ฉีดลดเหนียง

ฉีดลดเหนียงฉีดลดแก้มดีอย่างไร? ฉีด 1 ครั้งอยู่ได้นานกี่เดือน

สาวๆ หนุ่มๆ หลายคนมีปัญหาหน้ากลมแก้มใหญ่ เหนียงที่คอเป็นชั้นๆ บางคนลดน้ำหนักแล้ว หน้าก็ยังอ้วนอยู่ ทำให้หน้ากับตัวไม่สมดุลกัน ไขมันบริเวณนี้ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ 

ทั้งนี้ ทางการแพทย์มีการฉีดลดเหนียงและการฉีดลดแก้ม เพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก การฉีดลดเหนียงคืออะไร ฉีดลดแก้มราคาเท่าไร ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้คำแนะนำที่จะเป็นต้องรู้ก่อนที่ทุกคนจะทำการฉีดลดแก้มและเหนียงกัน


ทำความรู้จักการฉีดลดเหนียงคืออะไร?

การฉีดลดเหนียงหรือเมโสแฟต คือ การฉีดสลายไขมันเข้าไปในเนื้อเยื่อไขมันบนใบหน้าและร่างกายโดยตรง เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์ Coenzyme ในกระบวนการ Anabolism และทำให้ร่างกายเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน ทำให้ไขมันลดลง

กลไกการทำงานของการฉีดลดเหนียงเป็นวิธีเดียวกันกับการฉีดลดแก้ม ทั้งนี้ การฉีดสลายไขมันมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ การฉีดสลายไขมันบนใบหน้า และการฉีดสลายไขมันบนร่างกาย แต่ละแบบได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้เหมาะสมกับเซลล์ไขมันแต่ละจุด

ลดแก้ม

การฉีดลดแก้มคืออะไร? ต่างจากการการฉีดลดเหนียงไหม?

การฉีดลดแก้มก็สำคัญไม่แพ้กับการฉีดลดเหนียง เพราะเป็นจุดที่หลายๆ คนกังวัล เมื่อมีอายุมากขึ้นแก้มจะเป็นบริเวณที่เก็บสะสมเซลล์ไขมันไว้ ต่อให้จะออกกำลังกายหรือปรับพฤติกรรมการทานอาหาร ไขมันบริเวณแก้มก็ไม่ได้ลดตาม  โดยเฉพาะผู้สูงอายุตามธรรมชาติแล้ว ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณแก้มจะเคลื่อนลงมาตามใบหน้า ทำให้ผิวบริเวณแก้มหย่อนคล้อย 

การฉีดสลายไขมันบริเวณแก้ม ที่ทำให้ใบหน้าดูกระชับและเปลี่ยนรูปหน้าได้อย่างเห็นผลจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “การฉีดเมโสแฟต” เหมือนกับการฉีดลดเหนียง การฉีดเหล่านี้สามารถใช้ควบคู่ไปกับฟิลเลอร์ผิวหนังเพื่อปรับรูปหน้าได้


การฉีดเมโสแฟต

กลไกการทำงานของตัวยาเมื่อฉีดลดเหนียงฉีดลดแก้ม

เมื่อฉีดเมโสแฟตลงในชั้นไขมันหรือฉีดลดเหนียง ตัวยาที่ออกฤทธิ์หลักๆ คือ Artichoke Extract ซึ่งตัวยานี้จะไปทำหน้าที่กระตุ้นการสร้าง Coenzyme ในกระบวนการ Anabolism เพื่อลดเนื้อเยื่อไขมัน และลดการสังเคราะห์กรดไขมัน นอกจากนี้ยังมี Mesostabyl ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Lipase ที่มีหน้าที่ลดการสร้าง Triglyceride เป็นตัวยับยั้งการสร้าง Cholesterol ในเนื้อเยื่อ และ L-carnitine ซึ่งส่งผลให้ร่างกายของเรานั้นดึงไขมันมาเปลี่ยนใช้เป็นพลังงานแทน


ทำไมถึงต้องฉีดลดเหนียงและฉีดลดแก้ม?

การฉีดลดเหนียงและแก้มเป็นการฉีดสลายไขมันที่ฝังแน่นบริเวณใบหน้า เป็นหนึ่งวิธีลัดที่ทำให้ใบหน้าดูเล็กลง เป็นวิธีการรักษาความงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจให้กับหลายๆ คนได้ ซึ่งมีเหตุผลหลายประการที่คุณควรเลือกฉีดลดแก้มและเหนียง ดังนี้

  • เปลี่ยนรูปหน้า 

เนื่องจากกลไกการทำงานของตัวยาจากการฉีดลดเหนียงจะช่วยปรับเปลี่ยนรูปหน้าให้เล็กหรือเรียวลงได้

  • ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

หลังจากการฉีดลดเหนียงลดแก้มก็จะเริ่มเห็นผลภายใน 5-7 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็ว ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ดังกล่าวก็จะคงอยู่ยาวนานหลายเดือน

  • มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นการฉีดลดเหนียง การฉีดบริเวณใบหน้า ตลอดจนการฉีดลดแก้มนั้นช่วยเสริมความมั่นใจให้กับใครหลายๆ คน ดังนั้นสาวๆ หรือหนุ่มๆ จึงนิยมฉีดลดเหนียงเพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น

  • ประหยัดเวลาออกกำลังกาย

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายลดไขมันในร่างกายหรือลดไขมันบนใบหน้า การฉีดลดแก้มหรือเหนียงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและได้รับความนิยมสูง


 ฉีดลดเหนียงลดแก้มอยู่ได้นานกี่เดือน? ฉีดลดแก้มราคาเท่าไร?

