Sculptra ฟื้นฟูผิว

sculptra คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว ฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก

ผิวหย่อนคล้อย ผิวขาดน้ำ หลายปัญหาผิวที่ต้องเจอเมื่ออายุเข้าเลข 3 ทำยังไงดี? ฉีด Filler ดีไหม? หยุดก่อน หากเจอปัญหาผิวหน้าเหล่านี้ อย่าเพิ่งไปฉีดฟิลเลอร์ ยังมีอีกหนึ่งหัตการการฟื้นบำรุงผิวหน้า ให้กลับมาอ่อนเยาว์ได้ ด้วย Sculptra นวัตกรรมการกู้คืนผิวแห้งกร้านให้กลับมาอ่อนเยาว์ คืนความสวยสู่ผิว ให้กลับมาใส เด้ง แบบที่เคย


sculptra คืออะไร

Sculptra เรียกว่า PLLA หรือ Poly-L-Lactic acid ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในสหรัฐอเมริกาและถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1999 เป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใต้ชั้นลึกของผิวเพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า 

โดยจะฉีด Sculptra เพื่อเป็นการ กระตุ้นคอลลาเจน และอิลาสตินใต้ชั้นผิว เพื่อเรียกเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า แมคโครฟาจ มาช่วยในการทำงาน ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างป็นธรรมชาติ ซึ่งจะคงปริมาตรได้ดีกว่า HA (Hyaluronic Acid) ทั่วไป โดยสลายตัวช้ากว่าทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากกว่า


Collagen ส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวสุขภาพดี

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด สามารถพบคอลลาเจนได้ในผิวหนัง หลอดเลือด เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นกับเนื้อเยื่อภายในร่างกาย รวมทั้งช่วยในการพยุงโครงสร้างของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีส่วนในกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังเวลาเกิดบาดแผลหรือมีการบาดเจ็บ เมื่ออายุมากขึ้น อัตราการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังจะลดลง จะทำให้ผิวหนังดูหย่อนคล้อยได้ การกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวสดใส จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน


Collagen ที่พบได้ในร่างกาย

โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนมีหลายชนิด และแตกต่างกันไปตามหน้าที่ในร่างกาย แต่คอลลาเจนที่สำคัญและควรรู้จักมีอยู่ 5 ชนิดด้วยกัน ดังนี้ 

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type I) ซึ่งพบมากถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย และสำคัญที่สุดช่วยในการเสริมความยืดหยุ่น การสมานแผล สามารถพบได้ในผิวหนัง เส้นผม กระดูก เนื้อเยื่อ และผนังหลอดเลือด
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าชนิดที่ 1 พบมากในกระดูก กระดูกอ่อน และข้อต่อ มีหน้าที่ช่วยในการสร้างกระดูกอ่อน
  • คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Collagen Type III) มักพบร่วมกับประเภทที่ 1 คือพบในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 10 %
  • คอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type IV) เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว พบมากบริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย
  • คอลลาเจนชนิดที่ 5 (Collagen Type V) สามารถพบได้ในบริเวณเดียวกันกับชนิดที่ 1 เป็นคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ พบในผิวของเซลล์ และเส้นผม

หน้าที่สำคัญของ Collagen ที่มีต่อผิวหนัง

  • ช่วยให้ผิวตึง กระชับ เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวตลอดเวลา
  • ลดริ้วรอย และความหยาบกร้านของผิวหนัง
  • รักษาสมดุลน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว
  • ส่งเสริมกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
  • ปกป้องและสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างชั้นผิวภายใน

 sculptra ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

  • ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใต้ชั้นลึกของผิว ช่วยให้ผิวแห้งกร้าน กลับมานุ่มชุ่มชื่น
  • ช่วยให้ใบหน้าดูกระจ่างใส ผิวสดใส ไม่หมองคล้ำ
  • ลดริ้วรอยบนใบหน้า
  • กระตุ้นคอลลาเจน คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว

sculptra เหมาะสำหรับใครบ้าง หรือผู้ที่มีปัญหาผิวด้านใด

Sculptra เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยที่เห็นได้ชัดซึ่งเกิดขึ้นตามวัย และด้วยอนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA-SCA) ที่เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนธรรมชาติให้ผลิตเพิ่มมากขึ้น รวมถึงฟื้นฟูโครงสร้างภายในชั้นลึกของผิวเพื่อให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวดูยกกระชับขึ้น ผิวสดใสขึ้น และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพร้อมปรับปรุงคุณภาพของผิวให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือว่า Sculptra ตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเหมาะมากๆ กับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์จากการฉีดที่ยาวนาน เพราะจากการวิจัยพบว่า Sculptra สามารถให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนานถึง 2 ปี  


sculptra มีความปลอดภัยหรือไม่

Sculptra ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในสหรัฐอเมริกาและถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1999 และยังปราศจากส่วนผสมของมนุษย์และสัตว์ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ โดยองค์ประกอบได้รับการปรับให้เข้ากับร่างกายมนุษย์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการปฏิเสธ จึงไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบการแพ้ก่อนการรักษา เมื่อเวลาผ่านไปสารออกฤทธิ์จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์


หลักการทำงานของ sculptra มีการทำงานอย่างไร

หลังจากฉีด Sculptra เข้าสู่ชั้นล่างของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแล้ว ตัวยาจะเริ่มกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เติมเต็มช่องว่างที่ทำให้เกิดริ้วรอย ส่วนสารสำคัญใน Sculptra จะค่อยๆถูกดูดซึมและมีการเปลี่ยนแปลงเป็น Lactic acid ไปกระตุ้นขบวนการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน โดยผ่านการเรียกเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า แมคโครฟาจ มาช่วยในการทำงาน โดยขบวนการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 หลังรับการรักษาและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องให้ผลิตคอลลาเจนของตัวเองอีกครั้ง ทำให้คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

จากผลการวิจัย จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิต Collagen type1 สูงถึง 66.5% หลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่สามารถผลิต Collagen type1 ได้มากเทียบเท่ากับ Sculptra เลยในตอนนี้


ก่อนการฉีดและหลัง  sculptra มีการเตรียมตัวอย่างไร

การเตรียมตัวก่อนการรักษา : 

  • ไม่ฉีดหรือทำการรักษาหน้าด้วยหัตถการตัวอื่นๆ มาก่อนประมาณ 2 – 4 อาทิตย์  
  • หยุดการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มยาแอสไพริน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีดเพื่อป้องการอาการฟกช้ำ 
  • งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา เป็นต้น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ 
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด 
  • ดูแลสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง 
  • ไม่ได้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่

การดูแลหลังการรักษา : 

  • สามารถล้างหน้า แต่งหน้าได้ หลังฉีด 2-3 ชั่วโมง 
  • ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา ให้ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด บวมช้ำ
  • ใน 24 ชั่วโมงแรก งดออกกำลังกายหนัก งดซาวน่า และงดออกแดดจัด
  • หลักการแบบ Triple5 เพื่อให้อนุภาคสาร PLLA กระจายตัวไปทั่วบริเวณใบหน้า และไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณที่เราต้องการ ซึ่งจะต้องทำการนวดครั้งละ 5 นาที 5 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ง่ายๆ แต่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
  • รับประทานวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในช่วง 3 เดือนแรก

ข้อดีของการฉีด sculptra 

  • การกระตุ้นคอลลาเจน เป็นการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเติมเต็มคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เรียงตัวแน่นขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งจะส่งผลให้ 
  • ใบหน้ายกกระชับขึ้น 
  • ลดริ้วรอย ผิวเต่งตึงเรียบเนียนขึ้น
  • คืนความสมดุลให้ผิวอิ่มน้ำ ละเอียด แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน 
  • แก้ปัญหาผิวขาดน้ำ ให้กลับมาดูอิ่มน้ำ ผิวสดใสขึ้น

นอกจากนี้ยังสามารถกำจัดเซลลูไลท์ส่วนเกินในหลายตำแหน่งด้วย เช่น สะโพก ต้นขา ต้นแขน 


การฉีด sculptra ควรทำการฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผลลัพธ์

การฉีด Sculptra ต้องผ่านการประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่า และขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล ว่าเหมาะกับการทำจำนวนกี่ครั้ง ซึ่งแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ถ้าปัญหาเยอะมากๆ อาจจะต้องทำประมาณ 2-4 ครั้ง  โดยห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์


ผลลัพธ์ของการรักษาอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Sculptra จะอยู่ได้นานถึง 2 ปี เพราะเป็นการคงอยู่ของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นด้วยตนเองตามธรรมชาติ โดยในบางรายอาจอยู่ได้ถึง 3 ปี ขึ้นกับการดูแลแต่ละบุคคล


ข้อควรระวังในการฉีด sculptra

  • ไม่ควรใช้ Sculptra ในผู้ที่แพ้ส่วนผสมใดๆ ของผลิตภัณฑ์ อาทิ poly-L-lactic acid” (PLLA), carboxymethylcellulose (USP) , non-pyrogenic mannitol (USP).
  • ผู้ที่มีประวัติการเกิดคีลอยด์หรือมีแผลเป็นนูน
  • ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดการอักเสบในตำแหน่งที่ต้องการรักษา 
  • ผู้ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร 

ในการฉีด sculptra สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆได้ไหม

หากคนไข้ต้องการที่จะทำหัตถการอื่นๆร่วมด้วย แนะนำให้ทำหลังจากทำ Sculptra ไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ ในตำแหน่งเดียวกัน


