HIFU ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ทำ HIFU มีผลข้างเคียงหลังทำไหม เป็นอันตรายหรือไม่ ?

HIFU เป็นหัตการการยกกระชับหน้า ที่สามารถทำได้ทั้งบริเวณใบหน้าและบริเวณตัว บริเวณต้นแขน ต้นขา หน้าท้องหรือสะโพก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยชัด ร่องแก้มลึก ผิวไม่กระชับ มีปัญหาไขมันส่วนเกิน หรือต้องการปรับรูปหน้าให้ชัดขึ้น สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเหล่านี้ และกำลังมองหาวิธีการยกกระชับผิวแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักฟื้นสามารถใช้ชีวิตได้ปกติหลังทำเสร็จทันที การทำ HIFU ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด และต่อไปนี้คือคำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจทำ HIFU

หลังทำ HIFU มีผลข้างเคียงอย่างไร มีอาการรุนแรงไหม ?

ปกติแล้วผลข้างเคียงของการทำ HIFU (ไฮฟู่) นั้นจะมีน้อยมาก ส่วนมากแล้วจะเป็นอาการหน้าบวมและแดง ซึ่งจะมีอาการตึงๆ และปวดเล็กน้อยในบริเวณที่ทำ แม้ว่าจะไม่ต้องผ่าตัดหรือฉีดยา และมีความปลอดภัย แต่ก็อาจเกิดผลข้างเคียงในบางคนได้ แต่โดยปกติจะไม่มีอาการรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ในการทำ HIFU ผลข้างเคียงจะเกิดจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปล่อยพลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ หรือแพทย์ที่ไม่ชำนาญการ ทำให้การวางหัวยิงพลังงาน HIFU ไม่แนบสนิทกับผิวหนัง อาจทำให้ให้ผิวหน้าไหม้หลังทำได้ 

ทำ HIFU มีอาการเจ็บไหม

ในระหว่างทำ HIFU จะรู้สึกเจ็บในระดับหนึ่ง โดยจะรู้สึกปวด ๆ ตึง ๆ บริเวณใต้ผิวที่ทำ เนื่องจากมีการยิงคลื่นเสียงความเข้มข้นสูงเพื่อยกกระชับผิว ดังนั้นในระหว่างการทำ HIFU จะรู้สึกเจ็บในระดับที่ทนได้ หรือรู้สึกเสียวฟันขณะทำการรักษา หรือถ้าหากรู้สึกมีความร้อนผิวหน้าขณะทำมากเกินไป ครวรีบแจ้งแพทย์ผู้ทำทันที เพราะหากทำในพลังงานที่สูงเกินไปอาจจะทำให้ผิวหน้าพ่อง หรือไหม้ได้ แต่ถ้าหากกลัวเจ็บ ก็มีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดความเจ็บระหว่างทำได้ เช่น การทายาชาหรือการรับประทานยาแก้ปวดก่อนทำ หรือในรายที่เจ็บมากแพทย์อาจพิจารณาฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ ถ้าหากพบว่าระหว่างการทำ HIFU ไม่รู้สึกเจ็บ นั่นเป็นเพราะว่าเครื่อง HIFU ที่ใช้อาจไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้พลังงานต่ำมากเกินไป ทำให้ผลลัพธ์หลังทำไม่เห็นผลเท่าที่ควร

HIFU

 หลังทำ HIFU มีอาการหน้าบวม เป็นอันตรายไหม

หลังจากทำ HIFU เพื่อยกกระชับหน้าแล้ว จะมีอาการบวมบริเวณใบหน้าหลังทำประมาณ 1-2 สัปดาห์  แต่บริเวณส่วนอื่นๆตามร่างกายอย่างต้นแขน ต้นขา หรือหน้าท้องก็จะมีอาการตึงๆเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ส่งผลอันตราย แต่ถ้าหากมีอาการปวดร่วมด้วย สามารถทานยาแก้ปวดหรือประคบเย็นเพื่อบรรเทาได้ตามปกติ  แต่ถ้ามีอาการบวมที่ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป

 หลังทำ HIFU มีผิวหน้าแดง จะมีอาการนานไหม

หลักจากการทำ HIFU (ไฮฟู่) อาจมีรอยแดงหลังทำเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเป็นการยิงพลังงานผ่านความร้อน จึงอาจทำให้ผิวรู้สึกร้อนและเกิดอาการแดงได้ ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่หากมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาเพราะอาจมีอาการผิวไหม้จากความร้อนของพลังงานหรือการถูกแสงแดดโดยตรง นอกจากนี้ ควรทาครีมกันแดดที่มี Spf 30+ ขึ้นไป และหลีกเลี่ยงการออกแดดให้ได้มากที่สุด

 ผลข้างเคียงรุนแรงจากการทำ HIFU 

อาการเบื้องต้นหลังทำ มีอาการหน้าแดง บวม ซึ่งเกิดขึ้นได้ปกติ แต่ความเสี่ยงผลข้างเคียงที่รุนแรง จะมีอาการหน้าชาร่วมด้วย อาการชาอาจจะเกิดได้จากโดนเส้นประสาทบริเวณใบหน้า แต่อาการดังกล่าวก็สามารถหายได้ภายใน 3-7 วัน  ส่วนอาการข้างเคียงที่อันตรายอื่นๆนอกเหนือจากนี้คือ คือ ผิวเบิรน ไหม้ หรือมีตุ่มน้ำขนาดเล็ก ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก

  การป้องกันผลข้างเคียงหลังจากการทำ HIFU 

สิ่งที่สามารถช่วยลดและป้องกันผลข้างเคียงจากการทำ HIFU เบื้องต้น มีดังต่อไปนี้

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หากมีอาการปวดหลังทำ สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงหรือการยกของหนัก เพื่อป้องกันอาการบวมที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น
  • ทาครีมกันแดดที่มี SPF 30+ ขึ้นไป ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดให้ได้มากที่สุด
  • แจ้งแพทย์ทันที หากมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ความเจ็บที่เพิ่มขึ้น อาการหน้าชา หรืออาการหน้าบวมที่ไม่ลดลง 

 ข้อปฎิบัติตัวหลังทำ HIFU

การปฏิบัติตัวหลังทำ HIFU ที่ดีจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อปฏิบัติหลังทำ  ดังนี้

  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะสามารถส่งผลให้กระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนทำงานไม่ดีเท่าที่ควร 
  • ไม่ควรสัมผัสหรือถูแรงๆ บริเวณที่พึ่งทำ HIFU ในช่วง 3 วันแรก
  • สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ รวมถึงควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อป้องกันริ้วรอย และปัญหาผิวอื่นๆที่อาจตามมา
  • หากมีอาการปวดตึงบริเวณที่ทำสามารถทานยาแก้ปวดได้ ในอาการปวดจะมีช่วง 3 วันแรกหลังทำเป็นอาการปกติ
หลังทำ HIFU

 การทำ HIFU สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม

สำหรับผู้ที่สนใจการทำหัตถการอื่นๆ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือฉีดโบท็อกซ์ สามารถทำร่วมกับ HIFU ได้ แต่ควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่แพทย์จะสามารถประเมินสภาพผิวและให้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป

 การทำ HIFU ไม่เหมาะสำหรับใครบ้าง

ถึงแม้การทำ HIFU จะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีบุคคลบางประเภทที่ควรละเว้นการทำ HIFU เพราะอาจจะมีปัญหาอื่นๆตามมาภายหลัง ซึ่งผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ HIFU มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีอาการผิวอักเสบ มีแผล หรือฝังโลหะจะไม่สามารถยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการรักษาได้ 
  • สตรีมีครรภ์ เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้
  • ผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
ยกกระชับใบหน้า

 ข้อสรุป

HIFU เป็นนวัตกรรมการยกกระชับหน้า ที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ช่วยในเรื่องของปัญหาผิวต่างๆอาทิ ผิวไม่กระชับ มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก มีไขมันส่วนเกิน ซึ่ง HIFU จะช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ปรับรูปหน้าให้สมดุลมากขึ้น ให้กรอบหน้าชัดขึ้น ซึ่งหัตถาการดังกล่าวนั้นเป็นที่นิยมมาก เพราะ ไม่ต้องผ่าตัด เจ็บน้อย และผลข้างเคียงน้อยมาก อีกทั้งยังสามารถเห็นผลหลังทำได้ทันที  ดังนั้นผู้ที่กังวลเรื่องทำ HIFU สามารถสบายใจได้ หรือถ้าหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ HIFU เจ็บไหมสามารถเข้าปรึกษาที่คลินิกได้โดยตรง เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมินปัญหาก่อนตัดสินใจทำ HIFU

ข้อปฎิบัติหลังทำ HIFU

ยกกระชับหน้า ด้วย HIFU ข้อปฎิบัติหลังทำ เพื่อผลลัพธ์หลังทำที่ปัง

HIFU ได้รับความนิยมในการใช้รักษาการยกกระชับหน้าและลดริ้วรอยบนผิวหนัง โดยมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ไม่ต้องผ่าตัดหรือฉีดสารเติมเต็ม ไม่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจาก HIFU ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้ที่ให้การรักษา เนื่องจากผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญก่อนการตัดสินใจทำ HIFU วันนี้เราจึงได้สรุปข้อปฏิบัติหลังการทำ HIFU มาให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กันค่ะ

