สิวหลังปัญหากวนใจ ที่รักษาได้

สิวที่หลัง ปัญหากวนใจคนอยากโชว์หลัง รักษาสิวหลังให้ถูกวิธี

สิวที่หลังเป็นปัญหาใหญ่กวนใจ ทำให้หลายๆคนไม่มั่นใจในการแต่งตัว บางคนมีสิวหลังเยอะ อาจมีอาการคัน ไม่สบายตัว บางคนเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ก็ทำให้ปวดระบม และยิ่งเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเมื่อเสียดสีกับเสื้อผ้าที่ใส่ ก่อให้เกิดความรำคาญ ส่วนใหญ่สิวที่หลังมักเป็นๆหายๆ การใช้ยารักษาสิวทั่วไปอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก การพบแพทย์ให้ช่วยวินิจฉัยและแนะนำวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมกับปัญหาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาสิว อีกทั้งแพทย์ยังช่วยแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้สิวหลังกลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย 


สิวที่หลังเกิดจากอะไร

กลไกการเกิดสิวหลัง ก็เหมือนกับสิวบริเวณอื่นๆ ในระยะแรกเริ่มจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมอยู่ที่ทางออกรูขุมขน ทำให้เกิดเป็นสิวที่มองไม่เห็น เมื่อมีไขมันและเคราตินสะสมที่รูขุมขนมากขึ้นจึงเกิดเป็นสิวอุดตัน และหากมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาก็เกิดการอักเสบเป็นตุ่มแดง ถ้าอักเสบรุนแรงก็จะกลายเป็นสิวหัวช้าง ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง คือ 

  • พันธุกรรม

พันธุกรรมส่งผลให้สภาพผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน การมีผิวแห้ง ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย รูขุมขนกว้างหรือผิวเนียนละเอียด ลักษณะเหล่านี้ล้วนทำให้การเกิดสิวหลังแตกต่างกันด้วย 

  • เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันรูขุมขน

เป็นสาเหตุสำคัญและเป็นขั้นตอนแรกของการเกิดสิว หากเราขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่ให้ไปอุดตันตามรูขุมขนได้ โอกาสเกิดสิวก็จะน้อยลง 

  • การใช้ยาบางชนิด

การใช้ยาหรือแม้แต่อาหารบางชนิดกระตุ้นต่อการเกิดสิวหลัง ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ง่าย เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านโรคจิต อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว เป็นต้น 

  • ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งฮอร์โมนแอนโดรเจนและโปรเจสเตอโรน ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น จะสังเกตว่าช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงมากคือช่วงก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงมักจะเป็นสิว ผิวบวมและเป็นสิวอักเสบง่ายกว่าช่วงอื่นๆ 

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และกระตุ้นให้เกิดการอุดตันและเกิดสิวอักเสบได้

  • เหงื่อและสิ่งสกปรก

การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมากก็จะทำให้ร่างกายและเสื้อผ้าที่ใส่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวอักเสบ

  • ผ้าปูที่นอนที่ไม่สะอาด

สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่บนผ้าปูที่นอนส่งผลให้เกิดสิวที่หลังได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากนอนถอดเสื้อ ซึ่งแผ่นหลังจะสัมผัสที่นอนตลอดเวลา 


พฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง

หากเราเลี่ยงทำพฤติกรรมที่ไปกระตุ้นให้เกิดสิวที่หลัง ก็จะช่วยลดโอกาสการเป็นสิวหลังได้  

  • การรับประทานอาหารที่กระตุ้นการเกิดสิวหลัง เช่น อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากนมวัว เป็นต้น 
  • การเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อมากจะทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี แผ่นหลังจึงเกิดสิวอักเสบได้ง่าย 
  • การนอนถอดเสื้อและไม่ทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ซึ่งบนที่นอนมักมีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว, เหงื่อและคราบไคล รวมไปถึงเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียที่เรามองไม่เห็น ทำให้เกิดได้ทั้งสิวอุดตันตามรูขุมขนและสิวอักเสบ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและรีดผ้าที่ก่อให้เกิดสารตกค้าง กระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้ 
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิวของตัวเอง และทำความสะอาดได้ไม่ดี ก็จะกระตุ้นใก้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ 
  • ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี เนื้อผ้าแข็งกระด้าง เสียดสีกับผิวของเรา
สิวที่หลัง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง

มีหลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน

เป็นปัจจัยของการเกิดสิวหลังที่มาจากภายในร่างกายของเราเอง ได้แก่ กรรมพันธ์ุ และ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งปัจจัยภายในมักเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ลำบาก การรักษาสิวที่หลังที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าวจึงทำได้ยากกว่า  

ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกก็คือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดสิว ที่หลัง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง, ที่นอนไม่สะอาด, การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม มีน้ำตาลหรือไขมันทรานส์สูง, ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก, การใส่เสื้อผ้าอับชื้น เป็นต้น

สิวที่หลังมีลักษณะเป็นแบบไหนบ้าง

โดยทั่วไปสิวที่หลังมีทั้งแบบไม่รุนแรง มีจำนวนไม่เยอะ สามารถรักษาง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และแบบที่รุนแรง จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุและหาวิธีรักษาสิวที่เหมาะสม 

สิวที่หลังมีหลายลักษณะ ทั้งสิวอักเสบและสิวไม่อักเสบ แบ่งเป็นหลายรูปแบบได้ดังนี้ 

สิวอุดตัน หรือสิวหัวขาว

สิวหัวขาว หรือบางครั้งเรียกว่าสิวอุดตันหัวปิด มีลักษณะเป็นสิวตุ่มเล็กๆ มีสีขาว เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อุดตันอยู่ที่รูขุมขน ซึ่งโดยส่วนใหญ่สิวอุดตันประเภทนี้มักจะกลายเป็นสิวอักเสบในเวลาต่อมา

สิวหัวดำ

เป็นประเภทหนึ่งของสิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของสิ่งสกปรกและไขมันส่วนเกินบนผิวหนังในรูขุมขน แล้วทำปฏิริยากับเม็ดสีที่เซลล์ผิวหนังจึงเกิดเป็นสิวหัวสีดำขนาดเล็ก ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่เกิดการอักเสบและมีอาการไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญใจมากกว่า เพราะสังเกตง่ายและและหายยาก 

สิวอักเสบตุ่มนูนแดง

เป็นสิวที่มีขนาดเล็ก อาการไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงบนผิว ไม่มีรูเปิดเหมือนสิวหัวดำ มีการอักเสบรอบๆตุ่มสีแดง ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะกลายเป็นสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

สิวอักเสบหัวหนอง

สิวอักเสบหัวหนองเกิดจากรูขุมขนที่อุดตันเกิดการติดเชื้อ จึงมีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่และมีหนอง สามารถกดหนองออกมาได้ แต่หากกดไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้เกิดเป็นสิวหัวหนองซ้ำๆ ไม่หายขาดและมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้ 

สิวอักเสบก้อนลึก

สิวประเภทนี้มีลักษณะเหมือนสิวอักเสบตุ่มแดง แต่มีก้อนขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนัง มักมีสาเหตุจากการกดบีบสิวที่ไม่ถูกวิธี ทำให้เชื้อแบคทีเรียและน้ำมันที่อยู่ภายในตุ่มสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง จึงเกิดการอักเสบ บวมและแดง สร้างความเจ็บปวดค่อนข้างมาก

สิวหัวช้าง หรือสิวชีสต์

เป็นสิวอักเสบประเภทหนึ่งที่มีอาการรุนแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียภายในตุ่มสิวเพิ่มจำนวนมากขึ้นกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มและก้อนไตแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง บวมแดง และสามารถพัฒนากลายเป็นฝีได้ 

ประเภทของสิว

วิธีรักษาสิวที่หลัง มีอะไรบ้าง

วิธีรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธี หากมีอาการไม่รุนแรง อาจจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว หากยังไม่หาย อาจจะลองเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อลดการระคายเคืองผิว หรือหากมีอาการรุนแรง หรือไม่หายขาดควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและแนะวิธีรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมต่อไป 

การรักษาด้วยวิธีแบบธรรมชาติ 

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีแบบธรรมชาติ คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดออร์แกนิคจากธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและก่อให้เกิดสิวได้ง่าย เช่น การพอกผิวด้วยดินสอพอง หรือการเลือกใช้สบู่ออร์แกนิคที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบของสิวและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อย่างสบู่ออร์แกนิคที่สกัดจากเปลือกมังคุด สบู่ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น 

การรักษาทางการแพทย์  

หากสิวที่หลังไม่หายขาด มีอาการรุนแรง สร้างความรำคาญหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ควรพิจารณาเลือกวิธีการรักษาทางการแพทย์ เพราะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วกว่า แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายตามลักษณะและความรุนแรงของสิว 

วิธีการรักษาสิวด้วยวิธีทางการแพทย์นั้นมีหลายวิธี เช่น การใช้ยาทาหรือยารับประทาน การกดสิว การฉีดสิว หรือการยิงเลเซอร์ เป็นต้น ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยและแนะนำวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


การรักษาสิวหลังที่ Aya Clinic มีอะไรบ้าง

สำหรับการรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีทางการแพทย์นั้น ทาง Aya Clinic จัดโปรแกรมการรักษาสิวเพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาสิวหลังอย่างครบวงจรตามลักษณะปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 

โปรแกรม Acne Clear

เป็นโปรแกรมที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบและสิวอุดตันที่มีสาเหตุจากฮอร์โมน โดยโปรแกรมนี้จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหนัง ไปพร้อมๆกับการลดเลือนรอยดำ รอยแดงและรอยแผลเป็นจากสิว ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

  • ทรีตเมนต์มาส์ก เพื่อลดการอักเสบของต่อมไขมัน
  • การฉีดยา ช่วยลดการอักเสบของสิวและสะกิดหัวสิวออก
  • ใช้ยารักษาสิว ทั้งแบบยาทาและยารับประทาน เพื่อกำจัดเชื้อสิวให้หมอ ป้องกันการกลับมาเป็นสิวซ้ำ 

โปรแกรม Acne Clear + AWL Laser

เป็นโปรแกรมรักษาสิวควบคู่ไปกับการยิงเลเซอร์เพื่อลดรอยแดง รอยดำจากสิว หลุมสิวและแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดย AWL Laser จะช่วยกระตุ้นให้เม็ดสีในเซลล์ผิวแตกตัว ทำให้รอยดำรอยแดงจางลง ลดความหมองคล้ำที่เกิดจากสิว 

หลังจากการทำเลเซอร์ก็จะต่อด้วยโปรแกรม Facial gold treatment เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และบำรุงผิวให้เนียนเรียบ กระจ่างใส เปล่งปลั่ง แลดูสุขภาพดี ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งแรก 

โปรแกรม Acne Clear + Treatment 6 ขั้นตอน

แพทย์จะประเมินสภาพผิวและความรุนแรงของสิว เพื่อจัดการปัญหาสิวก่อนเป็นอันดับแรก แพทย์จะฉีดสิวเพื่อลดการอักเสบ และกดสิวเพื่อกำจัดสิวบนแผ่นหลัง เมื่อควบคุมสิวให้หายดีแล้ว ก็จะเริ่มขั้นตอนการทำทรีตเมนท์เพื่อบำรุงผิว 6 ขั้นตอน เพื่อลดเลือนรอยดำ รอยแดง รวมถึงรอยแผลเป็นจากสิว เผยแผ่นหลังที่เนียนเรียบ กระจ่างใส น่าสัมผัส  


