ไขมันส่วนเกินบนใบหน้าบางจุดไม่ว่าจะเป็นเหนียงใต้คาง แก้ม ต้นขาหรือต้นแขน ที่ออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่สวยได้สัดส่วนสักที เหนื่อยไม่เท่าไร แต่เหนื่อยแล้วไม่ได้ผลอาการท้อก็ตามมา การมีตัวช่วยอย่าง เมโสแฟตสำหรับความสวยเป๊ะของใบหน้า หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีไขมันนั้น สามารถปรับให้ได้สัดส่วน ในระยะเวลาที่เราสามารถกำหนดได้ หลังจากนั้นถ้าเรามีเทคนิคหลังจากฉีดเมโสแฟตเพื่อรักษาความสวยให้อยู่กับเราได้นาน ก็จะทำให้ปัญหาความสวยที่เรากังวลหมดไป เมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร สำหรับเมโสแฟตนั้นเป็นการฉีดสลายไขมันในบริเวณหรือจุดที่เราต้องการปรับสัดส่วนให้เล็กลง ด้วยการนำไขมันในบริเวณนั้นออก ซึ่งเป็นการหัตการที่แพทย์จะช่วยฉีดเมโสแฟตให้เกิดการกระตุ้นในการทำงานของระบบสลายไขมันของร่างกาย ซึ่งไขมันนั้นจะแตกตัวและสลายออกไปทางระบบขับถ่ายไม่ว่าจะเหงื่อ ปัสสาวะหรืออุจจาระ การฉีดแฟตนั้นจะทำให้รูปหน้ากระชับได้สัดส่วน โดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลได้ชัดเจนหลังจากจากฉีด เมโสแฟตแล้ว และถ้ามีการดูแลที่ถูกต้อง รูปหน้าหรือสัดส่วนที่เราต้องการนั้นก็จะอยู่กับเราได้นาน การฉีดเมโสแฟตนั้นเป็นนวัตกรรมสลายไขมันที่จะประกอบไปด้วยยา 4 ประเภทหลัก ได้แก่ Mesostabyl มีหน้าที่ในการทำไม่ให้เกิดไขมันคลอเรสตอรอลในบริเวณชั้นเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย L-carnitine มีส่วนช่วยในการสลายไขมันตามจุดต่าง ๆ ที่เราได้ฉีดแฟตเข้าไปให้เปลี่ยนมาเป็นพลังงาน Tyrosine นั้นจะมีส่วนที่จะช่วยเร่งระบบเผาพลาญไขมันในร่างกายให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น Artichoke extract เป็นส่วนสำคัญในการลดการสร้างกรดไขมัน Artichoke extract จะทำให้เกิดการสลายไขมันเฉพาะจุด ตัวยาที่ได้พูดถึงนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้การฉีดเมโสแฟตแล้ว ยังมีตัวยาที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากถั่วเหลือง ไข่แดงหรือวิตามินต่าง ๆ นั้น ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มของ Phosphatidylcholine, Deoxycholate, Dexpanthenol, L-carnitine, Amino acid หรือ Minerals เมื่อแพทย์ทำการฉีดสารเหล่านี้เข้าไปในผิวหนัง โดยจะฉีดให้ลึกไปถึงชั้นไขมัน ด้วยตัวยาเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ร่างกายก็จะขับออกมาด้วยระบบขับถ่ายตามปกติได้ ฉีดแฟตกี่วันเห็นผล ? เมื่อฉีดเมโสแฟตแล้วผลที่เกิดขึ้นก็คือไขมันในบริเวณที่ถูกกระตุ้นนั้นจะเริ่มสลายตัวประมาณ 20 - 30% ของไขมันตั้งต้น เราจะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นหลังจากการฉีดสลายไขมันประมาณ 1 อาทิตย์ ถ้าบริเวณที่ฉีดแฟตนั้นมีการสะสมไขมันเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องมาฉีดซ้ำ โดยแพทย์จะแนะนำให้ฉีดห่างกัน 14 วัน การทำเมโสแฟตนั้น จะได้ผลและอยู่นาน กับผู้ที่มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดไขมันควบคู่กันไปด้วย จะทำให้เกิดการสะสมไขมันช้าลง แต่ถ้าหลังฉีดไม่ควบคุมอาหารเลย ไขมันก็จะกลับมาสะสมเร็วขึ้น สัดส่วนก็จะกลับมาบวมเหมือนเดิม เมโสแฟตฉีดบริเวณไหนได้บ้าง การฉีดโมเสแฟตนั้น ถือว่าเป็นการสลายไขมันในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบกับร่างกาย จึงสามารถฉีดแฟตเพื่อส่วนลดสัดส่วนในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะที่นิยมกันมาก ก็คือเหนียงใต้คาง ซึ่งเมโสแฟตนั้น ถือเป็นการลดเฉพาะจุดอย่างเร่งด่วน ฉีดลดแก้ม สำหรับสาว ๆ บางคนที่มีเนื้อบริเวณแก้มเยอะ อยากจะมีรูปหน้าเรียว เพื่อให้หน้าได้สัดส่วนที่ชัดเจนมากขึ้นการฉีดแฟต จะทำให้เนื้อบริเวณแก้มเล็กลง กรอบหน้าเรียวได้รูป ฉีดลดเหนียง ปัญหาโลกแตกสำหรับสาว ๆ เป็นล้านคนกับเหนียงใต้คางที่ ลดแทบตายยังไง ก็ไม่หายไปสักที การใช้เมโสแฟตเพื่อสลายไขมันเฉพาะจุดจะทำให้ปัญหานี้จบปิ๊งไปได้ ฉีดสลายไขมันหน้าท้อง อีกหนึ่งจุดที่ลดยากมาก ยิ่งเป็นสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานกับโต๊ะทั้งวัน การลดไขมันหน้าท้องยิ่งทำให้ยากกันไปใหญ่ การมีตัวช่วยเพื่อฉีดสลายไขมัน ให้หน้าท้องแบนเรียบ แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น ฉีดสลายไขมันต้นแขน และต้นขา เป็นส่วนที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความไม่มั่นใจในการใส่เสื้อผ้าเป็นอย่างมาก ต้นแขนใหญ่ก็ไม่กล้าใส่เสื้อแขนกุด ขาใหญ่ก็ไม่กล้าใส่กระโปรงสั้น การฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดจะทำให้ความมั่นใจในสัดส่วนที่ดูดีขึ้นกลับมา ผลลัพธ์ของการฉีดเมโสแฟตเห็นผลช้าหรือเร็ว แตกต่างกันอย่างไร ความแตกต่างกันระหว่างบุคคลที่ได้รับการฉีดแฟตนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณการสะสมไขมันของแต่ละคน ที่เราถือว่าเป็นไขมันตั้งต้นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีปริมาณไขมันสะสมอยู่มาก การลดไขมันหลังจากฉีดเมโสแฟตแล้วจะลดไปประมาณ 20 - 30% ถ้ายังมีไขมันเหลืออยู่เยอะ ก็จำเป็นจะต้องมาฉีดซ้ำ ซึ่งควรจะเว้นไปประมาณ 7 - 10 วัน นอกจากนั้นผลของการเมโสแฟตยังอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีด ซึ่งแนะนำให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ไขมันกลับมาสะสมเร็วเกินไป ถ้ามีการดูแลตัวเองหลังจากการฉีดที่ดีพอแล้ว สัดส่วนที่ได้รับการฉีดเพื่อสลายไขมันนั้นจะอยู่กับเราไปนานถึง 3 เดือน สำหรับผู้ที่เหมาะกับการฉีดแฟตนั้น จะเป็นสาว ๆ ที่ต้องการเห็นผลชัดเจนภายใน 5 - 7 วัน โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องการลดเฉพาะจุดอย่างแก้ม เหนียง คาง ต้นขา ต้นแขน สำหรับผู้ที่ควรระวังหรือห้ามในการฉีดแฟตนั้น ได้แก่หญิงตั้งครรภ์ห้ามเด็ดขาด ส่วนผู้ที่รับยาเป็นปริมาณมาก อยากยาเบาหวาน ความดัน มะเร็ง ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน รวมถึงกลุ่มที่มีประวัติผิวหนังอักเสบได้ง่าย ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับการฉีดเมโสแฟต หลังฉีดเมโสแฟตทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน และเห็นผลเร็ว สำหรับการดูแลตัวเองหลังจากได้ฉีดเมโสแฟตไปแล้ว ควรรับฟังขั้นตอนการแนะนำจากแพทย์ ซึ่งถ้าเราทำตามอยากถูกต้อง ความสวยจะอยู่กับเราได้นานขึ้น อันดับแรกควรควบคุมอาหารให้รับประทานได้อย่างเหมาะสม ลดไขมันด้วยการลดอาหารที่มีไขมันในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นของทอด ไขมันจากสัตว์ เนื้อติดมัน ของหวาน โซเดียม ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายมากและรวดเร็ว แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีปริมาณไขมันน้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ที่แนะนำก็พวกตระกูลปลา อกไก่ ผัก อาหารที่ปรุงน้อยเพื่อลดโซเดียมที่จะเข้าสู่ร่างกาย หรือใครจะดูแลเรื่องระยะเวลาในการรับประทานอาหาร เช่น ไม่รับประทานอาหารหลัง 17.00 น. ก็จะทำให้การเพิ่มไขมันในร่างกายน้อยลง การออกกำลังกายก็เป็นอีกสิ่งที่ควรปฏิบัติหลังจากฉีดแฟตแล้ว เรื่องออกกำลังกายแบบคาดิโอเพื่อส่วนสลายไขมันให้มากขึ้น อาจจะจัดเวลาวันละ 30 นาที หรือ ให้รวมกันแล้วได้ออกกำลังกายได้ 150 นาทีต่ออาทิตย์ ก็จะทำให้สัดส่วนที่เราทำการสลายไขมันไปอยู่กับเราได้นานขึ้น งดแอลกลอฮอล์รวมถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งแอลกลอฮอล์นั้นมีส่วนให้ระบบการเผาพลาญของร่างกายแย่ลง ดังนั้นถ้าเรายังดื่มอยู่ การกลับมาของไขมันจะเร็วขึ้น ร่างกายจะกลับมาบวม ไม่สวยอย่างที่เราต้องการ การพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้เผาพลาญไขมันระหว่างที่เราหลับ การควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักนั้น การพักผ่อนก็มีส่วนเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากเมโสแฟตแล้ว ถ้าอยากให้ผลลัพธ์ดี ก็ควรจะจัดสรรเวลาการนอนหลับให้เหมาะสมที่ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อช่วยกระตุ้นการขับไขมันออกจากร่างกาย หลังจากที่เราฉีดเมโสแฟตเข้าไปแล้ว การกระตุ้นการสลายไขมันออกจากร่างกายด้วยระบบขับถ่ายจะทำงานได้ดียิ่งขึ้น ฉีดเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผลเกิดจากอะไร สำหรับใครที่ทำเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผลที่ต่างจากเดิม ยังมีไขมันเกาะอยู่ในบริเวณที่ฉีด สัดส่วนไม่กระชับ รูปหน้าไม่เรียว แก้วยังป่อง เหนียงยังมี ต้องลองดูจากสาเหตุ ดังนี้ ปริมาณของไขมันแต่บุคคลที่แตกต่างกัน ด้วยปริมาณไขมันที่สะสมของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันทำให้การฉีดแฟตเพื่อเข้าไปกระตุ้นการสลายไขมันนั้น จะได้ผลที่แตกต่าง ใครที่มีไขมันสะสมอยู่มาก การฉีดเพียงครั้งเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับอ้วนหรือผอมด้วย ขึ้นอยู่กับไขมันของแต่ละคนที่มีในร่างกายเป็นหลัก ปริมาณการใช้ยาที่อาจจะไม่เหมาะสมกับไขมัน การเลือกใช้ยาสำหรับการฉีดแฟตนั้นก็ส่งผลที่แตกต่างด้วยเช่นกัน ซึ่งแพทย์ที่จะใช้ยาแต่ละประเภทให้เหมาะสมจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาขั้นตอนมาแล้วเป็นอย่างดี ซึ่งการเลือกแพทย์ในการดูแลการทำเมโสแฟต จึงควรเลือกที่เป็นแพทย์เฉพาะทางที่น่าเชื่อถือ ความถี่ในการฉีดเมโสแฟตในแต่ละครั้ง ความถี่ของการฉีดเมโสแฟตนั้นก็มีส่วนต่อผลที่เราจะได้รับเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเรามีไขมันที่สะสมอยู่มาก แล้วมีระยะเวลาในการเว้นฉีดแต่ละครั้งนานเกินไป ก็จะทำให้ปริมาณไขมันในบริเวณที่ฉีดถูกกำจัดออกไปไม่มากพอ ผลลัพธ์ที่เราอยากได้จึงไม่เป็นเป็นตามที่หวัง โดยจำนวนครั้งและความถี่ในการฉีดแฟตที่จะทำให้เห็นผลได้ชัดเจน ควรจะฉีด 2 - 10 ครั้ง มีระยะห่างแต่ละครั้งอยู่ที่ 7 - 10 วัน หากเราทิ้งระยะและไม่มีความต่อเนื่อง ผลของการสลายไขมันในจุดที่เราต้องการอาจจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นน้อย คุณภาพของตัวยาที่ไม่ได้มาตราฐาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ด้วยตัวยาที่อยู่ในตลาดนั้นมีหลากหลาย ต่างกันตามคุณภาพ ถ้าเราได้รับตัวยาที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ก็อาจจะไม่คุ้มเสีย ทำให้ไม่ได้สัดส่วน ความสวยที่ตั้งใจก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ข้อสรุป การฉีดแฟตนั้น เป็นกระชับสัดส่วนโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย สามารถฉีดสลายไขมันได้เฉพาะจุด สำหรับใครที่อยากเห็นผลเร็ว หรือมีกำหนดการออกงานที่ชัดเจนว่าฉันต้องสวย เช่นงานแต่งงาน งานรับปริญญา การฉีดเมโสแฟตก็เป็นตัวช่วยที่ดี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละคน เราสามารถทำซ้ำในจำนวนความถี่และเว้นระยะห่างตามคำแนะนำของแพทย์ได้ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่พอใจแล้ว ยิ่งถ้าเราดูแลตัวเองหลังฉีดได้ดีด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ งดแอลกลอฮอล์ สูบบุหรี่แล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ดีก็ยิ่งอยู่กับเราได้นาน เรียกได้ว่าสวยทันใจ ทันเวลาอย่างแน่นอน ฉีดแฟตกี่วันเห็นผล ทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน

ฉีดแฟตกี่วันเห็นผล ทำอย่างไรให้ เมโสแฟตอยู่ได้นานๆ

ไขมันส่วนเกินบนใบหน้าบางจุดไม่ว่าจะเป็นเหนียงใต้คาง แก้ม ต้นขาหรือต้นแขน ที่ออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่สวยได้สัดส่วนสักที เหนื่อยไม่เท่าไร แต่เหนื่อยแล้วไม่ได้ผลอาการท้อก็ตามมา การมีตัวช่วยอย่าง เมโสแฟตสำหรับความสวยเป๊ะของใบหน้า หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีไขมันนั้น สามารถปรับให้ได้สัดส่วน ในระยะเวลาที่เราสามารถกำหนดได้ หลังจากนั้นถ้าเรามีเทคนิคหลังจากฉีดเมโสแฟตเพื่อรักษาความสวยให้อยู่กับเราได้นาน ก็จะทำให้ปัญหาความสวยที่เรากังวลหมดไป


เมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร

สำหรับเมโสแฟตนั้นเป็นการฉีดสลายไขมันในบริเวณหรือจุดที่เราต้องการปรับสัดส่วนให้เล็กลง ด้วยการนำไขมันในบริเวณนั้นออก ซึ่งเป็นการหัตการที่แพทย์จะช่วยฉีดเมโสแฟตให้เกิดการกระตุ้นในการทำงานของระบบสลายไขมันของร่างกาย ซึ่งไขมันนั้นจะแตกตัวและสลายออกไปทางระบบขับถ่ายไม่ว่าจะเหงื่อ ปัสสาวะหรืออุจจาระ 

การฉีดแฟตนั้นจะทำให้รูปหน้ากระชับได้สัดส่วน โดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลได้ชัดเจนหลังจากจากฉีดเมโสแฟตแล้ว และถ้ามีการดูแลที่ถูกต้อง รูปหน้าหรือสัดส่วนที่เราต้องการนั้นก็จะอยู่กับเราได้นาน
การฉีดเมโสแฟตนั้นเป็นนวัตกรรมสลายไขมันที่จะประกอบไปด้วยยา 4 ประเภทหลัก ได้แก่

  • Mesostabyl มีหน้าที่ในการทำไม่ให้เกิดไขมันคลอเรสตอรอลในบริเวณชั้นเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 
  • L-carnitine มีส่วนช่วยในการสลายไขมันตามจุดต่าง ๆ ที่เราได้ฉีดแฟตเข้าไปให้เปลี่ยนมาเป็นพลังงาน
  • Tyrosine นั้นจะมีส่วนที่จะช่วยเร่งระบบเผาพลาญไขมันในร่างกายให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น
  • Artichoke extract เป็นส่วนสำคัญในการลดการสร้างกรดไขมัน Artichoke extract จะทำให้เกิดการสลายไขมันเฉพาะจุด

ตัวยาที่ได้พูดถึงนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้การฉีดเมโสแฟตแล้ว ยังมีตัวยาที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากถั่วเหลือง ไข่แดงหรือวิตามินต่าง ๆ นั้น ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มของ Phosphatidylcholine, Deoxycholate, Dexpanthenol, L-carnitine, Amino acid หรือ Minerals เมื่อแพทย์ทำการฉีดสารเหล่านี้เข้าไปในผิวหนัง โดยจะฉีดให้ลึกไปถึงชั้นไขมัน ด้วยตัวยาเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ร่างกายก็จะขับออกมาด้วยระบบขับถ่ายตามปกติได้ 


ฉีดเมโสแฟตกี่วันเห็นผล ?