การฉีดสลายไขมันบริเวณเหนียงและแก้มเป็นกระบวนการที่ไปทำลายเซลล์ไขมัน หลังจากฉีดเสร็จจะสังเกตเห็นได้ว่าเหนียงจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 5-7 วัน และจะเห็นผลเต็มที่ใน 2-3 สัปดาห์ 

การฉีดลดเหนียง 1 ครั้งสามารถอยู่ได้ถึง 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและการออกกำลงกายของแต่ละบุคคล ถ้าหากออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ร่างกายก็จะไม่สะสมไขมันบริเวณเหนียงและแก้ม แต่ถ้าหากไม่มีเวลาก็สามารถมาฉีดลดแก้มและเหนียงซ้ำได้

ทั้งนี้ การฉีดลดแก้มราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณ ยี่ห้อ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาตามความเหมาะสม


ฉีดลดแก้มราคา

 วิธีการดูแลตัวเองหลังจากฉีดลดเหนียงฉีดลดแก้ม

เพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ระยะยาว หลังจากฉีดลดเหนียงแล้วสามารถปฏิบัติตามวิธีการดูแลตัวเองหลังจากฉีดลดเหนียงได้ ดังนี้

1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

หลังจากการฉีดลดเหนียงหรือฉีดลดแก้มแล้วนั้น ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อเป็นการเร่งฤทธิ์ตัวยา ช่วยขับไขมัน ตลอดจนขับตัวยาออกมาทางปัสสาวะหลังจากออกฤทธิ์แล้ว

2. งดทาครีม

หลังจากฉีดลดเหนียงควรงดทาครีมบริเวณที่ฉีด 1 คืน เพื่อรอให้แผลสมานตัว หากมีอาการแดงช้ำสามารถประคบเย็นร่วมได้ โดยใช้ผ้าเย็นหรือผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดประคบบริเวณดังกล่าวประมาณ 10-15 นาที

3. งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากสารต่างๆ ในบุหรี่หรือแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่ออาการบวมช้ำ ดังนั้นควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดลดเหนียง 3 วัน เพื่อให้อาการบวมช้ำดีขึ้น

4. ออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์

หลังจากการฉีดลดแก้มแนะนำให้ออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาล เพื่อไม่ให้ไขมันกลับมาสะสมที่เหนียงและแก้มอีก


ข้อห้ามในการฉีดลดเหนียงฉีดลดแก้ม

การฉีดลดเหนียงสามารถทำได้ในทุกเพศ แต่ก็มีข้อห้ามสำหรับบุคคลต่อไปนี้

  • สตรีมีครรภ์
  • สตรีที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร
  • คนไข้โรคเบาหวาน
  • คนไข้โรคหัวใจ
  • คนไข้ที่มีโรคติดเชื้อ
  • คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

โดยบุคคลเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง


ข้อสรุป

การฉีดลดเหนียงนั้นเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจทำให้ไขมันใบบนหน้าที่สะสมมาเป็นเวลานานนั้นให้หายไปได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่หลายๆ คนเลือกใช้ เนื่องจากราคาคุ้มค่า ปลอดภัย และเห็นผลระยะยาว

ถ้าหากใครสนใจอยากจะฉีดลดเหนียงหรือฉีดลดแก้มสามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ได้ที่ Ayaclinic ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและดูแลการฉีดลดเหนียงและแก้มให้เป็นอย่างดี โดยสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 มาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสามารถจองคิวใช้บริการได้ทันที


เอกสารอ้างอิง

The Skin & Wellbeing Clinic Preston. (2021). Fat dissolving injections for the cheeks and jaw. Retrieve from https://www.skinandwellbeingclinic.com/fat-dissolving-injections-for-the-cheeks-and-jaw/

กระเนื้อคืออะไร

ทำความรู้จัก กระเนื้อคืออะไร? รักษาอย่างไรได้บ้าง?

กระเนื้อเป็นการเจริญเติบโตของเนื้องอกบนผิวหนังที่ไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนัง มักปรากฏในวัยกลางคน เมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสที่จะเป็นกระเนื้อสูงขึ้นด้วย

แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะว่าบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักว่ากระเนื้อเกิดจากอะไร กระเนื้อรักษาได้อย่างไร ตลอดจนควรรักษาที่ไหนดี รับรองว่าไม่มีปัญหาเรื่องนี้มากวนใจ


กระเนื้อคืออะไร?