ข้อสรุป

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหน้า ต้องการเข้ารับการรักษา แต่กำลังลังเลว่า จะเลือกทำSculptra หรือฉีด Filler ดี ต้องบอกให้เห็นภาพชัดเจนก่อนว่าทั้ง 2 หัตถการนี้มีความแตกต่างกันตรงที่  Sculptra สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่า Filler อย่างมาก ในขณะที่ Filler มีความสามารถในการเพิ่ม Volume ได้ดีกว่า ฉะนั้นการจะเลือกการรักษาตัวใดจึงขึ้นกับปัญหาของคนไข้เป็นสำคัญ 

การรักษาด้วย Sculptra  เป็นอีกหนึ่งหัตถการที่อยากแนะนำให้ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ไม่สดใส มีริ้วรอย ผิวไม่กระชับ สามารถเลือกรักษาโดยวิธี Sculptra ได้เลย สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอบถามข้อมูล และเข้ารับการเช็คสภาพผิวเพื่อทำการรักษาต่อไปได้ 


Exosome

Exosome ฟื้นฟูผิวเสียให้แข็งแรง ด้วยนวัตกรรมที่มากกว่า Stem Cell

Exosome baby skin booster ทางเลือกใหม่ของการซ่อมแซมผิวหน้าให้กลับมาอ่อนเยาว์แบบเร่งด่วน ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมมากขึ้น ในช่วงปี 2023 นี้ Exosome นั้นเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้แลดูอ่อนเยาว์ ปรับสภาพผิวให้กลับมาเปล่งปลั่ง หน้าใส พร้อมทั้งช่วยเติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอิ่มฟูและดูเด็กลงได้อย่างรวดเร็ว สำหรับใครที่สนใจและกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ Exosome สำหรับฟื้นบำรุงผิว บทความนี้จะมาไขทุกข้อสงสัยให้กับคุณกันค่ะ 

Exosome คืออะไร

Exosome คือ สารสำคัญที่เซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกายสามารถหลั่งออกมาเพื่อทำการสื่อสารระหว่างเซลล์ โดยสาร Exosome ที่หลั่งออกมาจากเซลล์จะถูกบรรจุอยู่ในถุงเล็กๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-150 นาโนเมตร ภายในถุงที่บรรจุสาร Exosome นั้นมีสารชีวโมเลกุลรวมกว่า 1,000 ชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนจำเป็น (amino-acid), ไขมัน (Lipid), Growth factor, Cytokines, mRNA, miRNA, DNA เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังเซลล์เป้าหมายเพื่อให้เซลล์ทำตามคำสั่งที่ได้รับมา นอกไปจากการสื่อสารระหว่างเซลล์แล้วนั้น Exosome ยังมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเซลล์โดยรอบ ด้วยการกระตุ้นให้เซลล์อ่อนวัยและทำงานได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณประโยชน์ในด้านความงามและการฟื้นฟูเซลล์ผิวของ Exosome ที่ทำให้ผิวกลับมายืดหยุ่นและกระชับ ลดริ้วรอย เพิ่มความกระจ่างใสพร้อมปรับให้ผิวดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น 

Exosome

  กลไกการทำงานของ Exosome มีกลไกการทำงานดูแลเรื่องผิวอย่างไร

Exosome ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับเซลล์อื่น ๆ เหมือนกับการส่งข้อความบอกเซลล์อื่น ๆ ให้รับรู้ ซึ่งสารที่เป็นส่วนประกอบ มีดังนี้

  • Cytokines

เป็นสารกลุ่มโปรตีนหรือโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นภายในร่างกายโดยเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีหน้าที่เป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของเซลล์ และปรับปรุงสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย รวมถึงช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดอาการอักเสบ ปรับภูมิคุ้มกันผิว และรักษาบาดแผลให้หายเร็วขึ้น

  • Growth factor

สารโปรตีนขนาดเล็กมีผลในการกระตุ้นและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ การสร้างเซลล์ใหม่ และเพิ่มจำนวนเซลล์ ทำให้เซลล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่จะช่วยซ่อมแซมผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย และช่วยชะลอวัย

  • miRNA

miRNA ย่อมาจาก MicroRNA เป็นสายโมเลกุล RNA ขนาดเล็ก ที่จะช่วยปรับระดับการทำงานของยีนและควบคุมระดับ mRNA ภายในเซลล์ให้เป็นปกติ โดยกระตุ้นยีนที่ดีเพื่อสร้างโปรตีน และยับยั้งยีนที่ทำงานผิดปกติ เพื่อให้เซลล์อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต และมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวในระดับลึกถึงเซลล์ได้ดี

  • Biological compounds

เป็นสารชีวโมเลกุลต่าง ๆ ที่สเต็มเซลล์สร้างขึ้น เพื่อใช้ในการรักษาและปรับสมดุลภายในเซลล์ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรดไขมัน กรดอะมิโน โปรตีน เป็นต้น โดยสารเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโต การฟื้นฟู ปรับปรุงสุขภาพของผิวให้ดูสมบูรณ์ และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

หลักการทำงานของ Exosome

หลักการทำงานของ Exosome คือ การใช้สารชีวโมเลกุลต่าง ๆ เข้าไปในเซลล์โดยตรง โดยใช้ถุงนี้เป็นตัวกลาง โดยเซลล์จะใช้สารในถุงนี้เป็นเหมือนกับข้อความในจดหมาย ซึ่งถูกบรรจุแล้วส่งออกไปบอกเซลล์อื่นๆให้รับรู้ โดยจะเคลื่อนที่ไปมาระหว่าง เซลล์ผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียน ทำให้เกิดการเผาผลาญของผิวหนัง เกิดการสร้างไฟโบรบลาสต์ที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการสร้างเซลล์ผิวหนังและการเสื่อมสภาพของเซลล์ มีผลในการช่วยส่งส่วนประกอบของยาที่เกี่ยวข้องกับโรคไปยังเซลล์ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและ ซ่อมแซมผิว 

ประโยชน์ของ Exosome ช่วยเรื่องผิวหนังอะไรบ้าง

  1. Exosome ช่วยเรื่องผิวหน้าและหน้าใส
  • ช่วยซ่อมแซมผิวได้ล้ำลึกถึงระดับเซลล์ ช่วยจัดการปัญหาผิวได้อย่างเห็นผล
  • กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ปรับผิวให้แข็งแรงจากภายใน ลดอาการผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ ยืดหยุ่น แลดูอ่อนเยาว์
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิว ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว 
  • ช่วยเติมความชุ่มชื้น ผิวดูอิ่มน้ำ หน้าใส ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีมากขึ้น
  • Exosome ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น 
  • ลดเลือนรอยแผลเป็น รอยหลุมสิว
  1. Exosome ช่วยเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ

เอ็กโซโซม นอกจากจะถูกนำมาใช้ในนวัตกรรมการบำรุงผิวมากขึ้น เพราะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมชาติ ยังได้มีการนำเอามาใช้ในการบำรุงผม และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดปัญหาผมร่วง ปลูกผม รวมทั้งฟื้นฟูรากผมที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรง และมีเส้นผมงอกใหม่ได้อีกครั้งด้วย

การฉีด Exosome สามารถฉีดจุดไหนได้บ้าง

Exosome สามารถฉีดได้ทั่วใบหน้า หรือฉีดเฉพาะจุดที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น 

  • ใต้ตา ช่วยลดใต้ตาคล้ำ ให้ดูสว่าง สดใส 
  • หน้าผาก ช่วยลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก 
  • ร่องแก้ม เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวบริเวณร่องแก้มกระชับขึ้น 
  • แก้ม ช่วยลดการแพ้ ลดจุดด่างดำ และการอักเสบของผิว 
  • ลำคอ ช่วยลดริ้วรอยบริเวณลำคอ 
  • กรอบหน้า กระตุ้นคอลลาเจน กรอบหน้าชัดขึ้น
ฉีด Exosome

Exosome แตกต่างจาก Rejuran อย่างไร

Exosome

  • สารประกอบหลัก สารชีวโมเลกุลที่ถูกปล่อยออกมาจาก Stemcell เช่น growth factor, peptides, amino acids, coenzymes, hyaluronic acid
  • จุดเด่น Skin Rejuvenation แก้ปัญหาริ้วรอย รูขุมขนกว้าง รอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ 
  • เหมาะกับใคร ผู้ที่มีริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ สิว หลุมสิว รอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแห้ง หน้าโทรม
  • ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลใน 3 วัน แนะนำให้ฉีดต่อเนื่องเดือนละครั้งในช่วง 3-4 เดือน
  • ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ฉีด 1 ครั้งอยู่ได้นาน 1 เดือน ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง อยู่ได้นาน 6-12  เดือน 

Rejuran

  • สารประกอบหลัก Polynucleotide หรือ PN บริสุทธิ์ เข้มข้น 2% สกัดจาก DNA Salmon
  • จุดเด่น ฟื้นฟูผิวอ่อนเยาว์ ปรับสภาพผิว หน้าใส กระชับรูขุมขน 
  • เหมาะกับใคร ผู้ที่มีผิวหน้าโทรม ไม่สดใส มีริ้วรอย รูขุมขนกว้าง มีหลุมสิวตื้น ๆ   
  • ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลใน 3-5 วัน แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 4 ครั้ง ห่างกัน 2-3 สัปดาห์
  • ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ฉีด 1 ครั้งอยู่ได้นาน 1 เดือน ฉีดต่อเนื่อง 4 ครั้ง อยู่ได้นาน 6 เดือน 

การเตรียมตัวก่อนฉีด – หลังฉีด Exosome

  1. วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Exosome

ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์ที่เชี่ยวชาญ เทคนิคในการทำ รวมถึงวิธีการสังเกตตัวยาว่าแท้หรือไม่ 

งดยาแอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. John’s Wort, Ginkgo Biloba, Primrose Oil, Garlic, Ginseng, Vitamin E