เมื่อฉีดเมโสแฟตแล้วผลที่เกิดขึ้นก็คือไขมันในบริเวณที่ถูกกระตุ้นนั้นจะเริ่มสลายตัวประมาณ 20 – 30% ของไขมันตั้งต้น เราจะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นหลังจากการฉีดสลายไขมันประมาณ 1 อาทิตย์ ถ้าบริเวณที่ฉีดแฟตนั้นมีการสะสมไขมันเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องมาฉีดซ้ำ โดยแพทย์จะแนะนำให้ฉีดห่างกัน 14 วัน
การทำเมโสแฟตนั้น จะได้ผลและอยู่นาน กับผู้ที่มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดไขมันควบคู่กันไปด้วย จะทำให้เกิดการสะสมไขมันช้าลง แต่ถ้าหลังฉีดไม่ควบคุมอาหารเลย ไขมันก็จะกลับมาสะสมเร็วขึ้น สัดส่วนก็จะกลับมาบวมเหมือนเดิม

เมโสแฟตเห็นผลเมื่อไร

เมโสแฟตฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

การฉีดโมเสแฟตนั้น ถือว่าเป็นการสลายไขมันในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบกับร่างกาย จึงสามารถฉีดแฟตเพื่อส่วนลดสัดส่วนในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะที่นิยมกันมาก ก็คือเหนียงใต้คาง ซึ่งเมโสแฟตนั้น ถือเป็นการลดเฉพาะจุดอย่างเร่งด่วน 

ฉีดลดแก้ม สำหรับสาว ๆ บางคนที่มีเนื้อบริเวณแก้มเยอะ อยากจะมีรูปหน้าเรียว เพื่อให้หน้าได้สัดส่วนที่ชัดเจนมากขึ้นการฉีดแฟต จะทำให้เนื้อบริเวณแก้มเล็กลง กรอบหน้าเรียวได้รูป 

ฉีดลดเหนียง ปัญหาโลกแตกสำหรับสาว ๆ เป็นล้านคนกับเหนียงใต้คางที่ ลดแทบตายยังไง ก็ไม่หายไปสักที การใช้เมโสแฟตเพื่อสลายไขมันเฉพาะจุดจะทำให้ปัญหานี้จบปิ๊งไปได้

ฉีดสลายไขมันหน้าท้อง อีกหนึ่งจุดที่ลดยากมาก ยิ่งเป็นสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานกับโต๊ะทั้งวัน การลดไขมันหน้าท้องยิ่งทำให้ยากกันไปใหญ่ การมีตัวช่วยเพื่อฉีดสลายไขมัน ให้หน้าท้องแบนเรียบ แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น

ฉีดสลายไขมันต้นแขน และต้นขา เป็นส่วนที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความไม่มั่นใจในการใส่เสื้อผ้าเป็นอย่างมาก ต้นแขนใหญ่ก็ไม่กล้าใส่เสื้อแขนกุด ขาใหญ่ก็ไม่กล้าใส่กระโปรงสั้น การฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดจะทำให้ความมั่นใจในสัดส่วนที่ดูดีขึ้นกลับมา 

ลดไขมันด้วยเมโสแฟต

ผลลัพธ์ของการฉีดเมโสแฟตเห็นผลช้าหรือเร็ว แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างกันระหว่างบุคคลที่ได้รับการฉีดแฟตนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณการสะสมไขมันของแต่ละคน ที่เราถือว่าเป็นไขมันตั้งต้นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีปริมาณไขมันสะสมอยู่มาก การลดไขมันหลังจากฉีดเมโสแฟตแล้วจะลดไปประมาณ 20 – 30% ถ้ายังมีไขมันเหลืออยู่เยอะ ก็จำเป็นจะต้องมาฉีดซ้ำ ซึ่งควรจะเว้นไปประมาณ 7 – 10 วัน
นอกจากนั้นผลของการเมโสแฟตยังอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีด ซึ่งแนะนำให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ไขมันกลับมาสะสมเร็วเกินไป ถ้ามีการดูแลตัวเองหลังจากการฉีดที่ดีพอแล้ว สัดส่วนที่ได้รับการฉีดเพื่อสลายไขมันนั้นจะอยู่กับเราไปนานถึง 3 เดือน

สำหรับผู้ที่เหมาะกับการฉีดแฟตนั้น จะเป็นสาว ๆ ที่ต้องการเห็นผลชัดเจนภายใน  5 – 7 วัน โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องการลดเฉพาะจุดอย่างแก้ม เหนียง คาง ต้นขา ต้นแขน
สำหรับผู้ที่ควรระวังหรือห้ามในการฉีดแฟตนั้น ได้แก่หญิงตั้งครรภ์ห้ามเด็ดขาด ส่วนผู้ที่รับยาเป็นปริมาณมาก อยากยาเบาหวาน ความดัน มะเร็ง ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน รวมถึงกลุ่มที่มีประวัติผิวหนังอักเสบได้ง่าย ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับการฉีดเมโสแฟต


หลังฉีดเมโสแฟตทำอย่างไรให้อยู่ได้นาน และเห็นผลเร็ว

สำหรับการดูแลตัวเองหลังจากได้ฉีดเมโสแฟตไปแล้ว ควรรับฟังขั้นตอนการแนะนำจากแพทย์ ซึ่งถ้าเราทำตามอยากถูกต้อง ความสวยจะอยู่กับเราได้นานขึ้น

  • อันดับแรกควรควบคุมอาหารให้รับประทานได้อย่างเหมาะสม ลดไขมันด้วยการลดอาหารที่มีไขมันในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นของทอด ไขมันจากสัตว์ เนื้อติดมัน ของหวาน โซเดียม ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายมากและรวดเร็ว แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีปริมาณไขมันน้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ที่แนะนำก็พวกตระกูลปลา อกไก่ ผัก อาหารที่ปรุงน้อยเพื่อลดโซเดียมที่จะเข้าสู่ร่างกาย หรือใครจะดูแลเรื่องระยะเวลาในการรับประทานอาหาร เช่น ไม่รับประทานอาหารหลัง 17.00 น. ก็จะทำให้การเพิ่มไขมันในร่างกายน้อยลง
  • การออกกำลังกายก็เป็นอีกสิ่งที่ควรปฏิบัติหลังจากฉีดแฟตแล้ว เรื่องออกกำลังกายแบบคาดิโอเพื่อส่วนสลายไขมันให้มากขึ้น อาจจะจัดเวลาวันละ 30 นาที หรือ ให้รวมกันแล้วได้ออกกำลังกายได้ 150 นาทีต่ออาทิตย์ ก็จะทำให้สัดส่วนที่เราทำการสลายไขมันไปอยู่กับเราได้นานขึ้น
  • งดแอลกลอฮอล์รวมถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งแอลกลอฮอล์นั้นมีส่วนให้ระบบการเผาพลาญของร่างกายแย่ลง ดังนั้นถ้าเรายังดื่มอยู่ การกลับมาของไขมันจะเร็วขึ้น ร่างกายจะกลับมาบวม ไม่สวยอย่างที่เราต้องการ
  • การพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้เผาพลาญไขมันระหว่างที่เราหลับ การควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักนั้น การพักผ่อนก็มีส่วนเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากเมโสแฟตแล้ว ถ้าอยากให้ผลลัพธ์ดี ก็ควรจะจัดสรรเวลาการนอนหลับให้เหมาะสมที่ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพื่อช่วยกระตุ้นการขับไขมันออกจากร่างกาย หลังจากที่เราฉีดเมโสแฟตเข้าไปแล้ว การกระตุ้นการสลายไขมันออกจากร่างกายด้วยระบบขับถ่ายจะทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสแฟต

ฉีดเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผลเกิดจากอะไร

สำหรับใครที่ทำเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผลที่ต่างจากเดิม ยังมีไขมันเกาะอยู่ในบริเวณที่ฉีด สัดส่วนไม่กระชับ รูปหน้าไม่เรียว แก้วยังป่อง เหนียงยังมี ต้องลองดูจากสาเหตุ ดังนี้

  • ปริมาณของไขมันแต่บุคคลที่แตกต่างกัน ด้วยปริมาณไขมันที่สะสมของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันทำให้การฉีดแฟตเพื่อเข้าไปกระตุ้นการสลายไขมันนั้น จะได้ผลที่แตกต่าง ใครที่มีไขมันสะสมอยู่มาก การฉีดเพียงครั้งเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับอ้วนหรือผอมด้วย ขึ้นอยู่กับไขมันของแต่ละคนที่มีในร่างกายเป็นหลัก
  • ปริมาณการใช้ยาที่อาจจะไม่เหมาะสมกับไขมัน การเลือกใช้ยาสำหรับการฉีดแฟตนั้นก็ส่งผลที่แตกต่างด้วยเช่นกัน ซึ่งแพทย์ที่จะใช้ยาแต่ละประเภทให้เหมาะสมจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาขั้นตอนมาแล้วเป็นอย่างดี ซึ่งการเลือกแพทย์ในการดูแลการทำเมโสแฟต จึงควรเลือกที่เป็นแพทย์เฉพาะทางที่น่าเชื่อถือ 
  • ความถี่ในการฉีดเมโสแฟตในแต่ละครั้ง ความถี่ของการฉีดเมโสแฟตนั้นก็มีส่วนต่อผลที่เราจะได้รับเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเรามีไขมันที่สะสมอยู่มาก แล้วมีระยะเวลาในการเว้นฉีดแต่ละครั้งนานเกินไป ก็จะทำให้ปริมาณไขมันในบริเวณที่ฉีดถูกกำจัดออกไปไม่มากพอ ผลลัพธ์ที่เราอยากได้จึงไม่เป็นเป็นตามที่หวัง
    โดยจำนวนครั้งและความถี่ในการฉีดแฟตที่จะทำให้เห็นผลได้ชัดเจน ควรจะฉีด 2 – 10 ครั้ง มีระยะห่างแต่ละครั้งอยู่ที่ 7 – 10 วัน หากเราทิ้งระยะและไม่มีความต่อเนื่อง ผลของการสลายไขมันในจุดที่เราต้องการอาจจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นน้อย
  • คุณภาพของตัวยาที่ไม่ได้มาตราฐาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ด้วยตัวยาที่อยู่ในตลาดนั้นมีหลากหลาย ต่างกันตามคุณภาพ ถ้าเราได้รับตัวยาที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ก็อาจจะไม่คุ้มเสีย ทำให้ไม่ได้สัดส่วน ความสวยที่ตั้งใจก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน

คลิปรีวิวฉีดสลายต้นแขน คลิก


ข้อสรุป

การฉีดแฟตนั้น เป็นกระชับสัดส่วนโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย สามารถฉีดสลายไขมันได้เฉพาะจุด สำหรับใครที่อยากเห็นผลเร็ว หรือมีกำหนดการออกงานที่ชัดเจนว่าฉันต้องสวย เช่นงานแต่งงาน งานรับปริญญา การฉีดเมโสแฟตก็เป็นตัวช่วยที่ดี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละคน เราสามารถทำซ้ำในจำนวนความถี่และเว้นระยะห่างตามคำแนะนำของแพทย์ได้ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่พอใจแล้ว ยิ่งถ้าเราดูแลตัวเองหลังฉีดได้ดีด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ งดแอลกลอฮอล์ สูบบุหรี่แล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ดีก็ยิ่งอยู่กับเราได้นาน เรียกได้ว่าสวยทันใจ ทันเวลาอย่างแน่นอน

รีวิว Slimfast สลายไขมันเฉพาะส่วน
เพิ่มเพื่อนไลน์

ฉีดแฟตเหนียง ลดเหนียงใต้คาง ลดไขมันส่วนเกิน

ฉีดแฟตเหนียง ลดเหนียงใต้คาง ลดไขมันส่วนเกิน

“เหนียง” คือไขมันใต้ผิวหนังที่สะสมบริเวณใต้คาง ไม่ว่าจะเพศอะไร อายุเท่าไหร่ก็สามารถมีเหนียงได้ ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ก็สร้างความรำคาญใจหรือทำให้ไม่มั่นใจได้ง่าย ๆ หากคุณกำลังมองหาวิธี “ลดเหนียง” ที่ง่ายและเห็นผลมากที่สุดในตอนนี้ ก็มีหลากหลายวิธีด้วยกัน โดยเฉพาะการ ฉีดแฟตเหนียง ใครมีมากหรือน้อยอย่างไร ก็สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เลย

เหนียง คืออะไร

เหนียงหรือคางสองชั้น (Double Chin) คือไขมันสะสมบริเวณใต้คาง เป็นลักษณะผิวที่มีความหย่อนคล้อยตั้งแต่คางจนถึงลำคอ หรือมีลักษณะที่คล้ายกับคอไก่งวง (Turkey Neck) เกิดได้จากหลายปัจจัยมาก ๆ เช่น น้ำหนักตัว พันธุกรรม ฯลฯ หากต้องการ ลดเหนียง ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนก็ต้องแก้ให้ตรงกับสาเหตุที่เกิดขึ้น

สาเหตุการเกิดเหนียง คืออะไร

สาเหตุของการเกิดเหนียงจริง ๆ แล้วเกิดจาก “พฤติกรรม” ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำกันเป็นประจำ จนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้เหนียงถือกำเนิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่จะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย

 พฤติกรรมการรับประทานอาหาร

รู้ไหมว่า? การรับประทานอาหารที่เป็น “โซเดียม” หรือมีรสเค็มมากเกินไป จะทำให้ร่างกายปรับสมดุลด้วยการกักเก็บน้ำเพื่อขับโซเดียม ส่งผลให้เกิดอาการหน้าบวมหรือบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัมภายในคืนเดียว! และถ้าหากรับประทานบ่อย ๆ นอกจากหน้าและตัวจะบวมแล้ว เหนียงก็จะตามมาด้วยเช่นกัน

พฤติกรรมการนอนหลับ

การนอนหลับมากจนเกินไป หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเหนียงเช่นเดียวกัน เพราะการพฤติกรรมการนอนเช่นนี้ จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ไม่ดีเท่าที่ควร 

นอกจากนี้การนอนเล่นโทรศัพท์มือถือ ในลักษณะต้องกดหน้าลงเป็นประจำ ก็อาจทำให้เกิดไขมันสะสมบริเวณใต้คางได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากต้องการหลีกเลี่ยงการเกิดเหนียง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในส่วนนี้ก็ถือว่าช่วยลดสาเหตุหลัก ๆ ได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะ

สาเหตุการเกิดเหนียง

วิธีการลดเหนียงใต้คาง

วิธีการลดเหนียงใต้คางแบบฉบับง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งการรักษาทางการแพทย์ ก็คือการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ถ้าหากต้องการลดแบบเห็นผล ใช้เวลาสั้น ๆ การเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยซึ่งในปัจจุบันก็มีหลากหลายวิธี ดังนี้

HIFU 

HIFU ลดเหนียง คือการใช้ “คลื่นอัลตราซาวด์” มาเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ปล่อยเข้าชั้นผิว SMAS เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่งผลให้เหนียงมีความกระชับอย่างเห็นได้ชัด 

เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวขาดคอลลาเจน ผิวมีความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง

ร้อยไหม 

ร้อยไหมคือการใส่ไหมเข้าไปในชั้นไขมันบริเวณที่เป็นเหนียง มีส่วนช่วยในการ “ดึงยกกระชับผิวหน้า” ที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้น กรอบหน้าดูชัดมากกว่าเดิม และเป็นวิธีที่เห็นผลทันทีหลังทำ 

เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวบริเวณใต้คางมีความหย่อนคล้อยในปริมาณที่ไม่เยอะมาก ไม่เหมาะสำหรับคนที่เหนียงเยอะ หรือผิวค่อนข้างแน่น

Meso Fat

Meso Fat การฉีดแฟตเหนียงเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีสลายไขมันเหนียงที่ตรงจุด จากการฉีดตัวยาที่มีสารสกัดจากธรรมชาติเข้าไปสลาย “ไขมันส่วนเกิน” บริเวณใต้คาง อันเป็นสาเหตุของการเกิดเหนียงและคางสองชั้น 

เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมปริมาณปานกลาง หากต้องการเห็นผลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรมีการกลับมาฉีดซ้ำ แต่จะต้องซ้ำกี่ครั้งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันใต้คางของแต่ละบุคคล


เมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร

เมโสแฟต คือ การลดไขมันส่วนเกินเพื่อกระชับสัดส่วน โดย “ตัวยา” ประกอบไปด้วยสารที่มีคุณสมบัติในการเร่งเผาผลาญไขมัน รวมถึงช่วยลดกระบวนการการเกิดเซลล์ไขมันใหม่ ดังนี้

  • แอลคาร์นิทีน เปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นพลังงาน
  • เมโสสตาบิล ลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่และคอเรสเตอรอลในชั้นเนื้อเยื่อ
  • ไทโรซีน เร่งเผาผลาญไขมันของร่างกายให้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สารสกัดอาร์ติโชค ลดการสร้างกรดไขมันและระดับไขมันแบบเฉพาะจุด

นอกจากนี้บางคลินิกยังนิยมใช้กลุ่มยาอื่น ๆ เช่น ฟอสฟาทิดิลโคลีน, ดีออกซีโคเลท และเด็กซ์แพนทีนอล ซึ่งสกัดมาจากสารอาหารที่มีประโยชน์ในไข่แดงและถั่วเหลือง รวมถึงวิตามินอื่น ๆ ที่ช่วยลดไขมันได้อย่างตรงจุด แถมยังมีความปลอดภัยสูง เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

เมโสแฟตคืออะไร

ฉีดเมโสแฟตเหนียง เหมาะกับใคร ฉีดแล้วดีไหม

การประเมินว่าใครสามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้บ้าง (ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์) แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราได้รวบรวม “ความเหมาะสม” ของแต่ละบุคคลมาให้คุณพิจารณาก่อนเดินทางไปคลินิก ใครที่สามารถฉีดสลายเหนียงได้บ้าง? ไปดูกันเลย

คนที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟต 

สำหรับคนที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟตเหนียง ได้แก่ ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินและอยากกำจัดเฉพาะจุด, ผู้ที่ต้องการลดไขมันแบบเร่งด่วน แต่มีงบค่อนข้างจำกัด และผู้ที่ต้องลดไขมันส่วนเกินโดยไม่ใช้การผ่าตัด

คนที่ไม่ควรฉีดเมโสแฟต 

จริง ๆ แล้วเมโสแฟตเหนียงสามารถทำได้กับบุคคลทั่วไป “ทุกกลุ่ม” เว้นแต่ผู้หญิงตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อ แนะนำให้รักษาให้หายซะก่อนจะดีกว่า นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการรักษาโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการรูปแบบนี้ด้วยเช่นกัน 

ฉีดแฟตเหนียง ใช้ปริมาณยาในการฉีดกี่ CC

สำหรับปริมาณการฉีดสลายไขมันบริเวณใต้คาง (เหนียง) ที่แนะนำคือ “อย่างน้อย ข้างละประมาณ​ 3 CC ต่อครั้ง” แต่ถ้าหากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถใช้ปริมาณตัวยาที่มากกว่าได้ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่มี ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะทำการประเมินไขมันบนหน้าของแต่ละบุคคลคนก่อนฉีดทุกครั้ง เพื่อความเหมาะสมในการฉีด โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ 

ฉีดแฟตเหนียงเจ็บไหม ?