กระเนื้อคือ เนื้องอกที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง คล้ายกับไฝที่ไม่เป็นอันตราย โดยส่วนใหญ่ กระเนื้อมักพบในวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ อาจเกิดตามบริเวณใบหน้าจนกลายเป็น “กระเนื้อที่หน้า” หรือบางรายเกิดบริเวณใต้ตาหรือเรียกว่า “กระเนื้อใต้ตา” 

อย่างไรก็ดี กระเนื้อไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นการเจริญเติบโตของผิวหนังจนเป็นเนื้องอก แต่ไม่ถึงขั้นกับเรียกว่ามะเร็ง เช่นเดียวกับไฝและหูดก็นับว่าเป็นเนื้องอกบนผิวหนังด้วย นับว่าเป็นกลุ่มของเซลล์พิเศษบนผิวหนังชั้นนอก ซึ่งเป็นชั้นนอกของผิวหนัง ไม่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรักษาก็ได้ แต่หากใครที่รู้สึกว่ากระเนื้อทำให้เสียความมั่นใจ ก็มีวิธีสามารถรักษาง่ายๆ 


กระเนื้อเกิดจากอะไร?

กระเนื้อเกิดจากการโดนรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดสะสมเป็นเวลานานหลายปี โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่ม ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีความขรุขระ ไม่เรียบเนียน และมีสีที่แตกต่างกันได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนกระทั่งสีดำ พบได้บ่อยในผู้ที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ หรือในบางเชื้อชาติจะพบได้บ่อยกว่าตั้งแต่อายุน้อย


ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นกระเนื้อ

แม้ว่าจะไม่เป็นอันตราย แต่กระเนื้อก็สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่โดยทั่วไปแล้ว บุคคลดังต่อไปนี้มีโอกาสเป็นกระเนื้อสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ 

1. ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

กระเนื้อไม่ค่อยปรากฏในคนที่อายุน้อย แต่มักจะเริ่มปรากฏในวัยผู้ใหญ่กลางคนมากกว่า เนื่องจาก โดนรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด สะสมเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าคนอายุ 50-70 ปี มีกระเนื้อที่หน้าหรือบริเวณใต้ตาถึง 75% 

2. ในครอบครัวที่มีคนเป็นกระเนื้อ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กระเนื้อสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เพราะฉะนั้นแล้วครอบครัวไหนที่มีคนในครอบครัวเป็นกระเนื้อ ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นกระเนื้อด้วย

3. คนผิวแพ้ง่าย 

นอกจากอาการระคายเคือง สิวอักเสบ สิวอุดตัน หรือผิวหน้าลอกที่เป็นปัญหาสำหรับคนผิวแพ้ง่ายแล้ว คนผิวแพ้ง่ายยังมีโอกาสเป็นกระเนื้อมากกว่าคนที่ผิวแข็งแรง เนื่องจากโครงสร้างของผิวที่ไม่สามารถทนกับแสงแดดได้นานกว่าคนผิวปกติ


อาการของกระเนื้อเป็นอย่างไร?

โดยปกติแล้วกระเนื้อจะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือไม่มีอาการรุนแรง ส่งผลกระทบประจำวันมากกนัก  แต่พบว่าผู้ที่มีกระเนื้อบางส่วนมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้

  • กระเนื้อที่หน้าเกิดอาการคัน
  • การระคายเคืองจากการเสียดสี
  • เลือดออก

หากอาการเหล่านี้รบกวน รุนแรงขึ้น ตลอดจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ก็สามารถรักษาด้วยวิธีต่างๆ เพื่อกำจัดหรือรักษากระเนื้อออกไปได้


การวินิจฉัยกระเนื้อ

การวินิจฉัยกระเนื้อทำอย่างไร กระเนื้อรักษาอย่างไรได้บ้าง?

ในเบื้องต้น แพทย์จะทำการวินิจฉัย ซักถามถึงประวัติส่วนตัว ประวัติพันธุกรรม จากนั้นจะวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเพียงกระเนื้อในรูปแบบเนื้องอก ไม่ใช่มะเร็ง

เมื่อชัดเจนแล้วว่าเป็นกระเนื้อ คุณสามารถรักษาหรือกำจัดออกได้โดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้ 

1. Cryotherapy

กระเนื้อรักษาด้วย Cryotherapy ถือว่าเป็นการรักษาด้วยไอเย็น ส่งผลให้ผิวหนังชาแล้วใช้ไนโตรเจนเหลว เพื่อทำให้การเจริญเติบโตของกระเนื้อหยุดนิ่ง ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้หลุดออกภายในสองสามวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ผลข้างเคียงของวิธีนี้ คือ สีผิวบริเวณที่รักษาอาจคล้ำขึ้นเล็กน้อย

2. Electrodessication/Curettage

การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการขูดกระเนื้อ โดยใช้เครื่องมือขูดร่วมกับการจี้ไฟฟ้า แพทย์จะขูดผิวหนังแต่ละชั้นออกแล้วจี้ด้วยความร้อน เพื่อให้กระเนื้อหลุดออก จากนั้นก็ขูดด้วยเครื่องมืออีกครั้ง เพื่อไม่ให้กระเนื้อขึ้นมาอีก ผลข้างเคียงของวิธีการรักษาคือ มีรอยแผลเป็นทิ้ง