งดคอร์สเลเซอร์ ดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีด 

งดยาผลัดเซลล์ผิวและนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีด

หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง

  1. การดูแลตัวเองหลังฉีด Exosome

งดสัมผัส หรือนวดหน้าแรง ๆ 

งดการสครับผิว ขัดผิว ลอกผิว หรือเลเซอร์ผิว  

หลีกเลี่ยงแสงแดด รังสี UV หรืออากาศร้อนจัด เช่น อาบแดด ซาวน่า    

งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ 1.5-2 ลิตร/วัน (8-10 แก้ว)

 คำถามที่พบบ่อย

  • Q : ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีด Exosome

A: ผู้ที่ต้องการ ซ่อมแซมผิวหน้าให้ดูเด็ก อ่อนเยาว์ ปรับผิวให้เรียบเนียน ดูสุขภาพดี มีปัญหาผิวอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบ มีปัญหาริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น สีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวแห้งเสียหยาบกร้าน ผิวขาดความชุ่มชื้น มีรอยแผลเป็น รอยหลุมสิวและมีรูขุมขนกว้าง 

  • Q: Exosome ไม่เหมาะที่จะใช้กับใครบ้าง

A: ผู้ที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ,ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับผิวหนัง ควรรักษาโรคให้หายดีก่อนแล้วจึงค่อยฉีด Exosome รวมไปถึง ผู้ที่มีภาวะเลือดหยุดไหลยากหรือเลือดออกไม่หยุด

  • Q : ข้อดีที่ควรฉีด Exosome เป็นอย่างไร

A : เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง ไม่ต้องพักฟื้น สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการรักษาได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังสามารถทำรวมกับการรักษาอื่น ๆ ได้ โดยการฉีดเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการเลเซอร์ในครั้งถัดไป ซึ่งจะส่งผลให้การตอบสนองต่อการเลเซอร์ดีขึ้น และสามารถทำพร้อมทรีตเมนต์ผมอื่น ๆ หรือทำหลัง ปลูกผมถาวร  แล้ว เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับรากผมมากขึ้น

  • Q : หลังฉีด Exosome ไปแล้วกี่วันจะเริ่มเห็นผล

A : เห็นผลได้ภายใน 3-5 วัน  

  • Q : การฉีด Exosome สามารถฉีดได้บ่อยแค่ไหน

A : การฉีดเอ็กโซโซมควรทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง โดยห่างกันทุก 1 เดือน ซึ่งแต่ละครั้งผลลัพธ์จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลผิวหลังฉีดด้วย ซึ่งหลังจากทำครบ 3-5 ครั้งแล้ว สามารถทำต่อเนื่องได้ทุก ๆ 6-12 เดือน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์และคงการรักษาที่มีประสิทธิภาพไว้ 

  • Q : หลังฉีด Exosome จะมีผลข้างเคียงหรือไม่
  • A : ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงหลังฉีด โดยก่อนฉีดแพทย์จะทำการแปะยาชา ระหว่างฉีดจะไม่รู้สึกเจ็บ ตัวยาไม่แสบผิว และอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือ จะมีรอยแดง และตุ่มขึ้นบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะสามารถหายไปได้เองในระยะเวลาไม่นาน และในวันรุ่งขึ้นสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ

ข้อสรุป

Exosome คือ สารที่สร้างจากเซลล์ มีหลายประเภท เซลล์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างเซลล์รวมถึงการสั่งงานต่างๆ โดยการฟื้นฟูผิวคือช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวกระชับ ช่วยลดเม็ดสีที่ผิดปกติ สำหรับท่านใดที่กำลังมองหานวัตกรรมการซ่อมแซมผิวที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่อยากเจ็บตัว Exosome ถือว่าตอบโจทย์สำหรับสาวๆในยุคนี้มาก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากต้องการฉีด Exosome ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้ารับการเช็คสภาพผิวและทำการรักษาต่อไป


ปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก ทางเลือกใหม่สำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก

ปัจจุบันหลายคนควบคุมน้ำหนักแบบผิดวิธี รวมถึงพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย เช่น การกินไม่ตรงเวลา ความเครียด เพราะอดอาหารปล่อยให้หิวมากๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ก็ทำให้เกิดความโหย หิว และอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน เป็นต้น ดังนั้นจึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ เข้ามาเพื่อช่วยให้การลดน้ำหนักเห็นผลดี ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย หนึ่งในนั้นคือ ปากกาลดน้ำหนัก

 สำรวจตัวเองว่าแบบไหนที่เรียกว่า อ้วน

การสำรวจตัวเองว่าอ้วนหรือไม่ เบื้องต้นให้ดูความสมส่วนของร่างกาย เปรียบเทียบน้ำหนักและส่วนสูง และสามารถคำนวณได้จากค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว(กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง(เมตร) ยกกำลังสอง หากวัดค่า BMI ได้ที่ 18.5 หมายถึง น้ำหนักน้อย หรือผอมมากว่าปกติ 18.50-24.90 อยู่ในเกณฑ์ปกติ 25.00-29.90 อยู่ในช่วงน้ำหนักเกิน และหักคำนวณได้ 30 ขึ้นไปจะเข้าข่ายโรคอ้วนนั่นเอง

 สาเหตุของน้ำหนักเกิน หรืออ้วน

สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเกินหรืออ้วนเกิดจากการที่มีปริมาณไขมันในร่างกายมากเกินไป อันเกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การลดน้ำหนักที่ผิดวิธี การพักผ่อนที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อร่างกายมีไขมันในปริมาณที่มากเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา หลักๆคือโรคอ้วน และโรคอื่นๆอย่าง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

 ควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีไหนดี

ปัจจุบันมีวิธีควบคุมน้ำหนักหลากหลายวิธี ทั้งวิธีธรรมชาติ วิธีทางเลือกที่ใช่นวัตกรรมเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น

  • ทำ IF คุมอาหาร วิธีลดน้ำหนักที่เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องอดอาหาร และเห็นผลจริง โดยเป็นการควบคุมอาหารและอดอาหาร มีหลากหลายสูตให้เลือก แต่ที่เป็นที่นิยมจะเป็นสูตร IF 16/8 คือการทานอาหารในช่วงเวลา 8 ขั่วโมง และอดอาหารในช่วงเวลา 16 ชั่วโมง
  • ดูดไขมัน การศัลยกรรมที่จะช่วยกำจัดปัญหาไขมันส่วนเกิน โดยสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เช่น ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง เอว ต้นขา เป็นต้น เป็นวิธีที่ได้ผลจริงเห็นผลชัดหลังทำ และปลอดภัย
  • ตัดกระเพาะ การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก เป็นการช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลง ทำให้กินน้อยลง ไม่รู้สึกหิวบ่อย และจะรู้สึกอิ่มนานขึ้น เป็นวิธีที่ช่วยจำกัดการทานอาหาร นำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • ปากกาลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักแบบใหม่ เป็นวิธีทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบปลอดภัย ไม่เจ็บตัว 

 ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร

ปากกาลดน้ำหนัก เป็นตัวยาที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่าสามารถช่วยลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ ตัวยาดังกล่าวจะช่วยลดความอยากอาหาร เป็นวิธีที่ปลอดภัย ส่วนใหญ่มักจะใช้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหิวบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหิวมีหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น

  • ฮอร์โมน เมื่อกระเพาะอาหารว่าง จะทำให้มันหลั่งฮอร์โมนความหิวออกมา ส่งผลให้เกิดความอยากอาหาร
  • ความต้องการสารอาหาร เมื่อเราทานอาหารเข้าไปร่างกายจะย่อยให้กลายเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน จากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด สมองก็จะส่งสัญญานให้เกิดความรู้สึกอิ่ม กลับกันเมื่อสารอาหารดังกล่าวถูกร่างกายใช้งานจนหมดก็จะทำให้เกิดความหิว หรือต้องการสารอาหารขึ้นอีกครั้ง
  • ระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อเราไม่ได้ทานอาหารเป็นเวลานาน จะทให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จนเกิดความรู้สึกหิว 
  • อารมณ์และความรู้สึก อารมณ์โกรธ เหงา เบื่อ หรือแม้แต่อารมณ์ดีมีความสุข สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความรู้สึกหิวได้

 หลักการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก

ปากการลดน้ำหนักคือการฉีดตัวยาที่ชื่อ Semaglutide เข้นไปในร่างกาย หลักการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก คือ ใช้ฮอร์โมนคุมหิวไปกระตุ้น GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สั่งร่างกายว่าอิ่มแล้ว ไปสั่งสมองให้รู้สึกอิ่ม และไม่อยากทานอาหาร ทำให้เมื่อใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดความอิ่มขึ้น และความอยากอาหารลดลง จนทำให้สามารถทานอาหารได้น้อยลง 

ตัวยาสำหรับการควบคุมน้ำหนักมีกี่แบบ

รูปแบบปากกา 

คือใช้การฉีดยาเพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยจะออกฤทธิ์ที่สมอง มีผลต่อการควบคุมการรับประทานอาหาร และความอยากอาหาร

รูปแบบการรับประทาน 

เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์นอกสมอง ซึ่งจะออกฤทธิ์ที่ระบบลำไส้ เพื่อยับยั้งการดูดซึมของสารอาหาร

ปากกาลดน้ำหนัก มีอันตรายมั้ย ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่

