สลายไขมันหน้าท้อง เปลี่ยนพุงชั้น เป็นพุงกระชับ ลดหน้าท้องให้แบนราบ

พุงยื่นหย่อนคล้อยเพราะไขมันสะสม สาเหตุมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจละเลยจนกลายเป็นปัญหา วันนี้หมอจึงอยากอธิบายถึงนวัตกรรมเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อง วิธีการลดไขมันหน้าท้องที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีพุงลดยาก

หลายคนคงสงสัยว่าเมโสแฟตพุงคืออะไร เมโสแฟตลดพุงอันตรายหรือไม่ ฉีดเมโสแฟตพุง เหมาะกับใครบ้าง ข้อควรระวังและการดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสแฟตลดพุง และฉีดเมโสแฟตหน้าท้อง ราคาเท่าไหร่ ซึ่งหมอมีคำตอบให้ในบทความนี้


 สาเหตุการเกิดไขมันสะสมหน้าท้อง 

ไขมันหน้าท้อง หรือไขมันสะสมหน้าท้อง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ ไปจนปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  • กรรมพันธุ์จากคนในครอบครัวจะทำให้มีโอกาสที่ไขมันสะสมอยู่บริเวณหน้าท้องเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงต้องควบคุมการกินพร้อมทั้งออกกำลังกาย
  • ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเพศหญิงที่เข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนจะลดลง ระบบเผาผลาญต่ำ ทำให้เกิดไขมันหน้าท้องได้
  • ความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลทำให้เราอยากกินน้ำตาลหรืออาหารหวานมากขึ้น
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกิดไขมันหน้าท้องได้ง่ายๆ เนื่องจากร่างกายและฮอร์โมนไม่สมดุลและไม่คงที่
  • ดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มน้ำตาลสูง เนื่องจากน้ำตาลเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่เต็มที่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็มีแคลอรีสูงเกินความจำเป็น
  • การกินขนบขบเคี้ยวมากเกินไป ไม่ว่าจะกินขนมปัง เค้ก คุกกี้ ของกินเล่นต่างๆ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีทั้งน้ำตาล แป้ง และโซเดียม ซึ่งจะทำให้เกิดไขมันสะสม และบวมน้ำได้


 ฉีดสลายไขมันหน้าท้อง คืออะไร

เมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อง คือ นวัตกรรมการลดไขมันหน้าท้องเฉพาะจุดแบบเร่งด่วน โดยหมอจะฉีดสารสกัดจากธรรมชาติและตัวยาต่าง ๆ ที่ออกฤทธิ์สลายไขมันเข้าสู่ชั้นผิวหนังหน้าท้อง ซึ่งสารสกัดและตัวยาเหล่านี้จะเข้าไปทำให้เซลล์ผนังไขมันแตกตัว ส่งผลให้ไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนสลายตัวออกมา และถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของเสียทางร่างกาย

ทั้งนี้ สารสกัดและตัวยาบางชนิดยังเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานและดึงไขมันออกมาใช้ได้มากขึ้น ทำให้ลดการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง รวมถึงช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวบริเวณที่ฉีด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ส่งผลให้หน้าท้องกระชับ ไม่เป็นห่วงหรือเป็นชั้น และไม่เกิดเซลลูไลต์ ซึ่งสารสกัดและตัวยาที่หมอนิยมใช้สำหรับฉีดเมโสแฟตหน้าท้อง สลายไขมันหน้าท้อง ได้แก่ 

  • Phosphatidylcholine
  • Deoxycholate
  • L-carnitine
  • Vitamin B complex 
  • Amino acids
  • Minerals
  • Cynara
  • Organic silicon

อย่างไรก็ตาม เมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อง มีหลากหลายสูตรให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับปัญหาไขมันหน้าท้องของแต่ละคน รวมถึงสภาพร่างกายที่เหมาะสมกับตัวยานั้น ๆ ด้วย ซึ่งการฉีดลดหน้าท้องในแต่ละสูตรจะต้องได้รับคำแนะนำและอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


 ฉีดสลายไขมันหน้าท้องร่วมกับการลดน้ำหนักได้ไหม ?

การฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้องร่วมกับการลดน้ำหนักได้ไหม กลายเป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัย ซึ่งหมอขอตอบว่าสามารถทำได้และมีผลดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เนื่องจากจะมีส่วนในการสลายไขมันเดิม เพิ่มกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อกระชับ 

ดังนั้น หมอจึงอยากแนะนำให้ฉีดลดพุง ควบคู่กับการออกกำลังกายและคุมอาหารก็จะสามารถลดระยะเวลาในการสลายไขมันหน้าท้องได้เร็วขึ้น 2-3 เท่า


 ฉีดสลายไขมันหน้าท้อง ทำคู่กับการสลายไขมันวิธีอื่น

นอกจากการลดน้ำหนักในรูปแบบของการออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว หมอแนะนำให้ฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้องควบคู่กับการสลายไขมันวิธีดังต่อไปนี้ ก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

 การทำไฮ่ฟู (HIFU)

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) หรือไฮ่ฟู เป็นเทคโนโลยีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นในการทำลายเนื้อเยื่อผิวชั้นลึก ส่งผลให้ผิวชั้นนั้นหดตัว และมีการสร้างคอลาเจนชึ้นมาใหม่ ผิวหน้าเต่งตึง ช่วยยกกระชับบริเวณใบหน้า คอ เหนียง แขน ตลอดจนส่วนอื่นๆ  โดยเฉพาะการทำบริเวณหน้าท้อง เอว และสะโพก 

การทำHIFUสลายไขมันหน้าท้อง

 การทำ HI-EMT

High Intensity Focused Electromagnetic หรือ HI-EMT คือ การใช้เทคโนโลยีการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในชั้นกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ เพื่อลดระดับไขมันหน้าท้อง กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานจนเกิดความกระชับมากยิ่งขึ้น วิธีนี้จะช่วยเผาผลาญไขมันสะสมและทำให้หน้าท้องกระชับกว่าการออกกำลังกาย วิดพื้น หรือสควอทอีกด้วย

การทำHIFEMสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง

 การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟต และหลังฉีดเมโสแฟต

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้องจะปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อย แต่หมอแนะนำว่าต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติก่อนและหลังฉีด เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและลดคามเสี่ยงของอาการต่างๆ 

 ข้อปฎิบัติก่อนฉีดเมโสแฟต

สำหรับการปฏิบัติตัวก่อนฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อง เพื่อลดความเสี่ยงและได้ผลลัพธ์หลังการฉีดที่มีประสิทธิภาพ มีดังต่อไปนี้

  • งดกลุ่มยาแก้ปวด แอสไพริน NSAIDs และ Dipyridamole ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดพุง 48 ชั่วโมง
  • งดรับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย เป็นต้น ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดพุง 1 สัปดาห์
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดพุง 24 ชั่วโมง
  • ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการแพ้ต่าง ๆ ก่อนเข้ารับการฉีด เพื่อให้แพทย์พิจารณาการใช้สารสกัดและตัวยาอย่างเหมาะสม

 ข้อปฎิบัติหลังการฉีดเมโสแฟต

นอกจากนี้ เมื่อฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้องแล้ว หมอแนะนำว่าให้ดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย ดังนี้

  • ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ต่อเนื่อง 14 วัน เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย
  • งดนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด 
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งหมอแนะนำว่าควรนอนให้ถึงวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่
  • งดของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล และอาหารที่มีโซเดียมสูง 
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะกระชับกล้ามเนื้อและลดไขมันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น 

 ใครที่เหมาะกับการฉีดสลายไขมันหน้าท้อง

วิธีลดหน้าท้องด้วยการฉีดเมโสแฟตลดไขมันหน้าท้อง หมอจะฉีดให้แก่ผู้ที่ต้องการลดไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง กำจัดจัดเซลลูไลต์ และต้องการเปลี่ยนพุงชั้นให้กลายเป็นพุงกระชับ ซึ่งทั้งชายและหญิงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปสามารถเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดไขมันหน้าท้องได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินไขมันหน้าท้อง

การฉีดสลายไขมันหน้าท้อง

 ใครที่ไม่เหมาะกับการฉีดสลายไขมันหน้าท้อง

อย่างไรก็ตาม วิธีฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันหน้าท้องจำนวนมาก เพราะต้องใช้เวลารักษาหลายครั้งจึงจะเห็นผล ซึ่งสิ่งที่ตามมา คือ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นโดยใช่เหตุ ดังนั้นหมอจึงแนะนำว่า ถ้าอยากลดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องจำนวนมาก ควรลดด้วยหัตถการวิธีอื่น เช่น การทำเลเซอร์สลายไขมันหน้าท้อง การทำ HIFM ลดพุง หรือการทำ HIFU ลดไขมันหน้าท้อง เป็นต้น เพราะวิธีดังกล่าวจะช่วยลดไขมันหน้าท้องที่มีจำนวนมากได้รวดเร็วและเห็นผลดีกว่า

นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์ เป็นเบาหวาน มีภาวะลิ่มเลือด ระบบหลอดเลือดผิดปกติ มะเร็ง หรือหัวใจไม่ควรฉีดสลายไขมันหน้าท้อง


 ฉีดสลายไขมันหน้าท้องเห็นผลเมื่อไหร่ ควรทำกี่ครั้ง

คำถามยอดนิยมที่หมอพบบ่อยๆ คือ ควรฉีดสลายไขมันหน้าท้องกี่เข็มถึงเห็นผล คำตอบคือ ควรฉีดเมโสแฟตลดไขมันหน้าท้อง 4-5 ครั้ง โดยทั่วไปหมอจะฉีดห่างกันครั้งละ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้จำนวนครั้งยังขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันหน้าท้องของแต่ละคน ซึ่งหมอจะเป็นคนพิจารณาตามความเหมาะสม


 ฉีดสลายไขมันหน้าท้องมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

การฉีดเมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้องหลายๆ คนอาจจะกลัวอันตราย แต่หมอขอตอบเลยว่าไม่มีอันตราย แต่ในบางรายจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ซึ่งหมอยืนยันว่าไม่มีผลข้างเคียงใดที่ร้ายแรง โดยส่วนใหญ่มีอาการดังนี้

  • บวมช้ำจากรอยเข็ม หรืออาการบวมยา ซึ่งจะหายไปเองภายใน 30-60 นาที
  • มีอาการแพ้
  • ผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารมีสีเปลี่ยนแปลงไป
  • เกิดแผลเป็นบริเวณที่ฉีดสารเข้าไป
  • อาการติดเชื้อ กรณีขั้นตอนการฉีดไม่สะอาดและปลอดภัยมากพอ 

 ข้อดี – ข้อเสียการฉีดฉีดสลายไขมันหน้าท้องมีอะไรบ้าง

โดยข้อดีของเมโสแฟตหน้าท้อง สลายไขมันหน้าท้อง  มีดังนี้

  • ใช้เวลารักษาไม่นานและไม่ต้องพักฟื้น
  • เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลดไขมันหน้าท้อง หรือกำจัดพุงยื่น แต่ไม่อยากผ่าตัด
  • แก้ปัญหาไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องได้ตรงจุด และเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
  • มีความปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อย เมื่อเทียบกับวิธีดูดไขมัน
  • ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย เพราะเมื่อไขมันหน้าท้องสลายตัว สารสกัดและตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะถูกขับออกมาในรูปแบบของเสียพร้อมกับไขมันด้วย

ส่วนข้อเสียของการฉีดลดพุง คือ อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดยา และอาจจะเกิดรอยแผลเป็น หรือรอยฟกช้ำ และไม่สามารถเห็นผลได้ทันที นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังยาฉีดสลายไขมันที่ไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศไทย และยังไม่มีผลวิจัยใด ๆ รองรับ ทางที่ควรปรึกษาหมอที่ไว้ใจได้และเลือกคลิกนิกที่มีมาตรฐาน

รีวิวการสลายไขมันหน้าท้อง
รีวิวโปรแกรมสลายไขมันหน้าท้อง

 ข้อสรุป

เมโสแฟตสลายไขมันหน้าท้อง คือ วิธีสลายไขมันหน้าท้องแบบเร่งด่วนและปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ที่มีพุงลดยากและไม่อยากผ่าตัด หากตัดสินใจจะฉีดลดพุง หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตัวคุณ เพราะทุกเคสหมอจะพิจารณาอย่างละเอียดจากส่วนสูง น้ำหนัก สัดส่วน ค่า BMI และปริมาณไขมัน ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคคลที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามหมอได้ที่ไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 ไม่มีค่าใช้จ่าย


เอกสารอ้างอิง

S Jayasinghe, T Guillot, L Bissoon, F Greenway. (2013). Mesotherapy for local fat reduction. 

