ฟิลเลอร์ฉีดแล้วอันตรายไหม

ฟิลเลอร์ฉีดแล้วอันตรายไหม ข้อควรรู้ก่อนฉีด ต้องระวังอันตรายอย่างไร

การฉีดฟิลเลอร์นั้นถือว่าเป็นรักษาริ้วรอยที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตราย สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยม ทำให้มีบางกลุ่มนำฟิลเลอร์ปลอมมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าฟิลเลอร์ของแท้ จึงทำให้หลายคนหลงเชื่อ ซึ่งจริง ๆ แล้วอันตรายเป็นอย่างมาก เพราะไม่ได้การรับรอง ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง สามารถเกิดอาการเเพ้ การอักเสบ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้


การทำงานของฟิลเลอร์เป็นอย่างไร

ฟิลเลอร์นั้นเป็นหัตการเพื่อรักษาปัญหาริ้วรอยและปรับรูปของใบหน้าโดยจะใช้ช้สาร Hyaluronic acid ที่ผลิตขึ้นมาเลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งสารตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น (Hydration) เติมเต็มหรือเสริมในชั้นผิวหนังและเพิ่มความยืดหยุ่นใต้ผิวหนัง (Increase Elasticity) เต่งตึง ดูสุขภาพดี เรียบเนียนและช่วยลดริ้วรอยได้ นอกจากนั้นคุณสมบัติของฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกอย่าง ร่องแก้ม ใต้ตา ขมับเท่านั้น แล้วสามารถปรับแก้ไขรูปหน้าให้สวยงาม เช่น ปรับคางให้ดูยาวขึ้น แก้ปัญหาคางตัด คางถอย และช่วยปรับรูปปากกระจับ ปากสายฝอ ปากสายเกา และทรงอื่น ๆ ตามต้องการได้อีกด้วย

ซึ่งสาร HA ที่นำมาใช้ฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นสารตามธรรมชาติ ที่สามารถย่อยสลายได้ตัวเอง 8 – 10 เดือน จึงไม่มีการทิ้งค้างสารตกค้างไว้ในร่างกาย ถือเป็นการรักษาปัญหาผิวหน้าที่ไม่มีอันตราย

ส่วนใหญ่แล้วอันตรายที่จะเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์นั้นจะมาจากการใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือแพทย์ที่ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในการฉีดมากพอ ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาและเลือกใช้ฟิลเลอร์รวมถึงปริมาณในการฉีด ทำให้เกิดปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์

ประเภทของฟิลเลอร์

 สำหรับฟิลเลอร์ที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาของริ้วรอยหรือปรับรูปใบหน้านั้น จะเป็นฟิลเลอร์ในกลุ่ม Hyaluronic Acid ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ใช้ทดแทนส่วนสำคัญของโครงสร้างผิว คอลลาเจนและไฮยาลูรอน ที่ร่างกายจะสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น จึงเกิดการดูดซึมโดยธรรมชาติและย่อยสลายไปเอง นอกจากฟิลเลอร์ในกลุ่ม HA แล้ว ยังมีฟิลเลอร์ประเภทอื่น ๆ อีก

 ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary filler) 

เป็นฟิลเลอร์ซึ่งสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ โดยจะมีประสิทธิภาพได้นานประมาณ 4-6 เดือนจนถึง 1 ปีครึ่ง หรืออาจถึง 2 ปี เป็นฟิลเลอร์ที่มีปลอดภัยสูง แล้วถ้าฟิลเลอร์สลายตัวก็สามารถเติมใหม่ได้เรื่อยๆ

 ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent filler)

เป็นฟิลเลอร์ที่ไม่สามารถสลายได้หมด 100% โดยที่ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวรนั้นจะมีความปลอดภัยน้อยกว่าฟิลเลอร์แบบชั่วคราว จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 2-5 ปี แต่อาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ เพราะไม่สามารถสลายได้หมด เมื่อฉีดไปนานๆ อาจจะเกิดปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือการอักเสบตามมา ทำให้รักษา หรือแก้ไขได้ยาก

 ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent filler) 

เป็นฟิลเลอร์ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ จะอยู่แบบถาวร ซึ่งสารเติมเต็มในกลุ่มฟิลเลอร์แบบถาวรนี้ จะเป็นพวก ซิลิโคนเหลว พาราฟิน และ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate microspheres) ซึ่งหลังฉีดไปแล้วผิวจะไม่สามารถดูดซึมได้ ทำให้ตกค้างอยู่ในชั้นผิว 

ฟิลเลอร์แบบถาวร จะทำให้ผลข้างเคียงในระยะยาว โดยอาการที่อาจจะพบได้คือ ฟิลเลอร์ไหล ฟิลเลอร์ย้อยผิดรูป หรือกลายเป็นพังผืด การรักษาทำได้โดยผ่าตัดออก หรือขูดออกเท่านั้น ไม่มียาฉีดสลายฟิลเลอร์ ผู้ที่จะฉีดฟิลเลอร์จึงไม่ควรฉีดสารเติมเต็มชนิดนี้

ฟิลเลอร์ชนิดต่างๆ

ข้อที่ควรระวังก่อนการตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์

  ฟิลเลอร์ที่ฉีด จะต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิด ยี่ห้อ และประเภทที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากอย. มีฉลากที่ชัดเจน ยังไม่ถูกแกะหรือหมดอายุไปแล้ว

  • แพทย์ที่ทำการรักษา ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ปัญหา เลือกยี่ห้อและรุ่นที่ฉีดของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงตำแหน่งของการฉีดฟิลเลอร์ด้วย ถ้าไม่แพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญมากพอ ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการอีกทั้งอันตรายจากผลข้างเคียงหลังฉีดด้วย
  • สถานที่ฉีดฟิลเลอร์ ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต ดำเนินการแบบถูกต้องตามกฎหมาย มีเครื่องมือที่พร้อม รวมถึงระบบการดูแลถ้าหากมีกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้น  

อันตรายที่เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์

หลังจากที่ฉีดฟิลเลอร์แล้ว จะมีผลข้างเคียงหลังการฉีดในระดับทั่วไป ซึ่งจะไม่มีอันตรายและสามารถหายได้เอง โดยแพทย์จะแนะนำวิธีการดูแลตัวเองหลังการฉีดให้ปฏิบัตตาม ส่วนถ้ามีอาการผิดปกติมากกว่าหรือนอกเหนือผลข้างเคียงหลังการฉีดทั่วไปแล้ว ต้องรีบมาพบแพทย์และหาวิธีการแก้ไขโดยด่วน

อาการทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ 

อาจจะมีอาการบวมแดง หรือคัน ในจุดที่ฉีดได้เป็นปกติ แต่อยากให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด เช่น การจับ นวด กดบริเวรที่ฉีดนั้น และอาการต่างๆจะค่อยๆดีขึ้น 2-3 วัน และใบบางคนอาจมีรอยเขียวช้ำ จากเข็มที่ฉีดได้เช่นกัน หรือการฉีดฟิลเลอร์แล้วไปโดตรงเส้นเลือดทำให้เกิดอาการเขียวช้ำได้เช่นกัน แต่สามารถแก้ไข หรือหายไปเองได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากเทคนิคของแพทย์

โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วอาจจะมีมีรอยเขียวช้ำจากเข็มเเละอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด กรณีเเบบนี้ใช้เวลา 2 – 3 วัน ก็จะหายเป็นปกติ ซึ่งให้เลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด ไม่ว่าจะเป็นการจับ นวด คลึงหรือกดใด ๆ บางทีรอยช้ำนั้นอาจจะเกิดจากเทคนิคของแพทย์ที่ฉีดไปโดนเส้นเลือดจึงเกิดอาการเขียวช้ำ เราสามารถสอบถามและปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา จะได้ทราบวิธีสังเกตและดูแลตัวเองหลังฉีด

อาการที่ผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ 

อันตรายจากกาารฉีดฟิลเลอร์ที่ควรสังเกตุ การฉีดฟิลเลอร์แล้วไปอุดตันในเส้นเลือด หรือเส้นประสาทต่างๆบนใบหน้า ทำให้เกิดเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณนั้นได้ และทำให้เกิดเนื้อตาย หรือในบางรายฟิลเลอร์อาจเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี่ยงบริเวณดวงตา ทำให้จอประสาทตาเสียหาย จะมีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตา ทันทีหลังฉีด ทำให้ตาพร่ามัว และตาบอด เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฉีดคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าเป็นอาการผิดปกติที่ค่อนข้างอันตราย ที่อาจจะเกิดมาจากแพทย์ที่ทำการรักษาไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ อาจจะเกิดอาการเหล่านี้ได้

  • บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นก้อน คลื่น ผิวหนังไม่เรียบ ขรุขระ
  • ผิวหนังบริเวณที่ฉีดจะเปลี่ยนสี เกิดอาการไหลของฟิลเลอร์ จนรูปทรงเปลี่ยนไป
  • มีอาการคันบริเวณที่ฉีด บางทีอาจจะมีลมพิษขึ้นตามมาด้วย ซึ่งอาจจะเกิดฟิลเลอร์อักเสบ
  • สารฟิลเลอร์ปลอมนั้นเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่นำไปเลี้ยงผิวหนังทำให้ผิวหนังที่ฉีดฟิลเลอร์หรือบริเวณผิวรอบ ๆ ตาย เกิดอาการติดเชื้อขึ้น
  • เมื่อฟิลเลอร์ปลอมเกิดไหลเข้าไปอุดตันภายในเส้นเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงจอประสาทตาได้อย่างเพียงพอ อาจจะส่งผลให้ตาบอดได้
ฉีดฟิลเลอร์

อาการข้างเคียงหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ควรสังเกต

 การอักเสบ

มักจะเกิดจากการติดเชื้อของผิวหนังบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ หรือแพ้ฟิลเลอร์ มีการปนเปื้อนของเชื้อในฟิลเลอร์ที่นำมาฉีด ซึ่งอาการที่พบได้นั้นในบริเวณผิวหนังที่ฉีดฟิลเลอร์จะพบ ตุ่ม ก้อนนูน ผิวแดง มีอาการปวด บวม เมื่อสัมผัสผิวบริเวณนั้นรู้สึกร้อน หรือมีฝี ตุ่มหนองร่วมด้วย

 การห้อเลือด

อาการห้อเลือด บวมช้ำ เนื่องจากเนื้อเยื่อแข็งตัว ผิวหนังเปลี่ยนสี มีฝี เกิดขึ้นในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เกินกว่า 1 สัปดาห์ ควรเข้าพบปรึกษาแพทย์

 การติดเชื้อ

ให้สังเกตว่าในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์นั้นมีอาการปวดบวม แดง ร้อน มีตุ่ม หรือก้อนหนองบริเวณที่ฉีดหรือไม่  ซึ่งจะเป็นอาการที่บ่งบอกถึงอาการติดเชื้อ


ข้อควรรู้ก่อนการเลือกฉีดฟิลเลอร์

 เพื่อให้การฉีดฟิลเลอร์ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์แบบที่ตั้งใจ การหาข้อมูลก่อนจะฉีดฟิลเลอร์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราตัดสินใจฉีดไปแล้ว เกิดผลข้างเคียงที่อันตราย อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นการป้องกันด้วยการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้มั่นใจก่อนฉีดจึงดีกับตัวเราเอง

 การเลือกสถานพยาบาล หรือคลินิคที่ได้มาตราฐาน

เป็นสิ่งสำคัญมาก ทั้งความสะอาด มาตรฐานในการดูแล ทั้งในก่อน ขณะรักษาและหลังการรักษา เครื่องมือที่พร้อม แผนการดูแลถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้เรามั่นใจมากขึ้นในการใช้บริการ

 การเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การฉีด

องค์ประกอบที่สำคัญในการรักษา แพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ จะสามารถวิเคราะห์ปัญหา โครงสร้างใบหน้า ให้คำแนะนำ รวมไปถึงแผนการรักษาที่ถูกต้อง เทคนิคในการฉีดฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ ประเภทของฟิลเลอร์ ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์

 การเลือกตัวยาของแท้ ที่ได้มาตราฐาน

ถ้าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของปลอมโอกาสที่จะได้รับผลข้างเคียงอันตรายถึงชีวิตนั้นมีสูงมาก ดังนั้นให้เลือกฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน ได้การรับรองอย. อย่างถูกต้อง ก็จะไม่ได้รับอันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์


วิธีตรวจเช็คฟิลเลอร์ของแท้

  • แหล่งที่มา ควรจะมีแหล่งที่มาที่ชัดเจน ในสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ควรจะเลี่ยงสั่งซื้อฟิลเลอร์จากอินเตอร์เน็ตเอง เพราะอาจมีคุณสมบัติไม่ได้มาตรฐาน และไม่ผ่านการรับรอง อย.
  • กล่องฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์แท้นั้นจะต้องมีฉลากภาษาไทยติดอยู่บนกล่อง มีราคา และข้อมูลเลข Lot เลขที่อ้างอิง, วันผลิต, หมดอายุ
  • ฟิลเลอร์แท้ จะต้องสามารถฉีดสลายได้ด้วยตัวยาไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) โดยที่จะสลายได้ 100 % ซึ่งจะค่อย ๆ สลายไม่เหลือสารตกค้างใด ๆ บนใบหน้า
ฟิลเลอร์แท้

การเตรียมตัวก่อนการฉีดฟิลเลอร์

  • ให้งดใช้ยาแอสไพริน ยากลุ่มแก้ปวด ยากลุ่มต้านการอักเสบ NSAIDS ไม่ว่าจะเป็น Ibruprofen, Naproxen อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด เพื่อช่วยป้องการอาการฟกช้ำ
  • ไม่ควรรับประทานวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก  วิตามินอี น้ำมันปลา น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส สารสกัดจากโสม ขิง กระเทียม ใบแปะก๊วย เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด
  • รักษาสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติดี ผู้ที่จะรับการฉีดฟิลเลอร์ต้องไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่
  • ล้างเครื่องสำอาง ทำความสะอาดใบหน้าให้เรียบร้อยก่อนที่จะเข้าพบแพทย์

การดูแลปฎิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์

  • 2 สัปดาห์หลังการฉีดให้งดการออกกำลังกายหนักๆ งดการอบซาวน่า, แช่น้ำอุ่น การนวดหน้าด้วยความร้อน
  • ไม่บีบ นวด กด ใบหน้าแรงๆ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจจะทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ ผิดรูปได้
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ เป็นเวลา 3-7 วัน
  • แนะนำให้น้ำเปล่าให้มาก ๆ จะส่งผลดีต่อการฉีดฟิลเลอร์
วิธีดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์

เลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

ปัจจุบันมีคลินิคสถานเสริมความงาม ที่เปิดให้บริการหลายแห่ง มีโฆษณาให้เห็นอยู่มากมาย แล้วเราจะเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ : ควรเลือกคลีนิคที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะไม่เกิดปัญหาหลังจากการฉีด

ยี่ห้อฟิลเลอร์ : ที่ได้รับการรับรองจากอย. อย่างถูกต้อง มีชื่อยี่ห้อ วันเดือนปีที่ผลิต เป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน

ความน่าเชื่อถือของคลินิก : มีสถานที่ชัดเจน สามารถติดต่อได้ตามเวลาทำการ เครื่องมือสำหรับการดูแลคนไข้ ได้มาตรฐาน สะอาดและปลอดภัย

รีวิวจากผู้รับบริการ : นอกจากรีวิวที่เป็นภาพถ่าย Before-After ที่จะเห็นเป็นรูปสวย ๆ เพียงอย่างเดียว ด้วยภาพถ่ายนั้นสามารถแต่งภาพได้อาจจะขอ Before-After ที่เป็น VDO รีวิวเป็นหลักจะสามารถเชื่อถือได้มากกว่าภาพถ่าย  อาจจะดูรีวิวในแหล่งที่เป็นกลางเพิ่มเติ่ม นอกจากรีวิวของทางคลีนิคด้วย

คลินิกมีการนัด ดูแลอย่างต่อเนื่อง : โดยจะต้องมีการนัดติดตามผล ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ก่อนทำ-หลังทำอย่างใกล้ชิด สอบถามข้อสงสัยกับหมอที่ทำการรักษาได้โดยตรงตลอดเวลา เมื่อมีการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด และอยู่ได้นาน

เดินทางง่าย สะดวก : สถานที่สถานเสริมความงามนั้น ควรจะเดินทาง สะดวก เพื่อจะเข้ามาพบแพทย์โดยสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่าย เพราะจะต้องมาติดตามผลหรือเข้ารับการรักษาที่อาจจะต้องเข้ามาที่คลีนิคหลายครั้ง

รีวิวฟิลเลอร์ใต้ตา
รีวิวฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ข้อสรุป

อันตรายที่จะพบหลังจากการฉีดฟิลเลอร์นั้น เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ขอให้การเลือกการฉีดฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ ได้มาตรฐาน มีการรับรองจาก อย. มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อจะสามารถรักษาปัญหาที่จะได้รับการแก้ไขจากการฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นสถานที่ฉีดฟิลเลอร์ จะต้องเป็นสถานที่มีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย มีการดูแลที่ดีตั้งแต่ก่อน ขณะการรักษา รวมไปถึงหลังการรักษาแล้ว เพราะจริง ๆ แล้ว การฉีดฟิลเลอร์นั้น เป็นสารตามธรรมชาติและสามารถย่อยสลายได้ 100% โดยไม่ทิ้งสารตกค้างไว้


ฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นก้อน

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วเป็นก้อน เกิดจากอะไร และแก้ไขได้อย่างไร

เมื่อมีอายุมากขึ้นเริ่มช่วงวัย 30 ปีขึ้นไป หลายคนจะพบว่ามีริ้วรอยบางตำแหน่งบนใบหน้า เช่นร่องแก้มลึก ทำให้ใบหน้าดูมีอายุก่อนวัย  หน้าแก่ หน้าหย่อนคล้อย สาเหตุที่ทำให้ร่องแก้มลึกมาจากการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ทำให้ผิวและไขมันบนใบหน้าหย่อนคล้อยลงมากองกันอยู่ด้านล่าง หรือ เนื้อและไขมันบริเวณใต้ตาหย่อนคล้อยลงมาเหนือร่องแก้ม ส่วนบริเวณหน้าแก้มหย่อนคล้อยลงมาทำให้เกิดร่องแก้มลึก พบได้ในคนที่มีอายุมาก

ใครที่มีปัญหาริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม มีร่องแก้มลึก ทำให้ขาดความมั่นใจ อยากให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย หน้าไม่โทรม สามารถใช้วิธีการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เพื่อแก้ไขร่องแก้มลึกโดยหลังฉีดริ้วรอยยกกระชับขึ้น เห็นกรอบหน้าชัด ลดริ้วรอย หน้าเด็กลง ร่องแก้มดูจางลงทันที

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สาเหตุของฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นก้อน คืออะไร

  • เลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ผิดประเภทนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลังจากการฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน เกิดมาจากการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่แข็งเกินไป แล้วนำไปฉีดบริเวณที่ผิวบาง จะทำให้ดูเป็นก้อนและไม่เป็นธรรมชาติ
  • ปริมาณในการใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุ โดยใช้ปริมาณฟิลเลอร์เยอะเกินไป จะทำให้เป็นก้อนบวมนูนขึ้นมา
  • ในการฉีดฟิลเลอร์นั้นแพทย์ที่ฉีดจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการฉีด มีเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งแพทย์ที่ไม่ความเชี่ยวชาญพอ การเลือกตัวยา ปริมาณ และการวางตัวยาบนชั้นผิว ในบริเวณที่ทำการรักษา ถ้าทำได้ไม่ถูกต้อง ก็ส่งผลให้มีก้อนในบริเวณที่ฉีดได้เหมือนกัน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แต่ดูเหมือนร่องแก้มลึกขึ้น เกิดได้จากการฉีดผิดตำแหน่ง การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มหวังให้เป็นแก้ไขร่องแก้มลึก การเลือกชนิดของฟิลเลอร์ หรือการฉีดให้ถูกตำแหน่ง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าเลือกฟิลเลอร์ที่มีความเข้มข้นน้อยเกินไป ก็อาจจะดูเหมือนร่องแก้มยังไม่ได้เติม หรือในบางกรณีที่แพทย์ฉีดไม่ถึงชั้นผิว และเลือกฟิลเลอร์ที่มีความเข้มข้นน้อย ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง  คือการที่ฉีดไปบริเวณข้างร่องแก้ม เมื่อถึงระยะเวลาที่เข้าที่ จึงอาจจะดูว่าเน้นร่องแก้มให้ชัดมากขึ้น เมื่อฉีดฟิลเลอร์แล้วพบว่าเป็นก้อน โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้ โดยจะมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ

  1. ความเชี่ยวชาญของแทพย์ 

 แพทย์ที่มาทำการรักษาปัญหาร่องแก้มลึกด้วยการฉีดฟิลเลอร์ แต่มีประสบการณ์ไม่มากพอ ขาดความเชี่ยวชาญและความชำนาญในการฉีด เมื่อฉีดไม่ตรงจุดที่ถูกต้อง ก็อยู่ในภาวะที่เสี่ยงจะเกิดก้อนบริเวณร่องแก้มได้ ในบางกรณีร่องแก้มอาจจะลึกมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญนั้น จะทำการวิเคราะห์ใบหน้าและปัญหาของริ้วรอย เพื่อวางแผนการรักษาแล้วทำการฉีดฟิลเลอร์ได้แม่นยำมากกว่า

  1. การเลือกใช้ฟิลเลอร์

 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกยี่ห้อ รุ่นของฟิลเลอร์ที่นำมารักษานั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นล้วนมีคุณสมบัติของขนาดโมเลกุล ความหนาแน่นที่แตกต่างกัน ถ้าหากเลือกใช้ไม่ถูกต้อง หลังจากฉีดไปแล้ว ก็อาจจะเกิดก้อนแข็งนูนได้

  1.  ตำแหน่งของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ถูกต้อง  

ในการฉีดร่องแก้มนั้น หากฉีดลงไปไม่ลึกถึงชั้นผิวตามที่ควรจะเป็นแล้ว หรือฉีดฟิลเลอร์ไม่ตรงจุด ด้วยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง และเมื่อฉีดฟิลเลอร์ลงไปบนร่องแก้ม แทนที่ร่องแก้มจะตื้นขึ้น ริ้วรอยจะจางลง ปรากฎว่าเป็นการไปเน้นให้เห็นร่องแก้มที่ชัดขึ้น นอกจากนั้นยังไม่พูดถึงว่าใช้ฟิลเลอร์มากเกินความจำเป็นก็ทำให้เกิดก้อนแข็งได้