  HIFU คืออะไร ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง

HIFU ย่อมาจากคำว่า High Intensity Focus Ultrasound คือ หัตถการการยกกระชับผิว โดยผ่านการใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับการยกกระชับผิวและสัดส่วน ซึ่งจะเป็นการช่วย ยกกระชับหน้า แก้ม คาง และส่วนอื่นๆตามร่างกายอย่าง ต้นแขนหรือต้นขา ทำให้ผิวบริเวณที่ทำนั้นกระชับและยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะ HIFU นั้นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างอีลาสตินและกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยจางลง รูขุมขนกระชับขึ้น นอกจากนี้การทำ HIFU ก็ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เพราะไม่มีแผลหลังการทำนั่นเอง ซึ่งการทำ HIFU จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาผิวต่างๆ ดังนี้

  • แก้ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
  • แก้ปัญหาริ้วรอยบนผิวหน้า ทำให้ตื้นขึ้น ไม่เป็นร่องลึก
  • แก้ปัญหาชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ลดแก้ม ลดเหนียง
  • ช่วยยกหางคิ้วขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ทำให้หน้าเต่งตึง กรอบหน้าชัด ขึ้น
  • ช่วยยกกระชับผิวบริเวณร่างกายส่วนอื่นๆได้ เช่น ต้นแขน หน้าท้อง สะโพก และต้นขา เป็นต้น

 การทำ HIFU กี่วันเห็นผลลัพธ์

หลังทำ HIFU (ไฮฟู่) เสร็จจะสามารถเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงได้เลยทันที หลังจากผ่านไป 1-2 เดือนจะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากขึ้น การทำ HIFU ส่วนมากจะใช้เครื่องที่มีหัวยิงแบบ Line Cartridge หน่วยของมันจึงใช้คำว่า ไลน์ (Line) เพราะฉะนั้นแล้ว การยกกระชับหน้า หรือ ยกกระชับผิวกาย ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนไลน์ที่ทำด้วยว่าทำเหมาะสมกับผิวของแต่ละบุคคลหรือไม่ ซึ่งจำนวนไลน์ขั้นต่ำมาตรฐานในการทำจะสามารถแบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้

  • ใต้ตา+ร่องแก้ม ใช้ 300 ไลน์
  • แก้ม+เหนียง ใช้ 300 ไลน์
  • เฉพาะเหนียง ใช้ 100 ไลน์
  • ทั่วหน้า หรือต้นแขน ใช้ 500-700 ไลน์
  • ทั่วหน้า+ลำคอ ใช้ 1,000 ไลน์
  • ต้นขา ใช้ 1,000 ไลน์

 ข้อปฎิบัติหลังทำ HIFU มีอะไรบ้าง

การปฏิบัติตัวหลังทำ HIFU ให้ดีต่อผิวหน้า และถูกต้องจะช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยมีข้อปฏิบัติหลังทำ HIFU ดังนี้

  • ไม่ควรถูบริเวณใบหน้า หรือจุดที่ทำแรงจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ควรสัมผัสให้น้อยที่สุด
  • การยกกระชับหน้า เป็นการฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จึงไม่ควรอยู่กลางแจ้งหรือโดนแดดจัดๆ เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ 
  • สามารถใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ใช้เป็นประจำได้อย่างปกติ และแนะนำให้ทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำ เพื่อป้องกันผิวบริเวณแก้มหย่อนคล้อย
  • หากมีอาการปวดตึงหลังทำ สามารถทานยาแแก้ปวดได้ ถ้าหากปวดขั้นรุนแรงให้รีบพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะแอลกอออล์เป็นตัวทำลายคอลลาเจนชั้นดีเลยทีเดียว 

 การทำ HIFU เหมาะสำหรับใครบ้าง

การทำ HIFU (ไฮฟู่) สามารถทำได้ทุกเพศ-ทุกวัย สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ดังนั้น การทำ HIFU จึงถือว่าเป็นการดูแลผิวที่ปลอดภัยและเห็นผลชัดที่สุด การทำ HIFU จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ รูขุมขนกว้าง
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย ร่องใต้ตา ร่องแก้มลึก
  • ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า ให้กรอบหน้าชัดขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง อยากลดแก้ม ลดเหนียง
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิว แต่ไม่มีเวลาพักฟื้น
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่อยากมีแผล

 การทำ HIFU ไม่เหมาะสำหรับใคร

ถึงแม้ว่าการทำ HIFU จะมีผลข้างเคียงน้อยและมีความปลอดภัยสูง แต่การยกกระชับผิวก็ยังต้องคำนึงถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคล รวมไปถึงปัจจัยร่วมอื่นๆ ร่วมด้วย โดยผู้ที่อาจไม่เหมาะสำหรับการทำ HIFU มีดังนี้

  • สตรีมีครรภ์ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ 
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต อาทิ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ เป็นต้น 
  • ผู้ที่มีแผลถลอกบริเวณจุดที่ต้องการทำ หรือผู้ที่มีอาการผิวอักแสบ แผลผ่าตัด มีการฝังโลหะในผิวหนังก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน

 หลังทำ HIFU จะมีอาการบวมกี่วัน

หลังจากการทำ HIFU อาจจะทำให้มีอาการบวมแดงเล็กน้อย มีความรู้สึกชา หรือผิวช้ำหลังทำ  แต่อาการหน้าบวมดังกล่าวนี้จะยุบลงเองภายใน 7-14 วัน บางคนฟื้นฟูได้เร็วภายใน 1-2 วันก็จะเริ่มบวมน้อยลง และจะสังเกตเห็นได้ว่า บริเวณกรอบหน้าชัดขึ้น ถ้าหากยังมีอาการบวมมากขึ้นมีอาการผิด ปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 การทำ HIFU มีผลข้างเคียงหลังทำหรือไม่

ผลข้างเคียงที่มักพบเห็นได้บ่อยหลังจากการยกกระชับหน้า คือ จะมีอาการหน้าบวม หน้าแดงเล็กน้อย เนื่องจากการยิงพลังงานเข้าสู่เซลล์ผิวนั้นจะใช้พลังงานความร้อน และทำให้ผิวบวมหรือแดงได้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้จะทุเลาลงเองได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ถ้าหากรู้สึกปวดบวม สามารถทานยาพาราเซตามอลแก้ปวดเพื่อบรรเทาได้ 

 ข้อสรุป

HIFU (ไฮฟู่) เป็นหัตถการทางความงามในเรื่องของการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ที่ช่วยยกกระชับหน้า และบริเวณอื่นๆในร่างกาย โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือฉีดยา ทำให้ผิวกระชับขึ้น ริ้วรอยจางลง ร่องแก้มตื้น ช่วยปรับรูปหน้าให้มีความสมดุลมากขึ้น ทำให้กรอบหน้าชัด ซึ่งการทำ HIFU นั้นมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อยอีกด้วย

 

HIFU BOTOX ต่างกันยังไง

HIFU กับ BOTOX ยกกระชับใบหน้า ต่างกันอย่างไร เลือกทำอะไรก่อนดี ทำพร้อมกันได้ไหม

การยกกระชับผิวหน้า สามารถทำได้หลายวิธีการ ในการเลือกหัตถการเพื่อยกกระชับผิวหน้านั้น สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้รักษา แต่โดยทั่วไปแล้วหัตถการที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการทำ HIFU และ BOTOX ทั้งสองหัตถการนี้ล้วนเป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ แต่ก็จะมีความแตกต่างกันและเหมาะกับสภาพผิวที่ต่างกันไป บทความนี้จะมาสรุปความแตกต่างของ  HIFU และ BOTOX รวมไปถึงแนะนำข้อมูลต่างๆสำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ

ทำความรู้จัก HIFU และ BOTOX คืออะไร

HIFU : 

HIFU (ไฮฟู่) คือ หัตถการการยกกระชับหน้า โดยผ่านการใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับการยกกระชับผิวและสัดส่วน ซึ่งจะเป็นการช่วย ยกกระชับหน้า แก้ม คาง และส่วนอื่นๆตามร่างกายอย่าง ต้นแขนหรือต้นขา เป็นนวัตกรรมยกกระชับ โดยใช้คลื่น ultrasound และคลื่นเสียง ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที สามารถตีกรอบหน้าให้คมชัด ยกกระชับผิวที่หย่อยคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้น ทำให้ผิวบริเวณที่ทำนั้นกระชับและยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะ HIFU นั้นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างอีลาสตินและกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยจางลง รูขุมขนกระชับขึ้น นอกจากนี้การทำ HIFU ก็ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เพราะไม่มีแผลหลังการทำนั่นเอง 

HIFU

BOTOX : 

BOTOX (โบท็อกซ์) คือ หัตถการการยกกระชับผิว (Botox) ที่เข้ามาช่วยรักษาริ้วรอยบนใบหน้า ลดรอยเหี่ยวย่นหน้าผาก บริเวณหางตา ลดรอยตีนกา ซึ่งหลัก ๆ คือจะช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ บนใบหน้า เช่น หัวเราะ ยิ้ม โบท็อกซ์จะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น การฉีดโบท็อกซ์ช่วยในการปรับรูปหน้า ลดกรามโดยให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดเล็กลง กระชับกรอบหน้า ช่วยให้หน้าเรียว นอกจากนี้โบท็อกซ์ยังสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์อื่นๆได้ด้วย เช่นฉีดลดเหงื่อ รักษาไมเกรน เป็นต้น