3. Shave Excision

Shave Excision หรือการใช้มีดโกน จะใช้มีดโกนผ่าเป็นชั้นบางๆ โดยเริ่มจากการทำให้ผิวหนังชา จากนั้นจะใช้มีดโกนผ่าออกอย่างระมัดระวัง และทำให้ผิวหนังข้างใต้เรียบด้วยการขูดกระเนื้อออก

4. Laser Therapy

เลเซอร์เป็นทางเลือกแทนการผ่าตัด โดยการใช้ความร้อน เพื่อหยุดการเจริญเติบโตกระเนื้อ เป็นการฆ่าเชื้อบาดแผลและการปิดผนึกเนื้อเยื่อทั้งหมดในครั้งเดียว การรักษาด้วยวิธีเลเซอร์จะรวดเร็วที่สุด อาจะมีอาการเจ็บเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

กระเนื้อใต้ตาหรือบริเวณใบหน้าไม่มีอันตราย แต่หากมีปริมาณมากจนเกินไปจนทำให้สูญเสียความมั่นใจ และมีผลต่อการดำรงชีวิต หรือหากกระเนื้อมีการเปลี่ยนแปลงจากปกติ เช่น ปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รูปร่างหรือสีเปลี่ยนไป ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิฉัยวิธีการรักษา


ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นกระเนื้อ

การป้องกันการเกิดกระเนื้อทำได้อย่างไร?

กระเนื้อเกิดจากสาเหตุหลักๆ คือ ธรรมชาติอย่างแสงแดด จึงป้องกันได้ยาก หรือในบางสาเหตุก็มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาวิธีป้องกันได้ 

อย่างไรก็ดี ยังสามารถลดความเสี่ยงการเกิดกระเนื้อได้โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด ดังนี้

  • กางร่มเมื่อออกแดด 
  • สวมเสื้อผ้ามิดชิด
  • สวมหมวกและแว่นดำเพื่อป้องกันแสงแดด 
  • หลีกเลี่ยงการตากแดดในช่วงที่แดดแรง
  • ทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 เป็นอย่างน้อย เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี

ข้อสรุป

สำหรับคนที่มีกระเนื้อที่หน้า กระเนื้อบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนกระเนื้อใต้ตา อย่าได้กังวลใจไป เพราะกระเนื้อไม่ได้เป็นอันตราย แต่อาจจะสร้างความไม่มั่นใจให้หลายๆ คนที่มีก้อนเนื้อมางอกขึ้นอยู่ตามร่างกายของตัวเอง

ถ้าหากว่าใครกำลังสงสัยว่ากระเนื้อรักษาอย่างไร และอยากกำจัดออก สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สอบถามเกี่ยวกับรักษา ประเมินความรุนแรง ตลอดจนจองคิวรักษากระเนื้อจาก Aya clinic ที่มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เพรียมพร้อมต่อการรักษากระเนื้อ เพียงแอดไลน์  @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 ก็ได้เช่นกัน


เอกสารอ้างอิง

Cleveland Clinic medical professional. (2021). Seborrheic Keratosis. Retrieve from https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21721-seborrheic-keratosis

diode laser คืออะไร

กำจัดขน diode laser คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร?

ในปัจจุบันการเลเซอร์ขนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการกำจัดขนให้ผิวดูเรียบเนียน ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจการเลเซอร์แทนการโกนหรือแว๊กขนกันมากขึ้น

แต่รู้หรือไม่ว่าการเลเซอร์นั้นไม่ได้มีวิธีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลเซอร์แบบ IPL, YAG และ diode laser ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการทำเลซอร์ diode ว่า diode laser คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีความแตกต่างจากเลเซอร์ประเภทอื่นอย่างไรบ้าง

หลักการทำงานของเลเซอร์กำจัดขนก่อนเป็น diode laser

ก่อนจะไปรู้จักกับ diode laser เรามารู้จักหลักการทำงานของเลเซอร์กำจัดขนกันก่อนว่า มันคืออะไร มีลักษณะการทำงานอย่างไร 

การเลเซอร์กำจัดขน เป็นการกำจัดขนที่ไม่พึงประสงค์ด้วยการใช้ความร้อนสูง

จากแสงเลเซอร์และคลื่นความถี่สูงเข้าไปในบริเวณผิวที่มีขน เพื่อทำลายต่อมรากขน ให้หยุดการเจริญเติบโตไม่ให้ขนขึ้นมาอีกในอนาคต 


diode laser คืออะไร ทำงานอย่างไร

เมื่อได้รู้จักหลักการทำงานของเลเซอร์กำจัดขนไปแล้ว ต่อมาจะพาไปรู้จักว่า diode laser คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร

diode laser คือ เทคโนโลยีเลเซอร์กำจัดขนที่ทันสมัยมาก เป็นนวัตกรรมเลเซอร์กำจัดขนถาวรที่มีความยาวคลื่นแสง 808 nm ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่เหมาะกับการกำจัดขน ที่ใช้เลเซอร์ยิงผ่านคลื่นความถี่สูง มีความยาวคลื่นที่หลากหลายและสามารถลงลึกไปยังชั้นผิวหนังได้ แสงเลเซอร์จะจับกับสารเมลานินที่รากขน จนทำให้เกิดความร้อนสะสม และกระตุ้นให้เกิดรากขนอ่อนแอและหลุดร่วงไปโดยไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ทำให้สามารถกำจัดรากของขนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวหนังเรียบเนียน ไม่มีหนังไก่หลังทำ