  1. การใช้ฟิลเลอร์ปลอมมาฉีดร่องแก้ม 

เป็นฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นประเภทของฟิลเลอร์ที่ไม่สามารถย่อยสลายไปได้ตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปก็จะจับตัวกันเป็นก้อน บางกรณีไหลย้อยห้อยลงมาไม่เป็นทรง แก้มก็จะห้อยลงมาด้วย

ฉีดฟิลเลอร์

วิธีแก้ไขการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นก้อน

หากกรณีที่ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วเกิดเป็นก้อนขึ้นมา อาจจะดูสาเหตุของการเกิดความผิดปกตินั้นว่ามาจากอะไร ซึ่งบางสาเหตุก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก แต่บางอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

 การแก้ไขเบื้องต้น 

เมื่อฉีดฟิลเลอร์กลับไปแล้ว หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ อาจจะผลข้างเคียงปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ อาการบวม รู้สึกตึงบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นผลจากตัวฟิลเลอร์ซึ่งจะสามารถหายได้เอง ให้งดกด นวด คลึง บริเวณที่ฉีด โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นประมาณ 3-7 วัน และจะหายเป็นปกติ หรือ อาการเขียวช้ำจากรอยเข็มจะหายได้เองประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหลังจากนั้น 2 อาทิตย์ ยังมีอาการเป็นก้อนอยู่ อาจจะมาจากสาเหตุการกระจายยาไม่ดี ถ้าจำเป็นต้องนวด คลึง เพื่อให้ยากระจายตัว ต้องให้แพทย์เป็นผู้ทำให้ ไม่ควรจะทำการนวดด้วยตัวเอง

 การฉีดสลายฟิลเลอร์ 

การใช้การฉีดสลายฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขปัญหาร่องแก้มเป็นก้อน จะทำได้เมื่อก้อนที่เกิดขึ้นเป็นฟิลเลอร์แท้ไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid : HA) สามารถฉีดสลายได้ด้วย ตัวยาไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase : HYAL ) สามารถใช้ตัวยานี้ฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น เช่น ฉีดสลายฟิลเลอร์ใต้ตา, ฉีดสลายฟิลเลอร์ปาก และฉีดสลายฟิลเลอร์ร่องแก้ม แพทย์จะทำการคำนวณปริมาณของยาที่ใช้ฉีดสลาย โดยจะคิดจากปริมาณฟิลเลอร์เดิมที่คนไข้ไปฉีดจำนวนกี่ CC เพื่อจะได้ปริมาณของตัวยาที่เหมาะสมและต้องคิดด้วยว่าจะไม่ไปกระทบเนื้อเยื่อส่วนอื่น หลังการฉีดสลายฟิลเลอร์นั้น จะส่งผลทันทีในบางส่วน แล้วหลังจากนั้น 1 – 3 วัน ก็จะเห็นผลส่วนอื่น ๆ ตามมาหากต้องการฉีดเพื่อปรับแก้เพิ่มเติม ควรจะเว้นระยะ 1 อาทิตย์ หลังจากฉีดสลายไปแล้ว

การฉีดสลายฟิลเลอร์ ควรให้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินปริมาณของยา ไม่ให้มากได้หรือน้อยไป เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อชั้นผิวได้

การฉีดฟิลเลอร์ทับเข้าไป

ถ้าหลังการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้ว มีอาการเป็นก้อน แต่ก้อนนั้นแพทย์ประเมินแล้วมีขนาดเล็ก สามารถแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์เพิ่มจะทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นก้อนขึ้นมาได้อีก รวมไปถึงฟิลเลอร์ที่ฉีดไปเพิ่มกับของเดิมนั้น อาจจะไม่เรียบเนียนแต่กลับเป็นคลื่นขึ้นมาแทน ในกรณีที่เป็นก้อนฟิลเลอร์ปลอมก็ไม่สามารถย่อยสลายไปเองได้

การขูดฟิลเลอร์

อีกวิธีที่ใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อนคือการขูดฟิลเลอร์ออก ซึ่งกรณีนี้จะทำเมื่อคนไข้ฉีดเติมร่องแก้มด้วยสารอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์แท้ สารที่ไม่สามารถสลายเองได้ เช่น Polyamine (Aqualift), Hydrofilic gel  หากรู้ตัวเร็วว่าฉีดสารแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย การแก้ไขจะสามรถทำได้ด้วยการขูดออก เพราะไม่สามารถฉีดสลายได้ ซึ่งในบางกรณีอาจขูดออกได้ไม่หมด ทำได้แค่ 60-70% เท่านั้น


ป้องกันการฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อนได้อย่างไร

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน ควรจะเลือกฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน ให้สังเกตุว่ามีฉลากเป็นภาษาไทยหรือไม่ ได้รับการรับรองจาก อย.หรือเปล่า ราคาก็ไม่ควรถูกเกินไป อีกทั้งควรมีแหล่งผลิตและจำหน่ายที่ชัดเจน นอกจากนั้นความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่จะรักษาก็สำคัญ ตั้งแต่การวิเคราะห์ใบหน้า ปริมาณยาที่ใช้ ชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เทคนิคการฉีด การดูแลหลังการฉีด ทั้งหมดนี้แพทย์จะต้องดูแลคนไข้และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอ จะส่งผลต่อการรักษา ทำให้ผลการรักษาอาจจะไม่ตรงตามที่ต้องการ จากที่หวังว่าฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มร่องแก้ม ลดริ้วรอย อาจจะต้องมาแก้ไขปัญหาหรือบางทีก็อาจจะแก้ไขไม่ได้อีกด้วย

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ข้อสรุป

การแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก ด้วยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมคอลลาเจนเข้าไปในผิวนั้น เป็นวิธีการธรรมชาติ ตัวยาที่ได้รับการรับรองว่าเป็นฟิลเลอร์แท้จะสลายออกมาเอง ไม่ทิ้งเป็นสารตกค้างในร่างกาย ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มจึงมีผลข้างเคียงน้อยมาก ซึ่งการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีของการรักษาได้ผิวที่ริ้วรอยตื้นขึ้น ร่องแก้มจางลง ลดริ้วรอยบนใบหน้า ปัจจัยที่สำคัญก็คือคลินิกที่รักษาต้องได้มาตรฐาน เลือกฟิลเลอร์แท้คุณภาพดี แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเป็นก้อนแข็งบริเวณแก้มหลังฉีด


ฟิลเลอร์ร่องแก้ม บอกลาหน้าแก่

เติมเต็มใบหน้าให้อ่อนเยาว์ด้วยฟิลเลอร์ร่องแก้ม บอกลาหน้าแก่ก่อนวัย

ร่องแก้ม นั้นป็นริ้วรอยลึกบนผิวหน้าบริเวณที่เกิดขึ้นบริเวณข้างแก้มและอยู่เหนือปาก อายุมากขึ้น ร่องแก้มจะดูลึกขึ้น มีร่องน้ำหมาก และหย่อนคล้อยตามสภาพผิวที่เสื่อมลง ส่งผลให้หน้าดูแก่ขึ้น ซึ่งไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้ตัวเองมีผิวที่เหี่ยวย่น หน้าหย่อนคล้อย ดูหน้าแก่กว่าวัย หลายคนจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะจุดที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่าง ร่องแก้ม


สาเหตุของการเกิดร่องแก้มลึก คืออะไร

การเกิดร่องแก้มมีหลายสาเหตุ ปัญหาร่องแก้มลึก หรือ รอยย่นที่แก้มนั้นมีสาเหตุหลักมาจากความหย่อนคล้อยของผิวหน้า ด้วยเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ใต้ผิวเสื่อมประสิทธิภาพ หลัก ๆ ก็เป็นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น รอยย่นที่แก้มนั้นจะมีลักษณะเป็น ร่องน้ำหมาก ที่จะเห็นร่องแก้มจะเป็นเส้นยาวตั้งแต่บริเวณปีกจมูกโค้งลงมาถึงที่มุมปาก นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ ดังนี้

การยุบตัวของกระดูกใต้ตา

โดยการยุบของกระดูกใต้ตานั้นมีส่วนที่ทำให้เนื้อแก้มด้านบนหย่อนลงมากองที่เหนือร่องแก้ม จึงส่งผลให้ร่องแก้มดูลึก โดยมักจะพบในคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป

การยุบตัวของกระดูกร่องแก้ม

รอยข้างแก้มนั้นจะยังไม่ลึกและกระดูกใต้ตายังยุบตัวลงไม่มาก ทำให้หน้าหย่อนคล้อย ซึ่งจะเจอในคนที่อายุ 20-30 ปี

การยิ้ม ทำให้กล้ามเนื้อร่องแก้มแข็งแรงมากเกินไป

การยิ้มบ่อย ๆ ยิ้มเกร็ง ปากกว้างจนกล้ามเนื้อที่ดึงร่องแก้มตึงเกินไป ถ้าซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานานก็จะเห็นเป็นริ้วรอยข้างแก้ม และร่องมุมปากได้

ชั้นผิวที่บางตัวลง ผิวแห้ง ตากแดดบ่อย

เพราะรังสียูวีจากแสงแดด ที่เป็นตัวการทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย 

สาเหตุร่องแก้มลึกต้องฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์ให้กับร่องแก้มนั้น จะเป็นวิธีการแก้ไขร่องแก้มลึกตามธรรมชาติ โดยการเติมสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic acid) เข้าไปบริเวณร่องแก้มที่มีปัญหา โดยที่เนื้อฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน และสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติหมด 100% จะไม่มีสารตกค้าง ผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขร่องแก้มลึกจะออกมาเป็นธรรมชาติ โดยฟิลเลอร์นั้นจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนที่ร่องแก้มของตัวเองขึ้นมาด้วย และรักษาความชุ่มชิ้นให้ผิว แม้ฟิลเลอร์จะสลายไปแล้ว แต่ผิวก็จะยังดีกว่าก่อนเติม

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร

ปัญหาของร่องแก้มนั้น มีหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นจากกระดูกใต้ตายุบลง อายุที่มากขึ้น สาเหตุอื่น ๆ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ มลภาวะ และแสงแดด ไปจนถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือการลดน้ำหนักเองก็มีส่วนทำให้เกิดร่องแก้มลึก หน้าหย่อนคล้อย สำหรับบางคนอาจมีลักษณะกระดูกที่ยุบมากกว่าคนปกติตั้งแต่เกิด เป็นไปตามพันธุกรรม ตามโครงสร้างกระดูกของคนนั้นๆ จึงทำให้ใบหน้าบริเวณร่องแก้มดูลึกกว่าคนทั่วไป

โดยการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาของการเกิดร่องแก้มแต่ละสาเหตุได้

  • การยุบตัวของกระดูกใต้ตาและร่องแก้มลดลง 

ปัญหานี้จะพบในคนไข้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งการยุบตัวในส่วนของกระดูกทั้งบริเวณใต้ตา รวมไปถึงบริเวณร่องแก้มค่อนข้างมาก ทำให้เนื้อแก้มด้านบนหย่อนลงมากองที่เหนือร่องแก้ม ทำให้เกิดร่องแก้มลึก

คนไข้มีสาเหตุของปัญหาร่องแก้มลึกมาจากการยุบตัวของกระดูกใต้ตา หากแพทย์ที่รักษาแก้ไขร่องแก้มลึกใช้การเน้นฉีดฟิลเลอร์ที่ร่องแก้มเพียงอย่างเดียว ก็ผลที่ได้ร่องแก้มของคนไข้แย่ลงกว่าเดิมได้ เนื้อในบริเวณแก้มจะยิ่งไปกองส่วนที่เหนือร่องแก้มเป็นก้อนมากขึ้น จะทำให้ใบหน้านั้นจะดูอูมๆ หน้าอ้วน และดูผิดธรรมชาติ