Retrieve from https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23800269/ 

วิธีลดแก้มลดเหนียง ปรับหน้ากลมเป็นหน้าเรียว

หน้ากลม รูปหน้าไม่ชัด มีเหนียงเป็นชั้นเพราะไขมันสะสมบริเวณหน้า เริ่มลดไขมันด้วยวิธีออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารก็ไม่ได้ผล สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ใครหลายคนกำลังพบเจออยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ หมอมีวิธีลดแก้มลดเหนียงและวิธีทำให้หน้าเรียวด้วยเมโสแฟตมาแนะนำ

หากใครอยากรู้ว่า เมโสแฟตคืออะไร ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ไขมันสะสมกลายเป็นเหนียง วิธีลดไขมันแก้มมีอะไรบ้าง ต้องปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดเมโสแฟตอย่างไร จะเป็นอันตรายไหม ฉีดเมโสแฟตเหมาะกับใครบ้าง และสารพัดคำถามอื่นๆ ที่เป็นข้อสงสัย หมอมีคำตอบให้กับทุกคนในบทความนี้


 เมโสแฟตคืออะไร 

เมโสแฟต คือ วิธีการรักษาแบบเมโสเทอราพี (Mesotherapy) ชนิดหนึ่ง ที่หมอจะใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน กรดอะมิโน หรือตัวยาอื่นๆ ฉีดเข้าสู่ผิวหนังชั้นกลาง เพื่อกระตุ้นให้ไขมันสะสมสลายตัว ทำให้หน้าเรียวกระชับ ช่วยปรับโครงสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรงสุขภาพดี ซึ่งบริเวณที่นิยมฉีดเมโสแฟต ได้แก่

  • แก้มและเหนียง
  • ต้นแขน
  • หน้าท้อง
  • ต้นขา
  • สะโพก
  • น่อง

ทั้งนี้ การฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงยังช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ทำให้หน้าดูกระจ่างใส ไร้สิวฝ้า และรอยหมองคล้ำ รวมถึงเมโสแฟตยังช่วยกระชับรูขุมขนและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นวิธีลดแก้มเหนียงที่หมอแนะนำให้กับผู้ที่หน้ากลมและมีไขมันลดยาก

การฉีดเมโสแฟต คืออะไร

 ปัจจัยที่ทำให้เกิดไขมันสะสมแก้มเหนียง

เนื่องจากไขมันสะสมแก้มเหนียงสามารถเกิดได้จากหลายๆ ปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซี่งแบ่งได้ดังนี้

  • อาหาร

แก้มและเหนียงเกิดจากไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการที่เรารับประทานอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาลเข้าไป โดยอาหารเหล่านี้จะแปรสภาพเป็นไขมัน แล้วเข้าสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เกิดเป็นไขมันสะสมลดยากบริเวณแก้มและคางในที่สุด

  • กรรมพันธุ์

กรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีแก้มและเหนียง หากคนในครอบครัวมีเนื้อแก้มจำนวนมาก โครงสร้างใบหน้าใหญ่ มีต่อมไขมันจำนวนมาก หรือสภาพผิวหน้าห้อยย้อยจนกลายเป็นเหนียงหรือคาง 2 ชั้น ก็อาจจะกลายเป็นคนที่ลดแก้มลดเหนียงได้ยาก กว่าจะสลายไขมันแก้มได้หมดต้องใช้เวลานาน

  • อายุและช่วงวัย

อายุที่เพิ่มขึ้นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดไขมันสะสม เพราะระบบการเผาผลาญของร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไขมันจึงไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างเต็มที่

จะเห็นว่าปัจจัยที่หมอกล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พันธุกรรม และอายุ ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราลดแก้มลดเหนียงยากขึ้น ซึ่งหากใครประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ หมอมีวิธีลดแก้มเหนียงอย่างถูกวิธี รวดเร็ว และปลอดภัยมาแนะนำในหัวข้อถัดไป


 วิธีลดเหนียง ลดแก้ม

เนื่องจากแก้มและเหนียงเกิดจากไขมันสะสม วิธีลดแก้มเหนียงจึงต้องเริ่มจากการกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งหมอขอแนะนำ 2 วิธีลดแก้มและเหนียง ตลอดจนวิธีทำให้หน้าเรียว ดังนี้

 ลดแก้มแบบธรรมชาติ

วิธีนี้เป็นการสลายไขมันแก้ม ช่วยทำให้หน้าเรียวที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยหมอจะแนะนำให้ผู้ที่มีระบบเผาผลาญไขมันดีอยู่แล้ว เนื่องจากไขมันจะสลายตัวได้ง่าย โดยวิธีลดแก้มแบบธรรมชาติ ได้แก่

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

หมอแนะนำให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ เต้น ปั่นจักรยาน เป็นต้น เพราะเป็นวิธีที่ใช้พลังงานเยอะและใช้ร่างกายแทบทุกส่วน โดยอย่างน้อยที่สุด ควรออกกำลังกายประมาณวันละ 20-30 นาที เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันออกมาให้มากพอ ๆ กับที่ได้รับเข้าไป

  • การควบคุมอาหาร 

ปัจจัยสำคัญของการสะสมไขมัน หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล ทั้งนี้ควรรับประทานผักผลไม้และอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยลดการสะสมไขมัน รวมถึงช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีด้วย

ผลลัพธ์ของวิธีลดแก้มเหนียงแบบธรรมชาติที่หมอกล่าวมานี้ นอกจากจะช่วยสลายไขมันแก้ม ทำให้ลดแก้มลดเหนียง และทำให้หน้าเรียวเข้ารูปแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองได้อีกด้วย

 ลดแก้มแบบเร่งด่วน

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ลดแก้มลดเหนียงได้ยาก ไม่สามารถสลายไขมันแก้มได้ด้วยวิธีออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว 

ทั้งนี้ การลดแก้มแบบเร่งด่วนมีหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งวิธีที่หมอเห็นว่าปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการทำ HIFU ปรับรูปหน้า การร้อยไหมลดแก้ม และการฉีดโบท็อกลดกราม ซึ่งวิธีที่เห็นผลที่ได้รับความสนใจคือ  การฉีดเมโสแฟตลดเหนียง โดยอาจจะทำคู่กับการสลายไขมันวิธีอื่น เพื่อให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น


 ฉีดเมโสแฟต อันตรายไหม ?

ส่วนใหญ่แล้ว การฉีดเมโสแฟตลดแก้มเหนียงเพื่อทำให้หน้าเรียวจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย เพราะหมอใช้สารสกัดและวิตามินจากธรรมชาติ รวมถึงใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

อีกทั้งเมื่อสารสกัดและตัวยาออกฤทธิ์สลายไขมันแล้ว ก็จะถูกขับออกมาในรูปแบบของเสียในร่างกายพร้อมไขมัน ดังนั้น เมโสแฟตจึงไม่ตกค้างหรือสะสมในร่างกาย ลดแก้มลดเหนียงด้วยวิธีนี้จึงมีความปลอดภัยสูง


 ฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มได้อย่างไร

หมอจะใช้สารสกัดจากธรรมชาติและตัวยาที่มีฤทธิ์สลายไขมันแก้ม อย่าง Artichoke extract Phosphatidylcholine และ L-carnitine ฉีดลงใต้ชั้นผิวหนังชั้นกลาง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์สลายไขมันแก้ม ยับยังการสังเคราะห์กรดไขมัน และลดการสร้างเซลล์ไขมัน เป็นผลทำให้หน้าเรียวเล็กลง ลดไขมันแก้ม และทำให้ผิวหน้ากระชับสุขภาพดี เนื่องจากได้รับการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจน ซึ่งตามปกติแล้ว หมอจะฉีดเมโสแฟตให้คนไข้โดยประเมินจากปริมาณไขมันแก้มและเหนียงของคนไข้ซึ่งแต่ละบุคคลจะแตกต่างกัน


 การฉีดเมโสแฟต ทำคู่กับการสลายไขมันวิธีอื่น

การฉีดเมโสแฟตลดเหนียงและแก้ม เหมาะสำหรับการสลายไขมันเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณที่ไขมันไม่สามารถสลายด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้หน้าเรียวเร็วและสลายไขมันแก้มได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หมอนิยมฉีดเมโสแฟตร่วมกับการทำหัตถการสลายไขมันวิธีอื่นด้วย ดังนี้

 การทำไฮ่ฟู (HIFU)

HIFU หรือชื่อเต็มคือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นวิธีลดแก้มเหนียงด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งหมอจะยิงคลื่นเสียงนี้เข้าสู่ผิวหนังในระดับชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และเนื้อเยื่อใหม่ เป็นผลทำให้หน้าเรียวกระชับเข้ารูป

ตามปกติแล้ว หมอใช้ HIFU ลดเหนียงช่วยในเรื่องการปรับโครงหน้าให้เข้ารูปชัดขึ้น อีกทั้งยังใช้ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้แข็งแรง ทำให้หน้าตึงกระชับ ไร้ริ้วรอย แลดูอ่อนเยาว์ ดังนั้น หากผู้รักษาเลือกฉีดเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันแก้มและลดไขมันเหนียงแล้ว ก็สามารถทำ HIFU หน้าเรียวควบคู่ไปด้วยได้ เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูชัด และยกกระชับผิวหน้าให้เรียบเนียนสวยใส 

การทำ HIFU

 การฉีดโบท็อก (BOTOX)