BOTOX

 ความแตกต่างของ HIFU และ BOTOX ต่างกันอย่างไร

ทั้ง HIFU (ไฮฟู่)  และ BOTOX ต่างก็เป็นหัตถการยกกระชับหน้าและลดริ้วรอยทั้งคู่ แต่จะมีข้อแตกต่างกันตรงที่หลักการทำงานและวิธีใช้ที่แตกต่างกัน โดย BOTOX  จะเป็นยาที่เข้าไปออกฤทธิ์ต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง จึงสามารถลดริ้วรอยได้ ส่วน HIFU จะเป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ยิงเข้าไปในชั้นผิว SMAS ช่วยให้ผิวเกิดการยกกระชับผิวและลดริ้วรอย ทั้งสองหัตถการนี้มีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน  ซึ่งการทำงานของ HIFU หลักแล้วจะช่วยเรื่องของการยกกระชับใบหน้า สำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย แก้มห้อย ไม่กระชับ ส่วนการฉีดโบท็อกสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย กรามใหญ่ ต้องการให้ใบหน้าเป็นทรงวีเชฟ แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองหัตถการนี้ก็สามารถทำควบคู่กันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้การรักษาและให้คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่าน้ัน

HIFU BOTOX

หลักการทำงานของ HIFU มีการทำงานอย่างไร

หลักการทำงานของ HIFU

HIFU (ไฮฟู่) ทำงานโดยการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์เข้มข้นสูงลงไปในชั้นผิวหนัง SMAS ทำให้ชั้นไขมันและชั้น SMAS เกิดการหดตัว จึงส่งผลให้ผิวบริเวณที่ยกกระชับหน้านั้นเต่งตึงขึ้น ดังนั้นการทำ HIFU จึงเน้นไปที่การ กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ยกกระชับผิวให้ดูเต่งตึง หากทำ HIFU บริเวณใบหน้า แก้ม เหนียง จะช่วยลดแก้ม ลดเหนียงได้

เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาผิวต่าง ๆ ได้ครอบคลุม HIFU จึงออกแบบมาให้มีหัวยิงหลายขนาด ซึ่งปัญหาผิวหย่อนคล้อยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การทำ HIFU จะต้องใช้หัวยิงที่เหมาะกับสภาพผิว และตรงกับปัญหาของแต่ละบุคคล 

  • หัวยิงความลึก 1.5-2.0 mm. ใช้กับผิวหนังชั้นบน ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยเรื่องริ้วรอย ร่องแก้มลึก
  • หัวยิงความลึก 3.0 mm. ใช้กับผิวชั้นหนังแท้ กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยลดเซลลูไลท์และไขมันได้ ช่วยยกกระชับหน้า ลดผิวหย่อนคล้อย
  • หัวยิงความลึก 4.5 mm.จะส่งพลังงานลงไปลึกได้ถึงชั้น SMAS และผ่านชั้นไขมัน เหมาะกับการใช้ยิงเพื่อยกกระชับผิว เก็บกระชับให้กรอบหน้าชัดขึ้น  สลายไขมัน และกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึก  
หัว HIFU

หลักการทำงานของ BOTOX มีการทำงานอย่างไร

BOTOX เป็นสารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว โดยหลังการฉีดโบท็อกซ์แล้วตัวยาจะจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดเลือน เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวแล้ว โบท็อกซ์ยังจะช่วยส่งผลปรับลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้คุณแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น  หลังจากทำการรักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อของคุณจะรู้สึกผ่อนคลาย ร่องลึกจะเริ่มคลายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะเล็กลง ทำให้ผิวบริเวณนี้เรียบตึงโบท็อกซ์ยังสามารถช่วยลดการทำงานในส่วนของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ ซึ่งจะช่วยยกกระชับหน้า และปรับรูปหน้าของคุณให้เรียวขึ้นได้อีกด้วย ทำให้ผิวหน้าดูเรียบตึงขึ้น แก้มหย่อนคล้อยน้อยลง ไม่มีริ้วรอย โดย BOTOX แต่ละยี่ห้อมีการทำงานที่คล้ายกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่กระบวนการเทคโนโลยี กรรมวิธีในการผลิต ความบริสุทธิ์ ชนิดโปรตีน ขนาดของโมเลกุลที่แต่ละยี่ห้อใช้ เป็นต้น

ข้อดี – ข้อเสียของ HIFU และ BOTOX

ข้อดี – ข้อเสีย ของการทำ HIFU

ข้อดี : ข้อดีของการทำ HIFU (ไฮฟู่)  คือไม่มีการใช้เข็ม ไม่มีเลือดออก ไม่เป็นรอยแผล หลังทำเสร็จสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีประมาณ 10-20% ว่าผิวบริเวณที่ทำยกกระชับขึ้น ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 5-6 เดือน หรือในบางรายมากสุดนานถึง 1 ปี 

ข้อเสีย : การทำ  HIFU (ไฮฟู่)  จะมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่หลังทำอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้ แต่สามารถหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมง รวมถึงระหว่างการทำคนไข้จะรู้สึกเจ็บและตึง ๆ เล็กน้อย เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นอาจจะต้องทำการรักษาอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อปี 

ข้อดี – ข้อเสีย ของการฉีด BOTOX

ข้อดี : 1. ฉีดเพื่อลดริ้วรอยทั่วใบหน้า 

2. ลดกรามและลิฟท์กรอบหน้าเพื่อให้กรอบหน้าชัดขึ้น 

3. ลดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 

4. ใช้ในทางการแพทย์ เช่น ฉีดเพื่อลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฉีดเพื่อรักษาไมเกรน เป็นต้น

5.เป็นสารที่สามารถสลายได้เองภายในระยะเวลา 6 เดือน ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 

ข้อเสีย : หลังทำอาจมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีด มีอาการปวด บวม และเป็นหัตถการที่ใช้เข็ม ผู้ที่มีอาการกลัวเข็มอาจจะต้องหลีกเลี่ยงหัตถการนี้

การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX ควรเลือกทำอะไรก่อน

ในเคสที่กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า อาจจะต้องทำ BOTOX ก่อน HIFU เนื่องจากการฉีด BOTOX จะช่วยลดกราม แก้ปัญหากรามใหญ่ เมื่อโบท็อกซ์ออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 14 วัน หรือ 1 เดือนแล้วค่อยดูผลลัพธ์ว่าควรทำ HIFU เสริมตรงจุดไหนเพิ่มเติม เพื่อยกกระชับหน้าและปรับกรอบหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงเก็บริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า ทั้งนี้ลำดับการทำหัตถการก่อน-หลังควรอยู่ในดุลยพินิจของหมอที่รับผิดชอบเคสของแต่ละบุคคล หรือคนไข้บางคนแพทย์สามารถที่ทำพร้อมกันในครั้งเดียวได้เลย

 การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX สามารถทำพร้อมกันได้ไหม

ปัจจุบันยังไม่มี Clinical Guidelines สำหรับการทำหัตถการการยกกระชับหน้าหลายอย่างว่า ควรทำตามลำดับก่อน-หลังอย่างไร หากมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยหลายวิธี ลำดับในการทำหัตถการมักขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำการประเมินและให้การรักษา ร่วมกับความคาดหวังและความกังวลของคนไข้เป็นหลัก ซึ่งต้องประเมินเป็นราย ๆ ไป แต่ในกรณีที่ฉีด BOTOX  ก่อน แนะนำให้เว้นระยะห่างจากการทำ HIFU 14-28 วัน เพื่อให้ BOTOX ออกฤทธิ์เต็มที่ก่อน 

การเลือกทำ HIFU กับ BOTOX แบบไหนดีกว่ากัน

ทั้งสองหัตถการช่วยแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตัดสินใจเลือกทำหัตถการใดจึงขึ้นอยู่กับว่าคนไข้ต้องการแก้ปัญหาตรงจุดไหน บริเวณไหน แม้ทั้งสองหัตถการสามารถช่วยยกกระชับหน้า และช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยได้ แต่ก็มีรายละเอียดและมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ควรพิจารณาจากปัญหาของตนเองเป็นหลัก รวมถึงราคา จำนวนครั้งที่ต้องทำ ระยะเวลาของผลลัพธ์ เป็นต้น 

ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่เน้นการปรับรูปหน้า ลดแก้ม ลดเหนียง  ก็สามารถใช้ HIFU ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องรูปหน้ามากนักและต้องการเน้นเรื่องริ้วรอย หรือต้องการลดขนาดกราม ก็เหมาะกับการใช้ Botox

 การทำ HIFU กับ BOTOX เหมาะกับใคร

HIFU

  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แก้มหย่อนคล้อย แต่ไม่มากนัก
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดไขมันปรับรูปหน้า ลดแก้ม ลดเหนียง
  • เหมาะผู้ที่ต้องการยกกระชับผิว ลดไขมันส่วนเกิน บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา

BOTOX 

  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องแก้มลึก
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดกราม ปรับรูปหน้า
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก มีกลิ่นกาย โดยการฉีดโบท็อกซ์บริเวณรักแร้