เครื่อง diode laser 808

diode laser ทำงานอย่างไร

  • Diode Laser จะเป็นการปล่อยพลังงานไปที่เซลล์รากขน 
  • Diode Laser จะทำให้ขนที่มีขนาดเส้นใหญ่และแข็งบางลง
  • Diode Laser เมื่อทำการรักษาต่อเนื่อง จะช่วยให้ขนหายไปถาวร

เลเซอร์ diode (diode laser) มีประโยชน์อย่างไร

diode laser เป็นเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการกำจัดขนเป็นอย่างมาก โดยมีประโยชน์เป็นดังนี้

1. กำจัดขนได้ทุกขนาด

เนื่องจาก diode laser เป็นเทคโนโลยีที่สามารถยืดหยุ่นความยาวคลื่นไปยังชั้นผิวหนังส่วนลึก ส่งผลให้สามารถกำจัดขนได้ทั้งเส้นใหญ่และเส้นเล็ก ตลอดจนความหนาของขน

2. diode laser ชะลอการเกิดขน

เนื่องด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยและเทคโนโลยีที่ปลอดภัย การทำเลเซอร์ diode จึงช่วยชะลอการเกิดขนเส้นใหม่ได้ ทำให้ขนขึ้นช้า เส้นบางลงได้

3. รวดเร็วทันใจ

เลเซอร์ diode สามารถยิงได้ในบริเวณกว้าง ทำให้มีความรวดเร็ว สามารถกำจัดขนได้เป็นวงกว้างและทำได้ครั้งละมาก ๆ  

4. ไม่ระคายเคืองผิว

การทำเลเซอร์ diode นั้นไม่เจ็บ ไม่ระคายเคืองผิว ทั้งนี้บุคคลทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าใครก็สามารถเลเซอร์ทำ diode laser ได้โดยไม่ใช้ยาชา 

5. ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

diode laser ทำงานด้วยระบบความเย็น ทำให้ปลอดภัยต่อผิวหนังชั้นบน ไม่ทิ้งแผลหลังทำเลเซอร์ ทำให้ผิวไม่แดงหรือไหม้ โดยขณะกำจัดขนจะมีระบบความเย็น ไม่ส่งผลให้ระคายเคืองผิว

6. ช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ

การทำเลเซอร์ diode นอกจากจะช่วยกำจัดขน ปัญหาใหญ่ที่มากวนใจแล้ว diode laser ยังช่วยแก้ปัญหาขนคุด ริ้วรอย กระชับรูขุมขนไปในตัวได้ด้วยเช่นกัน

7. เห็นผลไวตั้งแต่ครั้งแรก

หากใครที่กำลังกังวลว่การทำ diode laser จะเห็นผลหรือไม่ คำตอบคือ เห็นผลไว หลังทำเลเซอร์ diode ขนจะลดลงทันทีอย่างน้อย 30% อีกทั้งเส้นขนที่เกิดใหม่มีขนาดเล็กและมีปริมาณน้อยลง

8. ทำให้ผิวเรียบเนียน

อย่างไรก็ดี นอกจากจะเลเซอร์ diode จะแก้ปัญหาขนคุดและริ้วรอยแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยให้ดูเรียบเนียนและขาวใสขึ้นมากยิ่งขึ้น

diode laser เหมาะกับใคร สามารถกำจัดขนบริเวณไหนได้บ้าง?

เนื่องจาก diode laser เป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นแสง 808 nm ที่หลากหลายและเป็นวงกว้าง จึงเหมาะสำหรับใช้กำจัดขนบริเวณแขน ขา หรือบริเวณใบหน้า เช่น หนวดเครา หรือบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง

ทั้งนี้ เลเซอร์ diode นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องขน เช่น คนขนเยอะ มีขนคุด ขนเส้นใหญ่ ขนหนา หรือขนเคยผ่านการโกนมาแล้ว หรือปัญหารักแร้ดำคล้ำก็สามารถใช้ตัวช่วยสำคัญอย่าง diode laser ได้ทันที

  • หนวดเครา มีลักษณะเส้นใหญ่แข็งจึงทำให้เมื่อโกนจะเกิดสาเหตุของขนคุดและการอักเสบตามมา
  • ขนแขน ขนขา การกำจัดขนด้วย Diode Laser จะช่วยให้มีประสิทธิภาพมากกับขนแขน ขนขาที่มีลักษณะเส้นใหญ่
  • บิกินี่ ไม่เหมาะกับการโกนขนเนื่องจากจะเกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมา และการโกนขนและแว็กซ์ขนที่บริเวณบิกินี่จะค่อนข้างเจ็บกว่าการใช้ Diode Laser 
  • ใต้วงแขน

เป็นจุดที่เกิดปัญหาหนังไก่มากที่สุดซึ่งการการเกิดหนังไก่มาจากสาเหตุของการโกน การทำ Diode Laser จะช่วยลดขนาดขนและป้องกันการเกิดหนังไก่ได้

diode laser ใต้วงแขน

diode laser เจ็บไหม? ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

แม้ว่าจะเคยทำเลเซอร์มาก่อนหรือเคยกำจดขนด้วยวิธีอื่นๆ มาก่อน แต่ก็ยังเกิดความกังวลว่า diode laser เจ็บไหม? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกคนแล้ว 