การแก้ไขที่ถูกต้องจะเป็นการการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้การฉีดยกผิวในชั้นกระดูก จุดประสงค์ก็คือจะดึงโครงสร้างผิวโดยรวมทั้งหมดขึ้นไปด้านบน ผลที่ได้นั้นเนื้อแก้มที่กองเหนือร่องแก้มเป็นก้อนน้อยลง และร่องแก้มก็จะตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

  • กล้ามเนื้อบริเวณร่องแก้มทำงานหนักมากเกินไป

ถ้าสาเหตุของปัญหาเกิดร่องแก้มลึกมาจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณร่องแก้มทำงานหนักมากเกินไป นั้นหมายถึงการยิ้มเกร็งบ่อย ๆ จนกล้ามเนื้อเนื้อดึงร่องแก้มตึงจนเกิดริ้วรอย สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ เราจะใช้ใช้ฟิลเลอร์ Myomodulation ฉีดหนุน หรือฉีดกดกล้ามเนื้อ จะสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้บางส่วน ไม่แข็งเกินไปทำให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติ

  • ผิวหนังที่แห้ง และขาดความชุ่มชื่น

ปัญหาจากผิวหนังที่แห้ง และขาดความชุ่มชื้น ร่องแก้มนั้นจะมีลักษณะเป็นริ้วๆ ตื้นๆ  ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์โมเลกุลเล็กเพื่อให้เรียบเนียนไปกับผิวไม่เป็นก้อน ใช้ฟิลเลอร์เติมความชุ่มชื้นลงในชั้นผิวหนังได้โดยตรง


ฟิลเลอร์ร่องแก้ม และ Botox ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มเหมือนกันไหม


สำหรับปัญหาร่องแก้มลึกหรือริ้วรอยบริเวณร่องแก้มนั้น การใช้การรักษาด้วย Botox สามารถทำร่วมกับฟิลเลอร์ได้ในบางส่วน ซึ่งการทำงานของการรักษาทั้ง 2 วิธีนั้น จะมีความแตกต่างกัน Botox นั้นฉีดไปแล้วสารที่ฉีดจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานลดลงชั่วคราว ลดการขยับของกล้ามเนื้อ ช่วยลดริ้วรอย ลดกราม ปรับรูปหน้าและทำให้ผิวเต่งตึง

ส่วนฟิลเลอร์ จะเป็นการเติมสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในใบหน้าอยู่แล้วเช่นคอลลอเจน เพื่อให้ส่วนที่ขาดหายไปถูกเติมเต็มขึ้นมา จึงมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการฉีด Botox

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ก็คือสารเติมเต็มผิว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเรียกว่าสารไฮยาลูโรนิค แอซิด เป็นสารที่เติมร่องลึก ซึ่งสารจะเข้าไปทำงานในบริเวณชั้นใต้ผิวเพื่อกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น ทำให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น และ สามารถวางลึกลงบนชั้นกระดูกเพื่อแก้ปัญหาคนที่มีปัญหามากๆเช่นการยุบของกระดูก ฉีดเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป เห็นผลทันทีหลังจากฉีดเสร็จ

Botox 

เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สร้างจากแบคทีเรีย โดยมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ไปสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ กล้ามเนื้อจึงเกิดการคลายตัว และเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ผิวหนังด้านบนของกล้ามเนื้อนั้นก็จะเรียบไม่มีรอยย่น

ซึ่งการฉีด Botox นั้นจะไปช่วยเรื่องการลดริ้วรอยจากบริเวณกล้ามเนื้อ แต่ไม่ได้ช่วยเติมสารเติมเต็มโดยธรรมชาติเหมือนฟิลเลอร์


ฟิลเลอร์ร่องแก้มควรเลือกยี่ห้อไหนดี

ฟิลเลอร์นั้นมีหลายยี่ห้อ ส่วนการจะเลือกฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีนั้น การเลือกใช้ฟิลเลอร์จะต้องดูให้เหมาะกับบริเวณที่ต้องการฉีด โดยแต่ละยี่ห้อก็จะมีข้อแตกต่างกัน ถึงจะเป็น Hyaluronic acid เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วเทคโนโลยีและขั้นตอนในการผลิตแตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อ จึงทำให้เกิดคุณสมบัติที่จะนำมาใช้จึงแตกต่างกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีฟิลเลอร์ ยี่ห้อไหน รุ่นไหนที่ดีที่สุด ที่ฉีดได้ทุกจุดสำหรับทุกสภาพผิว การเลือกใช้ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นเหมาะกับการใช้ฉีดในจุดต่างๆของใบหน้าไม่เหมือนกัน สำหรับแพทย์ที่จะใช้ฟิลเลอร์เพื่อรักษาปัญหาร่องแก้มให้กับคนไข้นั้น ก็จะมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจถึงคุณสมบัติของฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น แล้วจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริเวณที่จะฉีด 

รวมไปถึงใช้ให้เหมาะกับสาเหตุของการเกิดปัญหาริ้วรอยแต่ละรูปแบบด้วย เช่น ฟิลเลอร์ที่มีความเข้มข้นเนื้อแข็งนั้นจะเหมาะกับการฉีดเพื่อปรับยกโครงหน้าในชั้นกระดูก เช่น คาง จมูก ฉีดเพื่อดึงหน้า ฉีดยกผิวชั้นลึกในชั้นกระดูก หรือฟิลเลอร์ที่จะใช้สำหรับพื้นที่ของใบหน้าที่มีการขยับบ่อย ๆ นั้นจะต้องสามารถทนต่อการขยับได้ ถึงจะนำมาใช้ฉีดเพื่อเติมเนื้อในบริเวณที่ผิวมีการขยับบ่อย ๆ เช่น ร่องแก้ม มุมปาก แก้มตอบ ส่วนฟิลเลอร์ที่จะนำใช้กับคนที่ผิวบางผิวแห้งก็ต้องถูกเลือกว่าเป็นฟิลเลอร์ชนิดที่เหมาะกับผิวบาง ต้องการให้ฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่เห็นเป็นก้อน เกิดการเรียบเนียนไปกับผิวมากที่สุด 

และควรเลือกฟิลเลอร์ที่สามารถรับรองได้ว่ามีความปลอดภัยสูง คือฟิลเลอร์ของแท้ที่อย. ไทยรับรองให้สามารถฉีดรักษาคนไข้เพื่อความสวยงามได้ เป็นฟิลเลอร์จากสารไฮยาลูรอนิค แอซิด ( Hyaluronic Acid ) เพราะจะสามารถสลายตัวได้เอง 100% ภายใน 8 – 10 เดือน ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้าง จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

นอกจากนั้นการเลือกฉีดฟิลเลอร์โดยเลือกจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ความเข้าใจเรื่องของโครงสร้างผิว เพื่อฉีดแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและแม่นยำ ไม่เกิดความผิดพลาด ประเมินการแก้ไขปัญหาของคนไข้ได้อย่างเหมาะสมว่าบริเวณที่ต้องการแก้ไขนั้น ควรใช้ฟิลเลอร์รุ่นไหน ปริมาณเท่าไหร่ เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมามีความสวยเป็นธรรมชาติมากที่สุด รวมไปถึงจะช่วยลดความเสี่ยงจาก การอักเสบของฟิลเลอร์ เกิดฟิลเลอร์เป็นก้อนจนเกิดอาการติดเชื้อ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก ดังนั้นแล้วการฉีดฟิลเลอร์จึงมีความเสี่ยงต่ำ เพียงแค่เลือกฟิลเลอร์แท้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้มอันตรายต่อร่างกายไหม

ฟิลเลอร์ที่สามารถรับรองได้ว่ามีความปลอดภัยสูง คือฟิลเลอร์ของแท้ที่อย. ไทยรับรองให้สามารถฉีดรักษาคนไข้เพื่อความสวยงามได้ เป็นฟิลเลอร์จากสารไฮยาลูรอนิค แอซิด ( Hyaluronic Acid ) เพราะจะสามารถสลายตัวได้เอง 100% ภายใน 8 – 10 เดือน ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้าง จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนั้นการเลือกฉีดฟิลเลอร์โดยเลือกจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ความเข้าใจเรื่องของโครงสร้างผิว เพื่อฉีดแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและแม่นยำ ไม่เกิดความผิดพลาด ประเมินการแก้ไขปัญหาของคนไข้ได้อย่างเหมาะสมว่าบริเวณที่ต้องการแก้ไขนั้น ควรใช้ฟิลเลอร์รุ่นไหน ปริมาณเท่าไหร่ เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมามีความสวยเป็นธรรมชาติมากที่สุด รวมไปถึงจะช่วยลดความเสี่ยงจาก การอักเสบของฟิลเลอร์ เกิดฟิลเลอร์เป็นก้อนจนเกิดอาการติดเชื้อ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก

ดังนั้นแล้วการฉีดฟิลเลอร์จึงมีความเสี่ยงต่ำ เพียงแค่เลือกฟิลเลอร์แท้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา


ฟิลเลอร์ร่องแก้มเหมาะกับใคร

ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยบริเวณร่องแก้มยังไม่ลึกมาก ซึ่งสามารถรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ได้อยู่

  • ผู้ที่มีปัญหากระดูกใต้ตาและร่องแก้มลดลงหรือยุบตัวลงจนเกิดร่องแก้มลึก
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้นจนเกิดรอยที่ร่องแก้ม
  • ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มจากกล้ามเนื้อบริเวณร่องแก้มทำงานมากเกินไป จากการยิ้มเกร็งเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวบริเวณร่องแก้มไม่เรียบเนียน มีริ้วรอย
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าให้ดูเด็กลง สามารถฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับได้ในบางกรณี เพื่อเติมสารคอลลาเจนให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อน – หลังการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

 การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  1. แนะนำให้หยุดการใช้ยาแก้ปวด ในกลุ่มยาแอสไพริน ยากลุ่มต้านการอักเสบ NSAIDS ซึ่งได้แก่ Ibruprofen, Naproxen อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด เพื่อป้องการอาการฟกช้ำ
  2. ควรจะงดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก อย่าง วิตามินอี น้ำมันปลา น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส สารสกัดจากโสม ขิง กระเทียม ใบแปะก๊วย เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  3.  ให้งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการเข้าฉีดฟิลเลอร์
  4. ดูแลสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติดี โดยไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง และไม่ได้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่
  5. ในวันที่เข้าพบแพทย์เพื่อฉีดฟิลเลอร์แนะนำให้ล้างเครื่องสำอางหรือทำความสะอาดใบหน้าด้วย

การปฎิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  1.  แนะนำให้งดการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงให้ใบหน้าโดนความร้อนโดยตรงเ ไม่ว่าจะเป็นการอบซาวน่า, แช่น้ำอุ่น การนวดหน้าด้วยความร้อน เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  2. ควรจะงดการบีบ นวด กด ใบหน้าแรงๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เพราะอาจจะส่งผลให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ไปผิดรูปได้ ถ้าต้องการนวดเพื่อปั้นฟิลเลอร์ ควรจะพบแพทย์ที่ทำการฉีดเป็นผู้นวดเพื่อปั้นทรงให้ได้เท่านั้น
  3.  ให้งดการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ เป็นเวลา 3-7 วัน
  4. แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมาก ๆ บ่อย ๆ จะช่วยให้ฟิลเลอร์ทำงานได้ดียิ่งขึ้นและอยู่ได้นานมากขึ้น โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์หลังฉีดฟิลเลอร์
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้มอยู่ได้ถาวรไหม