 ข้อสรุป

ถึงแม้ว่า  HIFU (ไฮฟู่) และ BOTOX (โบท็อกซ์) จะเป็นหัตถการการยกกระชับหน้าเหมือนกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งก็จะเหมาะกับผิวหน้าของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆแล้ว  HIFU (ไฮฟู่) จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันและปรับรูปหน้าให้เรียว ส่วน BOTOX (โบท็อกซ์) จะเน้นในเรื่องของการลดริ้วรอย และร่องแก้มลึก รวมถึงการฉีดเพื่อลดกรามนั่นเอง ซึ่งถ้าหากใครมีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น และลังเลว่าจะเลือกหัตถการแบบใด บทความนี้ได้มาให้คำตอบอย่างครบถ้วน แต่ถ้าหากต้องการทำการรักษาจริงๆสามารถเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการพิจารณาและทำการรักษาต่อไปได้ค่ะ 

 

ยกกระชับใบหน้าด้วยการทำ HIFU

HIFU ทำแล้วอยู่ได้นานไหม? ดูแลตัวเองอย่างไรให้ผลลัพธ์อยู่นาน

HIFU คืออะไร

สำหรับวันนี้เราก็จะมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ  HIFU (ไฮฟู่) เทคโนโลยีใหม่ที่สามารถ  ยกกระชับหน้า เพื่อให้คนที่กำลังสงสัยได้เข้าใจและมั่นใจว่าการทำไฮฟู่นั้น มันสามารถช่วยแก้ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย แก้มหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก และ ริ้วรอย ได้จริง สำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะกับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงหลายๆท่านสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เทคโนโลยีใหม่ของวงการเสริมความงาม ที่สามารถ ยกกระชับผิว ได้ทั่วทั้งบริเวณร่างกาย ผิวหน้าก็ได้ ผิวกายก็ได้ ปัจจุบันนี้การทำไฮฟู่กำลังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดริ้วรอยร่องแก้มลึกต่างๆ อีกทั้งยังช่วย กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้คนที่กำลังเจอกับปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด มีเหนียงเยอะ ต้องการอยากจะ ลดแก้ม ลดเหนียง การทำไฮฟู่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หายไปได้ โดยที่ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ไม่ต้องรอพักฟื้นนาน และที่สำคัญไม่มีแผลให้เห็น สำหรับคนที่ทำไฮฟู่คุณสามารถรู้ผลการเปลี่ยนแปลงได้ทันที 

 HIFU ยกกระชับ

 การทำ HIFU ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอะไรบ้าง

สำหรับการทำไฮฟู่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของใบหน้า หลายคนอาจจะสงสัยว่าความเสื่อมโทรมนี้เกิดจากอะไร ความเสื่อมโทรมของใบหน้าเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ แต่หลักๆแล้วมักจะเกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ต้องรีบจัดการ กระตุ้นคอลลาเจน ถ้าอยากจะกลับมามีใบหน้าที่ดูสดใสและอ่อนเยาว์อีกครั้ง ส่วนใครที่กำลังพบเจอกับปัญหาสภาพผิวหน้าเสื่อมโทรม เช่น  ผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย ริ้วรอย และ กรอบหน้าไม่ชัด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุดนั้นก็คือ การทำไฮฟู่ 

  • การทำไฮฟู่จะช่วยให้ผิวหน้าที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับได้อีกครั้ง
  • การทำไฮฟู่จะช่วยขจัดริ้วรอยบนใบหน้าให้หมดไป
  • การทำไฮฟู่ไม่เพียงแค่ขจัดริ้วรอยและยกกระชับหน้าเท่านั้น แต่ยังช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ที่เป็นไขมันส่วนเกินได้
  • การทำไอฟู่สามารถ  ยกกระชับผิว ได้ทั่วทั้งร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก 
ทำ HIFU ดียังไง

 หลักการทำงานของ HIFU มีการทำงานอย่างไร

การทำไอฟู่เป็นเทคโนโลยี ที่จะเข้ามาช่วย ยกกระชับผิว และช่วย กระตุ้นคอลลาเจน ในทุกชั้นผิวให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง ทำให้ผิวหน้าที่เคยมีความหย่อนคล้อยและริ้วรอยตามบริเวณต่างๆให้หายไป การทำไฮฟู่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ เพราะไม่มีการผ่าตัด หรือการใช้เข็มจิ้มเข้าเนื้อ ด้วยเหตุนี้หลายคนก็เลยสงสัยว่ากระบวนการทำงานของไฮฟู่เป็นอย่างไร สำหรับการทำงานของการทำไฮฟู่คือ การส่งผ่านคลื่นโฟกัสอัลตราซาวด์ลงไปในผิวชั้นในสุด เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ส่วนเครื่องทำไฮฟู่ก็เป็นเครื่องที่ได้รับการรองรับและผ่านมาตรฐานแล้ว การทำไฮฟูเพื่อ ยกกระชับหน้า และส่วนต่างๆตามร่างกายไม่ส่งผลเสียใดๆต่อร่างกาย ถ้าหากว่าเลือกใช้กับชั้นผิวที่เหมาะสม ซึ่งระดับชั้นผิวจะถูกออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  • ผิวชั้นบน เป็นชั้นผิวที่อยู่ในระดับที่ไม่ลึก สำหรับคนที่มีปัญหา ผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย และ ริ้วรอย การใช้หัวยิงพลังงานที่เหมาะสมจะใช้แค่ 1.5-2.0 mm เพื่อเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนและลดริ้วรอย
  • ผิวชั้นกลาง เป็นชั้นผิวที่อยู่ในระดับลึกรองลงมาจากชั้นผิวชั้นแรก สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกินบริเวณคางและแก้ม ถ้าต้องการจะ ลดแก้ม ลดเหนียง การใช้หัวยิงพลังงานที่เหมาะสมจะใช้แค่ 3.0 mm ก็สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว  
  • ผิวชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ใช้สำหรับการผ่าตัดดึงหน้า สำหรับคนที่มีปัญหาหน้าย่น ถ้าต้องการให้หน้ากลับมากระชับ ในการทำไฮฟู่ใช้หัวยิงพลังงานที่ 4.5 mm ก็สามารถทำให้หน้ากลับมายกกระชับได้ 

 ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ HIFU

การทำไฮฟู่เหมาะกับใครบ้าง การทำไฮฟู่สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้การทำไฮฟู่ หรือการ ยกกระชับผิว สามารถทำได้มากกว่า 1 ครั้ง และก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำกับคลินิกเดิมทุกครั้ง คุณสามารถทำกับคลินิกอื่นที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยได้ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่ เราอยากให้คุณลองสังเกตตัวเอง ถ้าหากว่ามีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ นั้นหมายความว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มที่เหมาะสมจะทำไฮฟู่

  • บนใบหน้าเริ่มมี ริ้วรอย ให้เห็น มีร่องใต้ตาและ  ร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย ที่ทำให้หน้าดูแก่ก่อนวัย
  • เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าไม่กระจ่างใส เริ่มมีอาการ ผิวหย่อนคล้อย เหตุเกิดมาจากผิวขาดคอลลาเจน ต้องรีบ กระตุ้นคอลลาเจน จะได้กลับมามาผิวที่กระจ่างใสและกระชับอีกครั้ง
  • เริ่มรู้สึกว่า กรอบหน้าไม่ชัด เป็นเพราะว่ามีไขมันที่แก้มและที่คอมากเกิดไป ต้อง ลดแก้ม ลดเหนียง โดยการทำไฮฟู่ ยกกระชับหน้า ถึงจะทำให้กรอบหน้ากลับมาชัดอีกครั้ง 
HIFU เหมาะกับใคร

 การทำ HIFU สามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

การทำ HIFU (ไฮฟู่) หรือหาร ยกกระชับหน้า สามารถทำได้เกือบทุกส่วนบนใบหน้า รวมไปถึงบริเวณตามลำตัว และบริเวณอื่นๆ สามารถทำบริเวณใดได้บ้าง

  • บริเวณรอบดวงตาและใต้ตา สำหรับคนที่มี ริ้วรอย บริเวณดวงตา หรือเกิดอาการร่องใต้ตาลึก สามารถแก้ไขด้วยการทำไฮฟู่ได้ หลังจากที่ทำริ้วรอยรอบดวงตาจะตื้นขึ้น กระชับขึ้น ไม่มีร่องและริ้วรอยให้เห็น  
  • บริเวณแก้ม สำหรับคนที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม ทำให้  แก้มหย่อนคล้อย ถ้าต้องการอยากให้ไขมันส่วนเกินหายไป การทำไฮฟู่จะช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ทำให้มองเห็นกรอบหน้าที่ชัดขึ้น  
  • บริเวณคอ  สำหรับคนที่มีไขมันช่วงคอเยอะ หรือจะเรียกสั้นๆว่ามีเหนียงเยอะ ทำให้เวลามองแล้วรู้สึกว่า 8 ถ้าต้องการอยากจะกลับมา  กรอบหน้าชัด สามารถ ยกกระชับผิว ด้วยการทำไฮฟู่ได้   
  • บริเวณตามลำตัว สำหรับคนที่มีไขมันเยอะตามช่วงลำตัว เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก ถ้าต้องการจะเอาออกตรงส่วนนี้ การทำไฮฟู่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด 