การทำ diode laser นั้นไม่เจ็บและไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนของแต่ละคน และบริเวณผิวที่ทำด้วย แต่รับรองได้ว่าไม่แสบไหม้ผิวแน่นอน อาจมีอาการระคายเคือง แดงเล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองอย่ารวดเร็ว 

การทำเลเซอร์ diode ต้องทำประมาณ 5-8 ครั้ง เว้นระยะ 4-6 สัปดาห์ ถึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวหนังและเส้นขนของแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำจะดีที่สุด

Diode laser 808

diode laser แตกต่างจากเลเซอร์ประเภทอื่นอย่างไร

หากกล่าวถึงการเลเซอร์ อย่างที่ทราบกันดีว่ามีหลายแบบ ซึ่ง diode laser นี้ก็มีข้อดีแตกต่างจากเลเซอร์กำจัดขนประเภทอื่น ๆ ดังนี้

ทำได้ทุกสภาพผิว

diode laser สามารถได้กับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย ผิวมัน และผิวสีคล้ำ ก็สามารถทำเลเซอร์ diode เพื่อกำจัดขนได้ง่าย ๆ

อ่อนโยนต่อผิว

เนื่องจากนวัตกรรมที่ทันสมัยและเข้าใจถึงปัญหา ทำให้ diode laser นั้นอ่อนโยนต่อผิวเป็นพิเศษ โดยจะไม่ทำปฏิกิริยากับเม็ดสีเมลานินในผิวหนังและไม่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น

ปกป้องผิวจากรอยไหม้หลังทำเลเซอร์

diode laser นั้นทำงานด้วยระบบความเย็น ส่งผลให้ไม่เกิดรอยไหม้หลังทำเลเซอร์ สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนที่อยากลองทำหรือมีปัญหาผิว ตลอดจนมีปัญหาขนแบบต่างๆ กวนใจ ก็สามารถใช้เลเซอร์ diode ได้


วิธีดูแลผิวหลังทำ diode laser

หลังจากการทำ diode laser อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถดูแลรักษาตัวเองได้ง่ายๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมที่มีความร้อนสูง หลังทำเลเซอร์ diode ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นการฟื้นฟูผิว
  • หากหลังจากทำเลเซอร์ diode มีอาการบวม แดง ระคายเคือง ก็สามารถประคบเย็นบริเวณนั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง บวม แดง หรือแสบร้อนได้
  • ห้ามกำจัดขนที่ขึ้นใหม่หลังจากการทำ diode laser ด้วยการถอนหรือแวกซ์ ให้ทำการโกนเท่านั้น
  • ห้ามทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกรด AHA หรือการขัดผิวหลังทำเลเซอร์ประมาณ 2-3 วัน เพื่อสุขภาพผิวที่ดีและไม่เกิดอาการระคายเคือง

สรุปท้ายบทความ

จากข้อความในข้างต้นก็ได้ทราบไปแล้วว่า diode laser คืออะไร มีกลไกการทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การทำเลเซอร์ diode นั้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ตลอดจนการบริการจากคลินิดหรือสถาบันความงามที่ได้รับมาตรฐาน สะอาดปลอดภัย ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากใครกำลังมองหาว่าสถานที่สำหรับทำ diode laser เพื่อให้มีผิวเรียบเนียนไร้ขน ก็สามารถเข้ามาใช้บริการเลเซอร์ diode กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาขอคำแนะนำเบื้องต้น หรือสามารถสอบถามจองคิวใช้บริการกับ Aya clinic ได้ เพียงแค่แอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 


เอกสารอ้างอิง

Coherent. (2021). DIODE LASERS: MORE THAN SKIN-DEEP COSMETIC BENEFITS

?. Retrieve from https://www.coherent.com/news/blog/diode-lasers-cosmetic-benefits 

ฉีดโบท็อกซ์ ลาดพร้าว

อยากฉีดโบท็อกซ์ ลาดพร้าว เลือกฉีดที่ไหนดี ฉีดพร้อมฟิลเลอร์ได้หรือไม่

ใครที่อยากเสริมสวยภายในเวลาที่จำกัด ก็อาจจะอยากทำหัตถการมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียว จะได้สวยไวๆและไม่ต้องรอนาน สำหรับการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ก็เช่นเดียวกัน บางคนอาจจะสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไรหรือว่าสามารถฉีดพร้อมกันเลยได้หรือไม่ แล้วถ้าต้องการฉีดฟิลเลอร์และฉีดโบท็อกซ์ ลาดพร้าวควรเลือกฉีดที่ไหนดี มาหาคำตอบกัน

 

โบท็อกซ์ คืออะไร

โบท็อกซ์ (Botox) หรือ Botulinum Toxin Type A เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium Botulinum ในระยะแรกสารนี้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เพื่อรักษาโรค แต่เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษบางประการทำให้ Botulinum Toxin Type A ถูกพัฒนาและนำมาใช้ในวงการความงามอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