การฉีดแฟตเหนียงเป็นการทำหัตถการรูปแบบหนึ่ง ด้วยการใช้ “เข็ม” ฉีดเข้าผิวหนังโดยตรง แน่นอนว่าจะต้องเกิดความรู้สึกเจ็บบ้าง แต่เป็นระดับที่ทนได้ และในขณะฉีดก็จะรู้สึกถึงตัวยาที่กำลังเดินเข้าผิวหนัง ซึ่งในส่วนนี้ทางนี้คลินิกจะทำการ “ประคบน้ำแข็ง” เพื่อบรรเทาอาการเจ็บได้เล็กน้อยระหว่างที่ทำ

ฉีดแฟตเหนียงจะทำให้บวมกี่วัน ?

หลังจากฉีดแฟตเรียบร้อยแล้ว จะมีอาการบวมเกิดขึ้นเล็กน้อยจากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งตามปกติแล้วจะค่อย ๆ ซึมและยุบบวมใน 3-4 ชั่วโมง บางรายก็อาจจะ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าเขียวง่าย บวมง่ายแค่ไหน รวมถึงการดูแลตัวเองหลังฉีดด้วย

ฉีดแฟตเหนียงจะเห็นผลภายในกี่วัน

การทำหัตถการรูปแบบนี้เป็นวิธีลดเหนียงที่เห็นผลค่อนข้างเร็ว โดยหลังจากที่ฉีดเสร็จแล้ว ไขมันใต้ผิวหนังจะค่อย ๆ สลายตัวไปเรื่อย ๆ และจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไป และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในวันที่ 7 นับจากวันที่รับการรักษา

ฉีดแฟตเหนียงจะอยู่ได้นานกี่เดือน

โดยปกติแล้วการฉีดแฟตเหนียงจะอยู่ได้นานถึง 2-3 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังฉีด เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหาร พฤติกรรมการนอน เป็นต้น แต่ถ้าหากคุณต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น ก็สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆ

ฉีดแฟตเหนียงต้องเตรียมตัวอย่างไร

การเข้ารับการรักษาไม่ว่าจะรูปแบบใด ๆ ก็ตาม แนะนำให้เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต แต่จะมีวิธีการเตรียมตัวเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

  • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกที่ไว้ใจได้ น่าเชื่อถือ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และประเมินผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • ควรศึกษาเกี่ยวกับการฉีดแฟตให้ละเอียด รวมถึงวิธีการดูแลตัวเองหลังฉีดให้ดี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมกับแจ้งโรคประจำตัว รวมถึงประวัติการแพ้ยาให้คลินิกทราบ ที่สำคัญควรงดยาในกลุ่มแอสไพรินก่อนทำหัตถการ
ดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสแฟต

หลังฉีดแฟตเหนียงดูแลตัวเองอย่างไร

การฉีดแฟตเหนียงไม่ใช่การฉีดแล้วจบ แต่จำเป็นจะต้องดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ เพื่อให้การฉีดมีประสิทธิภาพและอยู่ได้นานมากขึ้น โดยวิธีการดูแลตัวเองหลังฉีดก็ไม่ยาก เพียงแค่ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • นะนำให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อเร่งการออกฤทธิ์และขับตัวยาออกทางปัสสาวะ
  • ช่วง 2 ชั่วโมงแรก สามารถใช้มือนวดเบา ๆ บริเวณที่ฉีดเพื่อช่วยกระจายตัวยาได้
  • ประพฤติกรรมการรับประทานอาหารและควบคุมน้ำหนัก รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานของทอด ของมัน เพื่อไม่ให้เกิดการเพิ่มไขมัน และลดการเกิดไขมันสะสมใหม่
  • หลังจากฉีดแฟตแล้ว สามารถทำหัตถการทรีทเมนท์ที่เกี่ยวกับการยกกระชับผิวหน้าร่วมด้วยได้ เพื่อให้ผิวกระชับ ไม่หย่อนคล้อย
  • งดทาครีมบริเวณรอยเข็ม 1 คืน หากเกิดรอยแดงหรือรอยช้ำในบริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็นใน 48 ชั่วโมงแรก (สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติ)

ฉีดแฟตเหนียงมีข้อดีอย่างไร

การฉีดแฟตเหนียงจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน (เฉพาะจุด) ได้เป็นอย่างดี ภายในเวลาอันรวดเร็ว เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัดและไม่มีเวลาพักฟื้น เนื่องจากบวมช้ำน้อย ใช้เวลาในการฉีดไม่นาน เห็นผลเร็ว ปลอดภัยสูง ราคาไม่แพง ที่สำคัญคือหากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่พึงพอใจ

ฉีดแฟตเหนียงมีผลข้างเคียงอย่างไร

การทำหัตถการทุกอย่างย่อมมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้เสมอ เนื่องจากเป็นฉีดสารเข้าไปในร่างกาย แต่ก็ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงแต่อย่างใด โดยหลัก ๆ แล้วจะมีผลข้างเคียงที่ “อาจจะ” เกิดขึ้นได้ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) ดังนี้

  • เกิดอาการแพ้บริเวณที่ฉีดสารเข้าผิวหนัง 
  • ผิวหนังบริเวณที่ฉีดสารอาจมีสีที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดรอยฟกช้ำ
  • เกิดแผลหรือแผลเป็นบริเวณที่ฉีด
  • เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือเกิดโรคชั้นไขมันอักเสบ

ข้อสรุป

การฉีดแฟตเหนียงนับเป็น “วิธีลดไขมันเฉพาะจุด” ที่ช่วยสลายไขมันที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากต้องการได้รับความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้บริการกับคลินิกที่เชื่อถือได้ ใช้เมโสแฟตแท้ และจะต้องฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เพราะจะต้องมีการคำนวณปริมาณตัวยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล สำหรับคนที่สนใจและต้องการแก้ปัญหาในส่วนนี้ ขอให้คำนึงถึง “ความปลอดภัย” เป็นหลักจะดีที่สุด

ฉีดแฟตแก้ม ลดแก้มยุ้ย ปรับหน้าเรียว

ฉีดแฟตแก้ม  ปรับหน้าเรียว ลดแก้มยุ้ยแบบเร่งด่วน

การฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างกว้างขวาง ด้วยความพิเศษที่สามารถฉีดสลายไขมันได้เฉพาะจุด และที่ยอดฮิตที่สุดเห็นจะเป็นการฉีดเมโสแฟตแก้ม ซึ่งเป็นวิธีฉีดสลายไขมันแก้ม ช่วยลดแก้มปรับใบหน้าให้เรียวเล็ก โครงหน้ามีมิติขึ้น ทำให้ได้รูปหน้าสวยอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งในปัจจุบันการฉีดแฟตแก้ม เพื่อสลายไขมันแก้ม ได้พัฒนาให้เป็นวิธีการสลายไขมันที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อย ไม่ทิ้งร่องรอยบนใบหน้า ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ทันตา ทันใจได้จริง 


เมโสแฟต (Meso Fat) คืออะไร

เมโสแฟต (Meso Fat) เป็นวิธีฉีดการสลายไขมัน และลดไขมันส่วนเกิน โดยการฉีดสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ เพื่อนำตัวยาเข้าสู่ใต้ชั้นไขมัน เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องการลดไขมัน หรือสลายไขมัน เมื่อฉีดเมโสแฟตเข้าไปแล้วจะช่วยสลายไขมันให้แตกตัวเป็นของเหลว และขับออกทางปัสสาวะ เหงื่อและอุจจาระ ทำให้บริเวณที่ได้รับการฉีดเมโสแฟต กระชับ สัดส่วนเข้ารูปขึ้น โดยสารที่ให้ผลแตกต่างกันและนิยมนำมาฉีด ได้แก่

  •  แอลคาร์นิทีน (L-carnitine สารสกัดจากถั่วเหลือง ไข่แดงและวิตามินอีกหลายชนิด) มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น โดยการเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน เป็นการย่อยสลายไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ที่สะสมในชั้นไขมันในเวลาเดียวกัน
  • เมโสสตาบิล (Mesostabyl) มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่และลดคอเลสเตอรอลในชั้นเนื้อเยื่อ
  • ไทโรซีน (Tyrosine)มีคุณสมบัติช่วยในการเร่งเผาผลาญไขมันของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
  • สารสกัดอาร์ติโชค (Artichoke extract) มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันใหม่ ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน  
เมโสแฟต