หลังทำ HIFU กี่วันถึงจะเห็นผลลัพธ์ในการทำ

การทำไฮฟู่นั้นสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ในทันที 20% หลังจากที่ทำเสร็จ จะพบว่าผิวจะยกกระชับในระดับหนึ่งแต่มันยังไม่ถึงที่สุด จะต้องผ่านไป 1-2 เดือน ถึงจะเห็นผลลัพธ์หลังจากการทำแบบสมบูรณ์ บนใบหน้าริ้วรอยจะเห็นได้น้อยลง รูขุมขนที่เคยมีก็จะหายไป กรอบหน้าที่ไม่เคยชัดกลับมา กรอบหน้าชัด ได้อีกครั้ง เป็นเพราะการทำไฮฟู่เลยที่ช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ออก แถมผิวยังกลับมากระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะการทำไฮฟู่ เข้าไป กระตุ้นคอลลาเจน ใต้ชั้นผิว ทำให้กลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิม การ ยกกระชับหน้า ที่ดีที่สุดก็คือการทำไฮฟู่ ลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถทำให้ทุกปัญหาที่มีหายไปจนหมดสิ้น


 การทำ HIFU อยู่ได้นานแค่ไหน

การทำ HIFU (ไฮฟู่) ผลลัพธ์การทำไฮฟู่ใน 1 ครั้ง สามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 4-6 เดือน และใน 6 เดือนนี้จะไม่มีแม้แต่ ริ้วรอย เกิดขึ้นบนใบหน้า รวมไปถึงพวกรูขุมขนด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่อง กรอบหน้าไม่ชัด ถ้าหากรักษาด้วยการทำไฮฟู่ จะช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ได้ดี ผลลัพธ์ที่ได้คือ กรอบหน้าชัด อยู่ได้นานถึง 6 เดือน สามารถกลับมาทำซ้ำได้ทุก 3 เดือน สำหรับคนที่กังวลว่าผลลัพธ์จะอยู่ได้ไม่นาน มาถึงตรงนี้ก็คงจะหมดห่วงได้แล้ว 


วิธีดูแลตัวเองหลังการทำ HIFU

ในเรื่องของการปฏิบัติหลังการทำไฮฟู่เป็นการยิงคลื่นเสียงเท่านั้น ทำให้ไม่มีรอยแดง หรือรอยช้ำหลังการทำ วางใจได้ในเรื่องของแผลติดเชื้อ แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามและควรระวังมีหรือไม่ อันนี้ก็ต้องบอกว่ามี ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นเราจะแสดงให้ดู

  • สำหรับคนที่ทำไฮฟู่ หากมีอาการตึงตามบริเวณที่ทำอย่าพึ่งตกใจ เพราะมันเป็นเรื่องปกติหลังการรักษา แต่ถ้าหากว่ารู้สึกตึงจนทนไม่ไหว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ห้ามนวดหน้า หรือถูหน้าแรงๆเด็ดขาด และไม่ควรออกแดดจัดในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์แรก ถ้าไม่อยากให้การ กระตุ้นคอลลาเจน เกิดการเสื่อมสภาพ
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะมันจะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่กระตุ้นไปได้
  • การทำไฮฟู่ไม่มีกฎข้อห้ามในเรื่องของการบำรุงผิวหน้า สามารถทาครีมได้ 

 ข้อสรุป

สุดท้ายนี้ เราหวังว่าการที่เราได้ออกมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ HIFU (ไฮฟู่) จะทำให้หลายๆคนหายข้องใจและกล้าที่จะไปทำมากขึ้น อย่างที่บอกถ้าหากว่าคุณมีปัญหาเรื่อง ผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก แก้มย้อย รูขุมขนลึก หรือมี ริ้วรอย เล็กๆรอบๆดวงตา วิธีการแก้ที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาด้วยการทำไฮฟู่ ลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แก้ปัญหาได้ทุกจุด การทำไฮฟู่สามารถทำได้ทุกคน เห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังจากที่ทำ ไม่เจ็บและไม่ต้องรอพักฟื้นหลายวัน ส่วนคำถามที่ว่าหลังการทำไฮฟู่ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน ตรงนี้เราก็ได้บอกไปแล้ว ผลลัพธ์หลังจากการรักษาคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน หลังจากที่ครบกำหนดสามารถกลับมาทำซ้ำได้ หรือไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 6 เดือนก็ได้ ครบ 3 เดือนแล้วก็สามารถกลับมา ยกกระชับหน้า ด้วยการทำไฮฟู่ได้เลย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ส่วนวิธีการดูแลหลังการทำ ตรงนี้เราก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว สำหรับคนที่ทำมาแล้วหากดูแลตามที่บอก จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานเช่นกัน เรื่องของผิวเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะกับผู้หญิง หรือผู้ชาย ไม่อยากให้ทุกคนละเลย ในเมื่อปัจจุบันนี้มันมีวิธีที่ดีอย่างการทำไอฟู่ ที่สามารถ ยกกระชับผิว ได้ทั้งใบหน้าและตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก็อยากให้ทุกคนเก็บไปพิจารณา เรื่องความปลอดภัย ทุกคนวางใจได้วิธีนี้ปลอดภัย100% อีกทั้งในวันนี้เราก็ได้ไขทุกข้อสงสัยที่หลายๆคนอยากรู้ไปหมดแล้ว ดังนั้นคนที่เคยมีความกังวลเกี่ยวกับการทำไฮฟู่ หวังว่าวันนี้จะเลิกเป็นกังวลและเริ่มมองหาคลินิกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานได้แล้ว

รีวิวยกกระชับใบหน้า
รีวิว HIFU
รีวิว HIFU

ยกกระชับใบหน้าด้วย HIFU

ยกกระชับหน้าด้วย HIFU ย้อนวัยแบบไม่ต้องผ่าตัด รวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ

สาเหตุของใบหน้าหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร

ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดกับผู้หญิงเท่านั้นกับผู้ชายก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน สำหรับคนที่เริ่มจะมี  ริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย, ร่องแก้มลึก หรือ แก้มหย่อนคล้อย ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากศึกษาดูว่าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยก็คือ เกิดจากความเสื่อมสภาพของชั้นผิว อาจจะเป็นเพราะว่าผิวขาดคอลลาเจน นอกจากนี้ความเครียดก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยเช่นกัน สำหรับคนที่เป็นสายปาร์ตี้ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชอบสูบบุหรี่ ถ้าไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัยอันควร ต้องหยุดทำสิ่งเหล่านี้ เพราะมันคือตัวกระตุ้นที่จะทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หรือคนที่ไม่ป้องกันตัวเองจากแสงแดดตอนกลางวัน ก็อาจจะต้องพบเจอกับปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยเช่นกัน เพราะฉะนั้นใครที่กำลังพบเจอกับปัญหาใบหน้าหย่อน  กรอบหน้าไม่ชัด ตั้งแต่อายุยังน้อย วันนี้ก็ควรที่จะต้องเริ่มมองหาวิธีดูแลผิวหน้าของได้แล้ว ปัจจุบันนี้มีหลากหลายวิธีที่จะช่วย ยกกระชับหน้า ให้กลับมาเต่งตึงเหมือนเดิม สาเหตุที่ทำให้เกิดใบหน้าหย่อนคล้อยอีกครั้งหนึ่ง คือ 

  • เกิดจากความเสื่อมในการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน ความเสื่อมนี้ไม่ต้องรอให้อายุมากก่อนถึงจะเป็น อยุน้อยก็เป็นได้ ต้องรีบ กระตุ้นคอลลาเจน ถ้าอยากให้ กรอบหน้าชัด อีกครั้ง
  • เกิดจากการที่อายุมากขึ้น ทำให้ใบหน้าเริ่มที่จะมีริ้วรอยและหย่อนคล้อยบ้างตามอายุ
  • เกิดจากความเครียดที่สะสมมาเรื่อยๆ รวมถึงการไม่ดูแลตัวเอง อย่างเช่น การออกไปทำกิจกรรมตอนกลางวัน โดยที่ไม่มีการป้องกันตัวเองจากแสงแดดตัวร้าย
  • เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากจนเกินไป รวมไปถึงสูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน

ปัญหาผิวหน้าในแต่ละช่วงวัย

การเกิด ริ้วรอย หรือปัญหาใบหน้าหย่อยคล้อย ไม่ต้องรอให้อายุมากก่อนถึงจะเป็น อายุน้อยก็สามารถพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ได้เหมือนกัน ผู้หญิงและผู้ชายที่รู้สึกว่าการดูแลผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ก็ควรศึกษาเรื่องนี้เอาไว้บ้าง เพื่อที่ทุกคนจะได้ดูแลสุขภาพผิวหน้าได้อย่างถูกต้อง จะได้ไม่ต้องเจอกับปัญหากวนใจอย่าง  ผิวหย่อนคล้อย, ร่องแก้มลึก และ แก้มหย่อนคล้อย สำหรับปัญหาผิวหน้าในแต่ละช่วงวัยก็จะมีดังนี้

ช่วงอายุ 20 ปี 

ในช่วงวัยนี้ ปัญหาผิวที่มักจะพบเจอมากที่สุดนั้นก็คือ ปัญหาเรื่องสิวทุกชนิด ไม่ว่าจะสิวผด สิวอักเสบ หรือว่าสิวที่เกิดจากความมัน นอกจากเรื่องสิวแล้วก็ยังมีในเรื่องของรอยแผลที่เกิดจากสิวด้วยเช่นกัน  

ช่วงอายุ 30 ปี

ในช่วงวัยนี้ ปัญหาในเรื่องของผิวที่มักจะพบเจอมากที่สุดคือ ปัญหาในเรื่องของใบหน้าที่มีความหมองคล้ำ รวมไปถึงการเกิดริ้วรอย