การฉีดโบท็อก คือ วิธีลดเลือนริ้วรอยและกระชับรูปหน้าให้เห็นกรอบหน้าชัดขึ้น โดยหมอจะฉีดสารโปรตีนที่สร้างจากแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหน้า เพื่อเข้าไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทบริเวณใบหน้า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าทำงานน้อยลง ส่งผลให้ริ้วรอยดูจางลง นอกจากนี้ หากฉีดโบท็อกเข้ากราม ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกรามเล็กลงได้ นับเป็นอีกหนึ่งวิธีทำหน้าให้เรียวที่เห็นผลชัดเจน

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้รักษาลดไขมันแก้มแล้ว แต่ยังมีกล้ามเนื้อกรามที่ทำให้หน้าดูใหญ่ ผู้รักษาสามารถฉีดเมโสแฟตร่วมกับฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดแก้มลดเหนียงได้ โดยหมอจะใช้เมโสแฟตเพื่อสลายไขมันแก้มและเหนียง เพื่อลดไขมันแก้มและเหนียงก่อน จากนั้นจึงใช้โบท็อกซ์เพื่อลดกรามร่วมด้วย

การฉีด BOTOX

 ร้อยไหม

สำหรับวิธีร้อยไหม คือ วิธีทำให้หน้าเรียวเล็กเข้ารูปด้วยเส้นไหม โดยหมอจะใช้เข็มสอดเส้นไหมละลายใต้ผิวหนัง เพื่อให้เงี่ยงของไหมดึงกระชับผิวหน้า ทั้งยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงกระชับ ช่วยลดเลือนริ้วรอย และทำให้ผิวหน้าดูเอิบอิ่มสุขภาพดี

อย่างไรก็ดี ผู้รักษาสามารถฉีดเมโสแฟตร่วมกับร้อยไหมเพื่อลดแก้มลดเหนียงได้ โดยหมอจะฉีดเมโสแฟตเพื่อสลายไขมันแก้มก่อน จากนั้นหมอจะร้อยไหมบริเวณแก้ม เพื่อยกกระชับแก้มไม่ให้หย่อนคล้อย ทั้ง 2 วิธี จึงเป็นวิธีทำให้หน้าเรียวที่เสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การร้อยไหม

 การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟต และหลังฉีดเมโสแฟต

เพื่อให้การฉีดเมโสแฟตได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังสามารถรักษาสภาพหลังการฉีดให้คงอยู่ได้นาน ๆ หมอจึงนำวิธีการเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟตและการปฏิบัติตัวหลังฉีดเมโสแฟตมาฝากทุกคน ดังต่อไปนี้

 ข้อปฎิบัติก่อนฉีดเมโสแฟต

การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด หมอแนะนำให้ปฏิบัติตัว ดังนี้

  • งดกลุ่มยาแก้ปวดแอสไพรินและยาต้านการแข็งตัวของเลือดก่อนเข้ารับการฉีด 48 ชั่วโมง
  • งดวิตามิน และอาหารเสริมต่าง ๆ ก่อนฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง 1 สัปดาห์
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง 24 ชั่วโมง
  • ผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนเข้ารับการฉีด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีอาการแพ้สารสกัดหรือตัวยาบางชนิด ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาและอาการแพ้ต่าง ๆ อย่างละเอียด

 ข้อปฎิบัติหลังการฉีดเมโสแฟต

หากไม่อยากให้เกิดอาการอักเสบหรือผลข้างเคียงใด ๆ รวมถึงอยากรักษารูปหน้าให้เรียวเล็กกระชับและลดไขมันแก้มให้อยู่ได้นาน หลังฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงแล้ว หมอแนะนำให้ปฏิบัติตัว ดังนี้

  • หลังฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง ไม่ควรกดหรือนวดหน้า เพราะตัวยาที่ฉีดจะยังไม่ยุบตัว หากได้รับการกระทบกระเทือนมากอาจทำให้เกิดการอักเสบได้
  • ห้ามเข้าอบซาวหน้า นวดหน้า หรือทำเลเซอร์หลังฉีดเมโสแฟต 1 สัปดาห์
  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อขับไขมันที่สลายตัวและสารสกัด รวมถึงตัวยาต่าง ๆ ที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายออกมา
  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาล รวมถึงงดดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีด เพื่อลดโอกาสการเกิดไขมันสะสม

 ใครที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง

หมอจะใช้เมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงกับบุคคลที่ต้องการลดไขมันแก้ม โดยพิจารณจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้ที่ต้องการลดไขมันสะสมบริเวณแก้ม คาง และเหนียง
  • เป็นผู้ที่ไม่สามารถสลายไขมันแก้ม ด้วยวิธีการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารได้
  • เป็นผู้ที่ต้องการลดไขมันแก้มและเหนียงโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • เป็นผู้ที่ไม่มีอาการแพ้สารสกัดจากธรรมชาติและตัวยาที่ใช้ฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง

 ข้อห้ามการฉีดเมโสแฟตใครบ้างที่ไม่ควรฉีด

เพื่อความปลอดภัยของผู้รักษา หมอจะไม่ฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงให้กับบุคคล ดังต่อไปนี้

  • สตรีมีครรภ์ และกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ติดเชื้อได้ง่าย
  • ผู้ป่วยโรคลิ่มเลือดอุดตัน และต้องรับประทานยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด 
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจนต้องรับประทานยาหลายชนิด

 เมโสแฟตเห็นผลเมื่อไหร่

ตามปกติแล้ว ฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงจะเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เนื่องจากหลังฉีดครั้งแรก เมโสแฟตสามารถสลายไขมันแก้มได้ถึง 10-15% และจะเห็นผลเต็มที่เมื่อฉีดซ้ำ 4-5 ครั้ง โดยห่างกัน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจำนวนครั้งที่ฉีดหมอจะประเมินจากปริมาณไขมันแก้มและไขมันเหนียงของแต่ละคนด้วย

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงจะอยู่ได้นาน 2-3 เดือน อย่างไรก็ตาม หากดูแลตัวเองให้ดี หมั่นออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมการกินตามที่หมอได้แนะนำไปข้างต้น ไขมันก็จะไม่สะสมเพิ่มขึ้น ทำให้ผลลัพธ์ของเมโสแฟตก็คงอยู่ได้นานขึ้นเช่นกัน


 เมโสแฟตมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

แม้อาการเมโสแฟตจะปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย แต่ในบางรายก็อาจจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ผลข้างเคียงที่หมอพบในคนไข้ ได้แก่ 

  • อาการบวมยาบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง
  • อาการบวมช้ำจากรอยเข็ม โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวหนังบางจะเห็นได้ชัด ซึ่งจะหายไปเองภายใน 5-7 วัน

นอกจากนี้ หมอไม่เจอผลข้างเคียงใดที่ร้ายแรงจากการฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง เว้นแต่ผู้ที่มีอาการแพ้ในสารสกัดหรือตัวยาที่ใช้ฉีด ซึ่งหากใครที่มีอาการแก้ยา หรือสิ่งต่าง ๆ ควรแจ้งประวัติแพทย์อย่างละเอียดก่อนเสมอ 


 ข้อดี – ข้อเสียการฉีดเมโสแฟตมีอะไรบ้าง

อย่างที่หมอกล่าวข้างต้น เมโสแฟตเป็นวิธีลดแก้มเหนียง ทำให้หน้าเรียวที่ปลอดภัยมาก เพราะยาที่ฉีดเข้าไปในร่างกายเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งวิธีลดไขมันด้วยเข็มอย่างการฉีดเมโสแฟตมีข้อดี คือ 

  • สามารถสลายไขมันแก้มได้ตรงตามจุดที่ต้องการ 
  • ใช้เวลาฉีดเพียงไม่นานประมาณ 20-30 นาที และไม่ต้องผ่าตัด 
  • เห็นผลลัพธ์ว่าช่วยลดไขมันได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนข้อเสียของเสียของเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงนั้น หมอเห็นว่าคงเป็นเรื่องของจำนวนครั้งที่ใช้รักษา กล่าวคือ หากอยากได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและคงอยู่ได้นาน ควรฉีดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของผู้รักษาด้วย หากมีไขมันสะสมบริเวณแก้มและคางหรือเหนียงเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะต้องฉีดเมโสแฟตหลายครั้งกว่าปกติ

สำหรับข้อควรระวัง หมอแนะนำว่า ควรเลือกฉีดเมโสแฟตกับคลินิกที่ผ่านการรับรองและใช้เมโสแฟตที่ได้มาตรฐาน เพราะหากฉีดด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้บริเวณที่ฉีดของผู้รักษาติดเชื้อได้ อีกทั้งหากใช้เมโสแฟตที่มีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์และยาสลายฟิลเลอร์เป็นจำนวนมาก อาจทำให้ผู้รักษาหน้าบวมกว่าเดิมและเป็นอันตรายได้ 

รีวิวการปรับรูปหน้าด้วยโบ?็อกและเมโสแฟต
การปรับรูปหน้าด้วยBotox+Mesofat
การสลายไขมันด้วยโปรแกรม ByeByefat

 ข้อสรุป

เมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง หมอจะใช้ฉีดให้ผู้ที่ต้องการลดไขมันบริเวณหน้า สลายไขมันแก้ม และเป็นวิธีช่วยทำให้หน้าเรียวที่เห็นผลไว อย่างไรก็ดี ผู้รักษาสามารถฉีดเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียงควบคู่กับหัตถการวิธีอื่นได้  

สำหรับใครที่สนใจวิธีลดแก้มลดเหนียงและวิธีทำให้หน้าเรียวแบบเร่งด่วน อีกทั้งยังอยากศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 เพื่อพูดคุยกับหมอโดยตรงเกี่ยวกับเมโสแฟตลดแก้มลดเหนียง หรือหัตการวิธีอื่น ๆ


เอกสารอ้างอิง

Ramona Sinha. (2022). Mesotherapy For The Face – Benefits, Procedure, And Side Effects. 