การเกิดไขมันสะสมบริเวณแก้มเกิดจากอะไร

บริเวณใบหน้าสามารถมีการสะสมของไขมันได้เช่นเดียวกับส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณแก้ม หรือบริเวณใต้คางหรือเหนียง โดยการสะสมไขมันแก้มเกิดได้จากสาเหตุ เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ของหวานของทอดของมันมาก หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์มาก ทำให้ใบหน้ากลม มองเห็นแก้มป่อง มีไขมันเยอะ มองเห็นได้เด่นชัด รวมไปถึงการดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน พันธุกรรม หรืออายุที่มากขึ้นที่ทำให้เกิดแก้มหย่อนคล้อยและผิวที่เสื่อมสภาพด้วย

 ทั้งนี้วิธีลดแก้ม ทำได้ 2 วิธี คือ แบบธรรมชาติ  เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานที่ไม่ก่อให้เกิดไขมัน หรือเพิ่มน้ำหนัก วิธีนี้จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ความอดทน และมีระเบียบวินัย จึงจะเห็นผลลัพธ์ แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นที่พอใจของหลายคน ส่วนอีกวิธี คือ แบบเร่งด่วน  เช่น ฉีดเมโสแฟตแก้ม ถือเป็นทางลัดที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว เห็นใบหน้าเข้ารูป เรียว เด่นชัด และการผ่าตัดลดแก้ม แต่วิธีนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น  เจ็บตัว และไม่ทันใจ


ฉีดแฟตแก้ม เหมาะกับใคร ฉีดแล้วดีไหม

แม้การฉีดเมโสแฟต จะช่วยลดไขมันแก้ม  แก้ปัญหาแก้มป่องจากไขมัน แก้มย้อย แก้มห้อย แก้มหย่อน ทำให้ใบหน้าเรียวเล็ก โครงหน้าเข้ารูป มีมิติมากขึ้น สร้างความมั่นใจในรูปหน้า และช่วยทำให้ผิวกระชับขึ้น ผิวหน้า ดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็มีผู้ที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟต และ ผู้ที่ไม่ควรฉีดเมโสแฟต ดังนี้

คนที่เหมาะกับการฉีดเมโสแฟต 

ผู้ที่ต้องการสลายไขมันเฉพาะจุด ลดแก้ม ลดเหนียงใต้คาง

  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันแก้มเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียวเข้ารูปวีเชฟ มีกรอบหน้าชัดขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการสลายไขมันแก้มให้เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นจากการผ่าตัดหรือดูดไขมัน เพราะมีเวลาจำกัด
  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันแก้มแล้วไม่ยุ่งยากในการดูแลตัวเองภายหลังทำ
  • ผู้ที่ไม่สามารถลดไขมันแก้มได้ แม้ออกกำลังกายหรือคุมอาหารแล้ว

 คนที่ไม่ควรฉีดเมโสแฟต 

  • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี
  • ผู้ที่มีครรภ์ หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีการใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบหลอดเลือดผิดปกติในสมอง เส้นเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่มีการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ มีโรคหัวใจ หรืออยู่ในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง
  • ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด
เมโสแฟตแก้ม เหมาะกับใคร

ฉีดแฟตแก้ม ใช้ปริมาณยาในการฉีดกี่ CC

การฉีดแฟตแก้มจะใช้ปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการคำนวณและวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งจะแนะนำปริมาณที่เหมาะสมให้แต่ละคนแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะ เริ่มในปริมาณ 3-5 CC ของแก้มแต่ละข้าง  โดยสามารถฉีดได้หลายครั้ง หรือฉีดเป็นคอร์ส เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ตามที่ผู้รับบริการต้องการ โดยหลังการฉีดเมโสแฟตลดแก้ม ไขมันจะเริ่มสลายตัว 10-15% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และเห็นผลชัดเจนใน 1-3 สัปดาห์ ซึ่งผู้รับการฉีดเมโสแฟตแก้มจะสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบริเวณที่ฉีดเล็กลง ไขมันแก้มลดลง เห็นใบหน้าเข้ารูป หน้าเรียววีเชฟ มากขึ้นเรื่อยๆ


ฉีดแฟตแก้มเจ็บไหม ?

เมโสแฟต เป็นวิธีการที่ใช้เข็มฉีดยา ผู้รับบริการจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดเช่นเดียวกับการฉีดยาทั่วไป และรู้สึกได้เมื่อยาเดินเข้าสู่ผิวหนัง แต่สามารถบรรเทาอาการเจ็บหรือบวมเล็กน้อยภายหลัง ฉีดเมโสแฟตด้วยการประคบเย็น จะทำให้รู้สึกดีขึ้นและหายบวมหรืออักเสบได้ในเวลา 3-4 ชั่วโมง


ฉีดแฟตแก้มจะทำให้บวมกี่วัน ?

โดยปกติ ภายหลังฉีดเมโสแฟตจะมีอาการบวมจากปริมาณยาที่เข้าสู่ผิวหนัง จะสามารถหายไปใน 3-4 ชั่วโมง ไม่เป็นอันตราย ไม่ทิ้งร่องร่อยอักเสบ ไม่ต้องพักฟื้น ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาการบวมก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอีกด้วยในบางคนอาจจะมีเขียวง่าย บวมง่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และวิธีการดูแลตัวเองอีกด้วย


ฉีดแฟตแก้มจะเห็นผลภายในกี่วัน

ผู้รับบริการสามารถเห็นผลลัพธ์จากการฉีดเมโสแฟตแก้มได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และจะชัดเจนใน 2-3 สัปดาห์ โดยมีการสลายไขมันเกิดขึ้นประมาณ 10-15% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและปริมาณไขมันของแต่ละคน และหากต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น ควรดื่มน้ำในปริมาณเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยให้ไขมันที่สลายถูกขับออกจากร่างกาย ทางปัสสาวะ และเหงื่อ ได้มากขึ้น


ฉีดแฟตแก้มจะอยู่ได้นานกี่เดือน

การฉีดเมโสแฟต ทั้งฉีดเมโสแฟตแก้ม หรือเมโสแฟตเหนียง เห็นผลลัพธ์ได้นาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันเดิมที่มี การปรับเปลี่ยนพฤติการบางอย่างในการดูแลตัวเอง การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงพฤติการการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่ เช่น อาหารมัน อาหารทอด ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากขึ้น


ฉีดแฟตแก้มต้องเตรียมตัวอย่างไร

คนที่สนใจต้องการฉีดแฟตแก้ม ควรมีการเตรียมตัว ดังนี้

  • การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดเมโสแฟต ตัวยาที่ใช้เมโสแฟต ข้อดีข้อเสีย และการดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสแฟต
  • เลือกคลินิก หรือสถานพยาบาล ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้
  • ปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจประเมินใบหน้าและจุดที่ต้องการฉีด พร้อมแจ้งประวัติทางการแพทย์ และโรคประจำตัว
  • งดยาในกลุ่มแก้ปวด เช่น แอสไพริน NSAIDs และ Dipyridamole ประมาณ 48 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการฉีดเมโสแฟต

หลังฉีดแฟตแก้มดูแลตัวเองอย่างไร

หลังจากเข้ารับการสลายไขมันด้วยวิธีเมโสแฟตแล้ว ผู้รับบริการควรปฏิบัติและดูแลตัวเอง ดังนี้

  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ไขมันขับออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น
  • งดทาครีมบริเวณรอยเข็มหลังฉีด 24 ชั่วโมง และหากเกิดรอยแดง รอยช้ำจากเข็ม สามารถประคบเย็นได้ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังฉีดเมโสแฟต
  • รับประทานยาลดบวม หรือยาแก้อักเสบ หรือแก้ปวดตามแพทย์สั่งได้เมื่อมีอาการ
  • งดอบซาวน่า เลเซอร์ หรือการนวดเพื่อไม่ให้เกิดการบวมช้ำมากขึ้น และลดการฟกช้ำให้น้อยลง อย่างน้อย 1  สัปดาห์หลังฉีดเมโสแฟต
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เพื่อลดอาการบวมซ้ำ อย่างน้อย 3 วันหลังฉีดเมโสแฟต
  • หากต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจน ควรมีระยะห่างอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังฉีดเมโสแฟต
  • ควรออกกำลังกาย เพื่อกระชับกล้ามเนื้อ  และควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่ม เพื่อผลดีในระยะยาว
  • ควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันกลับมาสะสมใหม่
  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น
วิธีดูแลตัวเองหลังการฉีดเมโสแฟต

ฉีดแฟตแก้มมีข้อดีอย่างไร

  • การฉีดเมโสแฟตไม่ต้องพักฟื้น
  • การฉีดเมโสแฟต มีอาการบวมช้ำน้อย แต่ยาบางชนิดอาจทำให้บวมได้ ใน 1-3 วันแรก
  • การฉีดเมโสแฟตใช้ระยะเวลาในการฉีดไม่นาน
  • หลังฉีดเมโสแฟต สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าได้ตามปกติ
  • หลังฉีดเมโสแฟต สามารถเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วภายใน 1- 2 สัปดาห์