การป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่หลัง

มีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวหลังได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ เนื่องจากปัจจัยบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุม เช่น สิวที่มีสาเหตุจากฮอร์โมน หรือกรรมพันธ์ุ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีสิวที่หลังควรดูแลและรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการลุกลามหรืออาการรุนแรง ซึ่งอาจจะเกิดรอยแผลเป็นได้และรักษายากกว่า วิธีหลีกเลี่ยงเพื่อลดโอกาสการเกิดสิวที่หลังมีดังนี้ 

  • อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่มีเหงื่อออก
  • ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมลดการเกิดสิว เช่นสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 
  • จำกัดการใช้อุปกรณ์กีฬาหรือกระเป๋าบางอย่าง เช่น กระเป๋าเป้สะพายหลังหนักๆ หรือเกราะป้องกันตัว ที่ทำให้แผ่นหลังอับชื้น 
  • ควบคุมความเครียดของตนเอง
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์และทำความสะอาดผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) เช่นควรงดการใช้ครีมที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมันที่ทำให้อุดตันเป็นสิว
  • เลือกใส่เสื้อผ้าหลวมๆ มีเนื้อผ้าที่มีระบายอากาศได้ดี 
  • หยุดแคะ แกะ เกาแผ่นหลัง เนื่องจากเล็บมือของเราอาจจะมีเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียที่ไปกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบได้
วิธีดูแลผิวเป็นสิวที่หลัง

การรักษาสิวที่หลังใช้เวลาในการรักษานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีทางการแพทย์จะใช้เวลานานเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความรุนแรงของสิว พฤติกรรมของคนไข้ รวมไปถึงความต่อเนื่องในการรักษา โดยปกติแล้วสิวที่หลังจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยหลังจากการรักษาครั้งแรก ภายในหนึ่งสัปดาห์จะดีขึ้นประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ หากคนไข้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกๆ 1-2 สัปดาห์ จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 1-2 เดือน 

การรักษาสิวที่หลังใช้เวลานานไหม

การรักษาสิวที่หลังมีโอกาสสิวลุกลามไปบริเวณอื่นได้ไหม

สิวที่หลัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลรักษาหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว มีโอกาสสูงที่จะลุกลามไปบริเวณอื่นของร่างกายได้ เช่น บริเวณหัวไหล่ หน้าอก หรือบั้นท้าย เนื่องจากเป็นพื้นที่ในร่มผ้าที่มีปริมาณต่อมไขมันกระจายตัวอยู่มากกว่าส่วนอื่นๆ ดังนั้นการรักษาสิวที่หลังแต่เนิ่นๆ จะช่วยควบคุมไม่ให้สิวลุกลามหรือรุนแรงมากขึ้นได้ 


ข้อสรุป

วิธีรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดสิว ใช้วิธีธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเพื่อลดการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว หรือจะเป็นวิธีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงจุด อย่างไรก็ตาม หากเป็นสิวที่หลังไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหรือลุกลามไปส่วนอื่นๆ ทำให้รักษายากและหายช้ากว่าเดิม 


รีวิวการรักษาสิว
ร่องแก้มลึกเกิดจากอะไร

ร่องแก้มลึก ทำให้แก่ก่อนวัย รักษาหาย หน้าเด็กลงไป10ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึกหรือมีริ้วรอยจะเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ รอยย่นที่แก้มก็ยิ่งชัด ยิ่งลึกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งร่องแก้มนั้นเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้หน้าเราดูแก่ก่อนวัย ไม่สดใส ในปัจจุบันมีวิธีรักษาร่องแก้มหรือเติมร่องแก้มให้อิ่มเต็มหลายวิธี จะเลือกวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุและความลึกของร่องแก้ม ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำแนะนำว่าวิธีใดเหมาะสมกับเรามากที่สุด


ร่องแก้มคืออะไร

ร่องแก้ม คือ รอยย่นหรือรอยพับของผิวหนังบริเวณแก้มข้างจมูก มีลักษณะเป็นเส้นเฉียงยาวลงมาถึงบริเวณมุมปาก คนเรามักจะมีร่องแก้มตามธรรมชาติเวลาที่ยิ้มหรือแสดงสีหน้าแต่ร่องแก้มจะไม่ชัดและหายไปได้เอง จนอายุเริ่มมากขึ้นร่องแก้มก็จะเริ่มปรากฎชัดเจน แม้ยังไม่ได้แสดงอารมณ์ 

ร่องแก้มเกิดจากเอ็นยึดใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นเอ็นที่ยึดเนื้อเยื่อชั้นผิวติดกับกระดูก (Buccal-maxxillary Ligament) ดึงผิวบริเวณนั้นให้เป็นร่องลึกลงไป โดยเป็นไปตามโครงสร้างธรรมชาติของใบหน้ามนุษย์ทุกคน หากเอ็นยึดหน้านี้แข็งแรงมากก็ยิ่งดึงผิวให้เป็นร่องลึกชัด แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ผิวหนังบริเวณใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย เนื่องจากคอลลาเจนใต้ผิวเสื่อมสภาพ รวมถึงปริมาตรบนใบหน้าก็เริ่มลดลงจากกระดูก กล้ามเนื้อและไขมันที่ยุบตัว โดยเฉพาะหากเป็นกระดูกส่วนกลางของแก้มยุบตัวก็จะเห็นร่องแก้มลึกชัดเจนมากขึ้น

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สาเหตุเกิดร่องแก้ม

ริ้วรอยร่องแก้มเกิดจากหลายสาเหตุแตกต่างกันไป แต่สาเหตุหลักที่สำคัญที่ทำให้เกิดร่องแก้มลึกคือการทรุดตัวของกระดูกบนใบหน้า ประกอบกับไขมันในบริเวณนั้นหายไป ทำให้ปริมาตรบนใบหน้าลดลง อีกทั้งผิวหน้าหย่อนคล้อยตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นอีก จึงเกิดเป็นร่องแก้มลึกที่ทำให้ดูอิดโรยหรือแก่ก่อนวัย การแก้ปัญหาร่องแก้มที่เกิดจากแต่ละสาเหตุจะมีวิธีที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไปด้วย 

การยุบตัวลงของกระดูกบริเวณใต้ตา

การยุบตัวของกระดูกบริเวณนี้มักเกิดในคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป มีผลทำให้เนื้อแก้มด้านบนหย่อนและคล้อยลงมากองรวมกันเหนือร่องแก้ม เกิดเป็นร่องแก้มลึก 

การยุบตัวของกระดูกบริเวณร่องแก้มโดยตรง

สำหรับการยุบตัวของกระดูกบริเวณนี้มักจะเกิดในช่วงอายุตั้งแต่ 20-30 ปี ส่งผลให้เกิดริ้วรอยร่องแก้มที่ยังไม่ลึกมาก แต่หากปล่อยทิ้งไว้เส้นริ้วรอยร่องแก้มนี้ก็จะค่อยๆชัดขึ้นตามอายุ และกลายเป็นร่องแก้มลึกถาวรในที่สุด

การยิ้มบ่อย ๆ จนกล้ามเนื้อที่ดึงร่องแก้มแข็งแรงเกินไป

การยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆ ทำให้กล้ามเนื้อมัดที่ดึงบริเวณร่องแก้มแข็งแรงเกินไป ทำให้เกิดริ้วรอยร่องแก้มหรือร่องมุมปากได้  

ผิวแห้ง หรือตากแดดบ่อย ชั้นผิวบางลง

มลภาวะและแสงแดดทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ชั้นผิวบางลง เกิดเป็นรอยพับ ริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้มากขึ้น 

4 สาเหตุร่องแก้มลึก

ปัญหาหลังมีร่องแก้ม

หลายๆคนประสบปัญหาการมีเส้นริ้วรอยร่องแก้ม ทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย โทรม ไม่สดใส และการที่ร่องแก้มอยู่ตำแหน่งกลางหน้าจึงสังเกตเห็นได้ชัดเจน ทั้งเวลาส่องกระจกหรือเวลาพบปะกับผู้อื่น ยิ่งเมื่อมีการแสดงออกทางสีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มหรือหัวเราะ กล้ามเนื้อบริเวณร่องแก้มนี้จะหดเกร็ง มุมปากยกขึ้น ดันแก้มของเราให้โหนกนูนขึ้น ยิ่งทำให้ร่องแก้มนี้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก เมื่อประกอบกับผิวหนังที่หย่อนคล้อยบริเวณใต้ตาและแก้มส่วนบนก็ยิ่งทำให้เส้นริ้วรอยร่องแก้มนี้ลึกขึ้นเกิดเป็นร่องแก้มถาวรได้ ซึ่งการแก้ปัญหาร่องแก้มลึกถาวรนี้ หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดดึงร่องแก้มหรือวิธีผ่าตัดเสริมร่องแก้มเท่านั้น 


แก้ปัญหาร่องแก้มสามารถรักษาโดยวิธีไหนบ้าง

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม 

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นการเติมร่องแก้มด้วยการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูลอนิก (Hyaluronic Acid) เข้าไปใต้ชั้นผิวเพื่อกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น โดยใช้เทคนิคการฉีดแบบต่างๆ เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึกและควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าได้บางส่วน เติมเต็มริ้วรอยร่องลึกให้ตื้นขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยกระชับใบหน้าให้ได้รูป และเห็นผลได้ทันทีหลังทำการรักษา  

Hifu กระชับร่องแก้ม 

Hifu เป็นการกระชับร่องแก้มด้วยการยิงคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์เข้าไปในชั้นผิวแต่ละชั้น ทำให้ผิวชั้นนั้นหดตัว เปรียบเสมือนกับการดึงหน้าหรือการเย็บกระชับเนื้อเยื่อ และกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองมากขึ้น มีความปลอดภัยสูงและไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาร่องแก้มสำหรับคนที่มีร่องแก้มที่ไม่ลึกมากหรือกลัวการฉีดฟิลเลอร์

ร้อยไหม แก้ร่องแก้มลึก 

การรักษาร่องแก้มด้วยการร้อยไหมเพื่อแก้ปัญหาร่องแก้มลึกนั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้ แต่ในบางกรณีผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะเนื้อเยื่อหรือผิวหนังบริเวณร่องแก้มที่ถูกดึงขึ้นไปนั้น จะไปอยู่ที่บริเวณโหนกแก้มแทน ทำให้ใบหน้าดูเหลี่ยมขึ้นหรือมีโหนกแก้มใหญ่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในกรณีที่อายุเยอะมากๆ ความแข็งแรงของผิวไม่เพียงพอ การสร้างคอลลาเจนของผิวลดลง ส่งผลให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร 

โบท็อก (botox) รักษาร่องแก้ม

การฉีดโบท็อกซ์รักษาร่องแก้มนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว ริ้วร้อยบริเวณร่องแก้มลดลง ทำให้ผิวดูกระชับเต่งตึง เหมาะสำหรับผู้ปัญหาร่องแก้มที่เกิดจากการยิ้มบ่อยๆ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงเกินไปจนดึงผิวให้เกิดร่องแก้มขึ้น อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้แก้ปัญหาร่องแก้มโดยการฉีดโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจทำให้ยิ้มดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติ ควรใช้วิธีรักษาร่องแก้มอื่นๆ ร่วมด้วย