การฉีดฟิลเลอร์นั้น เป็นการเติมสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติเข้าไป เพื่อไปเติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจนบนใบหน้าให้อิ่มฟูและชุ่มชื้นมากขึ้น เติมเต็มร่องแก้ม โดยที่ฟิลเลอร์นั้นจะสลายไปเองตามธรรมชาติประมาณ 8 – 12 เดือน และสามารถเติมฟิลเลอร์ได้ตามความต้องการของคนไข้

ซึ่งหากอยากให้การแก้ร่องลึกอยู่ถาวร จะต้องใช้วิธีอื่นในการรักษา อาจจะเลือกใช้การฉีดไขมัน หรือการผ่าตัดเสริมร่องแก้มแทน เพราะไขมันหรือวัสดุที่นำมาเสริมร่องแก้มจะไม่สลายไปตามเวลาเหมือนฟิลเลอร์


ข้อสรุป

 ปัญหาของริ้วรอยบริเวณร่องแก้มนั้น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยที่เราสามารถเลือกใช้การฉีดฟิลเลอร์เป็นอีกวิธีในการแก้ไขปัญหา เติมเต็มร่องแก้ม ให้ตื้นขึ้น ริ้วรอยจางหายไป ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์นั้น มีผลข้างเคียงน้อย ไม่เป็นอันตราย ขอให้เลือกใช้ฟิลเลอร์ของแท้ ที่ได้รับอย. รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา โดยที่หลังฉีดฟิลเลอร์จะอยู่บนใบหน้าประมาณ 8 – 10 เดือน และสลายไปเองตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้างไว้ จึงถือว่าไม่มีอันตราย และสามารถเติมฟิลเลอร์ได้อีกตามความต้องการของคนไข้


ก่อน หลัง ฉีดฟิลเลอร์ ห้ามกินอะไร

ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไร ไม่ควรกินก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง

หากใครมีความสนใจที่จะฉีดฟิลเลอร์  กำลังตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ ควรศึกษาข้อมูลก่อนทำการฉีดอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดมานั้นเห็นผลมากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ โดยในบทความนี้มีรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับอาหาร ทั้งหลังฉีดและก่อนฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ ทำไมถึงกินอาการตามปกติไม่ได้

การฉีดฟิลเลอร์เป็นการฉีดโดยใช้เข็มเพื่อให้สารเข้าสู่ใต้ผิว ดังนั้นอาจทำให้เกิดแผลขนาดเล็กบริเวณที่ฟิลเลอร์ หรือมีอาการบวมแดง อักเสบ โดยเฉพาะคนที่มีผิวบาง อาจมีอาการ เขียว ช้ำ เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากบางครั้งเข็มเข้าไปโดนเส้นเลือด ดังนั้นการที่แพทย์แนะนำว่าก่อนฉีดควรงดอาหารบางอย่าง เพราะอาหารบางอย่าง ปลาร้า หรือเมนูส้มตำ ซึ่งจัดอยู่ในอาหารหมักดอง ซึ่งแน่นอนว่ามีกรรมวิธีที่ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อโรคนี้อาจไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของแผลรอยเข็มที่ฉีดฟิลเลอร์ได้

การทานอาหารประเภทดังกล่าว ทำให้การบวม แดงอักเสบหายได้ช้ามากกว่าเดิม และสามารถกระตุ้นอาการบวมให้มากขึ้น รวมถึงอาหารบางอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่อันตรายต่อร่างกาย

ฉีดฟิลเลอร์

ผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์เป็นประจำ ต้องจำกัดการกินไปตลอดหรือไม่

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งมีผลต่อการฉีดฟิลเลอร์ อาจมีส่วนไปกระตุ้นผลข้างเคียง ทำให้ฟิลเลอร์เช็ตตัวช้า หรือสลายได้เร็ว โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ ประมาน 2 สัปดาห์ เพื่อรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่ หลังจากนั้นก็สามารถทานอาหารได้ตามปกติ โดยอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วิตามิน อาหารเสริมบางชนิด

มีอาหารเสริมหลายชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากมีสรรพคุณทำให้เลือดจางลง มีผลคล้ายยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดออกง่าย หยุดยาก เมื่อฉีดฟิลเลอร์จะมีโอกาสบวมและช้ำได้มากกว่าปกติ 

อาหารเสริมที่ควรงดได้แก่ วิตามินอี,น้ำมันปลา, กระเทียมและโสม เป็นต้น

ยาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin และยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ อย่างยาแอสไพริน 

โดยตามคำแนะนำของแพทย์นั้น แนะนำให้หยุดอาหารเสริมดังกล่าวทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์เป็นเวลา 1 สัปดาห์

อาหารที่เป็นอาหารประเภทความร้อน 

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท ปิ้งย่าง ชาบู หรืออาหารที่ใบหน้าต้องอยู่ใกล้กับความร้อน เนื่องจาก ความร้อนหน้าเตาของเมนูปิ้งย่าง ชาบู ทำให้ผิวหน้าอยู่ใกล้ความร้อน อาจทำให้ฟิลเลอร์ละลายหรือเกิดการหดตัว จนเกิดผลข้างเคียงที่อันตรายได้

โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ปาก ต้องระวังการทานอาหารประเภทความร้อนมากขึ้นเพราะเราใช้ปากสัมผัสของร้อนจากอาหารโดยตรง อาจทำให้ปากเกิดอาการบวม หรืออักเสบได้ง่าย ควรรอให้ฟิลเลอร์เซตตัวก่อน อย่างน้อย 3 วัน 

แอลกอฮอล์ หลังจากการฉีดฟิลเลอร์ 

ควรงดแอลกอฮอล์ประมาณ 2 สัปดาห์ เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าแดงบวม หรือรู้สึกปวด บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ จนเกิดอาการอักเสบตามมา แอลกอฮอล์ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฟิลเลอร์สลาย แต่จะทำให้เลือดออกเยอะจนเกิดอาการบวมช้ำบริเวณที่ฉีดได้

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นสิ่งควรหลีกเลี่ยงทั้งก่อนการฉีดและหลังการฉีดฟิลเลอร์ ผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้มีการสูบฉีดเลือดดีขึ้น ดังนั้นการดื่มกาแฟหรือชาก่อนการฉีดฟิลเลอร์จะทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และจะทำให้แผลหายช้าลงอีกด้วย โดยควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนการฉีดฟิลเลอร์ 24 ชั่วโมง และควรงดหลังฉีดฟิลเลอร์เป็นเวลาประมาณ 2 – 3 วัน

อาหารที่มีโซเดียมสูง 

เนื่องจากโซเดียมเป็นสารควบคุมสมดุลของเหลวในระบบร่างกาย เมื่อมีโซเดียมในร่างกายมากก็จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ให้มากเพื่อให้ร่างกายอยู่ในจุดสมดุล ทำให้เกิดอาการผิวบวมขึ้นมา หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเกี่ยวข้องกับการฉีดฟิลเลอร์อย่างไร กล่าวคือ หากเกิดภาวะบวมน้ำจากโซเดียมร่วมกับอาการบวมหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ จะทำให้จุดที่ฉีดนั้นบวมขึ้นมากกว่าปกติ และหายบวมช้าลงได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผุ้ที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ที่กำลังจะฉีดฟิลเลอร์ควรงดอาหารรสเค็มจัดที่มีโซเดียมสูงประมาณ 2 – 3 วันหลังฉีดฟิลเลอร์ 

อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารน้ำตาลสูง 

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์ควรงดอาหารน้ำตาลสูง เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะไปกระตุ้นการอักเสบ ทำให้แผลจากการฉีดฟิลเลอร์เสี่ยงอักเสบมากขึ้น ผิวบวมแดงมากกว่าปกติ ทั้งยังทำให้แผลหายช้าลงด้วย

อาหารสุกๆดิบๆ อาหารสุกๆ ดิบๆ 

หมายถึง อาหารที่ไม่ผ่านความร้อนจนสุกทั่ว เช่น กุ้งเต้น ลาบ ก้อย ซึ่งอาหารประเภทนี้อาจจะยังมีเชื้อโรคหรือพยาธิบางอย่างหลงเหลืออยู่ในอาหาร โดยเชื้อโรคและพยาธิในอาหารอาจจะไปกระตุ้นการอักเสบ

โดยเฉพาะฟิลเลอร์ปาก ควรระมัดระวังมากกว่าปกติ เนื่องจากอาจทำให้เชื้อโรคจากอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบนี้อาจเข้าสู่แผล และทำให้แผลติดเชื้อได้ 

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้หลังฉีดฟิลเลอร์

  • อาการปวด แสบ คัน บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ปกติหลังการฉีดฟิลเลอร์ หากไม่มีได้มีอาการปวด แสบ หรือ คัน ที่ไม่สามารถทนได้ ก็ไม่ต้องกังวล 
  • อาการบวม แดง ช้ำ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เป็นอาการปกติของการที่มีเข็มไปโดนบริเวณใบหน้า ซึ่งจะมีอาการบวมแดงมากที่สุดช่วง 2-3 วันแรก แต่จะดีขึ้นเรื่อยๆและจะหายไปใน 2 สัปดาห์ หากมากกว่านั้นควรรีบพทแพย์ 
  • ติดเชื้อที่แผลฉีดฟิลเลอร์ แผลที่เกิดจากการติดเชื้อ จะมีอาการบวมแดง แสบร้อนบริเวณที่ฉีด รู้สึกปวดมากกว่าปกติ ผิวหนังเป็นสีแดงจัดไปจนถึงสีม่วง ในบางรายอาจมีหนองอยู่ในบริเวณที่บวมด้วย ซึ่งการบวมจากการติดเชื้อเป็นผลข้างเคียงที่อันตราย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
  • แพ้ฟิลเลอร์หรือแพ้ยาชาที่อยู่ในฟิลเลอร์ (Lidocaine) อาจเกิดผื่นแดงนูน คันบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ ผิวหนังแดงขึ้นในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ ก้อนนูนแดง อักเสบ ที่พบภายหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วในระยะเวลาหลายเดือน ผื่นลมพิษ หรือหนังตาบวม ในบางรายที่มีอาการรุนแรง
  • ฟิลเลอร์ไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง ฟิลเลอร์เป็นก้อน ในกรณีนี้จะเกิดขึ้นในเคสของการใช้ฟิลเลอร์ปลอม ไม่ได้มาตรฐานในการฉีด อาจเกิดจากทั้งการที่ฟิลเลอร์จับตัวกันเป็นก้อนหลังฉีดไปแล้วระยะหนึ่ง หรืออาจเกิดจากการแพ้ฟิลเลอร์ โดยจะมีอาการบวมแดงมาก รู้สึกเจ็บปวดมากในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์  เพื่อการป้องกันฟิลเลอร์เป็นก้อนจากฟิลเลอร์ปลอม ก่อนฉีดฟิลเลอร์แนะนำให้ดูให้ดีว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดเป็นฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิคแท้
  • ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด หรือทำให้เกิดลิ่มเลือดในอวัยวะต่างๆ ในกรณีส่วนมากจะเกิดขึ้นกับการฉีดฟิลเลอร์ปลอม โดยเมื่อฟิลเลอร์ปลอมเข้าสู่ร่างกายในระยะเวลานึง จะไม่สามารถสลายได้เหมือนกับฟิลเลอร์แท้ เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วไม่สลาย ทำให้เริ่มจับเป็นก้อน กลายเป็นซิลิโคนเหลวที่เกาะแน่นกับกระดูก ส่งผลให้เกิดอาการเนื้อตาย เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายตายจนทำให้เกิดการเน่า เกิดผลข้างเคียงที่อันตราย โดยอาจเกิดตาบอด หรือเกิดภาวะช็อกได้
ฉีดฟิลเลอร์