ข้อสรุป

การฉีดเมโสแฟตแก้ม เป็นวิธีการปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กลง ชัดเจนได้จริง เพราะฉีดเมโสแฟต ช่วยสลายไขมัน และลดไขมันเฉพาะจุด ไม่ยุ่งยากในการทำ ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อย จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสลายไขมันที่มีการสะสมไม่มากเกินไป ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องการผ่าตัด และไม่ต้องการดูดไขมัน ซึ่งการฉีดเมโสแฟต สะดวก ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องดูแลตัวเองยุ่งยากเช่นการผ่าตัดหรือดูดไขมัน และที่สำคัญภายหลังฉีดเมโสแฟตแก้ม สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้และแต่งหน้าได้ตามปกติ ถือเป็นการลงทุนด้านความงามที่คุ้มค่า คุ้มราคา คุ้มเวลา อย่างแท้จริง


รีวิวฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้ม
รีวิวฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้ม
การตั้งครรภ์ของคุณแม่ การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการขยายตัวของมดลูก และกระทบกับกล้ามเนื้อหน้าท้องโดยตรง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการฉีกขาด หย่อนคล้อย และไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งครรภ์หลายครั้งหรือการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีการยืดหยุ่นได้ดีเท่าที่ควร คนที่หน้าท้องใหญ่ คนที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน และเคยมีหน้าท้องใหญ่มาก เพราะมีการสะสมของไขมันหน้าท้องมาก แม้ในปัจจุบันจะลดน้ำหนัก ลดไขมัน จนไม่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องแล้วก็ตาม แต่ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอาจยังมีให้เห็น เช่น คนรูปร่างผอม บางคนมีหน้าท้องยื่นออกมาเด่นชัด ถือเป็นภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกนั่นเอง

HI-EMT กู้หน้าท้องย้วยหลังคลอด แก้ไขปัญหาหน้าท้องแยกของคุณแม่

ปัญหาที่สร้างความกังวลให้คุณแม่หลังคลอดมากที่สุด คือปัญหารูปร่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะไขมันหน้าท้องทำให้หน้าท้องย้วย หน้าท้องหย่อนคล้อย หรือหน้าท้องแยก และส่วนใหญ่คุณแม่มักบ่นเรื่องไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือออกกำลังได้ไม่สม่ำเสมอ ลดไขมันหน้าท้องไม่ได้ ทำให้สัดส่วนรูปร่างไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ ปัจจุบันมีเส้นทางลัดสู่หุ่นสวย สุขภาพดี ช่วยลดหน้าท้อง แก้ปัญหาสัดส่วนของคุณแม่หลังคลอดที่ใช้เวลาไม่นาน ไม่เหนื่อย แถมควบคุมผลลัพธ์ได้ดั่งใจ โดยการเทคโนโลยีสลายไขมันและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเฉพาะเจาะจง หรือ เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง HI-EMT (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) กระชับหน้าท้องพร้อมเพิ่มกล้ามเนื้อในเวลาเพียง 30 นาทีต่อวัน เทียบเท่าการซิทอัพ 20,000 ครั้ง ช่วยลดไขมันหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ สร้างซิกแพคและก้น เทียบเท่าการสควอช 20,000 ครั้ง ช่วยลดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อแขน และเทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 5 ชั่วโมง ที่สำคัญสามารถกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน ทำให้คุณแม่กลับมามีหุ่นแปะ ตรงจุด ตรงใจ ได้แบบเร่งด่วนแท้จริง


กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก คืออะไร

ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรง หรือที่เรียกว่า Diastasis Recti คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus abdominis) ไม่มีความแน่นกระชับ เพราะเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อให้ติดกัน ไม่ยืดหยุ่นเหมือนที่เคยเป็น เช่น กรณีหญิงตั้งครรภ์ ไขมันหน้าท้องมาก ส่งให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการแยกตัวออกจากกัน ทำให้ความแข็งแรงทนทาน หรือการคงสภาพของกล้ามเนื้อหายไป และภายหลังคลอดบุตร หากกล้ามเนื้อมีการแยกตัวออกจากกันมาก หน้าท้องจะขยายใหญ่ขึ้น ส่งให้หน้าท้องไม่กระชับ หน้าท้องย้วย หย่อนคล้อย และเอียงมาข้างหน้า ทั้งยังส่งผลให้กล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง ไม่เฟิร์ม ไม่กระชับ ทำให้มีไขมันหน้าท้องมาก มองเห็นหน้าท้องยื่นออกมาด้านหน้า ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องฉีกออกจากกันมาก ๆ อาจทำให้เป็นไส้เลื่อนได้ด้วย

ทำHIFEM

การสังเกตุกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกด้วยตนเอง

ปัญหาไขมันหน้าท้องมาก ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกออกจากกันสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยสามารถสังเกตหรือตรวจสอบ ได้ดังนี้

  • วัดระยะห่างระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งสองข้าง (มากกว่า 2.7 ซม.)
  • การตรวจอัลตร้าซาวด์หน้าท้อง
  • การตรวจ CT Scan บริเวณหน้าท้อง

สำหรับคุณแม่หลังคลอด โดยปกติหลังคลอดกล้ามเนื้อหน้าท้องจะหดตัวลงเหมือนเดิมประมาณ 2 เดือน แต่ก็อาจยังมีภาวะไขมันหน้าท้องมาก กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้ เพราะเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อให้ชิดติดกันขาดความยืดหยุ่นไปแล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรตรวจสอบภาวะหน้าท้องแยกด้วยตัวเอง ดังนี้

1. นอนราบไปกับพื้น

2. วางมือทั้งสองข้างกลางหน้าท้อง บริเวณเหนือสะดือ ให้นิ้วมือชิดกัน

3. ใช้นิ้วมือกดลงไป ระหว่างลิ้นปี่และสะดือ ค้างไว้

4. จากนั้นยกตัวขึ้นเหมือนกำลังจะซิทอัพ แต่ให้เกร็งหน้าท้องค้างไว้

5. หากหน้าท้องมีลักษณะแข็งจากการเกร็ง ถือว่ายังมีภาวะปกติ

6. หากพบว่า เมื่อกดนิ้ว แล้วนิ้วมากกว่า 2 นิ้ว ยุบลงไป ถือว่าอาจมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก


สาเหตุเกิดกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกเกิดจากอะไร

การตั้งครรภ์ของคุณแม่ 

การตั้งครรภ์ทำให้เกิดการขยายตัวของมดลูก และกระทบกับกล้ามเนื้อหน้าท้องโดยตรง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีการฉีกขาด หย่อนคล้อย และไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งครรภ์หลายครั้งหรือการตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วเนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีการยืดหยุ่นได้ดีเท่าที่ควร

คนที่หน้าท้องใหญ่

คนที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน และเคยมีหน้าท้องใหญ่มาก เพราะมีการสะสมของไขมันหน้าท้องมาก แม้ในปัจจุบันจะลดน้ำหนัก ลดไขมัน จนไม่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องแล้วก็ตาม แต่ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกอาจยังมีให้เห็น เช่น คนรูปร่างผอม บางคนมีหน้าท้องยื่นออกมาเด่นชัด ถือเป็นภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกนั่นเอง


การเกิดกล้ามเนื้อท้องแยกจะรักษาได้ไหม

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรง จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของลักษณะกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งการรักษาให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกลับมากระชับ แข็งแรง และเฟิร์มอย่างที่เคยเป็น ทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. การเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องให้กลับมาติดกัน เป็นการผ่าตัดเปิดแผลขนาดใหญ่ นำเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วเย็บกล้ามเนื้อหน้าท้องจากชั้นในให้กระชับเข้าที่ ให้หน้าท้องมีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอด ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกมาก แต่วิธีนี้จะไม่ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเฟิร์มกระชับ จึงต้องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงและกระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ ด้วยวิธีอื่นเพิ่ม

2. การใช้ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด (ชุดกระชับหลังคลอด)  เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตรและมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงไม่รุนแรงมาก ซึ่งการใส่ชุดกระชับหลังคลอด จะช่วยพยุงและยกกระชับหน้าท้องไม่ให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง และผิวบริเวณหน้าท้อง เกิดความหย่อนคล้อยมากขึ้น แต่อาจช่วยได้ไม่มากนัก

3. การกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยพลังงานไฟฟ้า Neuromuscular electrical stimulation (NMES)  เป็นการรักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก โดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นจากภายนอก ผ่านผิวหนัง และลงมาที่ชั้นกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เกิดการหดตัวได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้อง  แต่สิ่งสำคัญ ต้องตั้งช่วงไฟฟ้ากระตุ้นให้เหมาะสม และวิธีนี้จะรู้สึกเจ็บมากในระหว่างที่ทำการรักษา

4. การออกกำลังกาย สร้างความแข็งแรงกระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อให้หน้าท้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งทำให้ ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ โดยจะต้องเลือกท่าออกกำลังให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงท่าที่ผลักกล้ามเนื้อออกข้างนอก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแยกตัวออกจากกันมากกว่าเดิม วิธีนี้จะใช้ระยะเวลา อดทน มีระเบียบวินัย และอาจไม่พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้หรืออาจไม่ได้ผลลัพธ์เลยก็ได้