Retrieve from https://www.stylecraze.com/articles/mesotherapy-for-face/ 

Stephanie Watson. (2018). What Is Mesotherapy?. Retrieve from https://www.healthline.com/health/mesotherapy 

เคล็ดลับหน้าใสไร้สิว การรักษาสิวและลดรอยดำจากสิวแบบครบวงจร

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน คือ “สิว” โดยสิวเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง สภาวะแวดล้อม และการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนใช้วิธีป้องกันและการรักษาสิวแบบผิด ๆ จนทำให้เกิดรอยดำ รอยแดงจากสิว 

วันนี้หมอเลยมีการรักษาสิวแบบถูกต้องมาฝากทุกคน เพื่อใบหน้าที่เนียนใสไร้สิวและเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง

ทั้งนี้ สิวคืออะไร สิวมีกี่ประเภท สาเหตุที่ทำให้เกิด วิธีการรักษาสิว การป้องกันสิวมีอะไรบ้าง วิธีลดรอยแดงและรอยดำจากสิวเป็นอย่างไร วิธีการรักษาสิวทางการแพทย์มีแบบไหนบ้าง หมอจะอธิบายอย่างละเอียดในบทความนี้


 สิวคืออะไร

สิว คือ โรคทางผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากต่อมไขมันในรูขุมขนอักเสบ เนื่องจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันและไขมันมากจนเกินไป ทำให้ไขมันระบายออกจากรูขุมขนไม่ทัน จนเกิดการสะสมและจับตัวกันเป็นก้อนในรูขุมขน เกิดเป็น โคมีโดน (Comedone)  หรือสิวอุดตันที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนนั่นเอง ทั้งนี้ หากสิวอุดตันนี้ติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังบนผิวหนัง หรือที่เรียกว่าสิวอักเสบได้

ตามปกติแล้ว หมอจะพบสิวบริเวณใบหน้า คาง คอ แผ่นหลังช่วงบน หน้าอก หรือไหล่ของคนไข้ เพราะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก โดยสิวจะพบมากในช่วงวัยรุ่นอายุ 14-19 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด อย่างไรก็ตาม สิวจะเกิดน้อยลงหรือหายไปเมื่ออายุ 20-25 ปี แต่บางคนอาจเป็นสิวจนถึงอายุ 40 เลยก็ได้ ดังนั้น หมอจึงอยากจะแนะนำการรักษาสิวที่เหมาะสมให้


 สิวมีกี่ประเภท

ก่อนจะไปสู่การรักษาสิว หมอได้จำแนกประเภทของสิวไว้ 2 ประเภท ตามการเกิดและความรุนแรง ดังนี้

 สิวอักเสบ

สิวอักเสบ (inflammatory acne) คือ สิวที่พัฒนาต่อมาจากสิวอุดตัน โดยเกิดขึ้นเมื่อน้ำมันและไขมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนมีภาวะไร้ออกซิเจน จนทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ทำให้สิวก่อตัว หรือที่เรียกว่า P.acnes (Propionibacterium acnes) ซึ่งการติดเชื้อของแบคทีเรียนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิวอักเสบ โดยหมอแบ่งสิวอักเสบออกเป็น 4 ชนิด ตามความรุนแรงของการอักเสบ ดังนี้

  • สิวตุ่มแดง (Papule) พัฒนามาจากสิวอุดตันที่ได้รับการกด บีบ หรือแกะอย่างบ่อยครั้งจนทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในรูขุมขน ทำให้สิวอุดตันนั้นกลายเป็นสิวอักเสบ
  • สิวหัวหนอง (Pustule) เป็นสิวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระยะเวลาหนึ่ง จนกลายเป็นหนองใต้ผิวหนัง หากบีบหรือกดสิวด้วยตนเองอาจทำให้การอักเสบลุกลามได้ จนกลายเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง
  • สิวหัวช้าง (Nodule) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปสู่ชั้นผิวหนังในระดับลึก แม้สิวหัวช้างจะไม่มีหัวและหนองปรากฏ รวมถึงยังมีลักษณะเป็นไต แต่สิวหัวช้างเป็นสิวอักเสบที่ค่อนข้างรุนแรง ไม่สามารถบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง ดังนั้นควรเข้ารับการรักษาสิวอย่างถูกวิธีกับหมอผู้เชี่ยวชาญ
  • สิวก้อนกลมรุนแรง หรือที่เรียกกันติดปากว่า สิวซีสต์ (Severe Nodule Acne) เป็นสิวหัวช้างที่เกิดการอักเสบรุนแรง ดังนั้น หากใครที่เกิดสิวชนิดนี้ควรพบหมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมและถูกวิธี

 สิวอุดตัน

สิวอุดตัน คือ สิวที่ไม่มีอาการอักเสบ (non-inflammatory acne) เกิดจากน้ำมันและไขมันจำนวนมากอุดตันบริเวณรูขุมขน ทำให้เซลล์ผิวหนังสร้างสารเคราตินขึ้นมา เป็นผลให้น้ำมันและไขมันจับตัวกันเป็นก้อน เลยเกิดเป็นสิวอุดตันที่มีลักษณะไม่มีหัว หรือที่เรียกว่าสิวผด หรือสิวเสี้ยน ซึ่งสิวอุดตันมี 2  ชนิด ได้แก่

  • สิวหัวปิด หรือสิวหัวขาว (Whiteheads) เป็นสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มไตเม็ดเล็ก ๆ บีบออกได้ยากเพราะรากสิวฝังลึกในชั้นผิวหนัง ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานจะมีโอกาสพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้
  • สิวหัวเปิด หรือสิวหัวดำ (Blackheads) เกิดจากน้ำมันทำปฏิกิริยา Oxidation กับออกซิเจนในอากาศ ทำให้ไขมันที่อุดตันอยู่ในเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วกลายเป็นสีดำ สิวชนิดนี้จึงมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีดำเล็ก ๆ 

 สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

ปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นได้ทั้งจากภายในและภายนอก ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาสิวที่ต่างกันออกไป ซึ่งหมอได้รวบรวมสาเหตุหลักของการเกิดสิวไว้ดังนี้

 การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ปริมาณฮอร์โมนในร่างกายจะเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งฮอร์โมนจะไปกระตุ้นการสร้างน้ำมันใต้รูขุมขนให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย

 ความมันบนใบหน้า

หน้ามันเกิดจากภาวะที่ต่อมไขมันบริเวณผิวหน้าผลิตไขมันจำนวนมาก ทำให้ผิวหนังที่ผลัดเซลล์ไม่ได้ระบายออกจากรูขุมขน แต่จับตัวกันเป็นก้อนกับไขมัน จนเกิดการอุดตัน และหากเกิดเชื้อแบคทีเรียก็จะกลายเป็นสิวอักเสบตามมาได้

 การใช้ยาบางชนิด

สิวอาจเกิดขึ้นได้จากผลข้างเคียงของยาที่เรารับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องกินยารักษาโรคเป็นประจำ ซึ่งตัวยาที่มักทำให้เกิดสิว ตลอดจนมีรอยแดงจากสิว ได้แก่ 

  • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids)
  • แอนโดรเจนที่มีฤทธิ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อ (anabolic-androgenic steroids)
  • เทสโทสเตอโรน (testosterone)
  • โพรเจสติน (progestins)
  • ยาต้านอาการทางจิต (antipsychotics)
  • ยารักษาวัณโรค (antituberculous drugs)
  • ยาต้านโรคลมชัก (antiepileptics)
  • แฮโลเจน (halogens)
  • ตัวยาอื่น ๆ เช่น วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ยารักษาโรคมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านซึมเศร้า  เป็นต้น

 การแพ้เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เราใช้อยู่ทุกวันมีส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งบางชนิดเราอาจจะแพ้ได้โดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่ตามมาก็คือสิวอักเสบที่เกิดจากเครื่องสำอาง และนำไปสู่รอยดำจากสิว ดังนั้น ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีสารประกอบที่ปลอดภัย  

 กรรมพันธุ์

กรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดสภาพผิวและขนาดของต่อมไขมัน หากคนในครอบครัวมีสภาพผิวที่มัน รูขุมขนกว้าง เกิดสิวง่าย เราที่ได้รับสารพันธุกรรมเหล่านี้มาครึ่งหนึ่ง หรือเสี้ยวหนึ่ง ก็มีโอกาสเป็นสิวได้ง่ายเช่นกัน

 สิ่งแวดล้อม มลภาวะ

นับเป็นหนึ่งปัจจัยภายนอกที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะฝุ่น ควัน มลพิษที่ลอยอยู่ในอากาศที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน อาจเข้าไปอุดตันรูขุมขนจนทำให้เกิดสิว อีกทั้งสภาวะอากาศไม่ว่าจะร้อน หนาว แห้ง ล้วนทำให้ผิวหน้าได้รับผลกระทบ และส่งผลต่อการเกิดสิวแทบทั้งสิ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น การแพ้เครื่องสำอาง

 วิธีการรักษาสิว

วิธีการรักษาสิวเริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลผิวหน้า เช่น การล้างหน้าให้สะอาด การรับประทานอาหาร และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น แต่หากใครที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่สิวยังไม่หายไป ในหัวข้อนี้หมอจะขอแนะนำวิธีการรักษาสิวทางการแพทย์ ที่เห็นผลเร็วและเห็นผลดีในระยะยาว ดังนี้

 ทายา กินยา

หากใครที่เป็นสิวได้ง่าย และเกิดสิวอักเสบทั่วใบหน้า การรักษาสิวด้วยการใช้ยา ทั้งแบบทาและแบบกินจึงเป็นวิธีหลักของการรักษาที่ขาดไม่ได้ โดยหมอจะให้ยาสำหรับทารักษาสิว เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดอาการอักเสบ 

อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของน้ำมันและไขมันบนผิวหน้าอีกด้วย โดยยาทาที่หมอนิยมใช้รักษาคนไข้มีหลายชนิด เช่น ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ยาทาที่มีส่วนผสมของเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากมีรอยสิว หมอก็จะแนะนำตัวยาที่ลดรอยสิวร่วมด้วย

 กดสิว ฉีดสิว

ตามปกติแล้ว หมอจะใช้การรักษาสิวด้วยการกดสิวและฉีดสิวกับผู้ที่มีอาการสิวอักเสบ โดยการฉีดสิวอักเสบจะช่วยให้อาการอักเสบลดลง และผิวหนังบริเวณที่เกิดการอักเสบจะยุบตัวจนเหลือแต่หัวสิว 

จากนั้นหมอจึงใช้วิธีกดสิวเพื่อให้หัวสิวออก ซึ่งหลังจากการรักษาด้วยการกดสิวและฉีดสิวแล้ว หมอจะฉีด Made Collagen เพื่อเติมเต็มวิตามินที่จำเป็นต่อการบำรุงผิวหน้า ทำให้นอกจากหน้าจะหายสิวแล้วยังดูเนียนใสสุขภาพดีด้วย

 มาส์กหน้าฆ่าเชื้อสิว

วิธีมาส์กหน้าจะช่วยลดอาการอักเสบและลดรอยสิว ทั้งยังช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างหรืออุดตันอยู่ในรูขุมขน รวมถึงทำให้รูขุมขนบนใบหน้ากระชับได้อีกด้วย โดยหมอจะนำสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างเช่นกรดจากผลไม้และวิตามินต่าง ๆ นำมาพอกหน้าหลังจากการกดสิว เพื่อช่วยลดการระคายเคืองและฆ่าเชื้อในรูขุมขนให้หมดไป

 เลเซอร์รักษาสิว

เลเซอร์รักษาสิว เป็นวิธีที่หมอจะใช้พลังงานคลื่นแสงยิงเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อลบรอยสิวและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ โดยเลเซอร์จะเข้าไปกระตุ้นให้เม็ดสีแตกตัวและสลายเม็ดสีให้จางลง ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน กระจ่างใส ไร้รอยสิว โดยเลเซอร์ที่หมอนิยมใช้เลเซอร์รักษาสิวให้คนไข้ คือ Q-switch Laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่ใช้รักษาความผิดปกติของเม็ดสี ช่วยแก้ไขเรื่องรอยดำ รอยแดง และสีผิวไม่สม่ำเสมออันเกิดจากสิว

เลเซอร์รักษาสิว

 การป้องกันสิว

นอกจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกนอกแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจปล่อยละเลย เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ไม่ยาก ซึ่งหากอยากป้องกันผิวหน้าให้เนียนใสไร้สิว หมอแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