ทำไมถึงเลือกฟิลเลอร์รักษาร่องแก้ม 

การแก้ปัญหาร่องแก้มมีหลายวิธี ตั้งแต่การทาครีมบำรุงเพื่อลดริ้วรอย การร้อยไหม โบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้าหรือเสริมร่องแก้ม แต่วิธีที่นิยมมากในปัจจุบันและมักแนะนำเป็นขั้นตอนแรกในการรักษาร่องแก้ม คือ การฉีดฟิลเลอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกเข้าไปใต้ผิว เพื่อเพิ่มปริมาตรในบริเวณร่องแก้ม ยกกระชับผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวบริเวณอวบอิ่ม เต่งตึง 

การฉีดฟิลเลอร์รักษาร่องแก้มนอกจากจะมีความปลอดภัยสูง เห็นผลลัพธ์เร็วแล้ว ยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องพักฟื้น ผลข้างเคียงน้อยมาก อาจจะมีรอยช้ำได้เล็กน้อยหรือไม่มีเลย และยังสามารถแต่งหน้าได้ทันทีหลังทำการรักษาอีกด้วย 

เติมเต็มใบหน้าด้ววยฟิลเลอร์

การฉีด Filler ร่องแก้ม คืออะไร

การฉีด Filler ร่องแก้ม คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ผิวหนังบริเวณแก้มทั้งสองข้าง เพื่อยกกระชับผิวและเพิ่มปริมาตรให้กับผิวในบริเวณนั้น โดยปริมาณของฟิลเลอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยพับหรือความลึกของร่องแก้ม 

ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาร่องแก้มนั้นเป็นชนิดที่ทำมาจากไฮยาลูรอนิก แอซิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในผิวหนังของคนเรา ไฮยาลูรอนิกนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยเติมเต็มร่องลึก และลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหนังเรียบเนียน เต่งตึง เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย  

การฉีดฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีด Filler ร่องแก้ม คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมร่องแก้มให้อิ่มเต็ม ดูอ่อนกว่าวัย 

มีข้อดีมากมายที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้เป็นวิธีแรกในการลดปัญหาร่องแก้ม 

  • ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยามีความปลอดภัยสูง ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ และไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้าง เนื่องจากสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
  • สามารถเห็นผลได้ทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น
  • สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบ ไม่เกิดแผลและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เหมาะสำหรับคนกลัวเข็ม หรือกลัวการผ่าตัด
  • สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ เพิ่มปริมาณได้เรื่อยๆและหากไม่ชอบสามารถฉีดเพื่อสลายฟิลเลอร์ออกได้ 100%
  • เป็นวิธีการรักษาร่องแก้มที่ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าวิธีการรักษาร่องแก้มแบบอื่นๆ 

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มต้องใช้จำนวนกี่ CC.

ในกรณีทั่วไป การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มใช้ปริมาณฟิลเลอร์เพียง 1-2 ซีซี แต่ในกรณีที่มีปัญหาเยอะ มีร่องแก้มลึกหรืออายุค่อนข้างมาก จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณฟิลเลอร์เป็น 3-4 ซีซี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยพับหรือความลึกของร่องแก้มนั่นเอง และแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาร่องแก้มร่วมด้วย เช่น การทำ HIFU, ร้อยไหมหรือฉีดโบท็อกซ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น 


การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ควรศึกษาและหาข้อมูลให้รอบด้าน เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าได้ฟิลเลอร์ของแท้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์การอาหารและยา และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ 

  • หยุดยาหรืออาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, แปะก๊วย เป็นต้น 
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวทุกชนิด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกิจกรรมที่กระตุ้นการสูบฉีดโลหิตอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ 

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  • หลังฉีดฟิลเลอร์อาจจะมีอาการบวม หรือฟกช้ำได้เล็กน้อย อาการจะค่อยๆหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ บางกรณี แพทย์อาจจะมีการจ่ายยาแก้ปวดหรือลดบวมมาให้
  • ไม่แกะ เกา บีบ นวดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
  • หลีกเลี่ยงสัมผัสความร้อนทุกชนิด เช่น ซาวน่า หรือการรับประทานปิ้งย่าง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีผลต่อการสูบฉีดโลหิตในร่างกาย เช่น ออกกำลังกายหนักๆ
  • เลี่ยงการขยับใบหน้าเยอะๆ อย่างน้อย 3 วันหลังทำการรักษา เนื่องจากทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมได้ 
  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตรต่อวัน ช่วยชะลอการสลายตัวของฟิลเลอร์ 

ฉีด Filler ร่องแก้ม เห็นผลเมื่อไหร่ กี่ครั้งจึงเห็นผล

การฉีดฟิลเลอร์รักษาร่องแก้ม สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังฉีด และผลลัพธ์จะค่อยๆดีขึ้นและเห็นผลได้ชัดเจนภายใน 7-14 วัน ฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานประมาณ​ 1 ปี ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวหลังฉีดด้วย 


ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม อันตรายไหม ?

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม หากเป็นฟิลเลอร์ของแท้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา และได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากฟิลเลอร์สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ 

ข้อควรระวังในการฉีดคือ ต้องฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เนื่องจากบริเวณใบหน้ามีกล้ามเนื้อและเส้นเลือดสำคัญมากมาย หากแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์มากพอ อาจจะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เช่น ฉีดโดนกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้มก็อาจจะทำให้รอยยิ้มไม่เป็นธรรมชาติ หรือฉีดแล้วไม่เห็นผลได้ 


วิธีดูแลตนเองไม่ให้เกิดริ้วรอยร่องแก้ม

หลีกเลี่ยงแสงแดดและรังสียูวี 

เนื่องจากรังสียูวีและแสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 50+++ ขึ้นไปเป็นประจำแม้อยู่ในที่ร่มก็ตาม และเลี่ยงการออกแดดจัดเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องออกแดดควรเพิ่มความถี่ในการทาครีมกันแดดให้มากขึ้น

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การรับประทานที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่สำคัญ เน้นอาหารประเภทผักใบเขียวและผลไม้ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี อีและเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวพรรณคงความชุ่มชื้นสดใส เปล่งปลั่ง กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5-2 ลิตร

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายและช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยทำให้ร่างกายชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณให้นวลเนียน 

ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ เนียนใสและไร้ริ้วรอย 

 เลี่ยงพฤติกรรมหรือภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร 

  • การนอนดึก
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ภาวะเครียด
  • การล้างหรือขัดถูใบหน้าแรงๆ ทำให้เกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติเสียไป
  • การเช็ดหรือทำความสะอาดเครื่องสำอางไม่สะอาด
  • การสูบบุหรี่
  • การดื่มแอลกอฮอล์

ข้อสรุป

การแก้ปัญหาร่องแก้มมีหลายวิธี วิธีที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ การฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเติมเต็มร่องแก้ม ทำให้ริ้วรอยร่องแก้มและร่องลึกลดลง พร้อมกับยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย ให้ดูอ่อนกว่าวัย อีกทั้งยังเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เกิดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ที่สำคัญเห็นผลได้ทันทีหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม ควรฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และฟิลเลอร์ที่ใช้ต้องเป็นของแท้เท่านั้นจึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพตามต้องการ


รีวิวการปรับรูปหน้าด้วย ฟิลเลอร์
รีวิวฉีดฟิลเลอร์
รีวิวฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
เติมเต็มใบหน้าด้วยฟิลเลอร์

เอกสารอ้างอิง

  • Collins MN, et al. (2013). Hyaluronic acid based scaffolds for tissue engineering – A review.DOI:doi.org/10.1016/j.carbpol.2012.10.028
  • New non-surgical techniques for volume enhancement and loose skin help rejuvenate the aging face. (2010). aad.org/media/news-releases/new-non-surgical-techniques-for-volume-enhancement-and-loose-skin-help-rejuvenate-the-aging-face
  • Injectable fillers guide. (n.d.). americanboardcosmeticsurgery.org/procedure-learning-center/non-surgical/injectable-fillers-guide/
อายุเพิ่มขึ้น ใบหน้าหย่อนคล้อย

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หนึ่งในสาเหตุของใบหน้าหย่อนคล้อย?

เมื่ออายุมากขึ้นเคยสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ว่า สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าคุณตอนนี้มีลักษณะเหล่านี้หรือไม่ เช่น รอยย่นบนหน้าผาก หนังตาตก ร่องใต้ตาชัด มีร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก ไขมันเริ่มเคลื่อนตัวมากองอยู่บริเวณคางและเหนียงจนกรอบหน้าไม่ชัด เป็นต้น

วันนี้หมอจะอธิบายถึงสาเหตุของผิวหน้าและแก้มหย่อนคล้อย ว่าทำไมเมื่ออายุเราเยอะขึ้น ผิวหน้าจึงหย่อนยาน โดยเฉพาะแก้มหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร ลักษณะเป็นอย่างไร และวิธีแก้ปัญหาแก้มห้อยแก้มย้อยต้องทำอะไรบ้าง ไปทำความเข้าใจพร้อมกันในบทความนี้

พบแพทย์เพื่อตรวจประเมิณใบหน้า

แก้มย้อย แก้มห้อยแก้มหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร

ใบหน้าของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยปัญหาที่พบได้อย่างเด่นชัดไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย คือ ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ผิวหน้าเริ่มไม่กระชับ ทำให้กรอบหน้าไม่ชัดกลายเป็น U-Shape แก้มห้อยแก้มย้อยไปตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งหมอได้สรุปสาเหตุที่ทำให้แก้มหย่อนคล้อยไว้ดังนี้

กระดูกบางตัวลง

แก้มหย่อนคล้อยเกิดจากกระดูกใบหน้าบางลง เพราะกระดูกใบหน้าเป็นตัวกำหนดรูปหน้าของเรา แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น กระดูกใบหน้าจะเริ่มฝ่อและสลายไป ทำให้ขนาดกระดูกใบหน้าเล็กและบางลง จึงส่งผลให้เอ็นที่ทำหน้าที่ยึดกระดูกกับผิวหน้าไว้ (Facial Ligament) หย่อนยานไม่ตึงกระชับเหมือนเดิม ผิวหน้าที่เคยตึงกระชับ เพราะได้รับการดึงจากเส้นเอ็นก็ตกตามแรงโน้มถ่วง จนกลายเป็นแก้มห้อยแก้มย้อยในที่สุด

คอลลาเจนในชั้นผิวคลายตัว

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อยคงหนีไม่พ้น การเสื่อมสภาพลงของคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น กระบวนการผลิตคอลลาเจนจะทำได้น้อยลง อีกทั้งคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมก็เริ่มเสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลา ทำให้โครงสร้างผิวหน้าสูญเสียเส้นใยที่ช่วยตึงกระชับผิวและขาดความยืดหยุ่น จึงทำให้เกิดริ้วรอย ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย จนแก้มห้อยย้อย และเกิดร่องแก้มลึก 

ทั้งนี้ การเสื่อมสภาพของคอลลาเจนยังมีปัจจัยอื่นนอกจากอายุ นั่นคือ แสงแดด มลภาวะ ฝุ่นละออง ควันพิษ ความเครียด การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากใครที่ประสบกับปัจจัยเหล่านี้เป็นประจำก็อาจทำให้หน้าย่นก่อนวัยได้ โดยผลที่ตามมาของหน้าย่นก่อนวัย ก็คือ ผิวหน้าจะหย่อนยานและมีแก้มห้อยหย่อนคล้อยนั่นเอง