อาหารที่ควรรับประทานหลังฉีดฟิลเลอร์

การดื่มน้ำให้มาก 

หลายคนคงทราบดีว่าการดื่มน้ำในปริมาณมากในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ควรทำ และส่งผลดีต่อร่างกาย สังเกตุได้จากไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยตรงไหนของร่างกายเมื่อไปพบแพทย์ คำแนะนำที่ต้องได้ยินอยู่บ่อยครั้งคือ “ดื่มน้ำเยอะๆ” 

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิคมีคุณสมบัติจับกับโมเลกุลของน้ำได้เป็นอย่างดี ทำให้กรดไฮยาลูรอนิคมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ดังนั้นเมื่อฉีดเข้าไป ฟิลเลอร์จะช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้

อย่างไรก็ตามปริมาณการจับกับโมเลกุลของน้ำในฟิลเลอร์ก็สามารถลดลงได้เช่นกัน ทำให้ฟิลเลอร์ไม่ฟูเท่าเดิม ส่งผลให้ผลการรักษาอาจไม่ดีเท่าเดิม อีกทั้งยังทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้นการดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อเติมน้ำให้ผิว จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้

นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังทำให้แผลที่เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์หายเร็วขึ้น อาการบวมช้ำหายเร็วขึ้น ดังนั้นผู้ที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์มา ควรดื่มน้ำให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงสปดาห์แรกหลังจากการฉีด จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นได้มาก

ทานอาหารที่มีประโยชน์

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นการปรับสมดุลของร่างกาย ให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามปกติ ไม้เว้นแม้แต่การรักษาแผลจากการฉีดฟิลเลอร์ 

อาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน สามารถช่วยเสริมสร้างให้ผิวหนังแข็งแรง วิตามินช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างอิลาสติน และคอลลาเจน ในผิวหนัง อีกทั้งโปรตีนยังทำให้แผลจากการฉีดฟิลเลอร์หายเร็วขึ้นด้วย

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

คำถามที่พบบ่อย

หากทำการฉีดฟิลเลอร์ปาก ก่อน และ หลังฉีดห้ามรับประทานอะไร

การฉีดฟิลเลอร์ปาก มีประเภทอาหารทั้งห้ามทานก่อนและหลังฉีดคล้ายกันกับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณอื่น ดังนี้ อาหารเสริมบางชนิด อาหารร้อน  แอลกอฮอล์ คาเฟอีน อาหารโซเดียมสูง น้ำตาลสูง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ เพียงแต่การฉีดฟิลเลอร์ปากมีสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษกว่าการฉีดฟิลเลอร์บริเวณอื่นๆ คือเรื่องการติดเชื้อจากอาหาร และระวังการทานของร้อนที่จะสัมผัสกับปากโดยตรง

ฟิลเลอร์ปาก

หากฉีดฟิลเลอร์สามารถรับประทานอาหารทะเลได้ไหม

หลังการฉีดฟิลเลอร์สามารถทานอาหารทะเลได้ตามปกติ เพียงแต่อาหารทะเลนั้นต้องผ่านการปรุงสุกแล้ว เพราะอาหารทะเลกึ่งสุกกึ่งดิบ ส่วนใหญ่จะมีเชื้อโรคปนเปื้อน ที่สามารถกระตุ้นการอักเสบในร่างกายจนแผลจากการฉีดฟิลเลอร์ ส่งผลให้แผลหายช้า เกิดการอักเสบขึ้นได้

หากฉีดฟิลเลอร์สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม

หลังการฉีดฟิลเลอร์ควรงดแอลกอฮอล์ประมาณ 2 สัปดาห์ เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าแดงบวม หรือรู้สึกปวด บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ จนเกิดอาการอักเสบตามมา แอลกอฮอล์ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฟิลเลอร์สลาย แต่จะทำให้เลือดออกเยอะจนเกิดอาการบวมช้ำบริเวณที่ฉีดได้

เติมฟิลเลอร์ใต้ตาร่องแก้ม

ข้อสรุป

หากใครเจอกับปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ว่าจะเป็นจากการทานอาหารที่ไม่ควรทานจนเกิดผลข้างเคียง หรือเกิดจากตัวฟิลเลอร์ที่ฉีด เกิดอาการฟิลเลอร์เป็นก้อน ฟิลเลอร์ไม่สลาย มีอาการปวดร้อน บวมแดง อักเสบ จนรู้สึกทนไม่ไหว คิดว่าไม่น่าใช่อาการปกติจากผลข้างเคียงของฟิลเลอร์อย่างแน่นอน ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที เพราะปัญหานี้ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์เฉพาะทาง เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น ตาบอด ซึ่งหากใครกำลังมองหาที่รักษาก็สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรเบอร์  090–970-0447 เพื่อปรึกษา ขอคำแนะนำ หรือจองคิวเพื่อแก้ปัญหากับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ Aya Clinic ได้เลยค่ะ

กดเพิ่มเพื่อน

ฉีดฟิลเลอร์มีอาการบวมกี่วัน

ฉีดฟิลเลอร์บวมกี่วัน ดูแลอย่างไรให้หายบวมเร็ว

โดยทั่วไปแล้วอาการหลังการฉีดฟิลเลอร์มาแล้วยังมีอาการบวมได้ในบางคน ส่วนใหญ่จะมีอาการบวมเพียง 1-2 วัน และจะยุบเข้าที่ไปเอง หลายคนมีข้อสงสัยว่าฉีดฟิลเลอร์บวมกี่วัน ทำอย่างไรให้เข้าที่ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร  วิธีปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์ เพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่ และหายบวมเร็วสามารถทำได้ดังนี้

1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์

2.หลีกเลี่ยงการโดนความร้อน

3.หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง หรือที่ๆมีแสงแดดแรง

4.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมบางชนิด

5.ดื่มน้ำสะอาดมากๆ

6.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่

7.หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

เมื่อปฏิบัติดังนี้จะทำให้ฟิลเลอร์หายบวมเร็ว เข้าที่ และยังเป็นการทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานอีกด้วย

การฉีดฟิลเลอร์ คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์ คือ หัตถการอย่างหนึ่งเป็นวิธีรักษาริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ขมับ แก้ม ใต้ตา ริมฝีปาก คาง โดยการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปเติมเต็มในชั้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพ และมีการยุบตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ ทั้งการลดและแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึก ปัญหาเรื่องรูขุมขน หรือเพื่อปรับแต่งรูปหน้า 

เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าใต้ผิวหนัง ฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวใต้ผิวหนัง ทั้งยังเป็นการเติมเส้นใยคอลลาเจนที่หายไป ฟิลเลอร์จะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน เต่งตึง ใบหน้าอ่อนเยาว์ลง บวกกับคุณสมบัติอุ้มน้ำของฟิลเลอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง และชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคตได้

ฉีดฟิลเลอร์

อาการบวมแดงหลังฉีดฟิลเลอร์ ผิดปกติหรือไม่ ?

ในหัวข้อนี้แบ่งได้ 2 กรณี อาการบวมที่เกิดจากหลังการฉีด โดยที่ไม่มีอาการอื่นๆแทรกซ้อนหลังฉีด คือเป็นอาการที่ปกติ เพราะอาจจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น อาการบวมหลังฉีดที่ตัวยาเข้าไปในบริเวณที่เราเติมเต็ม หรืออาจจะเกิดจากรอยเข็มในกรณีที่คนไข้บางคนมีผิวที่บาง อาจมีรอยแดงจากเข็มหรืออาจจะเขียวช้ำได้ง่าย อาการเขียวช้ำจะค่อยๆหายไปเอง ซึ่งในกรณีนี้อาการจะหายเองได้ใน 2-3 วัน ไม่มีอาการข้างเคียงอื่น และเมื่ออาการเหล่านี้หายไปจะทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่และเห็นผลอย่างชัดเจน

แต่ในอีกกรณีที่มีอาการบวม เป็นอาการที่ผิดปกติที่เกิดได้จากการอักเสบ ติดเชื้อ มีอาการแพ้ฟิลเลอร์ หรือบวมจากการที่ใช้ฟิลเลอร์ผิดประเภท ใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฉีดผิดตำแหน่ง หรือฉีดกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ ไม่มีใบอนุญาต  ในกรณีนี้เป็นผลข้างเคียงถือว่าเป็นอาการบวมที่ผิดปกติ และต้องแจ้งแพทย์เพื่อแก้ไข้ปัญหาโดยเร็วที่สุด

ฉีดฟิลเลอร์จะมีอาการบวมกี่วัน

หลังฉีดฟิลเลอร์ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาการบวม หลายคนอาจสงสัยว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการผิดปกติหรือไม่ คำตอบคือเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ที่ปกติ ไม่มีอะไรต้องกังวล อาการบวมโดยปกติแล้วจะมีอาการบวมมากที่สุดเพียง 2-3 วันแรกเท่านั้น จากนั้นจะค่อยๆบวมน้อยลง หากเป็นอาการบวมเข็มตามปกติ ฟิลเลอร์จะบวมประมาณ 7 – 14 วัน เมื่ออาการบวมดีขึ้น ฟิลเลอร์จะเริ่มเข้าที่และเห็นผลอย่างชัดเจน ในช่วงที่ฉีดฟิลเลอร์มาแล้วควรปฏิบัติตามคำแนะนนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอาการบวมที่จะเกิดขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด อาหารหมักดอง แอลกลอฮอลล์ เป็นต้น

อาการบวมหลังจากฉีดฟิลเลอร์ที่ควรสังเกต

 อาการบวมที่เป็นอาการปกติไม่ต้องพบแพทย์ 

โดยอาการนี้จะเป็นผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์ อาการนี้สังเกตง่ายๆ คือบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จะมีรอยเขียวช้ำ หรือบวมแดง หรือรอยเข็ม และอาจจะมีอาการคันเล็กน้อย ไม่ได้มีอาการปวดมากผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะไม่อันตราย มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเองภายใน 3-4 วัน โดยไม่ต้องพบแพทย์ เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 อาการบวมที่ผิดปกติจำเป็นต้องพบแพทย์ 

  • อาการบวมจากการติดเชื้อ และการอักเสบรุนแรง อาการที่เกิดจากการติดเชื้อ มีหลากหลายอาการ ตั้งแต่ ปวดบวม แดง ร้อน มีตุ่ม หรือก้อนหนองบริเวณที่ฉีด รู้สึกปวดมากผิดปกติ ปวดจนไม่สามารถทนได้ อาจเกิดจากเทคนิควิธีการฉีดที่ไม่สะอาด คลินิกไม่ได้มาตรฐาน แพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ
  • อาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์ ในกรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก หากฉีดโดยใช้สาร Hyaluronic Acid ซึ่งเป็นสารที่ปลอดภัย ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ข้อดีคือเป็นสารที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบอาการแพ้ก่อนฉีด มีความคงตัว อยู่ในร่างกายได้นานและสามารถสลายไปเอง แต่บางคนอาจแพ้สารชนิดนี้จนเกิดอาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์
  • อาการบวมจากฟิลเลอร์เป็นก้อน หากพบว่า ฟิลเลอร์ที่ฉีดมีก้อนบวมผิดปกติภายชั้นผิว ควรกลับไปพบแพทย์ทีทำการฉีดฟิลเลอร์ให้ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงหลังฉีด ไม่ว่าจะเป็น ฟิลเลอร์ที่ฉีดไม่เหมาะสมกับผิวหรือปัญหา ฟิลเลอร์ปลอม ฉีดผิดตำแหน่ง ฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากจนเกินไป
อาการหลังฉีดฟิลเลอร์