ปากกาลดน้ำหนักเป็นวิธีที่สามารถลดน้ำหนักได้จริง ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย และค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่จะต้องทำควบคู่กับการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายด้วย แต่อาจมีผลข้างเคียงได้บ้าง โดยเฉพาะกับผู้ที่ทานหวานเป็นประจำ เนื่องจาก ปากกาลดน้ำหนักจะเข้าไปช่วยตับอ่อนในการควบคุมและลดน้ำตาล หากทานของหวาน ก็จะทำให้น้ำตาลสูงในเลือด เกิดอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน เนื่องด้วยตับอ่อนพยายามตอบสนองในการจำกัดน้ำตาล ดังนั้นช่วงที่ใช้ปากกาลดน้ำหนักไม่ควรทานหวาน หรือควรลดน้ำตาล นอกจากจะไม่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้แล้ว ยังช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการใช้ปากกาลดน้ำหนักอีกด้วย อย่างไรก็ตามปากกาลดน้ำหนักไม่ได้ส่งผลอันตรายถึงชีวิตหากใช้อย่างถูกวิธี และไม่ใช้ในคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงห้ามใช้ปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก จะทำให้เกิดอาการโยโย่หรือไม่

ปากกาลดน้ำหนักเป็นวิธีที่สามารถลดน้ำหนักได้จริง แต่จะต้องทำควบคู่กับการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายด้วย หากไม่สามารถควบคุมอาหารได้อาจทำให้เสี่ยงโยโย่ เนื่องจากปากกาลดน้ำหนักช่วยควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับให้น้อยกว่าเดิม เมื่อแคลอรี่น้อยลงร่างกายจะใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อก่อน ทำให้กล้ามเนื้อสลายไปก่อนไขมัน น้ำหนักที่หายไปจึงอาจไม่ใช่การลดปริมาณไขมันในร่างกายแต่เป็นกล้ามเนื้อ ซึ่งการลดลงของกล้ามเนื้อเป็นสาเหตุหลักที่หากหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนัก จะทำให้ร่างกายเกิดการโยโย่ได้

การใช้ปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใครบ้าง

 ปากกาลดน้ำหนักเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหา ดังต่อไปนี้

  • คนที่มีภาวะน้ำหนักเข้าเกณฑ์โรคอ้วน คือ มีดัชนีมวลกาย คือค่า BMI เกิน 30 kg/m2
  • คนที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานดัชนีมวลกาย คือค่า BMI เกิน 27 kg/m2 หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
  • คนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักและต้องการตัวช่วยที่จะทำให้การลดน้ำหนักเห็นผลไวและมีประสิทธิภาพ
  • คนที่ต้องการปรับพฤติกรรมการกิน เช่น กินมากเกินความต้องการ เป็นต้น
  • คนที่ต้องอยากลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ปลอดภัย อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • คนที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ แต่ยังไม่เห็นผล

ข้อควรรู้ในการใช้ปากกาลดน้ำหนัก

ข้อควรรู้ในการใช้ปากกาลดน้ำหนัก

  • อ่านคําแนะนําอย่างละเอียดก่อนใช้
  • ฉีดยาก่อนหรือหลังอาหารวันละครั้งที่บริเวณต้นขา ท้อง หรือไหล่
  • ไม่ใช้ปากกาลดน้ำหนักบ่อยกว่าที่กำหนด ควรใช้ตามคำแนะนำ หรือคำสั่งแพทย์
  • ไม่ควรใช้ปากกาลดน้ำหนักร่วมกับผู้อื่น
  • หากต้องใช้ปากกาลดน้ำหนักในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ผู้ปกครองควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อทำความเข้าใจวิธีการใช้อย่างถูกต้อง

อาการข้างเคียงของการใช้ปากกาลดน้ำหนักที่อาจะเกิดขึ้นได้

อาการข้างเคียงของการใช้ปากกาลดน้ำหนักที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • รู้สึกคลื่นไส้ เนื่องจากตัวยาส่งผลต่อการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ช่วงเริ่มใช้ยาอาจจะรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอมได้ง่าย
  • ปวดท้อง มีอาการแน่นท้อง ท้องเสียเล็กน้อย
  • ท้องผูกตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะลดอัตราการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานได้ช้าลง จนเกิดอาการท้องผูกได้

การใช้ปากกาลดน้ำหนักห้ามใช้กับผู้ใครบ้าง

การใช้ปากกาลดน้ำหนักห้ามใช้กับคนบางกลุ่ม ดังนี้

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร 
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 
  • ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี 
  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1  
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งไทรอยด์
  • ผู้ที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบ

ข้อบ่งชี้ในการใช้ปากกาลดน้ำหนักทางการแพทย์

ข้อบ่งชี้ในการใช้ปากกาลดน้ำหนักทางการแพทย์ มีดังนี้

  • ผู้ที่เป็นไทรอยด์แนะนำให้อาการไทยรอยด์อยู่ในภาวะ Stable ก่อน จึงจะใช้ปากกาลดน้ำหนักได้
  • ปากกาลดน้ำหนัก สามารถใช้รักษาร่วมกับยาในกลุ่มโรคความดัน โรคหัวใจ และเบาหวาน นอกจากนี้ตัวยายังช่วยลดความดันเลือด น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

อันตรายจากยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายในอินเทอร์เน็ต

อันตรายจากยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายในอินเทอร์เน็ต

  • เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง การดื่มน้ำก็ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น
  • กินอาหารไม่อร่อย ลิ้นไม่รับรู้รสชาติ หรือลิ้นรับรสชาติแปลก ๆ ไปจากปกติ
  • ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว โดยเฉพาะบริเวณแขน ขา และข้อ
  • เวียนศีรษะ มึนงง เบลอ
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน อยากจะอาเจียนตลอดเวลา
  • ท้องผูก ระบบขับถ่ายแปรปรวน
  • นอนไม่หลับ ไม่สบายตัว หรือสะดุ้งตื่นบ่อย 
  • มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

คำถามที่พบบ่อย

ปากกาและยาลดน้ำ สามารถลดน้ำหนักลงได้กี่โล 

ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายคนเราไม่เท่ากัน การทำปฏิกิริยากับตัวยาก็แตกต่างกันไป รวมถึงพฤติกรรมระหว่างการใช้ตัวยา เช่น การออกกำลังกายร่วมกับการควบคุมอาหาร เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วภายใน 1 เดือน สามารถลดได้ถึง 5 กิโล อ้างอิงจากคำกล่าวจากกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ในการใช้ปากกาลดน้ำหนัก

ความแตกต่างระหว่างปากกาดน้ำหนัก และยาควบคุมน้ำหนักแบบรับประทาน

ปากกาลดน้ำหนัก คือใช้การฉีดยาเพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยจะออกฤทธิ์ที่สมอง มีผลต่อการควบคุมการรับประทานอาหาร และความอยากอาหาร

ส่วนยาควบคุมน้ำหนักแบบรับประทาน เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์นอกสมอง ซึ่งจะออกฤทธิ์ที่ระบบลำไส้ เพื่อยับยั้งการดูดซึมของสารอาหาร

การรักษาสิว

รักษาสิว ดูแลผิวให้ถูกวิธี  เผยผิวหน้าเนียนใส!

สาเหตุของการเกิดสิวไม่ว่าจะเป็นจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน การใช้สารสเตียรอยด์ เครื่องสำอาง หรือสกินแครต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำให้สาวๆเกิดความกังวลใจ หมดความมั่นใจ ดังนั้น การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิวแต่ละชนิด การรักษาที่เหมาะสม ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เรารับมือกับปัญหาสิวกวนใจที่สาวๆ ทุกคนต้องเคยเผชิญ ได้อย่างอยู่หมัด  เผยผิวหน้าเนียนใส ไร้สิว

สิวมีสาเหตุเกิดจากอะไรทำความใจเกี่ยวกับสิว

สิว ปัญหาผิวหนังที่ใครหลายคนต้องเผชิญ เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญใจเป็นอย่างมาก สาเหตุของการสิว อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีผลต่อการเกิดสิว และยังมีปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อการเกิดสิว เช่น กรรมพันธุ์ อารมณ์ อาหารอากาศ ยา สามารถแบ่งปัจจัยหลักได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ เช่น ระดับฮอร์โมน ความเครียด  กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง เป็นต้น และปัจจัยภายนอกร่างกาย ได้แก่ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กับผิวหน้าและผิวกาย  การออกกำลังกาย การทานอาหาร การพักผ่อน เป็นต้น

สิว

สิวมีกี่ประเภท

หากแบ่งตามความรุนแรงจะสามารถแบ่งได้ 3 ระดับ

สิวไม่รุนแรง 

เป็นสิวเพียงเล็กน้อย คือเป็นสิวอุดตันที่ไม่มีอาการอักเสบ เช่น สิวอุดตันหัวเปิด สิวอุดตันหัวปิด สิวตุ่มแดง และสิวหัวหนอง ไม่มีอาการคันหรือแสบร่วมด้วย และเป็นในจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น 

สิวระดับปานกลาง 

คือเป็นสิวตุ่มแดง และสิวหัวหนอง จำนวนปานกลาง หรือเป็นสิวอักเสบลึก ในจำนวนเล็กน้อย

สิวระดับรุนแรง 

คือเป็นสิวตุ่มแดง และสิวหัวหนอง จำนวนมาก เป็นสิวอักเสบลึก หรือสิวอักเสบขั้นรุนแรง จำนวนมากและมีอาการเรื้อรัง 

หากแบ่งตามลักษณะสิว จะแบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ 

สิวไม่อักเสบ 

คือสิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน แต่ไม่มีอาการอักเสบ

  • สิวอุดตัน เป็นสิวชนิดไม่อักเสบ มีลักษณะเป็นสิวหัวนูนออกมาจากผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนบนผิวหนัง 
  • สิวหัวปิด หรือสิวอุดตันหัวขาว มีลักษณะเป็นสิวเม็ดเล็กๆ หัวขาว ไม่สามารถมองเห็นหัวสิวได้จากภายนอก แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเป็นปุ่มนูนขึ้นมา เกิดจากการอุดตันภายในรูขุมขน 
  • สิวหัวเปิด เป็นสิวอุดตันที่สามารถมองเห็นหัวสิวได้จากภายนอก มีลักษณะเป็นหัวแบนเรียบ โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาเล็กน้อย
  • สิวผด ลักษณะเป็นตุ่มผดเล็กๆ ลักษณะคล้ายๆ กันทุกตุ่ม เป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองก็ได้ แต่ไม่มีหัวสิวภายใน
  • สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็งๆ เม็ดเล็กๆ สีขาว เป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเดียวกับผิวหนัง 

สิวอักเสบ 

สิวที่มีอาการอักเสบบริเวณผิวหนังหรือต่อมไขมันร่วมด้วย จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ในบางรายอาจมีอาการคันและแสบร้อนร่วมด้วย

  • สิวตุ่มแดง สิวอักเสบชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ้มสิวอักเสบเม็ดเล็กๆ สีแดง มีอาการอักเสบบนผิวหนังตื้นๆ ไม่มีหนอง ลักษณะสิวตุ่มแดงจะเป็นตุ่มสิวอักเสบเม็ดเล็กๆ สีแดง 
  • สิวหัวหนอง สิวขนาดเล็ก ที่เป็นผลมาจากการอักเสบ มีลักษณะเป็นจุดสีขาวเหลืองอยู่ตรงกลาง ส่วนรอบๆจะเป็นสีแดง เมื่อจับจะรู้สึกเจ็บ เป็นสิวที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน
  • สิวหัวช้าง สิวอักเสบที่เกิดการอักเสบลุกลาม เข้าไปถึงชั้นผิวหนังด้านใน ทำให้เกิดเป็นก้อนตุ่มนูนขนาดใหญ่ เป็นสีชมพู สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
สิวอุดตัน

วิธีการรักษาสิวมีการรักษาแบบไหนบ้าง

การรักษาสิวโดยการใช้ยา

  • ยารักษาสิว Rentinoids ยาในกลุ่มวิตามินเอ อกฤทธิ์ลดการอุดตัน และลดการอักเสบได้ 
  • ยาปฎิชีวนะ สำหรับการรักษาสิว ใช้ในกรณีที่เป็นสิวไม่รุนแรง เช่น ยา Erythromycin, Clindamycin ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดสิวอักเสบ 
  • Benzoyl peroxide ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียช่วยบรรเทาอาการสิวอักเสบ ลดการเกิดสิวอุดตัน มักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะตัวอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยา
  • Azelaaic acid ลดการอุดตัน สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว นิยมใช้รักษาสิวอุดตัน ช่วยลดรอยดำสิวได้อีกด้วย
  • Salicylic acid ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ช่วยผลัดเซลล์ผิว และละลายสิวอุดตัน
  • Tae tree oil ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ช่วยลดปริมาณกรดไขมันและลดการอุดตันบริเวณรูขุมขน
ยารักษาสิว

การรักษาสิวโดยการรับประทานยา

  • Antibiotic and antibacterial agents การใช้ยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อแบคทีเรียชนิดทาน ที่แพทย์นิยมจ่ายให้คนไข้เพื่อใช้รักษาสิวได้แก่ Tetracycline, Doxycycline และ Macrolide โดยทั้งแบบรับประทานเดี่ยวๆ และใช้ผสมสองตัวร่วมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของสิวและดุลพินิจของแพทย์ 
  • lsotretinoin ยาในกลุ่มอนุพันธ์ุวิตามินเอ lsotretinoin ออกฤทธิ์ลดการอักเสบและช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน ช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นปกติ 

การรักษาสิวโดยการใช้ฮอร์โมน

  • ยาคุมกำเนิดชนิดทาน นิยมใช้กับผู้หญิง ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย 
  • Gonadotropin-Relesing hormone เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างฮอร์โมน Androgen ซึ่งจะช่วยให้ฮอร์โมน Androgen ในร่างกายลดลง

การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • เลเซอร์รักษาสิว Q-Switch Laser การรักษาสิวด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาจากการพิจารณาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มเติมจากการทายาเพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีมากยิ่งขึ้น โดยเลเซอร์เป็นวิธีการรักษาสิวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการรักษาอยู่ตลอด มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยา และให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี เห็นผลจริง 
  • การกดสิว สามารถใช้ได้เฉพาะกรณีสิวอุดตันหัวเปิด แต่เป็นวิธีที่ไม่ใช่วิธีรักษาจากต้นเหตุ และไม่สามารถช่วยลดการอัตราการเกิดสิวได้ การกดสิวจึงต้องรักษาควบคู่ไปกับการรักษาสิววิธีอื่นๆ เช่น การใช้ทายาหรือยาทานควบคู่ 
  • การฉีดสิว Corticosteroids เป็นการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปที่สิวโดยตรง ช่วยให้สิวยุบได้อย่างรวดเร็ว นิยมใช้กับสิวอักเสบ 
เลเซอร์รอยสิว

บริเวณที่มักเกิดสิวได้บ่อย

สิวที่คาง 

สิวที่เปิดบ่อยกว่าบริเวณอื่น เพราะเป็นบริเวณบนใบหน้าที่จะผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ สิวจึงมักจะเกิดขึ้นที่คางก่อน นอกจากนี้สิวที่คางยังเกิดจากสิ่งสกปรกได้มากเนื่องจากคางเป็นตำแหน่งบนใบหน้าที่เผลอจับบ่อยกว่าบริเวณอื่น จนทำให้ มีการเสียดสี สิ่งสกปรกสะสมจนรูขุมขนอุดตัน และเกิดเป็นสิวในที่สุด

สิวที่หน้าผาก 

เป็นบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งสกปรกมากเป็นลำดับต้นๆ  เนื่องจากเป็นจุดที่อยู่ติดกับผม และเป็นจุดที่มีเหงื่อเยอะ โดยสิวที่หน้าผากมักสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ

สิวที่จมูก 

สิวที่จมูกส่วนใหญ่จะเป็นสิวอุดตันชนิดหัวเปิด และสิวเสี้ยน 

สิวที่แก้ม 

มักจะเกิดจากการล้างหน้าไม่สะอาด เป็นบริเวณที่สัมผัสกับหมอนเวลานอน สัมผัสกับเส้นผมที่ค่อนข้างสกปรกง่าย และสัมผัสกับโทรศัพท์ที่เป็นแหล่งรวมสิ่งสกปรก โดยสิวที่แก้มสามารถเกิดจากน้ำมัน การผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ

สิวที่ปาก 

เป็นส่วนที่ใช้ทานอาหาร สัมผัสกับสิ่งต่างๆ สิวที่ปากสามารถเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทำความสะอาดปากต่างๆ ได้ด้วย ทั้งยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือลิปสติก

สิวที่คอ 

คอเป็นบริเวณที่สิ่งสกปรกจากเส้นผมและหนังศีรษะไหลมาสะสมอยู่รวมกันหากไว้จนเกิดสะสมและเกิดเป็นสิวขึ้น 

สิวที่หลัง 

เป็นบริเวณที่สามารถเกิดสิวได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความมัน การผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ เชื้อแบคทีเรีย และการอักเสบของผิวหนัง รวมทั้งเป็นที่ที่อยู่ในร่มผ้าตลอดเวลา บางครั้งเหงื่อไคล รวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ ก็ทำให้เกิดสิวที่หลังได้มากขึ้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสิว

ผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง เป็นสิวง่าย ดูแลผิวอย่างไร 

ผู้ที่ผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง ไวต่อสิ่งกระตุ้น เป็นสิวง่าย ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เนื่องจากอาจเป็นผิวที่อักเสบง่าย ผิวมันมากกว่าปกติ ทำให้เป็นสิวได้ง่ายเมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยสารบางอย่าง

โดยแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH สูงหรือต่ำจนเกินไป รักษาความสะอาดของผิวอยู่เสมอ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หรือทำพฤติกรรมที่เป็นการรบกวน เช่น การผิวขัดผิว สครับผิว หรือให้ผิวโดนแดดแรงมากจนเกินไป 

สิวขึ้นบริเวณใบหน้ามากขึ้น เกิดจากอะไร ควรทำอย่างไร 

หากพบว่าสิวบริเวณใบหน้ามีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมจนผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะถึงแม้สิวจะเป็นโรคผิวหนังที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่สิวเห่อเต็มหน้าจะนับว่าเป็น สิวอักเสบและสิวรุนแรง ที่ต้องใช้เวลาในการรักษา อาจจะต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยและรักษาด้วยตัวยาเฉพาะทาง

สิวฮอร์โมน เกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร 

การรักษาสิวฮอร์โมนในผู้ชายนิยมใช้ยาทาภายนอกร่วมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมเชื้อแบคทีเรีย เพื่อลดต้นเหตุการเกิดสิว

วิธีรักษาสิวฮอร์โมนในผู้หญิงจะนิยมใช้ยาคุมกำเนิด เนื่องจากการเกิดสิวที่มากจนเกินไปมีสาเหตุมาจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป การใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาทาภายนอกจึงเป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับการรักษาสิวฮอร์โมนในผู้หญิง

ข้อสรุป

สิวเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน โดยสิวมีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดมีสาเหตุและต้นตอที่แตกต่างกันออกไป  ถือเป็นความผิดปกติที่สามารถรักษาได้ ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การรักษาสิวให้หายขาดอาจต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าปรึกษาแพทย์ผิวหนัง รักษาสิวอย่างถูกวิธี ดูแลตัวเองอย่างดี ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ก็จะทำให้ปัญหาสิวที่กวนใจก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้