ช่วงอายุ 40 ปี

ในช่วงวัยนี้ ปัญหาในเรื่องของผิวที่มักจะพบเจมากที่สุดคือ ปัญหาเรื่องใบหน้าหย่อนคล้อย

ช่วงอายุ 50 ปี

ในช่วงวัยนี้ ปัญหาในเรื่องของผิวที่มักจะพบเจมากที่สุดคือ ปัญหาในเรื่องของความเสื่อมสภาพของชั้นผิว ทำให้ผิวมีความหย่อนคล้อย เกิดร่องลึกตามบริเวณต่างๆ  

ปัญหาหน้าหย่อนคล้อยแก้ยังไงดี 3 วิธีที่ได้รับความนิยม

สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย เรามี ร่องแก้มลึก วิธีที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน ช่วย ยกกระชับหน้า ให้กับมาเต่งตึงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ทั้ง 3 วิธีนี้ ต้องบอกก่อนว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปลอดภัยและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของผิวหน้าได้อย่างชัดเจนตอบโจทย์ให้กับคนที่กำลังพบเจอกับปัญหา ริ้วรอย  ผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย และ  กรอบหน้าไม่ชัด อีกทั้งวิธีการเหล่านี้ ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด สวยได้แบบทันตาเห็น เชื่อว่าหลายคนในที่นี่จะต้องอยากรู้แล้วว่าทั้ง 3 วิธีนี้จะมีวิธีใดบ้าง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูกัน 

HIFU 

ยกกระชับผิว ด้วย HIFU (ไฮฟู่) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ฮิตมากและช่วยแก้ปัญหาได้จริง การทำ HIFU (ไฮฟู่) เป็นเครื่องยกกระชับที่สามารถยกกระชับได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย เช่น ต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง เป็นต้น หลักการทำงานของเครื่องนี้ก็คือ ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ โดยยิงไปที่ใต้ชั้นผิวแต่ละชั้น เพื่อให้ชั้นผิวนั้นเกิดการหดตัว การทำแบบนี้ส่งผลให้ผิวกลับมากระชับและดูอ่อนเยาว์ในที่สุด สำหรับใครที่มีเหนียงเยอะและต้องการที่จะ กระตุ้นคอลลาเจน การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ช่วยได้จริง ถ้าถามว่าวิธีนี้เหมาะกับใคร เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อยคล้อย ไม่มีความกระชับ คนที่มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก คนที่ขี้กลัว กลัวทั้งเข็มและการผ่าตัด ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ วิธีนี้ตอบโจทย์ อีกทั้งยังปลอดภัยมากที่สุด 

Botox

สำหรับวิธีนี้ก็จะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูดีขึ้น จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นอกจากปรับรูปหน้าอย่างเช่นการ ลดแก้ม ลดเหนียง ก็ยังจะช่วยให้เรื่องของการทำให้ กรอบหน้าชัด ชัดขึ้น การฉีดโบท็อกจะช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอย ช่วยทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนอ่อนเยาว์เหมือนเดิม สำหรับหลักในการทำงานก็คือ แพทย์จะฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิด เอ เข้าไปในบริเวณที่อยากจะยกกระชับ หรือบริเวณผิวหน้าที่หย่อนคล้อย เมื่อสารตัวนี้ออกฤทธิ์ส่งผลให้ใบหน้ากระชับขึ้น รวมไปถึงกรอบตัวชัดขึ้นอีกด้วย ข้อดีคือ เห็นผลทันที อยู่ได้นานถึง 6-8 เดือน เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิว เช่น ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วร้อย และกรอบหน้าไม่ชัด 

Filler

สำหรับวิธีนี้ คนที่อยู่ในวงการเสริมความงามจะรู้จักเป็นอย่างดี การฉีดฟิลเลอร์จะเป็นการเติมร่องริ้วรอยที่ยุบไปให้ดูเต็มขึ้น ซึ่งฟิลเลอร์นี้สามารถฉีดได้หลายบริเวณ ตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหาร่องลึกไม่ว่าจะร่องแก้ม ร่องใต้ตา เป็นต้น หรือคนที่อยากจะเติมปาก เติมคาง ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าหย่อนคล้อย ปัญหาริ้วรอย การฉีดฟิลเลอร์ก็ช่วยได้เช่นกัน 

การทำ  HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) คืออะไร 

HIFU (ไฮฟู่) คือ เครื่อง ยกกระชับหน้า ที่สามารถแก้ปัญหาผิวหน้าได้ทุกสภาพ สำหรับคนที่กำลังเจอกับปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย หรือสภาพผิวหน้าที่มี ริ้วรอย มากจนเกินไป จนทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูแก่ดูมีอายุ การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของ ผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย และ กรอบหน้าไม่ชัด นอกจากนี้คนที่ตกอยู่ในสภาวะผิวขาดคอลลาเจน การทำ HIFU (ไฮฟู่) สามารถช่วย กระตุ้นคอลลาเจน ได้ดี อยากให้ทุกคนที่มีปัญหาได้ลอง แต่อย่าลืมที่จะศึกษาก่อน การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ไม่เจ็บเลย เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเข็มและไม่ชอบการผ่าตัด ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ถ้าทำให้ผิวกลับมายกกระชับได้ก็ถือว่าคุ้ม สำหรับคนที่มีปัญหาและอยาก ยกกระชับผิว การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ก็ถือว่าน่าลองเลยทีเดียว 

การทำ HIFU สามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

เป็นคำถามที่มีหลายคนถามกันเข้ามาเยอะมาก เท่าที่ทุกคนได้ทราบการทำ HIFU (ไฮฟู่) เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่อง  ผิวหย่อนคล้อย, ร่องแก้มลึก, ริ้วรอย และคนที่มี กรอบหน้าไม่ชัด ดังนั้นเราก็จะมาดูกันว่าการทำ HIFU (ไฮฟู่) สามารถที่จะทำบริเวณใดได้บ้าง แต่จริงๆแล้วการทำ HIFU (ไฮฟู่) สามารถทำได้ทุกบริเวณที่ต้องการ

  • บริเวณใบหน้า สำหรับคนที่มีปัญหาผิวบนใบหน้า เช่น ผิวหย่อนคล้อย, ร่องแก้มลึก หรือบริเวณช่วงแก้มมีความหย่อนคล้อย ถ้าต้องการให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป การทำ HIFU (ไฮฟู่) สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปได้ การทำ HIFU (ไฮฟู่) จะช่วยเข้าไป กระตุ้นคอลลาเจน ช่วย ยกกระชับหน้า ทำให้คุณกลับมามีใบหน้าที่อ่อนเยาว์และดูเด็กลงได้อีกครั้ง  
  • บริเวณลำคอ สำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องใบหน้า แต่มีปัญหาเรื่องไขมันช่วงบริเวณลำคอ ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ มีเหนียงเยอะ ถ้าต้องการอยากจะกำจัดไขมันตรงช่วงนี้ การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ก็สามารถที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินตรงช่วงบริเวณลำคอออกไปได้เช่นกัน  
  • บริเวณดวงตา สำหรับคนที่มีริ้วรอยบริเวณรอบดวงตา ไม่ว่าจะรอยตีนกา หรือว่าร่องใต้ตาลึก การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ในบริเวณรอบดวงตาก็สามารถทำได้ เนื่องจากการมีริ้วร้อยบริเวณนี้ ก็เป็นหนึ่งในปัญหาเรื่องผิวที่ต้องจัดการ การรักษาด้วย  HIFU (ไฮฟู่) จะทำให้ริ้วร้อยหายไป  
  • บริเวณหน้าท้อง สำหรับคนที่มีริ้วรอย หรือไขมันส่วนเกินตามบริเวณร่างกายที่ไม่ใช่บนใบหน้า เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก ถ้าต้องการอยากจะให้ริ้วรอย หรือไขมันส่วนเกินหายไป การทำ  HIFU (ไฮฟู่) ก็สามารถรักษาได้เหมือนกัน มีหลายคนที่ไม่ทราบว่าการทำ  HIFU (ไฮฟู่) ก็ยกกระชับผิวตามร่างกายได้เช่นกัน 

การทำ HIFU เหมาะกับใคร

การทำ HIFU (ไฮฟู่) จะเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องผิว คนที่อยากจะ ยกกระชับหน้า หรือคนที่อยากจะแก้ปัญหาในเรื่องของ ริ้วรอย ที่ทำให้ดูแก่ก่อนวัย สำหรับคนที่มีเหนียงเยอะและแก้มเยอะคนเกินไป การทำ HIFU (ไฮฟู่) ก็จะช่วย ลดแก้ม ลดเหนียง ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่ยังสงสัยว่าการทำ HIFU (ไฮฟู่) เหมาะกับคนที่กำลังมีปัญหาในเรื่องใด เราจะอธิบายให้เห็นกันอย่างชัดๆกันอีกหนึ่งรอบ การทำ HIFU (ไฮฟู่) เหมาะกับคนที่มี  ผิวหย่อนคล้อย และต้องการจะ ยกกระชับผิว การทำ HIFU (ไฮฟู่) จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้