  • ล้างหน้าให้สะอาด เพื่อล้างสิ่งสกปรกเครื่องสำอางที่อุดตันอยู่บริเวณรูขุมขน แต่ไม่ควรล้างหน้ามากกว่า 2-3 ครั้งต่อวัน เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุยได้
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวหน้ามัน ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำมันเป็นหลัก เพราะจะยิ่งเพิ่มความมันให้กับใบหน้า
  • ไม่ควรเกา แกะ บีบ หรือกดสิวอุดตันด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้สิวอักเสบขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดรอยดำและรอยแดงจากสิว รวมถึงกลายเป็นแผลเป็นลึกบนใบหน้าได้อีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน เพราะอาหารเหล่านี้เป็นตัวการทำให้เกิดไขมันและน้ำมัน หากกินในปริมาณมากและบ่อยครั้ง อาจทำให้ต่อมไขมันต้องขับน้ำมันบนผิวหน้าออกมาจำนวนมาก จนทำให้เกิดสิวในที่สุด
  • ไม่นอนดึก เพราะการนอนดึกทำให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพผิวไม่เพียงพอ อีกทั้งยังทำให้ร่างหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเป็นจำนวนมาก รูขุมขนก็เลยกว้างขึ้น สิวอุดตันและสิวอักเสบจึงตามมา ดังนั้น หมอจึงแนะนำว่าควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

 รอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิวรักษาได้อย่างไร

หลังเกิดสิวอักเสบ ผิวหน้ามักปรากฏร่องรอยของหลอดเลือดที่ขยายตัว นั่นคือ รอยดำจากสิว รอยแดงจากสิว และรอยหลุมลึก ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนกว่าร่องรอยเหล่านี้จะหายไป หมอเลยมีการรักษาสิว วิธีลดรอยสิว และวิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลมาแนะนำ ดังนี้

 รอยดำ รอยแดงจากสิว

รอยดำจากสิวและรอยแดง โดยทั่วไปหมอจะใช้เลเซอร์รักษาสิว อย่างพวก Q-switch Laser ที่มีความยาวคลื่นแสงอยู่ที่ 532- 1,064 นาโนเมตร เพื่อให้คลื่นแสงลงไปสู่ชั้นผิวหนังในระดับตื้นและระดับลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเลเซอร์รักษาสิวชนิดนี้จะช่วยรักษารอยดำ รอยแดงจากสิว และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ทำให้หน้าเนียนใสไม่หมองคล้ำ

 รอยหลุมสิว

รอยหลุมสิวเกิดจากการกดหรือการบีบสิวด้วยตัวเองแบบผิดวิธี เป็นผลให้เซลล์ผิวหนังสร้างเซลล์ใหม่และกระตุ้นคอลลาเจนมาสมานแผลไม่สมบูรณ์ จนทำให้เกิดรอยแผลฝังลึกเป็นหลุม ซึ่งหมอจะใช้เลเซอร์รักษาสิวที่มีความยาวคลื่น 10,600 นาโนเมตร เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ รักษาหลุมสิว ทำให้ผิวหน้าส่วนที่เป็นหลุมลึกได้รับการเติมเต็ม

 คีรอยด์ 

แผลคีลอยด์เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการสมานแผล โดยแผลคีลอยด์จากสิว เกิดขึ้นเมื่อเราบีบสิวจนเป็นแผลลึก แล้วร่างกายผลิตเซลล์ผิวหนังและคอลลาเจนขึ้นมาจำนวนมากเกินไป ทำให้เกิดรอยแผลนูนบนใบหน้า ซึ่งหมอก็จะใช้วิธีรักษาด้วยเลเซอร์รักษาสิวอีกเช่นเดิม โดยหมอจะเลือกเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นที่ส่งผลต่อหลอดเลือด นั่นคือ Q-switch Laser  ที่มีความยาวคลื่น 1,064 นาโนเมตร เพื่อกระตุ้นการเรียงตัวของคอลลาเจนและเซลล์ผิวหนังให้กลับมาปกติ


 รักษาสิวที่ Aya Clinic

การรักษาสิวด้วยวิธีทางการแพทย์มีให้เราเลือกรักษาหลากหลายแบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาสิวและสภาพผิวหน้าของแต่ละคน ซึ่งคลิกนิกของหมอออกแบบวิธีการรักษาสิวไว้ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่

 โปรแกรม Acne Clear

หมอจะใช้โปรแกรมรักษาสิว Acne Clear กับผู้ที่มีสิวอุดตันอันเกิดจากฮอร์โมนและสิวอักเสบ โดยโปรแกรมนี้จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหน้า ควบคู่กับการรักษารอยดำ รอยแดง และแผลเป็นจากสิว ซึ่งขั้นตอนการรักษาจะประกอบด้วย

  • ทรีตเมนต์มาส์ก ช่วยลดการอักเสบของต่อมไขมัน
  • การฉีดยา เพื่อลดอาการอักเสบของสิวและสะกิดหัวสิวออก
  • การใช้ยาทาและยากิน เพื่อป้องกันการเกิดสิวซ้ำ

 โปรแกรม Acne Clear + AWL Laser

นอกจากการรักษาสิวให้หายแล้ว โปรแกรมนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการรักษารอยดำ รอยแดงจากสิว หรือผู้มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงผู้ที่ต้องการรักษาหลุมสิวด้วย โดยหมอจะใช้โปรแกรมเลเซอร์รักษาสิว AWL Laser ยิงเข้าสู่ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้เม็ดสีแตกตัว ส่งผลให้เม็ดสีดำจางลง และร่องรอยความหมองคล้ำที่เกิดจากสิวก็จะหายไป 

หลังทำเลเซอร์รักษาสิวนี้ หมอจะทำ Facial gold treatment เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหน้าใหม่และบำรุงผิวหน้า ทำให้หน้าเนียนกระจ่างใส ไร้ความหมองคล้ำ อีกทั้งยังแลดูเอิบอิ่มสุขภาพดี และวิธีนี้จะเห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

 โปรแกรม Acne Clear + Treatment 6 ขั้นตอน

โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวร่วมกับการบำรุงผิวหน้าให้ดูกระจ่างใส ไม่หมองคล้ำ โดยหมอจะประเมินระดับความรุนแรงของสิวก่อน หากมีสิวอักเสบก็จะฉีดยาเพื่อลดอาการอักเสบ จากนั้นจึงกดสิว และเมื่อรักษาสิวจนหายดีแล้ว หมอจะทำทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า 6 ขั้นตอน เพื่อกำจัดรอยดำ รอยแดง และกระชับรูขุมขน เรียกได้ว่าจบคอร์สแล้ว หน้าจะแลดูกระจ่างใสไร้สิวแน่นอน


 สรุป

ปัญหาสิวเกิดจาการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรก ทางเลือกในการรักษาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่หากขั้นรุนแรง หมอแนะนำว่าควรรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เช่น การฉีดสิว การกดสิวแล้วฉีดMade Collagen การทำทรีตเมนต์ หรือการทำเลเซอร์รักษาสิวด้วย Q-switch Laser เป็นต้น ซึ่งวิธีการรักษาสิวที่หมอเสนอมาเหล่านี้มีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่สนใจการรักษาสิว รอยดำ รอยแดง และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมออันเกิดจากสิว สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทร 090–970-0447 เพื่อสอบถามข้อมูลการรักษากับหมอเพิ่มเติมได้ หมอยินดีตอบทุกเคสและฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

Acne Clear
โปรแกรมรักษาสิว

เอกสารอ้างอิง

Valencia Higuera. (2020). What Is Acne? Symptoms, Causes, Diagnosis, Treatment, and Prevention. Retrieve from https://www.everydayhealth.com/acne.aspx 

WebMD Editorial Contributors. (2021). What Are Acne Causes and Treatments?. Retrieve from https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/acne/acne-causes 

HIFEM การสร้างกล้ามเนื้อ

HI-EMT สร้างซิคแพค สร้างกล้ามเนื้อ กระชับกล้ามเนื้อ แบบเร่งด่วน

อยากหุ่นเฟิร์ม มีซิกซ์แพ็ก มีหน้าท้องที่กระชับทรงสวย แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือแม้จะมีเวลา ร่างกายอยู่ในภาวะที่ไม่แข็งแรงพอจะออกกำลังกายหนักๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างใครเขาได้ 

วันนี้หมอเลยมีวิธีการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เห็นผลไวมากมาฝากทุกคน นั่นคือ การทำ HI-EMT เพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่ง HI-EMT คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร ทำ HI-EMT ปลอดภัยต่อร่างกายไหม ทำตรงไหนได้บ้าง ผลลัพธ์หลังทำจะเป็นอย่างไร บทความนี้หมอมีคำตอบมาให้แล้ว

HI-EMT คืออะไร

HI-EMT หรือ High-Intensity Focused Electro-Magnetic คือ นวัตกรรมการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยหมอจะใช้วิธียิง HI-EMT เข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องเกิดการหดเกร็งและคลายตัวซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน เป็นผลให้กล้ามหน้าท้องทำงานหนัก จนเกิดเป็นเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น หนาขึ้น และมีขนาดใหญ่ขึ้น 

นอกจากนี้ HI-EMT ยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กลายเป็นซิกซ์แพ็กได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย ช่วยเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายสามารถดึงไขมันสะสมมาใช้อย่างเต็มที่ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถใช้สำหรับลดไขมันหน้าท้องไปพร้อมกับการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้


 HI-EMT มีหลักการทำงานอย่างไร

อย่างที่หมอพูดมาข้างต้น หมอจะใช้เครื่องยิง HI-EMT ยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าสู่ชั้นผิวหนังลงไปยังกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นให้ระบบประสาทสั่งการให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและคลายตัวซ้ำๆ ต่อเนื่องกัน โดยกล้ามเนื้อจะหดเกร็งอย่างหนักในรูปแบบ Supramaximal Contraction ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการซิตอัป 20,000 ครั้งเลยทีเดียว 

เรียกได้ว่า HI-EMT  เป็นวิธีสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่จำลองมาจากการขยับกล้ามเนื้อเวลาออกกำลังกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งกว่าการออกกำลังกายลดหน้าท้องด้วยตัวเองเสียอีก เพราะ HI-EMT ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดและคลายตัวได้มากถึง 36,000 ครั้งใน 30 นาที หมอจึงแนะนำวิธี HI-EMTไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการกระชับกล้ามเนื้อ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อหน้าท้อง และลดไขมันหน้าท้อง

หลักการทำงานของ HIFEM

 HI-EMT มีความปลอดภัยต่อร่างกายไหม ?