สิว

“สิวสเตียรอยด์” อันตรายจากผิวหน้าติดสาร ผิวแดง ผิวแพ้ง่าย

สิวสเตียรอยด์ ปัญหากวนใจสาวๆ ที่เผลอไปใช้ครีมติดสารโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดผลเสียกับผิวในระยะยาว เกิดผิวแดง ผื่นคัน อาการอักเสบของผิวที่รักษายาก ค่อนข้างใช้เวลา และปัญหานี้จำเป็นจะต้องรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากสิวสเตียรอยด์ไม่เหมือนสิวทั่วไปแต่เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ผลเสียจากการติดสารสเตียรอยด์ ที่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังโดยเฉพาะ

สิวสเตียรอยด์ คืออะไร

ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจว่า สิวสเตียรอยด์คือ สิวอีกประเภทหนึ่ง แต่สิวสเตียรอยด์ที่เราเคยได้ยินนั้นไม่ใช่สิว แต่สิวสเตียรอยด์ คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดผื่นคล้ายสิว (Acneiform eruption) ส่วนมากทั่วไปหลายคนก็เรียกอาการนี้ว่า สิวสเตียรอยด์ หรือ สิวแพ้สารสเตียรอย 

ที่เกิดจากการใช้สารสเตียรอยด์ ทั้ง corticosteroids, anabolic steroids, และสเตียรอยด์แบบทา (Topical steroids) มากเกินไป หรือมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จนส่งผลกับต่อร่างกายและทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมา ทั้งอาการของสิว รูขุมขนอักเสบ และผิวหนังอักเสบ

สิวสเตียรอยด์ มีลักษณะอาการอย่างไร

สิวสเตียรอยด์ นั้นมีลักษณะ เป็นตุ่มนูน มีน้ำ ตุ่มแดง หรือมีหนองอยู่ภายใน เกิดขึ้นได้ทีละเม็ด ๆ หรือสามารถเกิดได้ขึ้นทีละเยอะ ๆ ในทีเดียวได้ แต่ลักษณะตุ่มจะมีลักษณะที่เหมือน ๆ กัน เกิดขึ้นบนผิวหนังที่ได้สัมผัสกับสารสเตียรอยด์ มักจะพบได้บริเวณบริเวณใบหน้า โดยสิวสเตียรอยด์นั้นเกิดจากการอักเสบภายในรูขุมขน และเมื่อรูขุมขนหลั่งของเสียออกมาผสมกับน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ขึ้น แตกต่างจากสิวทั่วไป อย่างสิวอุดตัน 

 สิวสเตียรอยด์ เกิดจากอะไร

สิวสเตียรอยด์หรือสิวติดสาร เกิดจากการใช้ครีมหรือยาที่สเตียรอยด์ เกินขนาด หรือใช้เป็นเวลานานมากเกินไป โดยอาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์แบบฉีดหรือแบบทานก็ได้ 

โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ ได้แก่

  • การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ 

ปัจจุบันหลายแบรนด์ผลิตครีมบำรุง ตัวช่วยที่ทำให้หน้าขาวใสอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นครีมที่อยู่ในกระแสและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งครีมเร่งขาวพวกนี้มักจะมีการผสมสารสเตียรอยด์เข้าไปในปริมาณที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด นอกจากนั้น ปริมาณของสเตียรอยด์ที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียในระยะยาวกับผิวเช่นเดียวกัน เนื่องจากสารสเตียรอยด์จะเข้าไปกดระบบภูมิคุ้มกันของผิวส่งผลให้ผิวอ่อนแอ ถึงแม้ว่าสารสเตียรอยด์มีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบหรือการเห่อสิวที่เกิดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหน้าขาวใส และเนียนขึ้นในเวลาอันสั้น แต่ผลที่ตามมาหลังการหยุดใช้หรือใช้สารสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ส่งผลให้ผิวหน้าบาง แพ้ง่าย และไวต่อการกระตุ้นมากกว่าปกติ นอกจากจะเป็นสิวติดสารแล้วยังกระตุ้นให้เกิดสิวชนิดอื่นๆ อีกด้วย เช่น สิวผด ตุ่มแดง สิวอักเสบ สิวหนอง ตามมาด้วย

  • ยารักษาสิวผสมสารสเตียรอยด์

ยารักษาสิวหรือยาแก้แพ้ที่ช่วยบรรเทาอากาารผื่นคัน ที่มีความรุนแรงให้ทุเลาลง มักมีสเตียรอยด์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งยาประเภทนี้จะต้องใช้ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด โดยทั่วไปแพทย์มักจะแนะนำให้ใช้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ หากใช้เกินกว่านั้นหรือใช้เป็นเวลานานก็จะทำให้ ผิวหน้าเกิดการติดสารสเตียรอยด์มากขึ้นจนเกิด สิวติดสาร

อาการแพ้สเตียรอยด์กับผิวติดสเตียรอยด์ แตกต่างกันอย่างไร

 แพ้สเตียรอยด์ 

อาการของผิวที่เกิดจากการใช้สารสเตียรอยด์ ไม่ว่าจะใช้ในการหวังผลการรักษา หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นแล้วเกิดอาการแพ้ขึ้นทันที  ซึ่งจะเกิดเป็นผดผื่น ผิวแห้ง ตุ่มแดง เป็นต้น วิธีการหยุดอาการดังกล่าวคือการเปลี่ยนชนิดของยารักษาสเตียรอยด์ที่แพ้ เป็นสเตียรอยด์ชนิดใหม่ที่ไม่แพ้ 

 ผิวติดสเตียรอยด์ 

คืออาการของผิวที่ไม่สามารถหยุดใช้สเตียรอยด์ได้ สาเหตุหลักๆ เกิดจาก ได้มีการใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมอยู่ เมื่อใช้ครีมเหล่านั้นในระยะเวลานาน ทำให้ผิวถูกรบกวนด้วยกลไกการทำงานของสเตียรอยด์ที่ทำหน้าที่กดภูมิคุ้มกันผิว ยิ่งใช้หน้ายิ่งใส ไม่มีสิวมารบกวนใจ แต่เมื่อหยุดใช้ ภูมิคุ้มกันที่เคยถูกกด ก็ไม่ถูกกดอีกต่อไป จนต้องกลับมาทำงานหนักกว่าเดิม ทำให้ผิวของเราไม่แข็งแรง เกิด ผดผื่น ผิวแห้ง ตุ่มแดง เป็นสิวอักเสบ หรือสิวติดสาร ผิวอ่อนต่อสิ่งกระตุ้น แค่โดนแดด โดนลม ก็มีอาการแพ้แล้ว 

สิวสเตียรอยด์มีการรักษาอย่างไร

 การรักษาแบบ Steroid acne 

สิวสเตียรอยด์แบบ Steroid acne แพทย์จะประเมิณการรักษาตามรอยโรค หากรอยโรคเป็นสิวผด แพทย์จะให้รักษาแบบการรักษาสิว หากรอยโรคเป็นรูขุมขนอักเสบ ก็ให้รักษาตามอาการ โดยทั่วไปแล้วขั้นแรกของการรักษาสิวติดสารมักเริ่มด้วยการหยุดการใช้สเตียรอยด์เป็นอันดับแรก หลังการหยุดยาแล้ว หากยังมีรอยโรคสิว ให้รักษาโดยการใช้ยาทาภายนอก ที่แพย์แนะนำ เช่น Retinoids, Benzoyl peroxide, หรือยาปฏิชีวนะชนิดทา หากอาการไม่ดีขึ้นก็สามารถใช้ยาปฏิชีวนะแบบทานร่วมด้วยได้

ส่วนโรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา จะเน้นรักษาโดยใช้ยาฆ่าเชื้อราเป็นหลัก โดยมีทั้งยาชนิดทาภายนอก และชนิดทาน

 การรักษาแบบ Steroid rosacea หรือหน้าที่ติดสารสเตียรอยด์ 

ต้องเริ่มจากการหยุดใช้ยาเช่นกัน ในกรณีที่ซื้อยามาใช้เอง แต่ในกรณีที่แพทย์เป็นผู้จ่ายยาแล้วเกิดสิวสเตียรอยด์แบบ Steroid rosacea ขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรักษาอาการต่อไป โดยส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งลดปริมาณ โดสลงหรืออาจให้เปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์แทน

การป้องกันไม่ให้เกิดสิวสเตียรอยด์

การป้องกันไม่ให้เกิดสิวสเตียรอยด์ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการใช้ยาได้ จำเป็นจะต้องใช้สารสเตียรอยด์เพื่อจุดประสงค์ใดๆ ก็ตาม อาจจะต้องป้องกันที่สาเหตุการเกิดสิว ผิวหนังอักเสบ  โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • รักษาความสะอาดที่ผิวหน้าและผิวกายอยู่เสมอ โดยแนะนำให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยน มีค่า pH ปานกลาง ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป
  • ลดการใช้เครื่องสำอาง เนื่องจากเครื่องสำอางมีเปอร์เซ็นเสี่ยงต่อการอุดตันที่สูงมาก
  • เลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือทำให้รูขุมขนอุดตัน
  • ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อหาทางป้องกันสิวสเตียรอยด์ร่วมกัน โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยา Retinoids หรือ Benzoyl peroxide แบบทาระหว่างการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอุดตัน ป้องกันการเกิดสิวสเตียรอยด์ เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรค

วิธีรักษาสิวสิวสเตียรอยด์

วิธีรักษาสิวสเตียรอยด์ สามารถทำได้ดังนี้

1.ใช้ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมสารสเตียรอยด์ ควรใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น รวมทั้งการหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่ามีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมทันที

2. รีบพบแพทย์โดยทันทีหากผิวมีอาการติดสารสเตียรอยด์รุนแรง เช่น มีอาการแสบร้อน อักเสบ บวมแดงมากกว่าปกติ หรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่ติดสารสเตียรอยด์จนทนไม่ได้ แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธี

3.ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย อ่อนโยนต่อสภาพผิว เพราะหากเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน ก็อาจส่งผลให้เกิดผลเสียต่อผิวมากขึ้น

4. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นฟื้นบำรุงให้เกราะปกป้องผิวแข็งแรงขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ดูแลปัญหาผิวแพ้ง่าย เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นและแข็งแรงก็จะทำให้การเกิดสิวอักเสบลดลง

5. งดการทำร้ายผิวหน้า เช่น ขัดหน้า สครับผิวหน้า ลอกหน้า เพราะจะยิ่งทำร้ายผิวหน้าที่อ่อนแอและระคายเคืองอยู่แล้วให้อ่อนแอและเกิดปัญหาผิวได้ง่ายขึ้นไปอีก

6. เลี่ยงการเผชิญแสงแดด ผิวที่โดนแสงมักกระตุ้นการเห่อของสิวสเตียรอยด์ให้มากยิ่งขึ้นด้วย แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวสเตียรอยด์

 การรักษาสิวสเตียรอยด์รักษานานไหม 

การรักษาสิวสเตียรอยด์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากหยุดยาสเตียรอยด์ได้ ก็จะใช้เวลาไม่นาน ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถหยุดยาสเตียรอยด์ได้ในทันทีก็จะใช้เวลานานขึ้น ยิ่งถ้าเป็นสิวสเตียรอยด์ชนิดอักเสบรุนแรงก็จะรักษายากกว่าที่เป็นสิวอุดตัน หรือสิวอักเสบปกติ รวมไปถึงการตอบสนองยาสำหรับรักษาสิวสเตียรอยด์ ถ้าการรักษาได้ผลดีตอบสนองต่อยาได้ดีก็ใช้เวลาน้อย แต่ถ้าไม่ค่อยตอบสนองต่อตัวยาก็จะใช้เวลานานกว่า ส่วนใหญ่การรักษาอาจจะใช้เวลาเป็นเดือน หรือหลายเดือนจนถึงเป็นปีเลยก็ได้

 การรักษาสิวสเตียรอยด์สามารถรักษาได้ด้วยตัวเองได้ไหม 

การใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยตัวเอง ไม่ผ่านการแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร อาจจะสามารถรักษาด้วยตัวเองได้ ดวยการหยุดใช้ยา ซึ่งอาการจะดีขึ้นตามลำดับ

แต่หากเป็นการใช้ยาสเตียรอยด์ที่จ่ายโดยแพทย์ ไม่สามารถรักษาด้วยการหยุดยาเองได้ ต้องปรึกษาเรื่องการใช้ยากับแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อหาทางรักษาที่ไม่ส่งผลเสียต่อผิวหนังไปมากกว่าเก่า

ข้อสรุป

สิวสเตียรอยด์ เป็นเพียงความผิดปกติของผิวหนังที่เกิดจากการใช้สารสเตียรอยด์ ไม่ใช่สิวที่หลายคนเข้าใจผิด รอยโรคที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสิว รูขุมขนอักเสบ หรือผิวหนังอักเสบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นสิวสเตียรอยด์ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางรักษา และคลินิกหรือโรงพยาบาลที่ไว้ใจได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวสเตียรอยด์ขึ้นขณะใช้ยาต่อไป 

botox

Botox 10 ผลข้างเคียงที่ต้องบอกต่อ ข้อควรรู้ก่อนฉีด

การฉีดโบท็อกซ์ เป็นอีกหนึ่งหัตถการการยกกระชับและดูแลผิวที่ครองใจสาวๆมานักต่อนัก แน่นอนว่าหลายๆท่านพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการรักษา และต้องการรักษาครั้งแรก ควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีด Botox และผลข้างเคียงที่จะได้รับเสียก่อน เพื่อเตรียมตัวในการดูแลตนเอง และในบทความนี้เราจะมาอธิบายข้อมูลของ Botox และผลข้างเคียงที่อาจจะได้รับให้ทุกท่านได้มาศึกษาและทำความเข้าใจก่อนรักษากันค่ะ

 โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร

หลายๆคนคงจะคุ้นเคยและรู้จักกับสิ่งนี้ นั่นคือ โบท็อกซ์ (Botox) นั่นเอง ซึ่งทุกคนคงเข้าใจในความหมายเดียวกันว่าการฉีดโบท็อกซ์นั้นจะช่วยในเรื่องของการ ลดริ้วรอย บนใบหน้าและช่วยในเรื่องอื่นๆ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของมันจริงๆ ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า โบท็อกซ์ คือ สารที่สกัดจากแบคทีเรียสายพันธุ์เฉพาะ (Clostridium botulinum) ซึ่งตัวสารนั้นจะอยู่ในรูปของโปรตีนที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถจับกับปลายเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อ แล้วไปยับยั้งการกระตุ้นกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทบริเวณนั้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับ Botox หดตัวไม่ได้และอยู่ในสภาพคลายตัวในที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งหัตถการการดูแลผิวหน้าให้ชะลอวัยนั่นเอง

โบท็อกซ์ (Botox) ช่วยรักษาเรื่องอะไร

โบท็อกซ์ (Botox) สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ ได้หลายบริเวณ ได้แก่

  • โบท็อกซ์กราม ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อกรามใหญ่ แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีแก้มตอบและใบหน้าหย่อนคล้อยเยอะ
  • โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า ช่วยให้ผิวบริเวณกรอบหน้ายกกระชับ แนวกระดูกกรามคมชัด ใบหน้าได้รูป เหมาะกับคนไข้ที่ไม่ได้มีปัญหาความหย่อนคล้อยเยอะ
  • โบท็อกซ์รักแร้ ช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกลดลง โดยเฉพาะบริเวณรักแร้เมื่อเหงื่ออกลดลง กลิ่นตัวก็จะลดลงไปด้วย
  • โบท็อกซ์ปีกจมูก ช่วยจมูกที่บานจากปีกจมูกกว้างดูแคบลง รูจมูกเล็กลง
  • โบท็อกซ์ริ้วรอย ช่วยลดริ้วรอยย่นขณะแสดงสีหน้าบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว หางตาตก รอยย่นจมูก ทำให้ผิวหน้ากระชับ ลดรอยตีนกา หน้าแลดูอ่อนเยาว์ขึ้น  
  • โบท็อกซ์ลดน่อง ช่วยให้กล้ามเนื้อน่องเรียวเล็กลง 
  • โบท็อกซ์รักษาไมเกรน ยับยั้งไม่ให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ชั่วคราว ทำให้คนไข้กลุ่มนี้มีอาการปวดไมเกรนลดลงและไม่รุนแรงเหมือนเดิม
  • โบท็อกซ์รักษา Office syndrome ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่หดเกร็ง คลายกล้ามเนื้อลง ผลพลอยได้ในบางคนจะทำให้ปีกที่หลังดูเล็กลง 

การโบท็อกซ์ (Botox) เป็นอันตรายหรือไม่

การฉีด โบท็อกซ์ (Botox) นั้นไม่เป็นอันตราย เพราะเป็นสารที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา และมีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกเป็นเวลาหลายสิบปี จึงสามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้ 

แต่ในปัจจุบันมีโบท็อกซ์ปลอม กระจายอยู่มากมาย เพราะอาจทำให้ดื้อโบท็อกซ์และเกิดอันตรายได้จากการฉีดผิดตำแหน่งไปโดนกล้ามเนื้ออื่นที่ไม่ต้องการเนื่องจากผู้ฉีดไม่ทราบถึงสรีระและกายวิภาคของกล้ามเนื้อบนใบหน้าดีพอ อาการที่เกิดขึ้นได้จากการฉีดผิดตำแหน่งได้แก่ หางตาตก ยิ้มเบี้ยว เป็นต้น

10 ผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกซ์ (Botox) 

ถึงแม้การฉีด โบท็อกซ์ (Botox) นั้นจะมีข้อดีมากมายและเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ก็อาจจะมีผลข้างเคียงกับคนไข้บางราย ซึ่งนั้นก็รวมถึงการเลือกคลินิกที่ไม่ได้คุณภาพ โบท็อกซ์ปลอม รวมไปถึงการเลือกฉีดกับหมอกระเป๋าด้วย ซึ่ง 10 ผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ได้แก่

  • หน้าแข็งไร้อารมณ์

การฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาใบหน้าแข็ง บังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ ทำให้หน้าตาดูทื่อคล้ายกับหุ่นยนต์ นับเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในคลินิกที่คุณหมอไม่เชี่ยวชาญ หรืออยากขายจำนวนยูนิตเยอะๆ 

  • หน้าผากตกและตึง

หากได้รับโบท็อกซ์ในปริมาณมากเกินในบริเวณหน้าผาก อาจทำให้รู้สึกตึงและหนัก หน้าผากจะดูตกลง ส่งผลต่อการยักคิ้ว และอาจทำให้ดวงตาตกลง ดูเป็นคนง่วงตลอดเวลา

  • หน้าดูตื่นเต้น หางคิ้วกระดก

หากฉีดโบท็อกซ์แล้วดูแลไม่เหมาะสมอาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคิ้วยกตัวขึ้น ทำให้คิ้วกระดก ทำให้หน้าตาเหมือนคนที่กำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งยังอาจทำให้เกิดรอยย่นขึ้นที่ด้านข้างของคิ้วเพิ่มขึ้นอีกด้วย

  • หนังตาตก

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์ จากความไม่ชำนาญของแพทย์  ฉีดผิดจุดทำให้กล้ามเนื้อที่หยุดทำงานไปเกิดเป็นอัมพาต อาจทำให้หนังตาของคุณตกลง หางตาตก อ่อนแรง และอาจร้ายแรงถึงขั้นลืมตาได้ไม่เท่ากัน มีสายตาพร่ามัว 

