นผลประมาณ 2-3 เดือน และขั้นตอนการดูแลก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล เพราะไขมันสามารถลดลงได้ตามน้ำหนักตัวที่ลดลงไป แต่ที่แน่ ๆ หลังจากการฉีดไขมัน แก้มจะเอิบอิ่ม ใบหน้ามีมิติ กระชับสวยงาม

การเสริมด้วยซิลิโคน 

การเสริมด้วยซิลิโคนเป็นการผ่าตัด เพื่อเสริมซิลิโคนเข้าไปในแก้ม ทำให้แก้มดูเต็ม ไม่ตอบ เป็นวิธีที่มีแผลผ่าตัด แต่จะสามารถแก้ปัญหาแก้มตอบ อยู่ได้นานกว่าวิธีอื่น ๆ อีกทั้ง การผ่าตัดใช้เวลาเพียง 30-40 นาที ผลข้างเคียงหรืออาการเจ็บน้อยลง  ไม่ต้องพักฟื้นนานก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

การฉีดฟิลเลอร์

วิธีแก้แก้มตอบราคาเริ่มต้นเท่าไร?

เนื่องจากวิธีแก้แก้มตอบมีหลากหลาย ดังนั้น ราคาหรือค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละวิธี ชนิดของฟิลเลอร์ ซิลิโคน ตลอดจนปริมาณ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ควรศึกษาราคาที่เหมาะสม เนื่องจากราคาการรักษาที่ถูกกว่าปกติอาจจะไม่ได้มาตรฐาน


สรุป

ปัญหาแก้มตอบเป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถพบเจอได้ นำมาซึ่งความไม่มั่นใจ ทำให้หลาย ๆ คนเลือกแก้ปัญหาด้วยการวิธีเบื้องต้นง่าย ๆ แต่ใช้เวลานาน หรือจะแก้ไขได้โดยวิธีเร่งด่วนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

หากใครต้องการแก้ปัญหาแก้มตอบอย่างปลอดภัย คุ้มค่าคุ้มราคา และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถเข้าปรึกษาสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม จองคิว และนัดวันเข้ารับบริการได้ทันที

รีวิวเติมเต็มใต้ตา
รีวิวเติมขมับ

เอกสารอ้างอิง

KAITLIN CLARK. (2022). Here’s Everything You Need to Know About Cheek Filler. Retrieve from https://www.allure.com/story/cheek-filler-injections-what-you-should-know 

เติมใบหน้าให้อ่อนเยาว์

ฟิลเลอร์ตัวช่วยคืนความอ่อนเยาว์

ฟิลเลอร์ (Filler)คือสารฮายารูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ เรียกสั้นๆว่า HA เป็นองค์ประกอบที่มีอยู่ในผิวหนังและกระดูกอ่อนของคนเรา และเป็นสารเติมเต็มที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลกโดยทั่วไปทางการแพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ในการลดและแกัไขปัญหาริ้วรอยต่างๆ เพราะ สาร Hyalurinic Acid มีหน้าที่ช่วยเพิ่ม และ ปรับโครงสร้างใต้ชั้นผิวให้อ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น ลดริ้วรอย และ จุดบกพร่องบนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติจุดที่เป็นที่นิยมในการฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ บริเวณรอบดวงตา อาทิเช่น แก้ไขตาสามชั้น เบ้าตาลึก ใต้ตาลึก ดวงตาโทรม หน้าผาก บริเวณคาง บริเวณขมับ หรือใช้ในการเติมเต็มและแก้ไขปรับแต่งรูปหน้า

ประเภทของฟิลเลอร์

ประเภทของฟิลเลอร์จะสามารถแบ่งเป็น3กลุ่มใหญ่ๆดังนี้

1.แบบชั่วคราว (Temporary Filler) จะมีอายุการใช้งานโดยประมาณ 4-6 เดือน มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และยังสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ

2. ประเภทถาวร

เป็นฟิลเลอร์ประเภทที่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร ไม่สลายไปตามธรรมชาติ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว จำพวก ซิลิโคน หรือ พาราฟิน  เป็นต้น

3.ประเภทกึ่งชั่วคราว ฟิลเลอร์ประเภทนี้จะมีอายุการใช้งานนานกว่าแบบแรก ซึ่งจะอยู่ได้นานสูงสุดประมาณ 2 ปี