กลไกการทำงานของโบท็อกซ์ คือ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะเข้าไปจับที่ปลายประสาทจนไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ตามปกติ ผลคือกล้ามเนื้อหยุดทำงานชั่วคราว อ่อนแรง คลายตัวและมีขนาดเล็กลง จึงเหมาะสำหรับใช้ฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อกราม กล้ามเนื้อน่องขา หรือจะฉีดเพื่อลดเลือนริ้วรอยก็ได้เช่นเดียวกัน

 

ฟิลเลอร์ คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสังเคราะห์ในกลุ่ม Hyaluronic Acid ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับสารในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี เนื้อฟิลเลอร์จึงฟูได้ จึงเหมาะสำหรับฉีดเพื่อเติมเต็มใบหน้า ปรับสมดุลรูปหน้าหรือฉีดเพื่อเพิ่ม Volume เมื่อฉีดแล้วผิวจะกลับมาเต่งตึงอิ่มเอิบมากขึ้น ผิวกระชับ ยืดหยุ่น เรียบเนียนและดูมีน้ำมีนวล ฟิลเลอร์ใช้ฉีดได้หลายบริเวณเช่นเดียวกับโบท็อกซ์ อาทิ ใต้ตา ขมับ ร่องแก้ม ริมฝีปาก จมูก คางฯลฯ หรือจะฉีดเพื่อปรับสภาพผิวก็ได้

โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ฉีดพร้อมกันได้หรือไม่

โบท็อกซ์และฟิลเลอร์นั้นแก้ไขปัญหาได้แตกต่างกัน โดยโบท็อกซ์จะเน้นแก้ไขจุดด้อยบนใบหน้า เช่น ลดกราม ลดริ้วรอย ส่วนฟิลเลอร์จะใช้เสริมแต่งใบหน้าให้สวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสามารถฉีดพร้อมกันได้เลย แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อที่จะได้วิเคราะห์ถึงปัญหาอย่างละเอียดและหาวิธีแก้ไขที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด

 

ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดโบท็อกซ์ ลาดพร้าวที่ไหนดี

แม้การฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์จะเป็นเพียงการเสริมความงามที่ไม่ใช่การผ่าตัด แต่ก็ต้องฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานบันเสริมความงามที่มีมาตรฐาน ที่สำคัญฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ที่ใช้ต้องเป็นของแท้เท่านั้น ผลลัพธ์จะได้ออกมาสวยงามและปลอดภัยมากที่สุด หากยังไม่มั่นใจว่าควรเลือกคลินิกไหนดี แนะนำให้มาที่ AYA Clinic เลย ที่นี่มีบริการเสริมความงามที่หลากหลาย ส่วนการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ก็มีให้บริการครบครัน จะฉีดแยกหรือฉีดพร้อมกันก็ได้ ปลอดภัยสูงเพราะทีมแพทย์ของที่นี่มีความเชี่ยวชาญมากนั่นเอง

ดึงหน้าร้อยไหม

ทำความเข้าใจ 4 ปัญหาที่อาจเกิดหลังดึงหน้าร้อยไหม

การร้อยไหม คือ หัตถการที่จะร้อยไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึงหรือเรียวสวยได้รูปมากขึ้น แม้ไม่ได้เป็นการผ่าตัด แต่ก็การร้อยไหมก็ทำให้เลือดออกใต้ผิวหนัง ดังนั้นจึงอาจมีผลข้างเคียงบางประการเกิดขึ้นได้เช่นกัน สำหรับใครที่สนใจจะดึงหน้าร้อยไหม มาลองทำความเข้าใจถึงปัญหาหรือผลข้างเคียงเหล่านี้ดู จะได้เตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังดึงหน้าร้อยไหม

1.อาการบวมช้ำหลังร้อย จะเกิดขึ้นในช่วง 3-4 วันแรกหลังร้อย เป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดกับทุกคนที่ร้อยไหม ไม่เป็นอันตรายและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากเกินพอดี หากรู้สึกปวดก็ทานยาบรรเทาอาการปวดตามแพทย์สั่ง โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วันและแทบจะหายสนิทใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามถ้าอาการปวดยังไม่ดีขึ้นหลัง 4 วัน ปวด บวม แดงมากขึ้นหรือมีไข้ร่วมด้วย ให้รีบกลับไปพบแพทย์ทันที

2.มีก้อนหลังร้อยไหม ในระยะแรกหลังร้อยไหมอาจจะคลำเจอก้อนได้ เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยถูกดึงรั้งไปอยู่รวมกัน แต่อาการนี้สามารถหายเองได้ ดังนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไป ที่สำคัญคือพยายามอย่าไปจับหรือนวดคลึงบริเวณที่ร้อยไหมบ่อยๆ เพราะอาจทำให้ไหมเคลื่อนที่ได้

 

3.ไหมขาด มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยแต่ก็เกิดขึ้นได้ สาเหตมาจากการแสดงสีหน้ามากเกินไป รวมไปถึงการอ้าปากหรือหาวปากกว้างด้วย ในช่วง 1 เดือนแรกหลังร้อยไหมหากขยับใบหน้ามากเกินไปอาจทำให้ไหมขาดได้ หรือถ้าไหมที่ร้อยไม่มีคุณภาพก็อาจจะขาดได้ง่ายเช่นเดียวกัน