  • มีรอยเขียว ช้ำ หน้าชา

หน้าชาไร้ความรู้สึกและผิวช้ำเป็นจ้ำมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตามปกติปกติ เพราะโบท็อกซ์ เป็นการใช้เข็มฉีดลงไปในผิว จะช้ำมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญและการระมัดระวังของแพทย์

  • มีอาการแขนขาอ่อนแรง มองเห็นภาพไม่ชัด

อาการสามารถเกิดได้แม้กับบริเวณที่ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงกับจุดที่ฉีดโบท็อกซ์เข้าไป เช่น ฉีดที่หน้าแต่เกิดอาการอ่อนแรงที่แขน-ขา มองเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่ชัด เสียงหาย หายใจลำบาก หายใจถี่ ความสามารถในการอั้นปัสสาวะลดลง เป็นต้น ถือว่าข้อนี้ร้ายแรงเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการ ฉีดโบท็อกซ์ ทุกครั้ง ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  • ใบหน้าบางส่วนเป็นอัมพาต

กลไกการทำงานของ โบท็อกซ์ คือเข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดลงไป กล้ามเนื้อส่วนที่ต้องการนั้นจึงเป็นอัมพาตชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ริ้วรอยจึงไม่เกิดเพิ่มและเล็กลง แต่ฤทธิ์ของสารที่ฉีดเข้าไปอาจกระจายออกไปกว้างกว่าที่ต้องการ หากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญหรือไปเผลอฉีดกับหมอกระเป๋า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณข้างเคียงก็ชา ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ตามไปด้วย ใบหน้าจึงเป็นอัมพาตไปบางส่วน 

  • มีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด

หากฉีดโบท็อกซ์ลดกรามในตำแหน่งที่ผิดหรือไม่เหมาะสม มีผลทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงมุมปากขณะยิ้มได้รับการกดจากตัวยา ผลคือมุมปากสองข้าง ยกไม่เท่ากัน ปากเบี้ยวเวลายิ้ม แนะนำให้ฉีดกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และใช้เทคนิคที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ให้น้อยลงจะดีกว่า

  • มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน เวียนศีรษะ

ผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการฉีดโบท็อกซ์ เช่น มีความรู้สึกเจ็บที่ใบหน้า ปวดศีรษะ ผิวเห่อแดง มีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน เป็นต้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ และเลือกคลินิกที่มีการดูแลหลังทำ เพื่อความสบายใจ และความปลอดภัย

  • การฉีดโบท็อกซ์ไม่ผ่านการรับรองจาก อย.

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์ อาจจะเกิดน้อย เกิดมาก หรือไม่เกิดเลย สรุปง่ายก็คือขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ และตัวยาโบท็อกซ์ที่ฉีด ที่ต้องเป็นของแท้และฉีดในปริมาณที่เหมาะสม

เตรียมตัวอย่างไรก่อน-หลังไปฉีดโบท็อกซ์ (Botox)

ก่อนฉีด 

  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และแพทย์ที่มีความชำนาญ
  • ตรวจสอบ โบท็อกซ์ (Botox) ก่อนฉีดทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจได้ว่าฉีดของแท้ได้มาตรฐาน อย. โดยตรวจสอบตัวกล่องยาและขวดยาต้องมีข้อมูลที่ตรงกัน หรือบางแบรนด์จะมี QR code ให้สแกนเพื่อเช็กข้อมูลผลิตภัณฑ์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนฉีดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  • ในรายที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลได้ยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา สารสกัดจากโสม ใบแปะก๊วย
  • หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

หลังฉีด

  • อย่านวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่รักษา 
  • อย่านอนราบหรือก้มหน้าเป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  • งดการอยู่ในที่ร้อน เป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  • รอยนูนจากการฉีดจะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง
  • งดเว้นการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการเล่นโยคะเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หลังการรักษา
  • งดการทายาหรือเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเช่น กรดวิตามินเอ AHA วิตามินซีเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการรักษา
  • พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ยากระจายตัวเข้ากล้ามเนื้อได้มากขึ้น
  • สามารถใช้น้ำแข็งประคบในกรณีที่มีอาการบวมแดงหรือช้ำได้
  • สามารถใช้เครื่องสำอางได้หลังการรักษาด้วยความนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการกดถู
  • ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นผลการรักษาใน 2-7 วัน และเห็นผลการรักษาสูงสุดใน 2 สัปดาห์

เมื่อเกิดผลข้างเคียงควรทำอย่างไร

ผลข้างเคียงจากการฉีด โบท็อกซ์ (Botox) ส่วนมากที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบเฉพาะที่ เช่น หางตาตก  หน้าไม่สมมาตร หรือจุดเลือดออกในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเกิดได้แม้ในผู้เชี่ยวชาญ แต่ผลจากการฉีด โบทูลินั่มท็อกซิน นั้นจะค่อยๆ หมดไปเองภายในเวลาเป็นหลักเดือน ดังนั้นผู้รับการรักษาอาจรอให้ผลของ โบทูลินั่ม ท็อกซิน หมดไปเองก็ได้ ส่วนในกรณีที่เกิดหนังตาตกนั้น ผู้รับการรักษาควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเพื่อแก้ไขเป็นกรณีไป 

วิธีการเลือกโบท็อกซ์ (Botox) ที่ปลอดภัย

การเลือกฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการฉีดโบท็อกซ์ต้องใช้ความระมัดระวังและความเชี่ยวชาญเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ นี่คือบางปัจจัยที่ควรพิจารณาเพื่อเลือกฉีดโบท็อกซ์ที่ปลอดภัย:

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโบท็อกซ์ ควรศึกษาและเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับโบท็อกซ์ รวมถึงวิธีการทำงาน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง รายละเอียดเกี่ยวกับผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  1. เลือกคลินิกที่เปิดอย่างถูกต้อง ควรเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่มีชื่อเสียงและได้รับการรับรองเป็นที่ปลอดภัย มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญในการทำการฉีดโบท็อกซ์
  1. ตรวจสอบข้อมูลของแพทย์ ควรตรวจสอบความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ที่จะทำการฉีดโบท็อกซ์ สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ของสถานพยาบาล หรือสอบถามเพื่อนรู้จักที่ได้รับการรักษาจากแพทย์เกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา
  1. การตรวจสอบยาแท้ สำหรับโบท็อกซ์แท้ สามารถตรวจสอบความถูกต้องของยาได้โดยการตรวจสอบเลข Lot. ที่กล่องและขวดว่าตรงกันหรือไม่ อีกทั้งสามารถตรวจสอบได้โดยการตรวจดูผลึกยาที่อยู่ที่ก้นขวด โดยจะไม่มีน้ำเกลือในขวด และสามารถโทรหาบริษัทนำเข้าเพื่อตรวจสอบเลข Lot. ของยาได้

วิธีสังเกตโบท็อกซ์ (Botox) ของแท้สังเกตอย่างไร

 วิธีดู โบท็อกซ์ (Botox) แท้ง่าย ๆ สามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ ดังนี้

  • โบท็อกซ์แท้ต้องมีฝาพลาสติกใสปิดทับอยู่ด้านบน
  • มีตัวหนังสือภาษาไทยแสดงเลขที่ อย. มีวันผลิตและวันหมดอายุที่กล่องกับขวดตรงกัน
  • มีข้อมูลระบุว่านำเข้าโดยบริษัทใด
  • Botox ของแท้จะมีจุดสแกน QR code ที่ข้างกล่อง สามารถสแกนเพื่อเช็คได้ด้วยตนเอง หากเป็นของแท้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ขึ้นมาให้อย่างครบถ้วน 

อันตรายจากโบท็อกซ์ (Botox) ปลอม

อันตรายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการเลือกฉีดโบท็อกซ์ปลอม เพราะเห็นว่ามีราคาถูก ไม่ได้คำนึงถึงอันตรายจากโบท็อกปลอม ฉีดกับหมอกระเป๋า คลินิกเถื่อน ที่นอกจากหมอจะไม่รู้เทคนิคการฉีดโบท็อกซ์ ที่ถูกต้องแล้ว คุณภาพและการเก็บรักษาตัวยาโบท็อกซ์ก็ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้คุณภาพของโบท็อกซ์เสื่อม ฉีดแล้วไม่เห็นผล หรือฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ ดังนี้

  • ฉีดโบท็อกแล้วไม่ได้ผล หมดฤทธิ์ไว
  • ตัวยากระจายโดนกล้ามเนื้อมัดอื่น ทำให้หางตาตก ปากเบี้ยว
  • เสี่ยงต่อการแพ้
  • ได้ผลดีในครั้งแรกๆ แต่ครั้งต่อไปไม่ได้ผล
  • ต้องฉีดโบท็อกซ์บ่อยขึ้น เสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์

 ข้อสรุป

โบท็อกซ์ (Botox) อีกหนึ่งหัตถการการดูแลผิวที่ครองใจสาวๆมานานหลายปี เป็นอีกหนึ่งการยกกระชับผิวหน้าที่เห็นผลผล ทั้งลดริ้วรอย ลดรอยตีนกา ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ ซึ่งบริเวณที่นิยมฉีดมากที่สุดคือ หว่างคิ้ว หน้าผาก โหนกแก้ม การฉีดโบท็อกซ์นั้นมีผลข้างเคียงหลายอย่าง แต่ไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอนถ้าหากเลือกคลินิก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และยี่ห้อของโบท็อกซ์ให้ดี เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมมากอยู่ทั้งหนุ่มสาวต่างก็ให้ความสำคัญกับผิวหน้า หากคุณสนใจสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเช็คสภาพผิวเข้ารับการรักษาได้ค่ะ