พูดมาถึงตรงนี้ หมอเชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามในใจ วิธีสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เห็นผลเร็วขนาดนี้จะปลอดภัยต่อร่างกายไหม ซึ่งหมอขอตอบเลยว่า เดิมหลักการทำงานของ HI-EMT  มีไว้เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและกล้ามเนื้อแยกตัวออกจากกันมาก่อน จากนั้นก็ได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในด้านความงาม 

ดังนั้น HI-EMT จึงมีความปลอดภัย เพราะใช้ในทางการแพทย์อยู่แล้ว อีกทั้งยังมีงานวิจัยรองรับว่าปลอดภัย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย


 HI-EMT ทำตรงไหนได้บ้าง

หมอจะใช้ HI-EMT กระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ไขมันมักจับตัวกันเป็นก้อน และบริเวณที่มีกล้ามเนื้อ ซึ่งส่วนของร่างกายที่นิยมทำ HI-EMT  ได้แก่

  • กล้ามเนื้อต้นแขน 
  • กล้ามเนื้อหน้าท้อง 
  • กล้ามเนื้อก้น 
  • กล้ามเนื้อสะโพก 
  • กล้ามเนื้อต้นขา 
  • กล้ามเนื้อน่อง
HIFEM ทำส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้องได้

 เตรียมตัวอย่างไรก่อนการทำ HI-EMT

เนื่องจากHI-EMT เป็นวิธีการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องและวิธีลดไขมันหน้าท้องที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่ต้องงดอาหารและเตรียมตัวอะไรมาก เพียงแต่ก่อนทำ HI-EMT หมออยากให้ปฏิบัติตัวดังนี้

  1. เลือกคลินิกรักษาที่น่าเชื่อถือ ผ่านการรับรอง และใช้เครื่อง HI-EMT ที่ได้มาตรฐาน
  2. ตรวจสุขภาพให้ละเอียดก่อนทำ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นโรคที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหากได้รับการ กระตุ้นด้วยไฟฟ้า
  3. พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดด้านสุขภาพและแนวทางการทำ HI-EMT

 ผลลัพธ์ของการทำ HI-EMT

หลังจากทำ HI-EMT ตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก จะเห็นกล้ามเนื้อที่ชัดขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณที่ทำมีความกระชับ ได้สัดส่วน โดยผลลัพธ์ของการทำ HI-EMT ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุ และการดูแลตัวเองหลังทำของแต่ละคน ซึ่งหลังทำ HI-EMT อย่างต่อเนื่องจนครบคอร์สจะให้ผลลัพธ์ที่ดี ดังนี้

  • เพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ถึง 16% 
  • เส้นกล้ามเนื้อหน้าท้องมีขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้น
  • ทำให้เกิดซิกซ์แพ็กได้ หากทำอย่างต่อเนื่อง
  • ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานและระบบเผาผลาญไขมันทำงานได้ดี
  • ทำให้เซลล์ไขมันบริเวณหน้าท้อง (Lose Fat)  ลดลงถึง 44%
  • กระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง
  • มีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำ
  • หลังทำ HI-EMTสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น

 การทำ HI-EMTสร้างกล้ามเนื้อเหมาะสำหรับใครบ้าง

ตามปกติแล้ว หมอจะทำ HI-EMTให้กับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหมอจะพิจารณาอย่างละเอียดจากสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วน น้ำหนัก ส่วนสูง มวลกล้ามเนื้อ ปริมาณไขมัน และค่า BMI โดยการทำ HI-EMT เหมาะกับคนเหล่านี้

  1. ผู้ที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องบำบัดด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อ
  2. ผู้ที่อยากมีกล้ามหน้าท้อง ต้องการกระชับรูปร่าง และกำจัดไขมันส่วนเกิน
  3. ผู้ที่มี BMI ไม่น้อยกว่า 25
  4. ผู้ที่ต้องการรักษาอาการกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก เช่น คุณแม่หลังคลอด เป็นต้น
  5. ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อบาดเจ็บ หรือมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้
  6. ผู้ที่มีอาการ Office Syndrome

ส่วนบุคคลที่ไม่ควรทำ HI-EMT ในการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะคลื่นไฟฟ้าอาจส่งผลกระทบจนเกิดผลข้างเคียงได้ ได้แก่

  1. ผู้หญิงมีครรภ์
  2. ผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคหัวใจ และผู้ที่เคยผ่าตัดใส่อุปกรณ์ที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ
  3. ผู้ที่เคยผ่าตัดใส่โลหะในร่างกาย
  4. ผู้ที่มีบาดแผลจากการผ่าตัดในบริเวณที่ต้องการทำ HI-EMT
การสร้างกล้ามเนื้อด้วย HIFEM เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง

 ทำ HI-EMTสร้างกล้ามเนื้อเจ็บไหม ?

ขณะที่ทำ HI-EMTสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องผู้รักษาจะไม่มีรู้สึกเจ็บใดๆ ทั้งยังไม่รู้สึกร้อนหรือแสบบริเวณที่ทำ เพียงแต่อาจจะรู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่หดเกร็งและคลายตัวอย่างต่อเนื่องกันจากการถูกกระตุ้นกล้ามเนื้อ

ทั้งนี้ หลังจากที่หมอทำ HI-EMT ให้จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนเราเพิ่งได้ออกกำลังกายลดหน้าท้องอย่างหนักมา แต่ความจริงนั้นเรานอนอยู่เฉยๆ นอกจากนี้การทำHI-EMTยังไม่ทำให้เกิดแผลหลังการรักษาด้วย


 ทำ HI-EMT สร้างกล้ามเนื้อกี่ครั้งเห็นผล ? ต้องทำบ่อยแค่ไหน

การทำHI-EMT ในแต่ละครั้งหมอจะใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อเป็นเวลา 30 นาที ซึ่งโดยทั่วไป หมอจะแนะนำให้ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 2-4 สัปดาห์ รวมเป็น 1 คอร์ส 

ตามปกติแล้ว หมอแนะนำให้ทำ HI-EMTเพื่อสร้างกล้ามเนื้อทั้งหมด 4-8 ครั้ง ทั้งนี้ จำนวนครั้งที่ทำ HI-EMTหมอจะพิจารณาจากสัดส่วน น้ำหนัก ส่วนสูง มวลกล้ามเนื้อ ปริมาณไขมัน รวมถึงค่า BMI ดังนั้น 1 คอร์สของแต่ละคนอาจจะมีจำนวนครั้งที่ไม่เท่ากัน และเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดี ควรทำ HI-EMT ซ้ำทุก ๆ 3-6 เดือน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ


 การทำ HI-EMT สร้างกล้ามเนื้อที่ช่วยให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

การทำ HI-EMT สร้างกล้ามเนื้อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น หมอแนะนำว่า ถ้ามีเวลาควรทำพฤติกรรมดังต่อไปนี้ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ คงรูปอยู่ได้นาน และลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน

 1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายลดหน้าท้องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้ดี ส่งผลให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงสุขภาพดีอยู่เสมอ 

โดยวิธีออกกำลังกายที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ หมอแนะนำประเภทการทำคาร์ดิโอ (Cardio Exercise) อย่างการเดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก การทำแพลงก์ (Plank) การทำครันช์ (Crunch) หรือการยกเวท เป็นต้น ซึ่งหมอแนะนำว่าควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที/วัน 

 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยลดไขมัน

หากคิดว่าทำHI-EMT เป็นวิธีเพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องและลดไขมันหน้าท้องที่ง่ายสบาย จนละเลยพฤติกรรมการกินอาหาร หมอจึงอยากจะแนะนำให้งดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารที่มีโซเดียมสูง และควรกินอาหารดังต่อไปนี้ 

  • อาหารที่มีไฟเบอร์สูง อย่างผักผลไม้ เนื่องจากไฟเบอร์เป็นกากใยที่ช่วยให้เราอิ่มท้อง ลดอาการอยากอาหาร ลดกรดไขมัน ลดอัตราการสะสมของไขมัน จึงทำให้อาหารที่ให้ไฟเบอร์สูงสามารถช่วยลดไขมันหน้าท้องได้
  • อาหารที่ให้ไขมันดี อย่างเนื้อปลาที่มี Omega3 เพราะ Omega3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน มีฤทธิ์ช่วยสลายไขมันไม่ดีออกจากร่างกาย ทำให้ไขมันไม่ดีที่สะสมอยู่สลายหายไปได้
  • ถั่วชนิดต่าง ๆ เนื่องจากถั่วมีโปรตีนสูง และช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญไขมันในร่างกาย คนลดน้ำหนักหรือต้องการลดไขมันจึงนิยมกินถั่วเป็นขนมระหว่างมื้อ เพื่อให้อิ่มท้อง ไม่เกิดความรู้สึกอยากอาหารบ่อย
การออกกำลังกายทำควบคู่กับ HIFEM

 สรุป

HI-EMTเป็นวิธีการสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง กระชับสัดส่วน และลดไขมันส่วนเกินโดยไม่ต้องออกกำลังกาย ซึ่งเห็นผลเร็ว ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เหมาะอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการมีหุ่นเฟิร์ม แต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย

สำหรับใครสนใจเพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยวิธีนี้ หมอจะพิจารณาจำนวนครั้งการรักษาจากสัดส่วนต่าง ๆ และค่า BMI เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับตัวบุคคลนั้น ๆ หากมีข้อสงสัยอยากพูดคุยกับหมอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ HI-EMT สร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือโทรศัพท์ 090-970-0447 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย


วิธีลดหน้าท้องง่ายๆ แบบปลอดภัย

 รู้จักวิธีลดหน้าท้องง่ายๆ ลดแบบไหนปลอดภัย เห็นผลเร็ว

พุงยื่น พุงป่อง พุงเป็นชั้น ปัญหาของคนมีหน้าท้องที่แก้ไม่ได้สักที  หากปล่อยไว้ยิ่งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ร้ายแรงสุดคือ อาจเกิดโรคภัยที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นวิธีลดหน้าท้องทางการแพทย์ที่เห็นผลเร็วและปลอดภัยจึงเกิดขึ้น 

วิธีลดหน้าท้องที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การฉีดเมโสแฟตและ HIFU ลดหน้าท้อง ว่าแต่หน้าท้องเกิดจากอะไร พุงมีกี่ประเภท วิธีลดหน้าท้องด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง วิธีลดไขมันหน้าท้องแบบเร่งด่วนและปลอดภัยเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้ในบทความนี้ค่ะ


หน้าท้องเกิดจากอะไร

หน้าท้องเกิดจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณหน้าท้องมีมากจนเกินไป เป็นผลให้เกิดไขมันส่วนเกินบริเวณรอบเอว แล้วทำให้เกิดหน้าท้องหรือพุงขึ้นมา จนหลาย ๆ คนต้องลดหน้าท้อง

ทั้งนี้ สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการกินอาหารที่มากจนเกินพอดี แล้วเผาผลาญออกไปไม่หมด การออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหรือไม่ออกเลย การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ภาวะหลังคลอดที่คุณแม่มักเจอปัญหาเรื่องพุงหย่อนคล้อย เป็นต้น ซึ่งไขมันหน้าท้องแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

 ไขมันหน้าท้องใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat)

เป็นไขมันหน้าท้องที่สะสมอยู่บริเวณผิวหนังและกล้ามเนื้อ สังเกตง่าย ๆ คือ เป็นไขมันชั้นที่เราสามารถบีบจับได้ แต่ไขมันหน้าท้องประเภทนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก และสามารถลดหน้าท้องได้ง่ายกว่าไขมันในช่องท้อง

 ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)

เป็นไขมันหน้าท้องที่สะสมอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อกับอวัยวะภายในช่องท้อง ซึ่งเป็นอันตรายหากไขมันมีมากจนเข้าไปห่อหุ้มอวัยวะ เพราะจะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก และเบาหวาน เป็นต้น