 

4.หน้าเป็นคลื่น เกิดจากการดึงของเส้นไหม ทำให้บางครั้งผิวดูไม่เสมอกัน เมื่อไหมเริ่มเข้าที่ อาการนี้จะหายไปเอง ทั้งนี้หน้าเป็นคลื่นหลังร้อยไหมนั้นไม่ได้เกิดกับทุกคน ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่อันตรายอะไรและสามารถหายเองได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องเป็นกังวลไป

ดึงหน้าร้อยไหม

โดยรวมแล้วปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังดึงหน้าร้อยไหมทั้งหมดด้านบนไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไร ส่วนใหญ่สามารถหายเองได้หากมีการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ส่วนไหมขาดก็ป้องกันได้โดยการไม่ขยับสีหน้าจนเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วหากเลือกร้อยไหมกับสถาบันเสริมความงามที่มีมาตรฐาน ไหมมีคุณภาพดีและแพทย์มีความเชี่ยวชาญสูง คนไข้ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเลย เพราะปลอดภัยแน่นอน อาจมีเพียงผลข้างเคียงเล็กๆน้อยๆที่ไม่เป็นอันตรายเท่านั้นเอง  สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังอยากจะรับบริการดึงหน้าร้อยไหม ไหมแท้ๆ มีมาตรฐานคุณภาพ ผลลัพธ์ถูกใจต้องที่ เอยาคลินิกเท่านั้น

ฉีดเมโสแฟตราคา

ฉีดเมโสแฟตราคาเท่าไร หลังฉีดควรระวังอะไรบ้าง

หน้าใหญ่ หน้าบานจากปัญหาไขมันสะสมบนใบหน้า แก้ไขกันได้ง่ายๆด้วยการฉีดเมโสแฟต วิธีนี้จะช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์มากสำหรับผู้ที่อยากกำจัดไขมันบนใบหน้าด้วยระยะเวลาอันสั้น ว่าแต่ฉีดเมโสแฟตราคาเท่าไร ฉีดแล้วควรระวังเรื่องอะไรบ้าง ตามมาดูกัน

ฉีดเมโสแฟตราคา

ข้อควรระวังหลังฉีดเมโสแฟต

โดยทั่วไปแล้วการฉีดเมโสแฟตนั้นไม่ได้มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังอะไรมากมาย แต่เพื่อปรสิทธิสูงสุดในการรักษาก็ควรไม่ควรจะละเลยสิ่งเหล่านี้

1.หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ โดยควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังฉีด ไม่อย่างนั้นอาจทำให้อาการบวมช้ำหายช้าลงได้ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการฉีดเมโสแฟตด้วย ฉะนั้นใครที่อยากให้ผลลัพธ์การฉีดออกมาดี ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์กันไปก่อน

2.งดเข้าซาวน่า โดยงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังฉีดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวมช้ำมากยิ่งขึ้น และนอกจากซาวน่าแล้วต้องงดการประคบร้อนหรือทรีทเมนต์ร้อนประเภทอื่นๆด้วย

3.งดขัดหน้า/นวดหน้า/ทรีทเมนท์/ว่ายน้ำ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ ผิวบริเวณที่ฉีดอาจบวมช้ำมากขึ้น จึงควรงดจนกว่ารอยฉีดจากเข็มจะหายสนิทดี

 

ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดเมโสแฟต

หากต้องการให้การฉีดเมโสแฟตนั้นได้ผลดีและมีผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน นอกจากจะต้องพึ่งพาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน ดังนี้

1.เร่งการสลายของไขมัน ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องออกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป ไขมันจะถูกกำจัดออกไปเร็วมากขึ้น

2.หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพราะปริมาณไขมันที่ร่างกายสะสมเอาไว้ก็เป็นผลมาจากากรใช้ชีวิตนั่นเอง ดังนั้นควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำกัดอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร งดการสูบบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยให้ไขมันกลับมาช้าลงได้

 

ฉีดเมโสแฟตราคาเท่าไร

การเมโสแฟตเป็นหัตถการที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก โดยราคาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคลินิก ปริมาณและยี่ห้อของเมโสแฟต แต่โดยทั่วไปแล้วราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 บาทขึ้นไป หากช่วงไหนทางคลินิกมีโปรโมชั่นก็อาจจะมีราคาที่ถูกลงกว่านี้ ซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกมากแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปหาซื้อเมโสแฟตถูกๆทางอินเทอร์เน็ตมาให้หมอกระเป๋าฉีดเลย นอกจากจะอันตรายแล้วอาจจะประสบผลข้างเคียงร้ายแรงจนยากที่จะแก้ไขอีกด้วย

สรุปได้ว่าการฉีดเมโสแฟตราคาไม่แพง เห็นผลไวและมีข้อควรระวังไม่มาก ส่วนผลลัพธ์จะอยู่นานไหมนั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นจึงตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินอย่างปลอดภัยในระยะเวลาที่รวดเร็วนั่นเอง