มีการเลื่อนตัวหรือเคลื่อนตัวของไขมันใต้ผิว

เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันใต้ชั้นผิวหนังบริเวณใบหน้าจะสลายหายไปบางส่วน จนกลายเป็นร่องแก้มลึก อีกทั้งไขมันที่เหลืออยู่ยังเคลื่อนตัวลงมาสะสมบริเวณด้านล่างของใบหน้า ทำให้รูปร่างโครงหน้ากลายเป็นตัว U มีแก้มห้อยหย่อนคล้อย จนส่งผลให้กรอบหน้าไม่ชัด

แบบไหนที่เรียกว่าแก้มหย่อนคล้อย

จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเริ่มมีแก้มหย่อนคล้อยแล้ว หมออยากให้ทุกคนลองสังเกตใบหน้าของตัวเองว่ามีสัญญาณดังต่อไปนี้หรือไม่ โดยดูตัวอย่างจากเคสนี้นะคะ

  1. โครงหน้าเริ่มเป็นรูปตัว U หรือ U-Shape จนทำให้กรอบหน้าบริเวณลำคอหายไป
  2. บริเวณแก้มส่วนบนจะเห็นเป็นร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย และเห็นร่องใต้ตาชัดเจน
  3. ผิวหน้าบริเวณแก้มส่วนล่างเริ่มหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ผิวโหนกแก้มห้อย 
  4. เกิดร่องแก้มลึกบริเวณกลีบจมูกและมุมปาก
  5. เกิดร่องน้ำหมาก บริเวณมุมปากลากยาวจนถึงคาง
  6. เห็นเหนียงชัดเจนขึ้น หรือมีเหนียงสองชั้น
ปัญหาใบหน้าที่หย่อนคล้อย

หากใครมีสัญญาณเหล่านี้ตามที่หมอบอกมา แสดงว่าใบหน้าของคุณมีแก้มหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นนั่นเอง ทว่าไม่ต้องกังวลไป หมอมีวิธีแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยและวิธีรักษาแก้มห้อยย้อยเหล่านี้ ซึ่งหมอจะอธิบายในหัวข้อถัดไป


วิธีการแก้ไขปัญหาการหย่อนคล้อยบนใบหน้า

หากใครที่ต้องการแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย โดยเฉพาะปัญหาแก้มห้อย หรือร่องแก้มลึก ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีทางการแพทย์ให้เราได้เลือกรักษา โดยหมอแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. การยกกระชับผิวหน้าแบบผ่าตัด คือ การผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาแก้มห้อยหย่อนคล้อย 

ด้วยการตัดแต่งกล้ามเนื้อและไขมันใต้ชั้นผิวหนังให้เคลื่อนตัวกลับไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม ข้อดีของวิธีนี้ คือ การทำให้หน้าเด็กลงทันทีภายใน 2 เดือนหลังการผ่าตัด และจะคงผลลัพธ์นานถึง 5 ปี แต่ข้อเสีย คือ ต้องนอนพักฟื้นและมีความเสี่ยงหลังผ่าตัด โดยบางรายอาจเกิดอาการบวมช้ำ หรือภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะเลือดคั่ง เส้นประสาทบาดเจ็บ เป็นต้น

  1. การยกกระชับหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด คือ 

การยกกระชับแก้มหย่อนคล้อยด้วยเข็มหรือการฉายคลื่นเลเซอร์ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ เป็นวิธีการทำให้หน้าเด็กลงโดยไม่ต้องพักฟื้นร่างกาย ซึ่งวิธียกกระชับหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัดจะช่วยเร่งร่างกายให้ฟื้นฟูตัวเองเร็วกว่าปกติ ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย

สำหรับวันนี้หมอขอแนะนำวิธีแก้ปัญหาแก้มหย่อนคล้อยแบบไม่ต้องผ่าตัดหลัก ๆ 2 วิธี ได้แก่ ‘การทำ HIFU’ และ ‘การร้อยไหม’ เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัย ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังไม่ต้องนอนพักฟื้น ซึ่งเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน โดยหมอจะเจาะลึกในทั้งสองวิธีนี้ในหัวข้อต่อไป

 


HIFU ช่วยรักษาความหย่อนคล้อยได้อย่างไร

HIFU หรือ High Intensity Focused Ultrasound เป็นวิธีรักษาปัญหาแก้มหย่อนคล้อยที่ใช้หลักการทำงานของคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ โดยหมอจะยิงคลื่นเสียงอัลตราซาวด์เข้าสู่ผิวหนังชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้า 

เมื่อคลื่นเสียงเข้าไปยังชั้นผิวหนังจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหนังบนใบหน้ามีเส้นใยเชื่อมโยงประสานกัน ส่งผลให้แก้มหย่อนคล้อยแลดูกระชับขึ้น ร่องแก้มลึกที่เคยมีก็ถูกยึดโยงให้สมานกัน ทำให้ร่องตื้นขึ้นและจางหายไปในที่สุด

ข้อดีของHIFU

ตามปกติแล้ว หมอจะแนะนำการทำ HIFU ให้แก่ผู้ที่ปัญหาแก้มห้อย แก้มหย่อนคล้อย ผิวหน้าไม่กระชับ มีร่องแก้มลึก และกรอบหน้าไม่ชัดเจน รวมถึงผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าด้วย โดยการทำ HIFU เพื่อยกกระชับหน้ามีข้อดีดังนี้

  1. ใช้เวลารักษาไม่นาน และเป็นวิธีการทำให้หน้าเด็กโดยไม่ต้องผ่าตัดและพักฟื้น
  2. ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เจ็บ ไม่บวม ไม่เกิดการอักเสบ ผิวหนังโดยรอบไม่ได้รับความเสียหายจากคลื่นอัลตราซาวด์
  3. แก้ไขปัญหาแก้มหย่อนคล้อยได้ตรงจุด เพราะเป็นเม็ดคลื่นที่เรียงต่อกัน ทำให้พลังงานคลื่นกระจายได้ทั่วบริเวณที่ต้องการรักษา
  4. เห็นผลทันที 20-30% ตั้งแต่ทำครั้งแรก และจะเห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเมื่อเวลาผ่านไป 1-2 เดือน ซึ่งผลลัพธ์นี้จะคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีเลยทีเดียว 
การทำ HIFU
รีวิวการทำยกกระชับใบหน้า
รีวิว HIFU

ร้อยไหมช่วยลดความหย่อนคล้อยได้อย่างไร

ร้อยไหม (Thread Lift) เป็นวิธียกกระชับแก้มห้อยหย่อนคล้อยด้วยการใช้ไหมละลายร้อยเข้าใต้ผิวหนัง โดยหมอจะสอดเส้นไหมบริเวณแก้ม แนวกราม หรือขากรรไกร เพื่อให้เงี่ยงของเส้นไหมช่วยยึดเนื้อเยื่อกับผิวหน้า ทำให้แก้มที่เคยหย่อนคล้อยกระชับและเข้ารูปหน้ามากขึ้น นอกจากนี้เงี่ยงไหมยังกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้ากระชับ เติมร่องแก้มลึกให้หายไป

ข้อดีของร้อยไหม

ส่วนใหญ่หมอจะแนะนำวิธีร้อยไหมให้แก่ผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย จากสาเหตุกระดูกบางตัวลงหรือไขมันเคลื่อนตัว และผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เป็น V-Shape ซึ่งข้อดีของการร้อยไหม ได้แก่

  1. เห็นผลลัพธ์ชัดเจนทันทีหลังทำ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นาน 1-3 ปี
  2. เป็นวิธีการทำให้หน้าเด็กโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นนาน สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
  3. มีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น รอยช้ำ รอยบวม หรือรอยแดงบริเวณที่สอดไหม เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ 
  4. แก้ปัญหาแก้มหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่ชัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเงี่ยงไหมสามารถยึดโยงเนื้อเยื่อผิวหน้าให้กระชับเข้ารูปได้พอ ๆ กับการผ่าตัดยกกระชับหน้า แต่มีปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
การร้อยไหมยกกระชับ
รีวิวการร้อยไหม
รีวิวการร้อยไหม ใบหน้าหย่อนคล้อย

วิธีการแก้ไขปัญหาหน้าหย่อนคล้อย ด้วยHIFU และ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร

แม้ว่า HIFU และ ร้อยไหม จะสามารถรักษาแก้มห้อยหย่อนคล้อยให้ดูกระชับขึ้นได้ทั้งคู่ แต่ทั้งสองมีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนี้

HIFU เหมาะสำหรับเคสที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย  โดยมีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน เลยต้องการกระตุ้นให้คอลลาเจนผลิตขึ้นใหม่ ดังนั้น HIFU จึงเหมาะกับคนอายุ 20-35 ปี สามารถปัญหาแก้มหย่อนคล้อยที่เคยมีจะกระชับขึ้น 20-30% หลังทำครั้งแรก และผลลัพธ์ปรากฏเต็มที่เมื่อผ่านไป 1-2 เดือน โดยผลลัพธ์นี้จะอยู่ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและพฤติกรรมการใช้ชีวิต 

ส่วนร้อยไหมจะเหมาะกับคนอายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะคนที่อายุมากจะมีปัญหาแก้มหย่อนคล้อยจากกระดูกที่บางตัวลง หรือไขมันที่เคลื่อนตัวลงมาสะสมบริเวณคาง ทำให้โครงหน้าเป็นรูปตัว U โดยการร้อยไหมสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ทันทีหลังทำ ซึ่งผลลัพธ์นั้นจะคงสภาพได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูตัวเองและพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน  


การรักษาปัญหาแก้มหย่อนคล้อยสามารถทำร่วมกับโปรแกรมอื่นเพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัยได้หรือไหม

นอกจากวิธีการรักษาแก้มห้อยหย่อนคล้อย ด้วยการทำ HIFU และร้อยไหมที่หมอพูดไปข้างต้นแล้ว ผู้รักษาสามารถใช้โปรแกรมกระชับหน้าอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ เพื่อโครงหน้าที่กระชับสวยเป็น V-Shape และแลดูอ่อนกว่าวัย ซึ่งหมอแนะนำ 2 วิธีเสริม ได้แก่

Botox ลดริ้วรอย และ Botox ลดกราม 

สำหรับคนที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน รูปหน้าเป็นตัว U แต่ต้องการทำให้หน้าเด็กเป็น V-Shape อีกทั้งยังมีริ้วรอยและร่องแก้มลึก สามารถฉีดโบท็อกลดกรามและโบท็อกริ้วรอยร่วมด้วยได้ 

หมอจะใช้โบท็อกลดกราม เพื่อช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อกรามและดึงผิวหน้าให้กระชับ ทำให้แก้มหย่อนคล้อยหายไป กรอบหน้าดูคมชัดมีมิติขึ้น ส่วนโบท็อกริ้วรอย หมอใช้ฉีดเพื่อตรึงกล้ามเนื้อผิวหน้าไม่ให้ขยับ ทำให้ไม่เกิดริ้วรอยหรือร่องแก้มลึกขึ้นอีก

ฟิลเลอร์

สำหรับใครที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากกระดูกหน้าบางหรือไขมันเคลื่อนตัว เมื่อร้อยไหมแล้ว ผู้รักษาสามารถฉีดฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มผิวหน้าที่เป็นร่องแก้มลึกหรือริ้วรอยให้ดูอิ่มฟูธรรมชาติได้ ซึ่งส่วนใหญ่หมอจะฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มบริเวณร่องใต้ตา ร่องปีกจมูก ร่องแก้ม และร่องมุมปากเพื่อให้ใบหน้าดูเต็มอิ่ม อีกทั้งยังฉีดเพื่อกระชับผิวหน้าให้เต่งตึงอ่อนเยาว์ด้วย