  • การทำ HIFU (ไฮฟู่) ไม่ได้เหมาะกับคนที่มีสภาพผิวที่หย่อนคล้อยเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น แต่เหมาะกับสำคนที่มี แก้มหย่อนคล้อย หรือไขมันบริเวณแก้มเยอะก็สามารถที่จะทำ HIFU (ไฮฟู่) ได้เหมือนกัน 
  • การทำ HIFU (ไฮฟู่) จะช่วยทำให้ตรงบริเวณ ร่องแก้มลึก กลับมากระชับได้อีกครั้ง ช่วยเติมและลดไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี
  • การทำ HIFU (ไฮฟู่) ยังเหมาะกับคนที่มีรูขุมขนกว้างอีกด้วย สำหรับใครที่มีรูขุมขนเยอะ รักษาด้วยการทำ HIFU (ไฮฟู่) จะทำให้รูขุมขนที่มีหายไปในทันที  

ทำไมเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นผิวหน้าเริ่มมีความหย่อนคล้อย

ผิวหย่อนคล้อย หรือพวก  ริ้วรอย ต่าง ๆ ทุกคนทราบกันหรือไม่ สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อยมาจากสาเหตุใด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึก, แก้มหย่อนคล้อย และ  กรอบหน้าไม่ชัด เป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น บวกกับความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวที่ไม่กระขับ แต่เรื่องอายุนี่สำคัญผู้หญิงและผู้ชายที่อายุเข้าเลขสาม สิ่งที่จะต้องเจอนั้นก็คือ ปัญหาผิวหย่อนคล้อยต่อให้ไม่ยากเจอมากแค่ไหน ก็ไม่อาจหนี้พ้นปัญหานี้ไปได้ เมื่ออายุเข้าเลขสามความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นบนใบหน้า เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของชั้นผิวหนัง ขั้นไขมัน กระดูก และชั้นพังผืดใต้ชั้นไขมัน หรือที่ทางแพทย์ศัลยกรรมเรียกผิวชั้นนี้ว่า Smas เป็นชั้นผิวสำหรับการผ่านตัดดึงหน้า แต่สำหรับคนที่กลัวการผ่าตัด ไม่ชอบวิธีการผ่าตัดดึงหน้าที่สุด ปัจจุบันนี้ทางทีมแพทย์เสริมความงามมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าที่จะเข้ามาช่วย โดยที่ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วย  กรอบหน้าชัด ให้กลับมาเต่งตึงไร้ริ้วรอยเหมือนเดิม แต่สิ่งที่จะต้องระวังและศึกษาก่อนนั้นก็คือ คนที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าไม่กระชับ มีความหย่อนคล้อยและมีริ้วรอย ถึงแม้ว่าจะมีตัวช่วยหลากหลายวิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด แต่การที่จะเลือกใช้วิธีใดนั้นก็ต้องดูสภาพผิว หรือปัญหาผิวของคุณด้วย หลังจากนี้เราจะมาดูว่าปัญหาผิวในแต่ละชั้น แก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีใดถึงจะเหมาะสมที่สุด 

ผิวในชั้นหนังแท้ 

สำหรับชั้นผิวนี้องค์ประกอบหลักที่อยู่ในชั้นผิวก็คือ คอลลาเจและอิลาสติน ตัวช่วยที่คอยรักษาความยืดหยุ่นของผิว จะบอกว่าเป็นเสาหลักเลยก็ว่าได้ ชั้นผิวนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป จะเริ่มมีความเสื่อมสภาพเมื่อเราอายุมากขึ้น ถ้าหากวันใดที่ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อย ควรรีบ กระตุ้นคอลลาเจน ด้วยวิธีการต่อไปนี้ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ต้องผ่าตัดก็สามารถ ยกกระชับหน้า ได้

ผิวชั้นไขมัน

สำหรับผิวชั้นนี้จะอยู่ชั้นในสุด องค์ประกอบหลักก็คือ พวกเซลล์ไขมันโปรตีนคอลลาเจน รวมไปถึงหลอดเลือดต่าง ๆ ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวหนังชั้นนี้ก็คือ ไขมันบางส่วนเกิดการเคลื่อนที่ไปกองอยู่รวมกันในจุดเดียว ทำให้ไขมันในบางส่วนขาดหายไป เช่น ปัญหาร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือคนที่มีเหนียงและแก้มที่เยอะจนเกินไป วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ก็คือวิธีนี้ จะช่วยเติมร่องแก้ม ร่องใต้ตา และช่วยลดแก้ม ลดเหนียง ได้ด้วย

  • Filler

ผิวชั้น Smas

สำหรับชั้นผิวนี้จะเป็นชั้นผิวที่สำคัญ จะมีเนื้อเยื้อของพังผืดที่เหนียวมากห่อหุ้มไว้ ชั้นผิวนี้จะเป็นชั้นผิวที่ทางแพทย์เอาไว้ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าไม่กระชับ แต่ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ช่วยยกกระชับผิวโดยที่ไม่ต้องผ่านตัด วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาก็คือวิธีนี้

  • HIFU

 การทำ HIFU มีข้อดี และสิ่งที่ควรระวังอะไรบ้าง

เมื่อพูดถึงข้อดีของการทำ HIFU (ไฮฟู่) ต้องบอกว่ามีข้อดีมากมาย สำหรับคนที่พึ่งจะรู้ว่าเทคโนโลยีนี้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา  ผิวหย่อนคล้อย ได้ คุณก็ควรที่จะต้องรู้ด้วยว่าการรักษาด้วยวิธีนี้มันดีอย่างไร หลายคนที่เคยลองเขาบอกว่ามันมากกว่าการ  ยกกระชับผิว จะจริงหรือไม่นั้น เรามาดูข้อดีของการทำ HIFU (ไฮฟู่) ว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

  • ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย รวมไปถึง แก้มหย่อนคล้อย ให้กลับมาเต่งตึงดูอ่อนเยาว์ได้อีกครั้ง
  • ช่วยลด ริ้วรอย ได้ทุกบริเวณบนใบหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยย่นบนหน้าผาก รอยตีนกา หรือแม้แต่คนที่มีปัญหาเรื่องร่องแก้มลึก ร่องใต้ตาลึก การทำ HIFU (ไฮฟู่) ก็สามารถช่วยได้
  • ช่วยขจัดปัญหาผิวบนใบหน้าและตามร่างกาย โดยที่ไม่ต้องรับการผ่าตัด เหมาะกับคนที่กลัวเข็มที่สุด
  • ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินได้ทุกจุด สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องเหนียง อยาก 9 การทำ 1 ช่วยได้ ไม่มีแม้กระทั่งรอยแดง ไม่ต้องรอการฟักฟื้นเป็นเวลานาน สามารถกลับมาดูแลรักษาต่อที่บ้านได้

ในส่วนสิ่งที่ควรระวังมากที่สุดหลังจากการทำ HIFU (ไฮฟู่) เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและเป็นเหตุต้องกลับมาแก้ปัญหาซ้ำอีกนั้นก็คือ ไม่ควรออกแดดจัดเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพราะมันจะทำให้การ 10 ที่ทำไปถูกทำลาย

 หลังการทำ HIFU จะเห็นผลเลยไหม

หลังจากที่ทำ HIFU (ไฮฟู่) จะเห็นผลลัพธ์ในทันที สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากการ ยกกระชับหน้า คือ ผิวหน้าที่เคยหย่อนคล้อยจะกลับมากระชับอีกครั้ง ริ้วรอย ที่เคยมีจะหายไป กรอบหน้าชัด ขึ้น เหนียงลดลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนที่ถามว่าผลลัพธ์จากการทำจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่ในระยะเวลากี่เดือน คำตอบคือ 1-2 เดือน จะเห็นผล 100% ส่วนที่ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน การ ยกกระชับผิว ด้วย HIFU (ไฮฟู่) อยู่ได้ยาวนาน 6-12 เดือน ทั่งนี้อยู่ที่การดูแลรักษาด้วยเช่นกัน

 ขั้นตอนการปฎิบัติตัวหลังทำ

การปฏิบัติตัวหลังจากที่ทำ HIFU (ไฮฟู่) เพื่อ ยกกระชับหน้า ให้กลับมาเต่งตึงและอ่อนเยาว์อีกครั้ง การปฏิบัติตรงนี้ทุกคนสามารถปฏิบัติตามกันได้ เพราะมันไม่ได้ยาก สำหรับการปฏิบัติตัวหลังจากการทำ  HIFU (ไฮฟู่) เพื่อ  ยกกระชับผิว แก้  ริ้วรอย บนใบหน้า ขจัดปัญหา ผิวหย่อนคล้อย, ร่องแก้มลึก และ กรอบหน้าไม่ชัด มีดังนี้

  • ไม่ควรออกแดดหลังจากที่ทำไฮฟู่เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
  • หากจะต้องมีเหตุทำให้ต้องออกแดด ก็ควรทาครีมกันแดดป้องกัน
  • การล้างหน้า ไม่ควรถูก หรือขัดหน้าแรงจนเกินไป
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เด็ดขาด 