 บริเวณไหนที่สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้

  • ฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นบริเวณที่นิยมมากที่สุด  เพราะเป็นบริเวณที่พอรับการแก้ไขแล้ว ภาพรวมใบหน้าจะดูสดใสขึ้นอีกทั้งการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา ยังสามารถทำให้แต่งหน้าง่าย แก้ไขปัญหาใต้ตำดำ เมื่อฉีดฟิลเลอร์แล้วใต้ตาจะดูจางลง ทำให้ใต้ตาดูเต็มขึ้น ร่องใต้ตาหายไป และ ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ร่องแก้มเป็นจุดที่เป็นปัญหทำให้ดูมีอายุกว่าวัย และ ทำให้ใบหน้าอิดโ รยจากการมีร่องแก้ม โดยสามารถแก้ไขได้จากการฉีดฟิลเลอร์ หลังฉีดร่องแก้มก็จะดูตื้นขึ้น ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ฟิลเลอร์คาง คนที่คางตัด หรือว่าคางสั้น  ทำให้รูปหน้าดูไม่เรียวไม่ได้สัดส่วน การฉีดฟิลเลอร์คางในการปรับรูปคางจะได้คางที่ดูเป็นธรรมชาติ กว่าการศัลยกรรมเสริมคาง อีกทั้งไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น มีเพียงรอยเข็มเล็ก ๆ เท่านั้น และ ไม่ต้องพักฟื้น
  • ฟิลเลอร์ขมับ แก้ไขขมับตอบสำหรับท่านที่เริ่มมีอายุ การฉีดฟิลเลอร์ขมับจะทำให้ภาพรวมใบหน้าดูได้สัดส่วนมากขึ้น โดยบริเวณขมับมีเส้นเลือดที่เชื่อมเข้าสู่ดวงตาได้ การทำการรักษาโดยการฉีดฟิลเลอร์ขมับ ควรทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ฟิลเลอร์หน้าผาก ฟิลเลอร์หน้าผาก จะแก้ปัญหา หน้าผากแบน หน้าผากบุ๋ม โดยไม่ต้องศัลยกรรม ไม่ต้องพักฟื้น แต่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น เพราะ มีโอกาสไหลย้อย หรือ เป็นคลื่นได้  แนะนำทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะดีที่สุด
การฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไปฟิลเลอร์จะเป็นสารฮายารูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ เรียกสั้นๆว่า HA จะมีการเลียนแบบไขกระดูกในร่างกาย จึงจะเห็นผลมากที่สุดทันทีหลังฉีดและค่อยสลายเองตามธรรมชาติประมาณ 8-12 เดือน

ดังนั้นเราสามารถยืดอายุการอยู่ของฟิลเลอร์ได้ดังนี้

  • นอนหมอนสูง ไม่ควรนอนตะแคงในช่วง    2 – 3 วันแรก
  • ล้างหน้าเบา ๆ ไม่นำมือไปกดนวด หรือ กระแทกแรง ๆ บริเวณที่ทำหัตถการ
  • เว้นการออกกำลังกายหนัก ในช่วง 2-3 วันแรก เพราะ ร่างกายจะเกิดความร้อน ทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนได้
  • หลีกเลี่ยงความร้อน ไม่ให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์รับความร้อน อาทิ แสงแดด ไดร์ น้ำอุ่น
  • งดเลเซอร์ ทรีทเมนต์ ซาวน่า 2 สัปดาห์หลังฉีดฟิลเลอร์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2 วันหลังฉีดฟิลเลอร์ 
  • ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆเพื่อให้ผลของฟิลเลอร์เกิดเต็มประสิทธิภาพที่สุด

แนวทางการเลือกการรับบริการฟิลเลอร์

เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ นอกจากความสวยงามแล้ว อาจจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของการรับบริการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพด้านควางามและความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถดูได้จากองค์ประกอบดังนี้

  • ฉีดฟิลเลอร์กับคลินิก และ แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง   

เนื่องจากชั้นผิวในการฉีดฟิลเลอร์มีความสำคัญมาก หากท่านได้รับการทำหัตถการกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และ ประสบการณ์สูง จะฉีดได้ถูกชั้น ถูกจุด แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และ สวยเนียนไม่เป็นก้อน

  •  ฟิลเลอร์ที่ใช้ เป็นของแท้ มีมาตรฐาน   

คนไข้ต้องเลือกใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น โดยมีมาตรฐาน และ มีการรับรองที่ถูกต้อง อย่าเลือกซื้อเพียงเพราะราคาถูก เพราะผลเสียในระยะยาวมีให้เห็นมาก ทั้งเป็นก้อน และ อื่น ๆ ฉีดทั้งทีต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจ

  • ความสะอาดของสถานที่รับบริการ

เนื่องจากความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญของการรับบริการที่ปลอดภัย หากฟิลเลอร์แท้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความเชี่ยวชาญสูง แต่หากสถานที่รับบริการไม่สะอาดก็อาจเกิดอาการแพ้ติดเชื้อได้

รีวิวฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ ปลอดภัย

 ฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ที่มีปัญหา ต้องการเติมเต็มและแก้ไขปัญหา บริเวณต่างๆ ของใบหน้า เช่น หน้าผาก ร่องแก้ม ร่องลึกมุมปาก ใต้ตา
  • ผู้ที่ต้องการแก้ไขปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม และยังช่วยทำให้แก้มดูไม่ตอบได้
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าให้กลับมาคงความอ่อนเยาว์ สดใส เปล่งปลั่ง
  • ผู้ที่มีปัญหากังวลเรื่องรูขุมขน หลุมสิวบนใบหน้า

 

ฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับใครบ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้ โดยการฉีดฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับผู้ที่มีข้อจำกัด ดังนี้

  1. ผู้ที่มีอาการแพ้ฟิลเลอร์ หรือแพ้สารไฮยาลูรอนิก แอซิด ฉีดไม่ได้เด็ดขาด
  2. สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร
  3. ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด 
  4. กรณีที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้

 สรุป

  • ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ต้องดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง ประกอบกันโดยหัวข้อหลักที่ต้องพิจารณา คือ ต้องเป็นฟิลเลอร์แท้ ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ภายใต้คลินิกที่ได้มาตฐาน
  • ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ไม่ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์จากราคาถูก และอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เพราะอาจได้ผลไม่คุ้มค่า เสี่ยงเจอฟิลเลอร์ปลอม เสี่ยงเกิดผลเสียในอนาคต

เพื่อความมั่นใจ และปลอดภัยสูงสุด ควรศึกษาข้อมูลการฉีดฟิลเลอร์อย่างละเอียด โดยสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ และสอบถามข้อสงสัยเพิ่มเติมจากแพทย์โดยตรง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง

รีวิวการเติมเต็มใต้ตาด้วย Filler
รีวิวการฉีด ฟิลเลอร์เติมขมับ แก้มตอบ