การดูแลหลังรักษาปัญหาแก้มหย่อนคล้อย

แม้การทำ HIFU และ ร้อยไหมจะสามารถแก้ปัญหาแก้มหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากผู้รักษาอยากให้ผลลัพธ์หลังจากทำ HIFU หรือ ร้อยไหมคงอยู่ไปนาน ๆ หมอแนะนำให้ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้

วิธีดูแลหลังทำ HIFU

HIFU เป็นวิธีรักษาแก้มหย่อนคล้อยด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ ซึ่งแม้จะไม่มีผลข้างเคียงแต่หมอแนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้

  1. ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง หลังทำ HIFU เพื่อป้องกันรังสี UV ทำลายคอลลาเจน
  2. หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้คอลลาเจนได้ฟื้นตัวและทำงานเต็มที่
  3. งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้คอลลาเจนที่กระตุ้นมาเสื่อมลงได้
  4. หลีกเลี่ยงการถูใบหน้าแรง ๆ เพื่อป้องกันคอลลาเจนสลายตัว

 วิธีดูแลหลังทำร้อยไหม

เนื่องจากการร้อยไหมเป็นหัตถการรักษาแก้มห้อยหย่อนคล้อยด้วยเข็ม จึงทำให้มีอาการบวมช้ำจากเข็มเล็กน้อย และเส้นไหมที่สอดเข้าใต้ผิวหนังก็อาจจะยังไม่เข้าที่เท่าไหร่นัก หมอเลยแนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหน้า โดยห้ามแกะ เกา หรือนวด บริเวณที่ร้อยไหม 2-3 วัน
  2. ห้ามทำเลเซอร์ อบซาวหน้า หรือหัตถการที่ให้ความร้อน หลังร้อยไหม 2 เดือน
  3. หากมีอาการปวดหลังร้อยไหม หมอจะให้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
  4. หลีกเลี่ยงการขยับใบหน้าแรง ๆ 3 วันหลังร้อยไหม เพื่อไม่ให้ไหมเคลื่อนตัวผิดรูป
  5. หากมีอาการผิดปกติ รู้สึกปวดหรือเจ็บมากบริเวณที่ร้อยไหม ควรพบแพทย์ทันที

ข้อสรุป

แก้มหย่อนคล้อยเป็นปัญหาที่คนอายุมากขึ้นทุกคนต้องเจอ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ โดยหมอแนะนำวิธีรักษาแก้มหย่อนคล้อยด้วยการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การทำ HIFU หรือร้อยไหม เป็นต้น เนื่องจากมีความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และไม่ต้องพักฟื้น

ทั้งนี้ หากใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทำ HIFU หรือ ร้อยไหม เพื่อแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก แก้มหย่อนคล้อย สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 เพื่อพูดคุยกับหมอได้โดยตรง ไม่เสียค่าใช้จ่าย


เอกสารอ้างอิง

Jennifer Huizen. (2018). How to get rid of jowls. Retrieve from https://www.medicalnewstoday.com/articles/320809 

Tim Jewell. (2017). Jowls: Why It Happens and What You Can Do. Retrieve from 

AHA กับ BHA แตกต่างกันอย่างไร

AHA กับ BHA แตกต่างกันอย่างไร ควรใช้อย่างไรให้เหมาะกับคนเป็นสิว

หมอเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับสารบำรุงผิวหน้าที่ชื่อ AHA BHA มาไม่มากก็น้อย แต่อาจจะไม่แน่ใจว่ามันคือสารอะไร แล้วสารทั้งสองชนิดนี้ช่วยในเรื่องอะไร ซึ่งหมอขอเกริ่นคร่าว ๆ ก่อนว่า ทั้ง AHA และBHA หน้าที่หลักคือ ตัวช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส เรียบเนียน รวมถึงช่วยป้องกันสิว และรักษาสิวอุดตันได้ 

อย่างไรก็ดี วันนี้หมอจะอธิบายถึง AHA และ BHA อย่างละเอียดว่าสารทั้งสองชนิดนี้คืออะไร เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ผลข้างเคียงหลังใช้เป็นอย่างไร รวมถึงคำแนะนำการเลือกใช้ AHA และ BHA ที่ถูกวิธี หากใครที่ต้องการรักษาสิว รักษารอย และดูแลผิวหน้าให้เรียบเนียนกระจ่างใส หมอหวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณได้


AHA และ BHA คืออะไร

AHA (Alpha Hydroxy Acid) และ BHA (Beta Hydroxy Acid) คือ สารประกอบมีฤทธิ์เป็นกรด ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เช่น โฟมล้างหน้า ครีมรักษาสิว หรือครีมลดเลือนริ้วรอย เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็น AHA BHA สารประกอบทั้งสองชนิดนี้ก็มีคุณสมบัติหลัก คือ ช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้มีค่า PH ที่เหมาะสม ช่วยรักษาสิว ฝ้า จุดด่างดำ และป้องกันสิว ตลอดจนกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว การสร้างคอลลาเจนให้เกิดเร็วขึ้น เป็นผลให้ผิวหน้าเรียบเนียน ไร้ริ้วรอย รวมถึงยังช่วยปรับผิวหน้าที่หมองคล้ำให้กลายเป็นผิวหน้ากระจ่างใสได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า AHA BHA จะเป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นกรด และออกฤทธิ์เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเหมือนกัน แต่สารประกอบทั้งสองนี้ก็มีคุณสมบัติและกระบวนการทำงานที่ช่วยแก้ไขปัญหาผิวหน้าของเราได้แตกต่างกัน ซึ่งหมอจะอธิบายในหัวข้อถัดไป


AHA และ BHA มีความแตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว หมอจะเลือกใช้ AHA หรือ BHA ทำทรีตเมนต์ให้แก่ผู้ที่ต้องการมีผิวหน้าเรียบเนียน กระจ่างใส หรือผู้ที่ต้องการรักษาสิว แต่ AHA BHA ก็มีคุณสมบัติปลีกย่อยและกระบวนการทำงานที่ต่างกันเล็กน้อย จึงทำให้เหมาะกับปัญหาสภาพผิวของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน หมอขอสรุปความแตกต่างไว้ดังนี้

AHA

สำหรับ AHA เป็นสารประกอบที่อยู่ในสารสกัดจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสารสกัดผลที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น กรดซิตริก (Citric Acid) จากผลไม้รสเปรี้ยว กรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) จากองุ่น กรดมาลิก (Malic Acid) จากแอปเปิ้ล กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) จากอ้อย หรือกรดแลคติก (Lactic Acid) จากนมเปรี้ยว เป็นต้น

การทำงานของ AHA จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก หรือชั้นผิวหนังกำพร้า ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วหลุดออกจากผิวหน้ากระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังด้วย ทำให้ช่วยลดเลือนริ้วรอย ส่งผลให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส  รอยด่างดำต่างๆ บนผิวหน้าจางลง 

BHA

ส่วน BHA เป็นสารประกอบกรดที่ได้จากสารสกัดเปลือกต้นหลิวจีน (Willow) ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบของผิวหน้า ทั้งนี้ BHA เป็นสารประกอบที่ละลายได้ดีในไขมัน ดังนั้น BHA จึงนำมาใช้ควบคุมความมัน ใช้เป็นสารประกอบที่ป้องกันสิวอุดตัน 

การทำงานของ BHA จะออกฤทธิ์คล้าย ๆ กับ AHA คือ กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว และสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยเช่นกัน เพียงแต่คุณสมบัติของ BHA สามารถละลายในน้ำมันได้ดี และสามารถลดอาการอักเสบบนผิวหนังได้ 

ความแตกต่างระหว่าง AHA และ BHA

AHA เหมาะกับผิวแบบใด และควรใช้อย่างไร

ดังที่หมอกล่าวไว้ในหัวข้อที่แล้วว่า AHA เหมาะกับการรักษารอยสิวและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เพื่อลดเลือนจุดด่างดำ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี ทำให้ AHA เหมาะกับบุคคลต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีผิวแห้ง
  2. ผู้ที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ
  3. ผู้ที่ผิวได้รับความเสียหายจากแสงแดด
  4. ผู้ที่มีจุดด่างดำ ฝ้า กระ รอยสิว และรอยแผลเป็นบนผิวหน้า
  5. ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง และมีริ้วรอยขนาดเล็ก

BHA เหมาะกับผิวแบบใด และควรใช้อย่างไร

สำหรับ BHA มีคุณสมบัติสลายตัวได้ดีในไขมันหรือน้ำมัน และยังสามารถช่วยลดการอักเสบได้ ดังนั้น ผิวหน้าที่เหมาะกับการใช้ BHA ได้แก่

  1. ผู้ที่มีผิวหน้ามัน
  2. ผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตัน 
  3. ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือผู้ที่มีผิวหน้าเป็นสิวง่าย
  4. ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง และริ้วรอยลึก

จะเห็นว่าทั้ง AHA และ BHA เหมาะกับสภาพผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้น หมอแนะนำว่าควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาผิวหน้า


AHA และ BHA มีคุณสมบัติช่วยอะไรบ้าง

คุณสมบัติของ AHA BHA คือ ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ปรับสภาพให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส ไร้สิว ฝ้า จุดด่างดำ รักษารอยสิว อีกทั้งยังช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี ทั้ง AHA และ BHA ก็จะมีคุณสมบัติปลีกย่อยที่ต่างกัน โดยหมอได้สรุปคุณสมบัติของ AHA BHA ไว้ดังนี้

AHA

เนื่องจากคุณสมบัติของ AHA จะลายลายดีในน้ำ ทำให้ซึมลงชั้นผิวหนังได้ไม่ลึกมาก แต่มีประสิทธิภาพในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย เนื่องจาก AHA กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ ทำให้สามารถซ่อมแซมผิวหนังที่เกิดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้
  • ช่วยผลัดเซลล์ผิว เนื่องจาก AHA มีประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส เพราะได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า เนื่องจาก AHA ที่ได้จากกรดมาลิกในแอปเปิล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า อีกทั้งยังปรับค่า PH บนผิวหน้าให้สมดุล จึงทำให้ผิวหน้าไม่แห้งกร้านจนเกินไป 
  • ช่วยป้องกันสิว AHA ช่วยปรับค่า PH บนผิวหน้าให้สมดุล โดยปรับให้อยู่ที่ประมาณ 4.5-5.5 ซึ่งเป็นค่าที่ผิวสุขภาพดีควรมี ทำให้ลดการเกิดสิวได้
  • ลดเลือนจุดด่างดำ เพราะ AHA ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป ทำให้ผิวหน้าที่เคยมีรอยสิวหรือจุดด่างดำดูจางลง ทั้งนี้ AHA ยังช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ด้วย จึงทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสและผิวหน้าเรียบเนียนอยู่เสมอ

BHA

สำหรับคุณสมบัติของ BHA จะละลายในไขมันหรือน้ำมันได้ดี จึงสามารถแทรกซึมลงไปยังรูขุมขนและต่อมไขมันได้ ซึ่งคุณสมบัติของ BHA มีดังนี้