หน้าท้องเกิดจากอะไร

พุงมีกี่ประเภท

ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้องเป็นสาเหตุหลักของการเกิดพุง ก่อนที่จะหาวิธีลดหน้าท้อง อาจจะไปทำความรู้จักพุง 5 ประเภท ตามลักษณะและสาเหตุที่เกิดขึ้น ดังนี้

 1. พุงเป็นชั้น (Spare Tyre Tummy)

เป็นพุงที่เกิดขึ้นกับคนที่ชอบกินของหวาน ของเค็ม และของมัน อาหารเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นไขมันและเข้าไปจับกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ทำให้เกิดพุงเป็นชั้น ๆ 

 2. พุงป่อง (Bloated Tummy)

เป็นลักษณะพุงของคนที่ชอบกินอาหารประเภทแป้ง นม และแอลกอฮอล์มากจนเกินไป นำไปสู่การเกิดแก๊สในช่องท้อง ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ซึ่งส่วนใหญ่พุงชนิดนี้จะแบนราบในตอนเช้า แต่หากกินอาหารเข้าไปเมื่อไหร่ก็จะกลับมาป่องเหมือนเดิม

 3. พุงป่องช่วงล่าง (The Little Pooch)

พุงประเภทนี้มีอีกชื่อว่า “พุงหมาน้อย” เพราะมีลักษณะห้อยหย่อนคล้อยน้อย ๆ ตรงช่วงล่างของหน้าท้อง เกิดจากการกินอาหารไขมันสูงติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกิดไขมันสะสม แล้วไม่ออกกำลังกาย หรือออกแล้ว แต่ผิดสิธี ซึ่งการออกกำลังกายที่ผิดวิธีนี้ จะทำให้กล้ามเนื้อดันไขมันออกมาสะสมอยู่บริเวณช่วงล่างของหน้าท้อง

 4. พุงเครียด หรือพุงกลม (Stress Tummy)

พุงประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีความเครียดสะสม เพราะร่างกายจะผลิตฮอร์โมน Cortisol ขึ้นมา เป็นผลให้รู้สึกอยากกินอาหารตลอดเวลา โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน อีกทั้งความเครียดยังส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ ระบบย่อยแปรปรวน อาหารย่อยยาก จนเกิดท้องอืดและไขมันสะสม

 5. พุงคุณแม่ (Mummy Tummy)

พุงประเภทนี้จะพบได้ในคุณแม่หลังคลอด เกิดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นขณะตั้งครรภ์ยังไม่ยุบเข้าที่ ทำให้พุงเป็นก้อนย้วยและเป็นห่วงยาง ซึ่งร่างกายจะใช้เวลาปรับตัวเองประมาณ 6-8 สัปดาห์ พุงคุณแม่ก็จะหายไปเองเมื่อมดลูกยุบตัว ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรรีบออกกำลังกายลดพุงนี้อย่างหักโหม เพราะช่วงเวลาหลังคลอดเป็นระยะที่ร่างกายต้องการพักฟื้นและซ่อมแซมตัวเอง

ลักษณะพุงของคนที่ชอบกินอาหารประเภทแป้ง นม

วิธีลดไขมันหน้าท้องด้วยตัวเอง

เมื่อรู้แล้วว่าพุงมีกี่ประเภท แล้วเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรหน้าท้องก็ไม่หายไปเสียที อาจเป็นเพราะเรากำลังลดหน้าท้องแบบไม่ถูกวิธีอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งวิธีลดหน้าท้องให้ได้ผลเร็วแบบถูกต้องและปลอดภัย มีดังนี้

 1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การลดหน้าท้องง่าย ๆ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือประมาณ 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ และต้องทำเป็นประจำต่อเนื่องกัน ซึ่งอาจจะเป็นการเต้นอารบิก โยคะ ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินเร็ว ซิทอัพ หรือยกเวทก็ได้ เพราะการออกกำลังแบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานที่ดี ส่งผลให้ไขมันหน้าท้องสลายตัวได้มากขึ้น ทั้งยังเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายอีกด้วย

 2. ควบคุมอาหาร และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การกินอาหารเพื่อลดหน้าท้องให้ได้ผล ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารจำพวกผักผลไม้ ไม่กินของที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน และควรกินอาหารแต่ละมื้อให้ตรงเวลา เพื่อลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ ไม่ควรกินอาหารแปรรูป เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการสลายไขมัน ทำให้ไขมันหน้าท้องถูกสะสมเพิ่มมากขึ้นได้

 3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

พฤติกรรมจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เราอาจละเลยไป ล้วนส่งผลให้ไขมันหน้าท้องเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมที่ควรปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง เพื่อลดหน้าท้อง ได้แก่

  • การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างน้อยควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนอนไม่พอจะทำให้ร่างกายรู้สึกหิวบ่อย เพื่อกระตุ้นให้เรากินอาหาร เป็นการเพิ่มพลังงานให้เพียงพอสำหรับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ 

ทั้งนี้ หากร่างกายขาดนอนมาก ๆ ระบบเผาผลาญก็จะแปรปรวนตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันได้น้อยลง จนกลายเป็นไขมันหน้าท้องในที่สุด

  • ลดความเครียด ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

ความเครียดจะกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนจำนวนมาก ซึ่งทำให้เรารู้สึกอยากอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมากขึ้น เมื่อเรากินอาหารจำพวกนี้มากเกินไป ก็จะเกิดการสะสมไขมันหน้าท้องกลายเป็นพุงเครียด

  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากบุหรี่ทำให้ระบบเผาผลาญคอเลสเตอรอลมีปัญหา ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันออกไปได้ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูง และมีแคลอรี่สูงมากเกินไป ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เป็นไขมันส่วนเกิน ลดหน้าท้องได้ยาก

การกินอาหารเพื่อลดหน้าท้องให้ได้ผล

วิธีลดไขมันหน้าท้องแบบเร่งด่วน

ด้วยวิธีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้การลดหน้าท้องเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งวิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วนที่ได้รับความนิยม ได้แก่

 1. การฉีดสลายไขมันหน้าท้อง หรือการฉีดเมโสแฟต

เป็นวิธีลดหน้าท้องด้วยการฉีดวิตามินและสารสกัดต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์สลายไขมันเข้าใต้ชั้นผิวหนังหน้าท้อง ทำให้ไขมันแตกตัวแล้วถูกขับออกมาในรูปแบบของเสียทางร่างกาย นอกจากนี้การฉีดเมโสแฟตเพื่อลดหน้าท้อง ยังช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึม ทำให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินลดยาก หรือผู้ที่ไม่สามารถลดหน้าท้องด้วยวิธีการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวได้

ทั้งนี้ ร่างกายจะไม่ได้รับผลข้างเคียงใดที่เป็นอันตรายหลังฉีดสลายไขมันลดหน้าท้องด้วยเมโสแฟต หากใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยทั่วไปจะนิยมฉีดเมโสแฟตประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อให้การลดไขมันหน้าท้องเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งราคาทั่วไปของการฉีดเมโสแฟตอยู่ที่ 5,000-25,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณและยี่ห้อของเมโสแฟตที่ใช้ฉีด

วิธีลดหน้าท้องด้วยการฉีดวิตามินและสารสกัด

 2. HIFU ลดหน้าท้อง

เป็นวิธีลดหน้าท้องที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเพื่อสลายไขมัน โดยคลื่นเสียงจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเมื่อเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและระบบการเผาผลาญไขมันให้ทำงานได้ดี เพื่อสลายไขมันส่วนเกินที่จับตัวเป็นก้อนบริเวณหน้าท้อง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินให้สร้างขึ้นใหม่ ส่งผลให้ผิวบริเวณหน้าท้องมีความกระชับเต่งตึงขึ้น

HIFU ลดหน้าท้องเหมาะสำหรับผู้ที่อยากสลายไขมัน แต่ไม่ต้องการเจ็บตัวด้วยวิธีผ่าตัด HIFU ลดหน้าท้องใช้เวลาเพียงไม่นานประมาณ 30 นาที ทว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และควรทำซ้ำ 5-6 ครั้ง โดยราคาทั่วไปอยู่ที่ 7,000-9,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวน line ที่ใช้ยิง และโปรโมชันของทางคลีนิกด้วย

วิธีลดหน้าท้องที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเพื่อสลายไขมัน

ข้อสรุป

หน้าท้องเกิดจากไขมันสะสมที่ร่างกายเผาผาญไม่หมด จนกลายเป็นไขมันรอบเอวหรือพุงขึ้น โดยพุงแบ่งออกเป็น 5 ประเภท แต่ละประเภทเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีลดหน้าท้องที่เหมาะสมจะแตกต่างกันออกไป

สำหรับวิธีลดหน้าท้องให้เห็นผลเร็วด้วยการฉีดเมโสแฟต หรือ HIFU ลดหน้าท้องสามารถช่วยได้ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย ส่วนใครที่สนใจอยากลดไขมันหน้าท้องแบบเร่งด่วนด้วยเมโสแฟต หรือ HIFU ลดหน้าท้อง ทาง AYA Clinic ใช้เมโสแฟตและเครื่อง HIFU ที่ได้มาตรฐาน หมดกังวลว่าจะไม่ปลอดภัย ทั้งยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลตลอดการรักษา สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 090–970-0447 เพื่อเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสามารถนัดหมายการรักษาได้ทันที

เอกสารอ้างอิง

Bethany Cadman. (2021). How do you lose belly fat?. Retrieve from https://www.medicalnewstoday.com/articles/323309

รูขุมขนกว้างเกิดจากสาเหตุอะไร

รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร? มีวิธีจัดการอย่างไรได้บ้าง 

รูขุมขนกว้างเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไขยาก และเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเพศหญิงหรือเพศชาย โดยเฉพาะกับคนหน้ามันและมีสิวอุดตัน ลำพังเพียงทาครีมบำรุงหน้าเพื่อกระชับรูขุมขนหรือลดความมันก็อาจจะยังไม่พอ เทคโนโลยีการแพทย์จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้แบบเร่งด่วน 

ทั้งนี้ รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร รูขุมขนกว้างเกิดขึ้นบริเวณไหน การป้องกันรูขุมขนกว้างเป็นอย่างไร วิธีรักษารูขุมขนกว้างมีอะไรบ้าง และรักษารูขุมขนกว้างราคาเท่าไหร่ บทความนี้จะพาคุณไปพบคำตอบ


 รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร

รูขุมขนกว้าง คือ อาการของรูขุมขนบนใบหน้าที่ขยายตัวกว้างขึ้น ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้ผิวหน้ามัน นำไปสู่ปัญหาสิวอุดตัน ซึ่งรูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร มีรายละเอียดดังนี้

 1. น้ำมันใต้ผิวหนัง

นับเป็นปัจจัยฃแรกที่ทำให้รูขุมขนกว้าง เนื่องจากหากต่อมไขมันใต้ชั้นผิวหนังผลิตน้ำมันในปริมาณมากจนเกินไป จะส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวกว้างขึ้นเพื่อขับน้ำมันเหล่านั้นออกมาทางผิว 