ข้อสรุป

การทำ HIFU (ไฮฟู่) เป็นเทคโนโลยีใหม่ของวงการเสริมความงาม เข้ามาช่วยในเรื่องของการแก้ปัญหา ผิวหย่อนคล้อย รวมไปถึงปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอย หรือว่า ร่องแก้มลึก การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นวิธีการยกกระชับหน้า โดยที่ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เหมาะกับคนที่กลัวเข็มที่สุด ถ้าถามว่าการ ยกกระชับผิว ด้วยการทำ  HIFU (ไฮฟู่) ปลอดภัยหรือไม่ วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูง และที่บอกว่าไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ก็เป็นเพราะว่าใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ โดยยิงไปที่ใต้ชั้นผิวแต่ละชั้น เพื่อให้ชั้นผิวนั้นเกิดการหดตัว การทำแบบนี้ส่งผลให้ผิวกลับมากระชับและดูอ่อนเยาว์ ไม่เจ็บและก็ไม่มีรอยแดงให้เห็น เป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่น่าลอง สำหรับคนที่กำลังเจอกับปัญหานี้ ถ้าหากว่าคุณอยากจะมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อีกครั้ง คุณสามารถศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้เลย หรือถ้าอยากให้มั่นใจก็ลองปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมกับเข้ารับการรักษากับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เลย ทางแพทย์เขาจะมีทั้งคำแนะนำและการรักษาแบบเป็นขั้นเป็นตอน รับประกันได้เลยว่าปลอดภัยแน่นอน 

ฟิลเลอร์แก้มตอบ

ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ แก้ปัญหาหน้าโทรม กลับมาดูเด็ก

ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบเป็นการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่มีแก้มที่แบนหรือมีสัดส่วนใบหน้าไม่สมดุล อาจจะเกิดจากอายุมากขึ้น หรือจากการลดน้ำหนักแล้วแก้มดูไม่มีน้ำมีนวลและไม่สมดุล ฉีดฟิลเลอร์นั้นจะเป็นเพิ่มปริมาณของฟิลเลอร์ลงในแก้ม เพื่อให้แก้มดูเนียนและยกกระชับมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยปรับเปลี่ยนรูปร่างใบหน้าให้มีความสมดุลและสวยงามขึ้นได้

ฟิลเลอร์ คืออะไร

เป็นการใช้สารตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่แล้วในใบหน้าของเรา แต่อาจจะเสื่อมและไม่สามารถผลิตขึ้นมาเติมได้ทัน สารที่นำมาฉีดฟิลเลอร์นั้นประกอบด้วย ฮิยาลูรอนิคแอซิด, ไฮยาลูรอนิคแอซิด-คลอไรด์, และอื่น ๆ ที่จะใช้ในการเติมเต็มให้กับผิวหนังหรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณ ลดริ้วรอย กระชับผิว หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและปรับปรุงลักษณะของผิวหนัง ฉีดฟิลเลอร์จะใช้ในการดูดซึมและย่อยสลายในระยะเวลา 6-18 เดือน

แก้มตอบมีลักษณะเป็นอย่างไร

ลักษณะของแก้มตอบจึงมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่ตั้งอยู่ใต้ดวงตา เป็นแอ่งยุบลงไป เห็นเป็นเส้นยาวบริเวณส่วนกลางใบหน้า ด้วยขนาด รูปทรงรของแก้มตอบมีผลต่อลักษณะของใบหน้าโดยรวม ทำให้ดูหน้าแบนและไม่มีความสมดุลในใบหน้า ดูโทรม ผิวโทรม ไม่อิ่มเอิบ และดูแก่กว่าวัยได้

 ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ คือการฉีดสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid (HA) เพื่อเติมฟิลเลอร์เข้าไปในเนื้อเยื่อบริเวณแก้ม เพิ่มปริมาณไขมันใต้ผิวหนังและสร้างรูปหน้าที่ดีขึ้น ทำให้แก้มที่ยุบตัวลงพอหลังฉีดแล้ว ร่องแก้มตอบหรือแอ่งบนใบหน้าจะตื้นขึ้น การเติมฟิลเลอร์ในบริเวณแก้มตอบจะทำให้ใบหน้าดูเด็กขึ้น อ่อนเยาว์ ผิวเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย ใบหน้าโดยรวมจะอิ่มเอิบ สดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 ใครที่สามารถฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบได้บ้าง

 ปัญหาแก้มตอบที่เกิดการหดตัวหรือฝ่อลงเนื่องจากมีอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ใบหน้าขาดความสมดุล ดูโทรม สำหรับคนที่ควรจะฉีดแก้มตอบนั้น คือ

  • มีปัญหาใบหน้าโทรม ไม่สดใส เหี่ยวย่น ใบหน้าดูแก่กว่าวัย เพราะว่าแก้มตอบ
  • ไขมันบริเวณแก้มนั้นเกิดการหดตัวหรือฝ่อลง อาจจะด้วยเนื่องจากมีอายุเพิ่มขึ้น
  • พันธุกรรมนั้นเป็นคนที่มีโหนกแก้มสูงหรือโหนกแก้มเด่นตามธรรมชาติ
  • หลังจากลดน้ำหนักแล้วเจอแก้มตอบทำให้หน้าดูซูบหรือคนที่ผอมเกินไป
  • ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูมีสัดส่วนมากขึ้น เนื่องจากแก้มตอบหรือมีโหนกแก้มสูงเกินไป
  • หลังจากจัดฟัน ,ถอนฟันแล้ว พบว่าแก้มตอบ ใบหน้าไม่สมดุล ไม่สวยงาม
  • ต้องการเสริมโหงวเฮ้งในด้านต่าง ๆ ตามหลักความเชื่อของศาสตร์จีน แก้มอาจจะต้องเอิบอิ่ม สดใส

  ผลข้างเคียงหลังจากการฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

 ผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ในแก้มตอบอาจจะผลข้างเคียงหลังจากการฉีด อาจจะมีรอยเข็ม อาการบวมและแดง หลังจากการทำฉีดไป 2-3 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังการทำฉีด การบวม แดงนั้นจะลดลงเองโดยอัตโนมัติในช่วง 2-7 วัน เป็นอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรงและหายไปได้เอง

การฉีดไขมันแก้มตอบ กับ การฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

การฉีดฟิลเลอร์นั้นจะเป็นการฉีดสารเติมเต็ม HA ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สามารถสลายได้เองในระยะเวลา 6 – 12 เดือน ส่วนการฉีดไขมัน (Lipofilling)  เป็นการนำไขมันจากส่วนอื่นในร่างกายของตนเอง เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก  มาฉีดเพิ่มเข้าไปในบริเวณที่มีปัญหา ทั้งคู่เป็นการรักษาปัญหาแก้มตอบ หน้าตอบได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน

ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

  • ผลลัพธ์สามารถเห็นได้เร็ว ซึ่งสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังการฉีด
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้
  • ไม่ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ผู้ที่มีการฉีดฟิลเลอร์แก้มสามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีหลังการฉีด
  • มีความปลอดภัย: การฉีดฟิลเลอร์แก้มมีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นสารที่สามารถสลายไปได้ด้วยตัวเอง ไม่มีการตกค้าง ไม่ต้องผ่าตัด

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

  • การฉีดฟิลเลอร์แก้มนั้น อาจจะต้องทำการฉีดซ้ำหลังจากที่ฟิลเลอร์สลายตัวไปแล้ว
  • สำหรับผู้มีอาการแพ้ฟิลเลอร์ อาจจะมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงหลังการฉีด

ฉีดไขมันแก้มตอบ

ข้อดีของการฉีดไขมันแก้มตอบ

  • การฉีดไขมันแก้มนั้นไม่มีการใช้สารเคมีหรือสารที่เป็นพิษ จึงความปลอดภัยสูง และไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะแพ้หลังจากฉีด
  • การฉีดไขมันแก้มมีระยะเวลาพักที่สั้น และไม่ต้องมีการนอนโรงพยาบาลหรือหยุดกิจกรรมประจำวันนาน สามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ทันทีหลังการฉีด
  • การฉีดไขมันแก้มไม่มีการเจาะผ่านผิวหนังทำให้ไม่มีแผลเลือดที่เกิดขึ้น และไม่ต้องมีการรับประทานยาแก้ปวดหลังการทำกระบวนการ
  • การฉีดไขมันแก้มมีจะอยู่ได้นาน โดยปกติแล้วผลลัพธ์จะยังคงอยู่ได้นานประมาณ 2-5 ปี

ข้อเสียของการฉีดไขมันแก้มตอบ

  • ต้องฉีดไขมันในปริมาณที่มาก เพราะไขมันบางเซลล์จะมีโอกาสตายตามธรรมชาติอยู่แล้วเลยทำให้ลดลงได้  ทำให้ต้องฉีดให้มากไว้ก่อน สำหรับคนที่น้ำหนักตัวน้อยหรือผอมมากจะไม่สามารถดูดไขมันได้
  • เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันใต้ชั้นผิวจะลดลง สภาพผิวก็จะเหี่ยวลง ดังนั้นต้องคอยฉีดซ้ำอยู่บ้าง

 ข้อสรุป

 การฉีดฟิลเลอร์แก้มเป็นวิธีการแก้ปัญหาแก้มตอบด้วยการฉีดสารฟิลเลอร์ใต้ผิวหนัง มีข้อดีคือสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว และผลลัพธ์จะทำให้ใบหน้าสมดุลมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์แก้มก็มีผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น อาจมีอาการบวมแดงบริเวณแก้มหลังการฉีด ซึ่งจะสามารถหายไปได้เองภายใน 7 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนเช่นการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณที่ฉีด และความเสี่ยงของการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสม  ฟิลเลอร์ปลอม รวมไปถึงแพทย์ที่อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการฉีด

ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะฉีดฟิลเลอร์แก้มควรเลือกผู้ฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการทำการฉีดฟิลเลอร์แก้มอย่างมืออาชีพเพื่อลดความเสี่ยงผลลัพธ์ที่มาได้เป็นตามที่ตั้งใจไว้และภาวะแทรกซ้อนหลังการฉีด