  • ควบคุมความมันบนใบหน้า เนื่องจาก BHA ละลายได้ดีในไขมัน และสามารถซึมลึกลงไปยังรูขุมขนและต่อมไขมันได้ จึงสามารถควบคุมการหลั่งของน้ำมันบนผิวหน้า ทำให้ปัญหาหน้ามันลดลง
  • ลดอาการอักเสบบนผิวหน้า BHA จากสารสกัดเปลือกต้นหลิวจีน สามารถช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวยุบตัวเร็วขึ้นได้
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยลึก นอกจากช่วยผลัดเซลล์ผิวแล้ว BHA ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ ส่งผลให้ผิวหน้าได้ซ่อมแซมริ้วรอยความเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้น
  • ช่วยรักษาสิว เมื่อมีการผลัดเซลล์ผิว สิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนจะหลุดออกไป ทำให้ลดการสะสมของสิวหัวตัน ทั้งยังช่วยละลายหัวสิวอุดตัน ทำให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น
  • ทำความสะอาดรูขุมขนได้ดี เพราะ BHA แทรกซึมลงในรูขุมขนระดับลึก จึงกำจัดสิ่งอุดตันให้หลุดออกไปได้อย่างหมดจด ทำให้รูขุมขนสะอาดและป้องกันสิวอุดตันได้ดี
AHA และ BHA มีคุณสมบัติช่วยอะไรบ้าง

AHA และ BHA ใช้ด้วยกันได้ไหม

ตามปกติแล้ว หมอจะไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของ AHA BHA พร้อมกัน เนื่องจากทั้ง AHA และ BHA ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอกเหมือนกันและมีฤทธิ์เป็นกรด หากใช้พร้อมกัน จะทำให้ผิวหน้าแห้งจนเกินไป และเกิดการหลุดลอกได้ 

ดังนั้น ถ้าต้องการดูแลให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส ไปพร้อมกับการป้องกันสิว หรือรักษาสิวอุดตัน หมอแนะนำว่าควรใช้ AHA และ BHA สลับวันกัน หรือจะใช้ AHA ในตอนเช้า และใช้ BHA ก่อนนอนก็ได้ อย่างไรก็ตาม AHA BHA จะทำงานได้ดีในเวลากลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน

อย่างไรก็ดี บางเคสที่มีปัญหาผิวหน้ามันมากและเป็นสิวง่าย AHA BHA สามารถใช้ร่วมกันได้ ในกรณีที่แพทย์คำนวณปริมาณความเข้มข้นของทั้งสองชนิดมาแล้วว่า เหมาะสมกับปัญหาผิวหน้าของเคสนั้นๆ ดังนั้น การใช้ AHA ร่วมกับ BHA ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


ผลข้างเคียงของการใช้ AHA และ BHA 

การใช้ AHA BHA ในปริมาณที่เหมาะสม มักจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เพียงแต่สารประกอบทั้งสองชนิดมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หมอจึงแนะนำให้ใช้อย่างระมัดระวัง โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหากใช้ในปริมาณมาก หรือใช้ AHA ร่วมกับ BHA ในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม มีดังต่อไปนี้

  • หากใช้ทั้ง AHA BHA ในปริมาณมาก อาจทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและเกิดผื่นแดง ในกรณีร้ายแรงอาจทำให้ผิวหน้าหลุดลอกและเสียหายได้
  • การใช้ AHA อาจกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นเยอะกว่าเดิมได้ ซึ่งผลข้างเคียงนี้จะขึ้นอยู่กับอาการแพ้และสภาพผิวหน้าของแต่ละคน
  • การใช้ AHA และ BHA จะทำให้ผิวไวต่อแสง ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม หากใช้สารประกอบทั้งสองชนิดในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองและไหม้ได้

AHA และ BHA กับเปอร์เซนต์ความเข้มข้นที่ควรใช้

เนื่องจาก AHA BHA มีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้นหมอแนะนำให้เลือกใช้ความเข้มข้นในปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหาผิวหน้า โดยสูตรของทั้ง AHA และ BHA ในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงหน้ามีให้เราเลือกใช้หลากหลาย แต่โดยทั่วไปที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด มีดังนี้ 

  • ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มี AHA ความเข้มข้นไม่เกิน 10% เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองบนผิวหน้า  โดยอาจจะเริ่มต้นที่ 2% 5% ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องใช้ AHA ความเข้มข้นเกิน 10% เพื่อปรับสภาพผิวและรักษารอยสิว ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 
  • ส่วนการใช้ BHA บำรุงผิวหน้าและป้องกันสิว หมอแนะนำว่าไม่ควรมีความเข้มขึ้นเกินกว่า 3% เนื่องจากถ้าใช้ BHA ที่มีความเข้มข้นสูงติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผิวไวต่อแสงและเกิดการระคายเคืองและแสบไหม้ได้
  • ในกรณีที่ต้องการรักษาสิวอุดตันด้วยการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peel) จะใช้ BHA ความเข้มขั้นที่ 10-20% แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หมอไม่แนะนำให้ใช้ AHA BHA กับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกลุ่มสารบางชนิด เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเหมือนกัน อาจทำให้ผิวระคายเคือง แห้ง และหลุดลอกได้ ซึ่งกลุ่มสารที่ไม่ควรใช้กับ AHA และ BHA ได้แก่

  • เรตินอล (Retinol)
  • เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide)
  • อนุพัน์วิตามินดี (Calcipotriol)
  • แอลกอฮอล์
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีส่วนประกอบของสารเคมีรุนแรง หรือมีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิว 

BHA ความเข้มข้น 3% กับการผลัดเซลล์ผิวในคนที่เป็นสิวง่าย

สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายหรือเกิดสิวง่าย หมอแนะนำว่าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA ความเข้มข้น 3% เนื่องจาก BHA ที่ความเข้มข้น 3% จะมีค่า PH ที่เหมาะกับสภาพผิวแพ้ง่าย อ่อนโยน และเป็นมิตรต่อผิวหน้า แต่มีประสิทธิภาพที่ซึมลงไปยังรูขุมขนในระดับลึก ทำให้แก้ปัญหาหน้ามันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยสลายหัวสิวอุดตัน ทำให้สิวยุบตัวได้เร็ว BHA ความเข้มข้น 3% จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวอุดตัน นอกจากนี้ BHA ความเข้มข้น 3% ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ทำให้ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยแลดูจางลงด้วย

ส่วนใครที่ต้องการรักษาสิวและต้องการลดเลือนริ้วรอยด้วยการทำทรีตเมนต์ BHA ทางคลินิกของหมอ มีสูตรการรักษาสิวและปรับสีผิวหน้าให้สม่ำเสมอด้วย BHA ความเข้มข้น 3% ที่ครอบคลุมในเรื่องการรักษาสิว การป้องกันสิว การลดเลือนจุดด่างดำ และลดเลือนริ้วรอย ซึ่งหมอเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา

BHA ความเข้มข้น 3%

ข้อสรุป

AHA BHA เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นกรด นิยมใช้เพื่อรักษาสิว ปรับสภาพผิวหน้า และป้องกันสิว ผลลัพธ์ที่ได้จึงช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส ไร้ความหมองคล้ำ 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการทำทรีตเมนต์ด้วย AHA BHA หมอจะคำนวณความเข้มข้นที่เหมาะสมกับปัญหาผิวหน้าของเคสนั้นๆ และจะไม่ใช้ในปริมาณมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ระคายเคืองผิวได้ ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับใช้ AHA และ รักษาสิว สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 เพื่อพูดคุยกับหมอได้โดยตรง

อ่านรีวิวเคสรักษาสิวเพิ่มเติม คลิก


รีวิวการรักษาสิว
รีวิวรักษาสิว
เพิ่มเพื่อนไลน์
Rejuran รักษาหลุมสิว ผิวเรียบเนียน

Rejuran ผิวเรียบเนียน รักษาหลุมสิวด้วย polynucleotide  สร้างผิวฉ่ำเงาแบบสาวเกาหลี

ใครๆก็อยากมีผิวหน้าที่เรียบเนียน สุขภาพดี ฉ่ำวาวแบบสาวเกาหลี แต่ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเจอกับทั้งแสงแดด มลภาวะและความเครียด ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ อย่างรวดเร็ว หน้าดูโทรมแก่กว่าวัย แต่ในปัจจุบันเรามีนวัตกรรมที่เรียกว่า Polynucleotide หรือ Rejuran คือสารสกัดที่มาช่วยดูแลผิวหน้า ช่วยให้เรามีผิวเรียบเนียน มีความยืดหยุ่น ริ้วรอยลดเลือนลง ไปพร้อมกับช่วยกระชับรูขุมขนและยังช่วยรักษาหลุมสิวได้อีกด้วย 

Rejuran คืออะไร

Rejuran คือการดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการใช้สารสกัดเข้มข้นที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) ที่ได้จากดีเอ็นเอของปลาแซลมอนฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและไฮยารูลอนิกให้เพิ่มมากขึ้นทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับรูขุมขนให้เล็กลง ลดเลือนริ้วรอย และจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาเม็ดสีส่วนเกิน รวมถึงช่วยรักษาหลุมสิว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ดูแลผิวหน้าให้เรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่ง Polynucleotide (PN) มีความปลอดภัยสูงเพราะมีเป็นสารชีวโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับ DNA ของมนุษย์ จึงไม่ส่งผลกระทบกับภูมิคุ้มกันในร่างกาย

Rejuran คืออะไร

Polynucleotide คืออะไร

พอลินิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide) หรือกรดนิวคลิอิกเป็นดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอที่นอกจากจะทำหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแล้ว ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์โดยการสังเคราะห์โปรตีน โดยมีกลไกการทำงานต่อไปนี้

  • กระตุ้นให้มีการหลั่ง Growth Factor ทำให้ให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่นี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาสั้นๆในการฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้โดยใช้พลังงานน้อยมาก
  • ช่วยควบคุมการหลั่งสารไซโตไคม์ ส่งผลให้ลดการอักเสบของเซลล์ 
  • กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบการไหลเวียนในหลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดขนาดเล็กดีขึ้น การขับของเสียจากผิวหนังจึงดีขึ้นตามไปด้วย

แม้แต่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ยังมีการงานวิจัยว่า Polynucleotide ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว ช่วยลดการอักเสบของแผลและทำให้แผลให้เร็วขึ้น 


ลักษณะผิวที่เสื่อมสภาพตามวัย

ผิวช่วงวัยรุ่น 

วัยรุ่นเป็นวัยที่ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในร่างกาย โดยเฉพาะผิวหน้าในช่วงวัยรุ่นหลายๆคนมักมีปัญหาสิวอุดตัน สิวอักเสบจากฮอร์โมน สภาพผิวที่แตกต่างกันออกไปทั้งผิวมัน ผิวแห้งและผิวผสม

ผิวช่วงวัยอายุ 20 

แม้ว่าเพิ่งจะเป็นวัยที่เพิ่งผ่านช่วงวัยรุ่นและควรจะเป็นวัยที่มีคอลลาเจนในผิวมากที่สุด แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดด และมลภาวะต่างๆได้ รวมไปถึงการใช้ยาและสารเคมี การแต่งหน้าบ่อยๆก็เป็นอีกตัวการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ผิวมีปัญหาเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร เช่น มีริ้วรอย แห้งกร้าน มีจุดด่างดำมากขึ้น บอบบางแพ้ง่าย เป็นต้น