น้ำมันที่ถูกขับออกมา เป็นสาเหตุที่ทำให้หน้ามันและสัมพันธ์กับการเกิดสิวอุดตัน รวมถึงสิวอักเสบด้วย ยิ่งหากมีการบีบหัวสิวเป็นประจำ ก็จะยิ่งทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นไปอีก ดังนั้นคนที่มีสภาพผิวหน้ามันจึงประสบปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าคนผิวหน้าแห้ง

 2. ฮอร์โมน

ฮอร์โมนจะทำงานเต็มที่เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัว โดยเฉพาะเพศชายที่จะผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgens) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมไขมันมากกว่าผู้หญิง จึงทำให้ผู้ชายมีปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าผู้หญิง

 3. อายุที่เพิ่มขึ้น

คอลลาเจนและอีลาสตินจะถูกผลิตลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เป็นผลให้รูขุมขนบนใบหน้าเกิดความหย่อนคล้อยไม่กระชับและขยายกว้างขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีผลทำให้รูขุมขนกว้างก่อนวัยอันควรได้

 4. ผิวหน้าแห้ง ขาดน้ำ

แม้คนผิวหน้ามันจะมีปัญหารูขุมขนกว้างมากกว่าคนผิวหน้าแห้ง แต่เมื่อผิวหน้าแห้งและขาดน้ำมาก ๆ ซึ่งสาเหตุเกิดจากการดื่มน้ำน้อย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่น ผิวหน้าแห้งเหี่ยว และนำไปสู่การเกิดรูขุมขนกว้างขึ้นได้เช่นกัน

 5. แสงแดด

รังสียูวีจากแสงแดดจะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวแห้งกร้าน หย่อนคล้อยขาดความยืดหยุ่น เป็นผลกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังต้องผลิตน้ำมันออกมาเพื่อเคลือบผิว ซึ่งเมื่อน้ำมันถูกผลิตมาในปริมาณมาก รูขุมขนก็จะขยายกว้างขึ้น

 6. พันธุกรรม

หากคนในครอบครัวมีสภาพผิวหน้ามัน หรือมีรูขุมขนที่กว้าง คุณก็มีสิทธิ์ได้พบปัญหาเหล่านี้จากพันธุกรรมเช่นกัน เพราะพันธุกรรมของพ่อแม่เป็นตัวกำหนดลักษณะสภาพผิว ฮอร์โมน และขนาดต่อมไขมัน

รูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร

 รูขุมขนกว้างเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง

นอกจากจะทราบว่ารูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร หากทราบว่ารูขุมขนกว้างบนใบหน้าส่วนใหญ่พบเจอในบริเวณไหนก็จะช่วยเป็นแนวทางการรักษาได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เกิดบริเวณ T-zone ได้แก่

  • หน้าผาก
  • จมูก 
  • แก้ม 
  • เหนือริมฝีปาก
  • คาง

 การป้องกันรูขุมขนกว้าง

เมื่อทราบว่ารูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร เกิดตรงไหนบ้าง ก็จะสามารถรักษาและป้องกันรูขุมขนกว้างก่อนเกินแก้สามารถทำเองด้วยตนเองได้ง่าย ๆ ดังนี้

 1. กินอาหารที่มีประโยชน์

รูขุมขนกว้างกินอะไรดี หนึ่งในวิธีป้องกันรูขุมขนกว้างด้วยตัวเอง คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผักและผลไม้ที่ช่วยกระชับรูขุมขน เข่น มะเขือเทศ ฟักทอง บรอกโคลี แครอท องุ่นม่วง บลูเบอร์รี่ หรือแอปเปิ้ล เป็นต้น 

นอกจากนี้ ควรกินอาหารที่มีไขมันต่ำเพื่อลดความมัน และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันสูง เช่น ของทอด ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น เพื่อลดการสะสมไขมันในต่อมไขมัน และลดการอุดตันอันป็นสาเหตุของสิวอักเสบอีกด้วย

 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่เราเคยคิดว่าไม่เป็นอะไร เช่น การนอนดึก กินน้ำน้อย การบีบสิว การล้างเครื่องสำอางหรือล้างหน้าไม่สะอาด เป็นต้น เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้อยู่ในทางสายกลาง เช่น ควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินกว่านี้ แม้การล้างหน้าจะช่วยป้องกันการอุดตันของสิ่งสกปรก แต่ถ้าบ่อยจนเกินไปก็อาจทำให้ผิวหน้าแห้งกร้านได้ เป็นต้น 

 3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว

ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยกระชับรูขุมขน และต้องเลือกที่เหมาะกับสภาพผิวของเราด้วยเช่นกัน 

สำหรับวิธีแก้หน้ามัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันหรือควบคุมความมัน ไม่เลือกเนื้อสัมผัสที่เป็น oil เพื่อลดการผลิตน้ำมันและปรับสมดุลผิวหน้าให้ชุ่มชื้น 

ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยกระชับรูขุมขน

 รูขุมขนกว้าง รักษาอย่างไร

รูขุมขนกว้างเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากเมื่อผิวหนังเกิดการขยายตัวแล้ว ก็ยากที่จะเชื่อมต่อกันเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้ ซึ่งวิธีเหล่านั้นได้แก่

 1. การทำเลเซอร์

การทำเลเซอร์เพื่อกระชับรูขุมขน คือ การยิงพลังงานคลื่นแสงเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ ส่งผลให้ผิวหน้ากระชับ ไม่หย่อนคล้อย และรูขุมขนกว้างดูเล็กลง 

อีกทั้งการทำเลเซอร์ยังช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ซ่อมแซมผิวหนัง และแก้ไขความผิดปกติของเม็ดสี ทำให้ผิวหน้าเนียนใสสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม วิธีทำเลเซอร์เพื่อกระชับรูขุมขน ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม 

การทำเลเซอร์เพื่อกระชับรูขุมขน

 2. การทำ HIFU

การทำ HIFU คือ การยิงพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ลงไปยังชั้นผิวหนัง  SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) เพื่อสลายไขมันบริเวณใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังหดตัว เป็นการช่วยกระชับรูขุมขนที่กว้างให้เล็กลง 

อีกทั้ง HIFU ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ายืดหยุ่น กระชับ และแลดูอ่อนเยาว์อีกด้วย HIFU เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยไม่กระชับและมีริ้วรอย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งชายและหญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป

HIFU เป็นการช่วยกระชับรูขุมขนที่กว้างให้เล็กลง 

 3. การฉีดเมโส

การฉีดเมโสเพื่อกระชับรูขุมขน คือ การฉีดวิตามินและสารบำรุงต่าง ๆ ที่ผิวหน้าต้องการลงไปยังผิวหนังชั้นกลาง เพื่อฟื้นฟูและกระชับรูขุมขนกว้างให้เล็กลง วิธีนี้เหมาะสำหรับคนผิวหน้าแห้ง เพราะเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า และบำรุงผิวหน้าให้มีความยืดหยุ่นเต่งตึง ทั้งนี้การฉีดเมโสยังใช้ได้กับคนที่มีผิวหน้ามันด้วย ขึ้นอยู่กับวิตามินและสารบำรุงที่เลือกใช้ โดยเมโสจะเข้าไปช่วยลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน ทำให้ผิวหน้าไม่มัน ส่งผลให้รูขุมขนไม่กว้างขึ้น และลดอาการสิวอุดตัน

การฉีดเมโสเพื่อกระชับรูขุมขน

 4. การฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกเพื่อลดรูขุมขนกว้าง คือ การฉีดโบท็อกเข้าไปยังกล้ามเนื้อและต่อมไขมันที่ใต้เส้นขน ซึ่งโบท็อกจะออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และทำให้ต่อมไขมันเล็กลง ส่งผลให้รูขุมขนกว้างลดขนาดลง เนื่องจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันได้น้อย อีกทั้งยังช่วยเรื่องปัญหาสิวอุดตัน ริ้วรอยความหย่อนคล้อยก็ดูจางลง และทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนสดใสอีกด้วย

การฉีดโบท็อกเพื่อลดรูขุมขนกว้าง

 5. การฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์รูขุมขนกว้าง คือ การฉีดสารประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid)เข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อทำหน้าที่อุ้มน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำ และทำให้ผิวหนังได้รับการเติมเต็มในส่วนที่สึกหรอ โดยผลลัพธ์ที่ได้จากาการฉีดฟิลลเลอร์ คือ ผิวหน้าจะกระชับขึ้น รูขุมขนดูเล็กลง และหน้าแลดูอ่อนวัย ซึ่งฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปเพื่อกระชับรูขุมขนกว้าง ควรเลือกที่มีขนาดบางและอุ้มน้ำได้ดี เพราะจะทำให้เข้ากับรูปหน้า และป้องกันการเกิดอาการบวมหรืออักเสบบริเวณผิว

ทั้งนี้ หากต้องการรักษารูขุมขนกว้างด้วยวิธีทางแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจ เพื่อให้แพทย์พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวคุณมากที่สุด

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อกระชับรูขุมขนกว้าง

 รักษารูขุมขนกว้าง ราคาเท่าไหร่

รักษารูขุมขนกว้าง ราคาขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกรักษา โดยการรักษารูขุมขนกว้างด้วยวิธีทางการแพทย์มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

  • การทำเลเซอร์รูขุมขนกว้าง ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บาทต่อครั้ง 
  • การทำ HIFU รูขุมขนกว้าง ราคาเริ่มต้นที่ 10,000-25,000 บาท 
  • การฉีดเมโสรูขุมขนกว้าง ราคาเริ่มต้นที่  2,500 บาทต่อครั้ง 
  • การฉีดโบท็อกรูขุมขนกว้าง ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาทต่อครั้ง ขึ้นกับจำวนยูนิตที่ใช้ฉีด 
  • การฉีดฟิลเลอร์รูขุมขนกว้าง ราคาเริ่มต้นที่ 11,000-15,000 บาท

ราคาข้างต้นที่กล่าวมาอาจแตกต่างกันในแต่ละคลีนิก ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษา มาตรฐานของคลีนิก ความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้รักษา และโปรโมชัน ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ


 ข้อสรุป

รูขุมขนกว้างเกิดจากหลายปัจจัย โดยมีสาเหตุหลัก คือ ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้รูขุมขนต้องขยายตัวเพื่อขับน้ำมันออกมา เกิดปัญหาหน้ามันและสิวอุดตัน 

สำหรับวิธีรักษารูขุมขนกว้างทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจ เพื่อให้การรักษาตรงจุด เหมาะสมกับสภาพผิวคุณ ทั้งนี้ ควรเลือกสถาบันความงามที่น่าเชื่อถือ และใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน สำหรับใครที่สนใจรักษารูขุมขนกว้าง ทาง Aya Clinic เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตลอดการรักษา  สามารถแอดไลน์ @ayaclinic หรือเบอร์โทรศัพท์ 090–970-0447 เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดหมายการรักษาได้ทันที

เอกสารอ้างอิง

Aayushi Gupta. (2021). 5 reasons why your pores look HUGE. Retrieve from https://www.healthshots.com/beauty/skin-care/5-reasons-why-you-have-enlarged-pores/

Amit Agarkar. (2021).  Open Pores: Treatment, Procedure, Cost And Side Effects. Retrieve from https://www.lybrate.com/topic/open-pores