อาการข้างเคียงอื่นๆที่อาจพบได้

นอกจากอาการบวมจาก 3 ข้อหลักในหัวข้อก่อนหน้า ก็จะมีอาการอื่นหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ได้อีก ดังนี้

  • อาการแสบ คัน หรือปวดในบริเวณที่ฉีด อาการจะหายได้เองภายใน 1-2 วัน ถ้าหากไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากอาการอื่นที่ไม่ใช่อาการข้างเคียงหลังการฉีดฟิลเลอร์ที่ปกติ
  • ฟิลเลอร์ไหลไปสู่บริเวณที่ไม่ได้ฉีด เกิดปัญหาการเคลื่อนที่ของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์มีการเคลื่อนออกออกจากตำแหน่งที่ฉีด ไปยังบริเวณข้างเคียง ส่วนใหญ่จะเกิดเมื่อมีการฉีดฟิลเลอร์ใกล้ ๆ กับกล้ามเนื้อที่มีการขยับบ่อยๆ ทำให้รูปหน้าผิดไปจากเดิม หากเกิดปัญหาให้รีบพบแพทย์ 
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยง่ายกว่าปกติ หายใจลำบาก 
  • เกิดความผิดปกติบริเวณดวงตา เช่น ปวดเบ้าตา ตาบวม มองเห็นไม่ชัด หรือถึงขั้นมองไม่เห็น ภายหลังการฉีดฟิลเลอร์เนื่องมาจาก ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปอุดตัน บีบ หรือกดหลอดเลือดแดง ซึ่งมีแขนงต่อไปที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้เกิดความผิดปกติบริเวณดวงตา ทั้งการปวดเบ้าตา ตาบวม ตามัว ไปจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้

อาการบวมจากการฉีดฟิลเลอร์ปลอม

ฟิลเลอร์ปลอม คือ ฟิลเลอร์ชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิค ซึ่งฟิลเลอร์ปลอมจะประกอบด้วยสารสังเคราะห์อื่นๆ ได้แก่ ซิลิโคนเหลว พาราฟิน หรือพลาสติกพอลิเมอร์ชนิดต่างๆ ที่เป็นเกรดการแพทย์ 

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเกรดการแพทย์ สารเหล่านี้ก็ไม่เหมาะสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพ้ได้มากกว่า Hyaluronic Acid เมื่อฉีดเข้าไปอาจไม่สลายตัว ทำให้ระยะยาวจับตัวเป็นก้อน เกิดอาการฟิลเลอร์บวมเป็นก้อน หรือฟิลเลอร์ย้อย ไปส่วนในบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ การแก้ไขจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อขูดออก ไม่สามารถฉีดสลายได้

หากฟิลเลอร์ที่ฉีดเป็นฟิลเลอร์ปลอมจะบวมกี่วัน  

อาการบวมจากการฉีดฟิลเลอร์ปลอม เกิดจากสารที่ฉีดจับตัวเป็นก้อนหลังจากที่ไประยะเวลาหนึ่ง หรืออาจเกิดการแพ้ได้ โดยไม่มีระยะเวลาบอกที่แน่นอนแต่เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด

อาการที่แพ้ฟิลเลอร์ปลอมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด เนื่องจากได้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย อาการแพ้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากฉีดไปหลายเดือน อาการบวมจะไม่หายไป จนกว่าจะรักษาด้วยการผ่าตัด หรือขูดออก

โดยผู้ที่แพ้จะมีอาการบวม แดง ปวดอักเสบติดเชื้อมีหนองร่วมด้วย มีอาการปวดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์หรือบริเวณใกล้เคียง โดยจะเป็นอาการที่ปวดมากกว่าปกติ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก ที่ที่มีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด

ดังนั้นก่อนการฉีดฟิลเลอร์ควรศึกษาข้อมูลให้ดี และตรวจสอบคลินิกที่ได้มาตราฐาน แพทย์ผู้ฉีดมีความเชี่ยวชาญ และตัวยาผ่านการรับรองสามารถตรวจสอบได้

ฉีดฟิลเลอร์

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรดูแลตัวเองอย่างไร

 การดื่มน้ำ 

การดื่มน้ำมากๆ ทำให้ระบบเลือดสามารถไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่งผลให้แผลหายเร็ว อาการบวมที่เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ก็จะหายเร็วตามไปด้วย การดื่มน้ำจึงเป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งหลังการฉีดฟิลเลอร์

ห้ามการบีบ นวด บริเวณที่ฉีด 

วิธีดูแลอีกข้อที่สำคัญหลังฉีดฟิลเลอร์คือห้ามบีบ นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะการบีบนวดอาจจะทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่เสียหายอยู่แล้วจากการฉีดฟิลเลอร์เกิดอาการแย่ลง การนวดยังอาจทำให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เซ็ตตัวไหลเข้าสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ จนทำให้เกิดฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่ได้ผลอีกด้วย

ไม่ควรประคบเย็น 

การประคบเย็น จะทำให้อาการบวมช้ำดีขึ้นได้ แต่การประคบเย็นอาจใช้ไม่ได้กับรักษาอาการบวมหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้

เนื่องจากอุณหภูมิมีผลต่อการเซ็ตตัวของฟิลเลอร์ จึงไม่เหมาะกับการประคบเย็นหลังฉีดฟิลเลอร์ในบางจุด อีกทั้งการประคบยังเสี่ยงต่อการทำให้ฟิลเลอร์ไม่เกาะผิวอีกด้วย บางครั้งการประคบเย็นอาจจะเผลอประคบและออกแรงกดบริเวณที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์มาแรงเกินไป จนเกิดผลเสีย

หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท

 เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้อาการบวมหายช้า และกระตุ้นการอักเสบ ทำให้แผลแย่ลง ของหวาน เนื่องจาก อาหารที่มีน้ำตาลสูง จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ อาหารที่ไม่ได้ปรุงให้สุก หรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ เนื่องจากอาจมีเชื้อโรคที่มีผลกระตุ้นการอักเสบ และเสี่ยงทำให้แผลติดเชื้อได้ อาหารอุณหภูมิสูง หรืออาหารที่ต้องทานหน้าเตา เช่น กระทะร้อน เนื่องจากอาจทำให้อาการบวมแย่ลง ฟิลเลอร์ที่ฉีดไม่ได้ผลเท่าที่ควร


ข้อสรุป

หากใครกำลังมองหาคลินิกฉีดฟิลเลอร์ หรือเจอกับอาการบวมที่ตามมาหลังฉีดฟิลเลอร์ โดยไม่แน่ใจว่าเป็นอาการบวมทั่วไปหลังการฉีดฟิลเลอร์หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที เพราะปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์เฉพาะทาง เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น ตาบอด ซึ่งหากใครกำลังมองหาที่รักษาก็สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรเบอร์  090–970-0447 เพื่อปรึกษา ขอคำแนะนำ หรือจองคิวเพื่อแก้ปัญหาอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์  กับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ปลอดภัยและทันสมัยได้ทันที

ฉีดฟิลเลอร์คางแก้ปัญหาคางสั้น

ฟิลเลอร์คาง แก้ปัญหาคางสั้นอย่างปลอดภัย  ฉีดแล้วไม่เป็นก้อน

การฉีดฟิลเลอร์คาง คือ การเติมสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid เข้าบริเวณคาง เพื่อแก้ปัญหา คางสั้น หน้ากลม หน้าเหลี่ยม คางเบี้ยว คางย้อย คางไม่เท่ากัน ช่วยปรับรูปหน้าให้สมส่วนมากขึ้น เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัย ใช้เวลาน้อย เห็นผลชัดเจน แบบไม่ต้องพักฟื้นหลังการรักษา

 ฟิลเลอร์คาง คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์คางคือ การฉีดสารเติมเต็มที่เรียกว่า Hyaluronic Acid ที่บริเวณคาง เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูหน้าเรียวมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหา คางสั้น  หน้ากลม คางบุ๋ม คางเบี้ยว คางย้อย คางไม่เท่ากัน รวมถึงสามารถฉีดเพื่อปรับรูปหน้าได้อีกด้วย โดยส่วนใหญ่หลังจากฉีดฟิลเลอร์คางแล้วมักเห็นผลทันที ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาน้อย ผลข้างเคียงไม่รุนแรง ต่างจากการผ่าตัดที่จะมีผลข้างเคียงอย่างอาการบวมช้ำมากกว่า 

ฉีดฟิลเลอร์คาง

 ฉีดฟิลเลอร์คาง แตกต่างกับ การเสริมคางด้วยซิลิโคน อย่างไร

 การฉีดฟิลเลอร์คาง

  • เสริมคางด้วยการฉีดสาร Hyaluronic Acid 
  • ไม่ต้องผ่าตัด เจ็บตัวน้อย
  • มีข้อจำกัดคือสามารถเสริมคางได้จากคางเดิมที่มีอยู่มากสุดเพียง 1 ซม.เท่านั้น
  • ลักษณะของคางหลังจากการฉีดฟิลเลอร์จะดูสวยเป็นธรรมชาติ
  • หลังจากการฉีดฟิลเลอร์คาง สามารถกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น
  • เห็นผลชัดเจนหลังการฉีด ไม่ต้องรอเวลา
  • การฉีดฟิลเลอร์คางสามารถอยู่ได้ 12-18เดือน
  • สามารถเติมฟิลเลอร์ใหม่ได้เรื่อยๆ หากเกิดการสลายตัวของฟิลเลอร์

 การเสริมซิลิโคน

  • ใช้ซิลิโคนในการเสริม
  • จำเป็นต้องผ่าตัด เพื่อใส่ซิลิโคน มีแผลจากการผ่าตัด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 
  • สามารถเสริมคางได้ยาวกว่า 1 ซม.
  • อาจได้ผลลัพธ์ที่ธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติ เนื่องจากบางกรณีหากเสริมคางยาวเกินไปเกิดจะทำให้แข็งและดูไม่เป็นธรรมชาติ ต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ต้องรอเวลาเข้าที่ โดยการผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนจะเห็นผลเต็มที่ในระยะเวลา 1-3 เดือน
  • อยู่ได้ถาวร แต่หากอยากแก้ไขก็จะต้องทำด้วยการผ่าตัดเท่านั้น
ฟิลเลอร์คาง

 ฟิลเลอร์คางเหมาะกับใคร

  • เหมาะสำหรับคนที่อยากปรับรูปหน้า โดยอยากเห็นผลทันที ไม่ต้องรอเข้าที่ ช่วยเสริมคาง ให้ใบหน้าดูมีมิติ หวานละมุน
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด คางถอย
  • เหมาะกับคนที่ไม่อยากผ่าตัดเสริมคาง ไม่อยากมีแผล และไม่มีเวลาพักฟื้น
  • ผู้ที่มีปัญหารูปกรามกว้าง กรามใหญ่ สามารถใช้ฟิลเลอร์คางในการปรับมิติของคางได้