ผิวช่วงวัยอายุ 30 

เป็นช่วงวัยทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียด ทำให้การดูแลตัวเองไม่ดีพอ อีกทั้งเกราะป้องกันผิวเริ่มอ่อนแอไม่แข็งแรงเหมือนวัยสาว คอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวเริ่มเสื่อมสภาพ ความยืดหยุ่นลดลง ผิวหน้าจึงมักเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ผิวหน้าหมองคล้ำง่าย ผิวแห้งกร้าน เริ่มเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ มีริ้วรอย หรือรอยตีนกาได้ง่าย

ผิวช่วงวัยกลางคน อายุ 35-45 ขึ้นไป

ช่วงวัยกลางคนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ไม่ดูแลตัวเอง ซึ่งฮอร์โมนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทำให้ผิวหน้าเริ่มมีอายุ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ผิวดูหยาบกร้านไม่มีน้ำมีนวลเพราะความยืดหยุ่นลดลงจากคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลดลง ริ้วรอยเกิดง่ายหายยาก ริ้วรอยบนใบหน้าจึงเห็นได้ชัดและเริ่มเป็นร่องลึกอย่างเด่นชัด สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวเริ่มหมองคล้ำ ผิวไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เริ่มเกิดอาการแพ้ได้ง่าย 

ผิวช่วงวัยชรา 

เป็นปัญหาผิวที่เสื่อมสภาพลงตามอายุ เป็นวัยหมดประจำเดือน ความยืดหยุ่นในชั้นผิวแทบจะไม่มี ผิวจึงแห้งกร้าน ขาดน้ำ ไม่อิ่มฟู รูขุมขนฝ่อ มีจุดด่างดำและริ้วรอยตามอายุที่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นร่องลึกหายยาก ผิวหน้าหย่อนคล้อย ขาดความกระชับอีกด้วย 

ปัจจัยที่ทำให้ผิวดูมีอายุมากขึ้น

ผิวเสื่อมสภาพ เป็นปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงผิวที่ผิดปกติ ทำให้ผิวดูเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร มักจะเกิดขึ้นช่วงวัยกลางคน ที่ฮอร์โมนร่างกายเร่ิมมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม สาเหตุที่ทำให้ผิวดูมีอายุมากขึ้นสามารถแบ่งเป็นสองปัจจัยหลัก ได้แก่ 

ปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายใน (Intrinsic Aging) คือ การเปลี่ยนแปลงภายใน ได้แก่ พันธุกรรม อายุ ฮอร์โมน หรือความเครียด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กระบวนการทำงานของเซลล์ผิวลดลง รวมถึงการผลิตคอลลาเจนในชั้นผิวก็ลดลง ผิวจึงไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม เกิดริ้วรอยได้ง่าย 

ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอก (Extrinsic Aging) คือปัจจัยที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น รังสียูวี ฝุ่นควัน สารเคมี บุหรี่ แอลกอฮอล์หรือมลภาวะต่างๆ ทำให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร เกิดปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดความยืดหยุ่น เกิดความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีทำให้ผิวพรรณมีจุดด่างดำ ไม่น่าดู


Rejuran กับการแก้ปัญหาผิวเสื่อมสภาพ

Rejuran สามารถช่วยดูแลผิวหน้าและแก้ปัญหาผิวที่เสื่อมสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกลไกการทำงานของ Polynucleotide เมื่อฉีด Rejuran เข้าไปในชั้นผิวสามารถแก้ปัญหาผิวเสื่อมสภาพได้ดังต่อนี้ 

  • ผิวที่เสื่อมภาพมักขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยได้ง่าย มีงานวิจัยพบว่า Rejuran สามารถเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวแข็งแรง มีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและกระจ่างใสมากขึ้น ผิวพรรณจึงแลดูอ่อนเยาว์
  • Rejuran ทำให้คอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้และหนังกำพร้าหนาตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวที่เคยหยาบกร้าน มีปัญหารูขุมขนกว้าง กลับกลายมาเป็นผิวเรียบเนียนและรูขุมขนกระชับขึ้นภายใน 28 วันหลังฉีด Rejuran
  • Rejuran ช่วยแก้ปัญหาหลุมสิวที่รักษายากและริ้วรอยร่องลึกต่างๆ  ให้กลับมาดูตื้นขึ้นได้ภายใน 28 วันเนื่องจาก Rejuran จะเข้าไปฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และช่วยให้คอลลาเจนจัดเกิดการเรียงตัวใหม่ ทำให้ผิวหนาตัวขึ้นถึง 640 ไมครอน 

ผิวเสื่อมสภาพ คือผิวที่ขาดความยืดหยุ่น แห้งกร้าน มีริ้วรอย จุดด่างดำและรูขุมขนกว้าง ทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย อิดโรยไม่สดใส Rejuran จะตรงเข้าไปฟื้นฟูสภาพผิวและดูและผิวหน้าได้อย่างเร่งด่วน ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ช่วยกระชับรูขุมขน หลุมสิวตื้นขึ้น ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากฉีด Rejuran

ผิวแบบไหนที่ควรฟื้นฟูด้วยการฉีด rejuran

ด้วยประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว Rejuran จึงฟื้นฟูผิวหน้าได้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องทำศัลยกรรม เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวต่อไปนี้  

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวเสื่อมสภาพ ผิวหน้าไม่เต่งตึง มีริ้วรอย แห้งกร้าน มีจุดด่างดำ ต้องการเพิ่ม volumn ให้ผิวและลดเลือนริ้วรอยต่างๆ 
  • ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว หรือรอยแผลเป็น อยากให้รักษาหลุมสิวให้ตื้นขึ้น และรอยแผลเป็นดูจางลง
  • ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่เรียบเนียน ต้องการกระชับรูขุมขน เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส 
  • ผู้ที่ต้องการมีผิวที่ดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ หรือต้องการให้สภาพผิวหน้าดีขึ้นกว่าเดิม
  • ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย บอบบาง ต้องการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง
  • ผู้ที่มีผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ต้องการผิวหน้าอิ่มน้ำ มีความยืดหยุ่น
การฉีด Rejuran เหมาะสำหรับใคร

การฉีด rejuran เห็นผลเมื่อไหร่ กี่ครั้งจึงเห็นผล

Polynucleotide ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญใน Rejuran จะเร่งฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาแข็งแรง หลังจากฉีด Rejuran จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งแรกภายใน 28 วัน หรือ 4 สัปดาห์ แต่เพื่อการฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง ควรฉีดติดต่อกัน 3-4 ครั้งแรกทุกๆ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงทิ้งระยะเป็น 6-12 เดือนต่อครั้ง 


ระยะเวลาที่แนะนำในการฉีด Rejuran

Rejuran จะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ซึ่งจะค่อยๆเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 4-6 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและผลการรักษาที่มีประสิทธิสูงสุด แนะนำว่า 3-4 ครั้งแรกควรฉีดทุก 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถเว้นระยะการฉีดเป็น 3-6 เดือนต่อครั้ง 

การฉีด Rejuran ควรฉีดทุก 3 เดือน

ข้อแตกต่างระหว่าง rejuran สามารถทำควบคู่กับโปรแกรมอื่นได้หรือไม่ 

โดยหลักการแล้ว Rejuran จะช่วยรักษาและซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพตามอายุและผิวที่ถูกทำร้ายด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แต่เราสามารถฉีด Rejuran กับทรีตเมนท์อื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้นได้ การรักษาควบคู่กันกับทรีตเมนท์อื่นๆ ที่เหมาะสม เช่น skin booster, โบท็อกซ์หรือเลเซอร์ จะช่วยแก้ปัญหาเม็ดสีผิว, ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส, กระชับรูขุมขน, ทำให้ใบหน้าดูอิ่มฟู มี texture และมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น 

Skin Booster

ส่วนประกอบหลักของRejuran คือ โพลีนิวคลิโอไทด์ (Polynucleotide) ที่ช่วยดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวที่เสื่อมสภาพและมีปัญหา ลดอายุให้ผิว แต่สำหรับ Skin booster ส่วนประกอบหลักคือ กรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) ซึ่งมีจุดเด่นในการปรับสภาพผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อย่างยาวนาน เมื่อทำการรักษาทั้งสองโปรแกรม  เราจะได้ผิวหน้าที่แข็งแรง ยืดหยุ่น เรียบเนียน ไร้ริ้วรอย รูขุมขนกระชับ พร้อมไปกับผิวหน้าที่ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน คงความอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

Botox

โบท็อกซ์ มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งจากการขยับใบหน้าหรือแสดงอารมณ์ เมื่อฉีดโบท็อกซ์ควบคู่ไปกับการฉีด Rejuran ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยจากการเสื่อมสภาพของผิวตามอายุหรือผิวที่ได้รับความเสียหายจากแสงแดดและมลภาวะ ก็ช่วยเสริมประสิทธ์ภาพซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ ไร้ริ้วรอยต่างๆ มากวนใจ

laser

เราสามารถฉีด Rejuran ควบคู่ไปกับการยิงเลเซอร์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้าง collagen ในชั้นผิว และมีจุดเด่นในเรื่องของการกระชับรูขุมขน และลดเลือนจุดด่างดำและแก้ปัญหาสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้อย่างรวดเร็ว  เช่น Q switched laser เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา และให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 


การรักษาหลุมสิวด้วย rejuran

Polynucleotide ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลัก Rejuran จะตรงเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เกิดการจัดเรียงตัวของชั้นคอลลาเจนใหม่ และสร้างชั้นผิวขึ้นมาใหม่ด้วยร่างกายของเราเอง ทำให้ผิวหนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ ผิวที่ขรุขระหรือมีหลุมสิวจึงตื้นขึ้น และยังมีความยืดหยุ่น เรียบเนียน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ 


การปฏิบัติตัวหลังฉีด REJURAN

หลังจากการฉีด Rejuran คนไข้สามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยทั่วไปอาจจะมีรอยแดงรอยนูน หรือรอยเข็มเล็กๆ ซึ่งโดยปกติจะค่อยๆหายไปภายใน 1-3 วัน แต่หากมีอาการข้างเคียงรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์หลังการรักษาทันที 


ข้อสรุป

Rejuran เป็นอีกหนึ่งวิธีการดูแลผิวหน้าและฟื้นฟูสภาพผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเรียบเนียน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตามเราควรจะเลือกรับบริการกับคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและได้ยาของแท้ที่มีการรับรองอย่างถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุดและผลลัพธ์เป็นไปตามความต้องการ 


เอกสารอ้างอิง

  1. Chang Sik Pak, Jongho Lee. A Phase III, Randomized, Double-Blind, Matched-Pairs, Active-Controlled Clinical Trial and Preclinical Animal Study to Compare the Durability, Efficacy and Safety between Polynucleotide Filler and Hyaluronic Acid Filler in the Correction of Crow’s Feet: A New Concept of Regenerative Filler, J Korean Med Sci 2014, S201-209
  2. Kiwi Young Park, Jon Seok. Long-chain polynucleotide filler for skin rejuvenation: efficacy and complications in five patients.,Dermatologic Therapy 2015

Meso fat ลดต้นขา วิธีช่วยให้ขาเล็ก ลดขาเบียด 

ต้นขาใหญ่ ขาเบียดเพราะไขมันส่วนเกิน จะจับตรงไหนก็เห็นเป็นผิวเปลือกส้ม ออกกำลังกายเท่าไหร่ ไขมันก็ยังเกาะหนึบไม่หายไป หมอมีวิธีการลดต้นขาด้วยเข็ม ไม่ต้องพักฟื้น นั่นคือการฉีด Meso Fat ลดต้นขา ซึ่งเป็นวิธีสลายไขมันบริเวณต้นขาด้วยการฉีดสารสกัดจากธรรมชาติเข้าสู่ผิวหนัง 

Meso Fat ลดต้นขาคืออะไร  Meso Fat ลดต้นขาได้อย่างไร ข้อดีข้อเสียของการฉีด Meso Fat มีอะไรบ้าง ข้อควรระวังก่อนฉีด รวมถึงเลือกฉีด Meso Fat ลดต้นขาที่ไหนดี ราคาเท่าไหร่ หมอจะอธิบายให้คลายความสงสัยกันได้จากบทความนี้


Meso Fat ลดต้นขา คืออะไร

Meso fat ลดต้นขา คือ การใช้สารสกัดธรรมชาติและตัวยาบางชนิดที่ออกฤทธิ์สลายก้อนไขมันที่เกาะตัวแน่นโดยใช้วิธีฉีดสลายไขมันบริเวณต้นขาและน่อง เพื่อกระชับสัดส่วน กำจัดไขมันส่วนเกิน และแก้ปัญหาเรื่องเซลลูไลต์ 

สารสกัดและตัวยาเหล่านี้ หมอจะใช้วิธีฉีดลงไปยังใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อออกฤทธิ์ให้ไขมันแตกตัว กระตุ้นการเกิดเมตาบอลิซึมย่อยสลายเซลล์ไขมัน ทำให้ร่างกายสามารถดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้การสะสมไขมันบริเวณต้นขาลดลง ต้นขาหรือน่องดูเรียวเล็กสมสัดส่วน ทั้งยังทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดกระชับขึ้นด้วย

การฉีด Meso Fat ลดต้นขา        หมอแนะนำสำหรับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินลดยาก ไม่สามารถลดไขมันต้นขาได้แม้ว่าจะออกกำลังกายอย่างหนัก รวมถึงผู้ที่ต้องการกระชับต้นขาหรือน่องด้วยวิธีเร่งด่วนและปลอดภัย  โดยผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปสามารถเข้ารับการฉีด Meso Fat ลดต้นขาได้ทุกเพศทุกวัย


ข้อดีและข้อเสียของ Meso Fat ลดต้นขา

เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะฉีด Meso Fat ลดต้นขาดีหรือไม่ เราควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของการฉีด Meso Fat ลดต้นขาก่อน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

 ข้อดีของ Meso fat ลดต้นขา

การเลือกฉีด Meso Fat ลดต้นขา เพื่อกระชับต้นขาและกำจัดเซลลูไลต์ มีข้อดีดังนี้

  • หลังฉีดมีผลข้างเคียงและความเสี่ยงน้อย เมื่อเทียบกับการสลายไขมันต้นขาด้วยวิธีอื่น
  • ใช้เวลาฉีดเมโสแฟตลดต้นขาเพียง 15-20 นาที และไม่ต้องพักฟื้น
  • มีอาการบวมช้ำ เนื่องจากรอยเข็มและมีอาการบวมยาเพียงเล็กน้อย 

โดยอาการบวมเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 30-60 นาที

  • เป็นวิธีลดไขมันต้นขาโดยไม่ต้องผ่าตัด เนื่องจากไขมันที่ถูกกระตุ้นให้แตกตัว 

จะสลายและถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของเสีย เช่น เหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

  • ไขมันจะลดลง 10-20% หลังฉีดเมโสแฟตลดต้นขาในครั้งแรก อีกทั้งต้นขายังกระชับขึ้นใน 1-2 

สัปดาห์หลังฉีด และไขมันสะสมจะลดลง 50-80% เมื่อฉีด Meso Fat ลดต้นขา อย่างต่อเนื่องจนครบคอร์ส

 ข้อเสียของ Meso Fat ลดต้นขา

นอกจากข้อดีแล้ว การฉีดเมโสแฟตลดต้นขายังมีข้อเสียเล็กน้อย ที่อาจไม่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลดไขมันต้นขาบางราย ได้แก่

  • การฉีดเมโสแฟตลดต้นขาต้องฉีดซ้ำหลายครั้งถึงจะเห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งทั่วไปจะฉีด 4-5 

ครั้งต่อคอร์ส

  • มีโอกาสเกิดอาการแพ้บริเวณผิวหนัง หากผู้ฉีดแพ้สารสกัดธรรมชาติบางตัว หรือยาบางชนิด ทั้งนี้ 

ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจฉีด เพื่อหลีกเลี่ยงตัวยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้

  • เป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหากต้องการให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน 

จะต้องฉีดเมโสแฟตลดต้นขาในปริมาณมากและหลายครั้งกว่าปกติ ซึ่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง


ข้อควรระวังของ Meso Fat ลดต้นขา

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะฉีดเมโสแฟตลดต้นขา เราควรรู้ข้อปฏิบัติหรือข้อควรระวังก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อความปลอดภัย และให้การฉีดสลายไขมันต้นขาได้ผลลัพธ์ที่ดีมีประสิทธิภาพ โดยข้อควรระวังของ Meso Fat ลดต้นขา มีดังนี้

  • งดยากลุ่มแอสไพริน NSAIDs และ Dipyridamole ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดต้นขา 48 ชั่วโมง
  • ผู้มีโรคประจำตัว หรือกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดต้นขา
  • ผู้ที่ไม่ควรฉีด Meso Fat ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคดังต่อไปนี้ 
  • โรคระบบหลอดเลือดในสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นต้น 
  • โรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ
  • โรคหัวใจที่ได้รับประทานยาเป็นจำนวนมาก
  • กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่มีอาการติดเชื้อ หรือติดเชื้อได้ง่าย
  • ห้ามฉีดเมโสแฟตลดต้นขาที่ผสมตัวยาสเตียรอยด์และยาสลายฟิลเลอร์โดยเด็ดขาด 

เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่รับรองยาสองตัวนี้ เนื่องจากอาจเกิดอันตรายหากได้รับในปริมาณมาก


ฉีดเมโสแฟตลดต้นขา ออกกำลังกายร่วมด้วยได้ไหม

เพื่อให้ประสิทธิภาพของการฉีดเมโสแฟตลดต้นขาดียิ่งขึ้น หมอแนะนำให้ออกกำลังกายร่วมด้วยจะเป็นผลดีอย่างมาก โดยหลังฉีดสามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ เช่น การเต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ วิ่ง Jogging เป็นต้น ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยให้การสลายไขมันต้นขามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน รวมถึงช่วยสร้างกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาให้แข็งแรง

อย่างไรก็ดี หากใครไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่อยากมีกล้ามเนื้อต้นขา หมอมีทางเลือกที่ได้ผลเร็วและปลอดภัยมาเสนอ นั่นคือ การฉีดเมโสแฟตลดต้นขาเพื่อสลายไขมัน ทว่าก็ใช้วิธี HI-EMT สร้างกล้ามเนื้อต้นขาไปพร้อมกันด้วย ซึ่ง HI-EMT เป็นวิธีสร้างกล้ามเนื้อและสลายไขมันต้นขาด้วยการยิงคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวต่อเนื่องกันหลายครั้ง ทำให้เกิดเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและมีขนาดใหญ่กว่าเดิม อีกทั้งยังกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันให้ทำงานหนักขึ้น จึงเป็นผลให้ไขมันที่สะสมบริเวณต้นขาลดลง นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกลดต้นขาที่สามารถทำควบคู่ไปกับการฉีดเมโสแฟตลดต้นขาได้อย่างปลอดภัยและเห็นผลเร็ว

ฉีดเมโสแฟตลดต้นขาเหมาะกับใคร มีกี่สูตร

การฉีดเมโสแฟตเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาต้นขาใหญ่ ลดยาก ออกกำลังกายแล้วก็ยังไม่เห็นผล ตลอดจนไม่อยากเจ็บตัวจากการดูดไขมัน ซึ่ง Meso fat ของทางคลินิก หมอจะพิจารณาเลือกใช้ 2 สูตร ได้แก่

  • Meso Fat สูตรปกติ จะช่วยลดไขมันเฉพาะส่วนด้วยวิธีที่ปลอดภัย โดยสำหรับสูตรนี้จะเห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาประมาณ 14 วัน
  • Meso Fat สูตร Slimfast ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจน ไม่ต้องพักฟื้น และสลายไขมันตามจุดต่างๆ ได้อย่างตรงจุด อีกทั้งผลลัพธ์ของ Meso fat จะเห็นผลไวภายใน 3-7 วัน 

ทั้งนี้ คนไข้สามารถเลือกสูตรการฉีดได้ตามความสนใจและความเหมาะสมของตนเอง โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสูตรที่ฉีด หรือหากใครที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ อาจจะลองปรึกษาหมอ เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เช่นกันเพื่อเลือกสูตรให้เหมาะสมกับขนาดไขมันและความต้องการของคนไข้


ฉีดเมโสแฟตลดต้นขา ควรลดอาหารประเภทใดบ้าง

หากอยากให้การฉีดเมโสแฟตลดต้นขาเห็นผลเร็ว หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่มีผลในการเพิ่มการสะสมของไขมันส่วนเกินควบคู่ไปด้วย ได้แก่

  • อาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ขนมหวาน น้ำหวาน แกงกะทิ เป็นต้น เนื่องจากอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดต้นขาใหญ่ ขาเบียด และเซลลูไลต์ ซึ่งหากกลับมารับประทานอาหารประเภทนี้ในปริมาณมากและต่อเนื่อง จะส่งผลให้ไขมันต้นขาสะสมขึ้นมาอีก ดังนั้นหากอยากฉีดเมโสแฟตลดต้นขาให้ได้ผลควรงดอาหารดังกล่าว
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ สองอย่างนี้เป็นตัวการที่ทำให้ไขมันและปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วย ส่งผลให้อ้วนลงขาลงพุงได้

นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่ควรรับประทานร่วมกับการฉีดเมโสแฟตลดต้นขา เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • อาหารประเภทโปรตีนที่ให้ไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา ไข่ ถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งอาหารประเภทนี้จะช่วยกระตุ้นการเผลาผลาญไขมัน อีกทั้งยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
  • อาหารประเภทผัก ผลไม้ ที่มีน้ำตาลไม่สูง เช่น ผักใบเขียว ฝรั่ง แตงโม ชมพู่  เป็นต้น ทั้งนี้ ไฟเบอร์สูงในผักใบเขียวจะช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย ซึ่งเป็นผลดี เพราะไขมันที่แตกตัวจากการฉีดเมโสแฟตลดต้นขาจะถูกขับออกมาจากร่างกาย ทั้งผัก ผลไม้ยังทำให้อิ่มท้องได้นาน ลดอาการหิวบ่อยได้อีกด้วย

ข้อสรุป

การฉีด Meso Fat ลดต้นขา ลดต้นขา  เป็นวิธีการสลายไขมันต้นขาและน่องที่ปลอดภัย เห็นผลเร็ว และไม่ต้องพักฟื้น ทั้งนี้ ทุกเคสหมอจะประเมินผลการรักษาโดยพิจารณาจาก ส่วนสูง น้ำหนัก สัดส่วนและปริมาณไขมัน และค่า BMI รวมไปถึงพฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อย่างละเอียด  เพื่อให้การรักษาในแต่ละเคสได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งหากใครอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Meso Fat ลดต้นขาเพิ่มเติม สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 เพื่อพูดคุยกับหมอถึงขั้นตอนการรักษาที่เหมาะสมกับตัวคุณได้เลยค่ะ