 ปัญหาคางแบบไหนที่ฉีดฟิลเลอร์คางได้

  •  ปัญหาคางตัด คางไม่เท่ากัน หรือแนวฐานกระดูกกรามเบี้ยว
  •  ปัญหาคางสั้น ปัญหาหน้ากลม ปรับรูปหน้าที่สั้น ให้ดูเรียวสวยเป็นธรรมชาติ
  •  ปัญหาคางยื่น แก้ปัญหาคางยื่น หน้ายาว ทำให้หน้าดูไม่มีมิติ
  •  ปัญหาคางบุ๋ม ปรับให้เป็นทรงสวยรับกับใบหน้า

 ฉีดฟิลเลอร์คางแล้วเป็นก้อนเกิดจากอะไร

การฉีดฟิลเลอร์คางแล้วเป็นก้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การฉีดผิดตำแหน่ง อาจจะฉีดแก้ริ้วรอยแต่ฉีดลึกเกินไป หรือฉีดเติมร่องลึกแต่ฉีดตื้นเกินไป  รวมไปถึงการใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสม ฉีดเกินความจำเป็นในจุดที่ต้องการฉีด จะทำให้ฟิลเลอร์จับตัวกันเป็นก้อนบวม เกิดปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อน
  • การเลือกใช้ชนิดฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉีด ฟิลเลอร์ที่มีขนาดของโมเลกุลมีความหนาแน่นสูง ควรฉีดในผิวชั้นลึก ถ้านำมาฉีดในผิวชั้นตื้นก็จะทำให้ฟิลเลอร์เป็นก้อนบวมได้ เช่น ใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งและเหนียวค่อนข้างมาก
  • การใช้ฟิลเลอร์ปริมาณไม่เหมาะสมการใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ออกมาแบบผิดปกติ 
  • ฟิลเลอร์ปลอมได้แก่ ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านอย. ไม่มีประสิทธิภาพ โดยฟิลเลอร์ที่ได้กล่าวไปข้างต้น เมื่อเวลาผ่านไปจะจับตัวเป็นก้อน เกิดเป็นปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อนตามมา 

ปัญหาข้างต้นสามารถแก้ไขได้โดยการฉีดสลายฟิลเลอร์ แต่การฉีดสลายฟิลเลอร์เป็นการฉีดกับฟิลเลอร์ของแท้เท่านั้น หลังฉีดจะเห็นผลทันทีในบางส่วน และจะค่อยๆสลายไปเองใน 1-3 วัน หากเป็นกรณีของฟิลเลอร์ปลอมจะต้องผ่าตัดเพื่อรักษาเท่านั้น 

 ฉีดฟิลเลอร์คางจะบวมนานไหม

หลังฉีดฟิลเลอร์คางจะมีอาการบวมได้เป็นปกติ ช่วง 24 ชั่วโมงแรกจะเป็นอาการบวมเข็ม โดยอาการดังกล่าวสามารถหายไปเอง 3-7 วัน หากมีอาการปวดสามารถทานยาแก้ปวดได้ตามอาการ หลังจากนั้นอาการบวมจะยุบและเข้าที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

ฉีดฟิลเลอร์คาง

ฟิลเลอร์คางฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน

ระยะของฟิลเลอร์คางจะอยู่ที่ตามอายุของตัวยาที่ฉีดด้วย ฟิลเลอร์โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ได้นาน 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 อย่าง คือ

1.ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เพราะฟิลเลอร์แต่ละรุ่นอยู่ได้นานไม่เท่ากัน โดยยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์คาง มี 5 รุ่น ดังนี้ Juvederm Voluma อยู่ได้นาน 18 เดือน,Juvederm Volux อยู่ได้นาน 18-24 เดือน,Restylane Perlane Lyft อยู่ได้นาน 12 เดือน, Belotero Intense อยู่ได้นาน 18 เดือน,Definisse Core  อยู่ได้นาน 18 เดือน

โดยฟิลเลอร์ทั้ง 5 รุ่นข้างต้น เป็นกลุ่มที่เนื้อมีความคงตัวสูง ปั้นรูปทรงได้ง่าย โดยแพทย์จะแนะนำให้ตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี

2.ประสบการณ์ของแพทย์ และเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์คาง

แพทย์ที่มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ จะมีความชำนาญในการประเมินปัญหาและออกแบบรูปทรงให้เข้ากับใบหน้าของแต่ละเคสได้เป็นอย่างดี และช่วยให้สามารถฉีดฟิลเลอร์คางให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานเนื่องจากการฉีดเป็นไปด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม

 ข้อดี – ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

 ข้อดีของการเติมฟิลเลอร์คาง

  • ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผล ฉีดฟิลเลอร์คางแล้วหน้าเรียวขึ้นทันที มีรอยเข็มแค่บริเวณใต้คาง แถมรอยเข็มหายไว 
  • หากได้รูปทรงของคางที่ไม่ถูกใจ สามารถเติมหรือสลายฟิลเลอร์ได้ทันที ไม่ต้องผ่าตัด
  • รูปทรงฟิลเลอร์คาง ดูเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่เกิดปัญหาเรื่องคางย้อยผิดรูป หรือคางเป็นก้อน
  • เมื่อฟิลเลอร์สลายไป ก็จะสามารถเติมใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ทำให้เนื้อคางผิดรูป

 ข้อเสียของการเติมฟิลเลอร์คาง

  • การฉีดฟิลเลอร์คาง 1 ครั้ง สามารถอยู่ได้นานสุดเพียง 2 ปี 
  • หากฉีดฟิลเลอร์คาง ในเนื้อคางชั้นตื้นเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้เนื้อคางผิดรูปได้
  • ราคาสูง หลายคนทราบดีว่าฟิลเลอร์มีราคาสูงไม่แพ้การผ่าตัด และไม่สามารถอยู่ถาวรได้ 

 การเตรียมตัวก่อน – หลังฉีดฟิลเลอร์คาง

 การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์คาง

  • ควรงดอาหารเสริมหรือยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน วิตามินอี เนื่องจากตัวยาดังกล่าวจะทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเลเซอร์บริเวณใบหน้าก่อนฉีดฟิลเลอร์คาง หากต้องทำการเลเซอร์ในบริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ ควรทำก่อนอย่างน้อย 3 วัน เพราะหลังจากฉีดฟิลเลอร์คาง แนะนำให้งดการเลเซอร์ในบริเวณเดียวกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • งดการดื่มแอลกฮอล์ และ กิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดเพิ่มขึ้น เช่น ออกกำลังกาย เป็นเวลา 24 ชม.ก่อนทำการฉีด ฟิลเลอร์คาง

 การดูแลปฎิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์คาง

  • หลีกเลี่ยงการนอน หลังการฉีดฟิลเลอร์คาง 3-4 ชั่วโมง และช่วง 12 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือใช้สกินแคร์บำรุงผิวทาตำแหน่งที่มีรอยเข็ม 
  • ห้ามออกกำลังกายภายใน 24 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงความร้อน ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากแสงแดด หรือความร้อนจากอาหารอย่าง ปิ้งย่าง ชาบู หรืออื่นๆ
  • ควรดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมากๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุ้มน้ำ ทำให้เห็นผลดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ รวมั้งห้ามขัดถูบริเวณใบหน้าแรงๆ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ทำการฉีดฟิลเลอร์
หลังฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์คางอันตรายต่อร่างกายไหม

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์คางถือเป็นหัตการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากทำแล้วเห็นผลอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลานาน อีกทั้งยังปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย ไม่มีสารตกค้าง ความอันตรายของการฉีดฟิลเลอร์คางสามารถเกิดได้น้อยมาก เพราะฟิลเลอร์ที่ฉีดแล้วมีอันตรายต่อร่างกาย คือฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. 

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์คาง ตรวจสอบสถานบริการที่มีคุณภาพ ฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รู้เทคนิคในการฉีดที่ถูกต้องมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพราะเมื่อเราฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปแล้วแต่ละครั้งมีโอกาสเสี่ยงที่จะไปโดนเส้นเลือดต่างๆบนใบหน้า หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญก็อาจะเกิดอันตรายได้ อีกทั้งแพทย์จะได้ประเมินแนวทางการรักษาปัญหาคางได้อย่างตรงจุด ได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังฉีดฟิลเลอร์คาง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้สามารถเกิดได้กับการฉีดฟิลเลอร์ในทุกตำแหน่งไม่เฉพาะแต่การฉีดฟิลเลอร์คาง  สำหรับอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ อาการบวม แดง เขียวช้ำจากการใช้เข็ม ในจุดที่ทำได้ ซึ่งเป็นอาการปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด หรือ นวด กดจุดนั้นๆ ไม่ควรเอามือไปโดนบริเวณที่ฉีดหรือเอามือเท้าคาง เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะค่อยๆดีขึ้นใน 2-3 วัน

ผลข้างเคียงจากการใช้ฟิลเลอร์ปลอม หรือแพทย์ผู้ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญอาจจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆเช่น 

การอักเสบ : อาจติดเชื้อหรือเป็นหนองบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ปลอม เนื่องจากฟิลเลอร์ไม่มีมาตรฐาน จึงเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ง่าย

การห้อเลือด : ฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือด หรือทำให้เกิดลิ่มเลือดในอวัยวะต่างๆ ในกรณีส่วนมากจะเกิดขึ้นกับการฉีดฟิลเลอร์ปลอม 

การติดเชื้อ : แผลที่เกิดจากการติดเชื้อ จะมีอาการบวมแดง แสบร้อนบริเวณที่ฉีด รู้สึกปวดมากกว่าปกติ ผิวหนังเป็นสีแดงจัดไปจนถึงสีม่วง ในบางรายอาจมีหนองอยู่ในบริเวณที่บวมด้วย 

หากมีอาการข้างเคียงที่ผิดสังเกตให้รีบพบแพทย์ทันที

ฉีดฟิลเลอร์คาง

ระวังการฉีดฟิลเลอร์ของปลอม

ฟิลเลอร์ปลอม ได้แก่ ฟิลเลอร์ที่มีการเก็บรักษาที่ไม่ดี ฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. มีราคาถูก ฟิลเลอร์ปลอมส่วนใหญ่แล้วเป็นสารที่เลียนแบบฟิลเลอร์แท้ เช่น การใช้ซิลิโคนเหลว พลาสติก พาราฟิน เป็นสารที่หากนำเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะไม่สามารถย่อยสายได้ เมื่อไม่สามารถสลายได้เหมือนกับฟิลเลอร์แท้ เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วไม่สลาย ทำให้เริ่มจับเป็นก้อน กลายเป็นซิลิโคนเหลวที่เกาะแน่นกับกระดูก ส่งผลให้เกิดอาการเนื้อตาย เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายตายจนทำให้เกิดการเน่า เกิดผลข้างเคียงที่อันตราย โดยในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้

ข้อสรุป

หากใครกำลังตัดสินใจอยากปรับรูปหน้าให้ดูละมุนขึ้น อยากแก้ปัญหาคางที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็น คางบุ๋ม คางเบี้ยว คางยื่น คางสั้น คางตัด หน้ากลมหรืออื่นๆ ควรมองหาคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญการฉีดฟิลเลอร์คางก็อาจเกิดอันตรายได้ อีกทั้งแพทย์จะได้ประเมินแนวทางการรักษาปัญหาคางได้อย่างตรงจุด ได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการ
หรือได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์คาง ทั้งอาการอักเสบ การติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที เพราะปัญหานี้ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์เฉพาะทาง เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ตามมา ซึ่งหากใครกำลังมองหาที่รักษาก็สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรเบอร์  090–970-0447 เพื่อปรึกษา ขอคำแนะนำ หรือจองคิวเพื่อแก้ปัญหากับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