5. การกระชับหน้าท้อง พร้อมกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เรียกว่า HIFEM (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) ซึ่งช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกลับมากระชับเหมือนเดิมแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อใหม่เฉพาะจุดที่ต้องการได้ในเวลารวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน


กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกตัว สามารถกลับมากระชับได้ไหม

ปัจจุบันนวัตกรรมที่ช่วยรักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรงได้เหมือนเดิม ได้แก่ การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ  HI-EMT(High-Intensity Focused Electro-Magnetic) เทคโนโลยีการยิงคลื่นพลังแม่เหล็กไฟฟ้าส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เห็นชัดเจนเป็นรูปทรง โดยการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้บีบและคลายตัว แบบที่เรียกว่า Supramaximal Contraction เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน พร้อมไปกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ HI-EMT ไม่ใช่การลดน้ำหนักและไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด ขณะทำ HI-EMTจะรู้สึกเพียงกล้ามเนื้อมีการบีบและคลายตัวถี่ๆ เป็นระยะๆ ไม่รู้สึกร้อนหรือเจ็บ แต่อาจรู้สึกปวดเมื่อยล้า ซึ่งเกิดจากกลไกการทำHI-EMTที่เลียนแบบการออกกำลังกาย ส่งให้มีการสลายไขมัน ลดไขมันได้ในเวลาสั้น กล้ามเนื้อที่แยกตัวสามารถกลับมากระชับได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อรูปทรงชัดเจนได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบปกติ  


HI-EMTคืออะไร

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT (High-Intensity Focused Electro-Magnetic) คือ เทคโนโลยีของการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในชั้นของกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้บีบและคลายตัวถี่ๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมัน ลดไขมันไปพร้อมกัน ซึ่งจะส่งให้เกิดสร้างการกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ในบริเวณที่ต้องการได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่เสียเหงื่อ ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บตัว และไม่ต้องพักฟื้น โดยผู้ที่เหมาะกับการรับบริการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT ได้แก่

  • ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่ต้องการลดไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีปัญหาก้นหรือปั้นท้ายหย่อนคล้อย
  • ผู้ที่ออกกำลังกาย และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายให้ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหาปวดหลัง เพราะสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว ลดอาการปวดหลังได้
  • ผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ Weight Training ได้แต่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมัน
  • คุณแม่หลังคลอดบุตรมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ที่ต้องการลดไขมันหน้าท้อง กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อให้หน้าท้องแข็งแรง เฟิร์มเหมือนเดิม

หลักการทำงานของ HI-EMT

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTเป็นเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้หลักการทำงานในการกระตุ้นให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เหมือนเวลาออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะมีการหดตัวด้วยพลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีน้ำหนักสูงสุดและความถี่สม่ำเสมอ 20,000 ครั้ง ในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อจะช่วยเผาผลาญสลายไขมัน ลดไขมันได้มากกว่า และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ได้ในเวลาสั้น โดยการทำ HI-EMT สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังทำต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง

การทำงานของ HIFEM

การใช้ HI-EMT รักษากล้ามเนื้อแยก

จากงานวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีHI-EMT รักษากล้ามเนื้อหน้าท้องแยก แสดงให้เห็นว่า การติดตามผลการศึกษาในผู้มีปัญหากล้ามเนื้อแยกจำนวน 22 คน โดยใช้ HI-EMT ช่วยสลายไขมัน กระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง จำนวน 4 ครั้งติดต่อกัน พบว่า กล้ามเนื้อมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นถึง 15.4%, ความหนาของชั้นไขมันลดลงถึง 18.6% ช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกและอ่อนแรงลงได้ถึง 10.4% และรอบเอวมีขนาดลดลงเฉลี่ย 3.8 เซนติเมตร


การทำ HI-EMT สามารถทำบ่อยได้แค่ไหน

การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTสามารถทำได้บ่อยประมาณ 2 วันต่อครั้ง หรือ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง  โดยระยะเวลาที่ทำครั้งละ 30 นาที และควรทำต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินและแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สามารถทำซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ หลัง 2-3 เดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาของผลลัพธ์จากการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อใหม่ เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือกล้ามเนื้อสะโพก หรือกล้ามเนื้อแขน สามารถเห็นผลเมื่อทำ 4-6 ครั้ง และผลชัดเจนขึ้นเมื่อทำ 8 ครั้ง และการคงอยู่นานของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่ เป็นต้น 


การทำ HI-EMTสามารถทำบริเวณไหนได้บ้าง

  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อหน้าท้อง
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อแขน ขา น่อง
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อสะโพก
  • การใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ บริเวณกล้ามเนื้อก้น ปั้นท้าย

HIFEM

การทำ HI-EMT เจ็บไหม

ขณะที่ใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTลดไขมัน กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ จะไม่ทำให้เจ็บ ร้อนหรือแสบบนผิว แต่จะรู้สึกกล้ามเนื้อบีบและคลายตัวเป็นระยะๆ หลังจากทำจะรู้สึกเมื่อยล้า เนื่องจากกลไกการทำของ เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT เลียนแบบการออกกำลังกาย เพียง 30 นาที เทียบกับการซิทอัพหรือสควทถึง 20,000 ครั้ง และสามารถทำให้กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัวได้ถึง 36,000 ครั้ง


ผลที่ได้หลังจากการทำ HI-EMT

ผลลัพธ์จากการใช้เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMTในเวลาเพียง 30 นาที เพื่อลดไขมัน กระชับหน้าท้อง เพิ่มกล้ามเนื้อ จะก่อให้เกิดผล ดังนี้

  • กระตุ้นกล้ามเนื้อหดและคลายได้ถึง 36,000 ครั้ง เทียบเท่ากับ การซิทอัพ หรือสควท 20,000 ครั้ง
  • กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ 16%
  • ลดไขมันส่วนเกินได้ 19%
  • กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น
  • กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลือง
  • ทำให้ร่างกายแข็งแรงและทนทานมากขึ้น
  • กระชับหน้าท้อง ลดไขมันหน้าท้อง ลดหน้าท้องย้วย หน้าท้องหย่อยคล้อยได้เร็วขึ้น

ข้อสรุป

นอกจากเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT จะช่วยเผาผลาญไขมันและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อแบบเร่งด่วนแล้ว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยกได้อย่างเห็นผลลัพธ์ชัดเจน โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดที่มีไขมันหน้าท้องมาก ทำให้หน้าท้องหย่อนคล้อย หน้าท้องย้วย  เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อ HI-EMT เป็นอีกทางเลือกของคุณแม่ยุคใหม่ในการกระชับหน้าท้อง ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อคงรูปร่าง สัดส่วน ให้เฟิร์ม แลดูสุขภาพดี สามารถมั่นใจในรูปร่างได้เหมือนก่อนคลอดโดยไม่ต้องรอนานอีกต่อไป


BHA เหมาะสำหรับคนเป็นสิว

BHA ตัวช่วยผลัดเซลล์ผิวเพื่อนคู่ใจของคนเป็นสิว

คุณเป็นคนที่รู้สึกกังวลเรื่องผิวหน้าที่มันเยิ้มและรูขุมขนอุดตันจนทำให้เกิดสิวบ้างหรือเปล่า ถ้าใช่ สกินแคร์ที่มีส่วนประกอบของ Beta Hydroxy Acid หรือที่เรารู้จักกันว่า BHA สามารถช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน หรือสิวอักเสบ เพราะ BHA เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมากจากธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดความมันบนใบหน้า แถมยังช่วยกระชับรูขุมขนพร้อมผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส ไร้ริ้วรอย รวมถึงรอยดำและรอยแดงต่างๆด้วย 


BHA คืออะไร มีหลักการทำงานต่อผิวเป็นอย่างไร

BHA หรือ Beta Hydroxy Acid เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกอย่างอ่อนโยน ขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วโดยไม่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระจ่างใส ดูอ่อนกว่าวัย อีกทั้งยังช่วยละลายน้ำมันส่วนเกินและซีบัม (sebum) บนใบหน้าที่จะกลายเป็นไขมันอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเกิดสิว นอกจากนี้ส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยซ่อมแซมและป้องกันริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น BHA จึงเหมาะที่สุดสำหรับคนผิวมัน เป็นสิวง่าย คนที่ผิวแพ้ง่าย และยังใช้ได้สำหรับทุกสภาพผิว 


คุณสมบัติของ BHA 

มีการศึกษามากมายยืนยันว่า BHA นั้นมีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากมายดังต่อไปนี้ 

  • ช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียน ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  • มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยลดการอักเสบของสิว โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • ด้วยคุณสมบัติของ BHA ที่เป็นกรดละลายน้ำมันและสามารถดูดซึมลึกเข้าไปในรูขุมขน จึงสามารถสลายไขมันส่วนเกินและช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่อาจจะไปอุดตันรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว 
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ 
  • ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง 
  • ควบคุมการผลิตซีบัม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของไขมันที่ต่อมไขมันสังเคราะห์ขึ้นมา จึงช่วยลดความมันบนใบหน้า ทำให้ไม่ต้องกังวลกับผิวมันหรือความมันเยิ้มอีกต่อไป 
คุณสมบัติสำคัญของ BHA

การผลัดเซลล์ผิวหน้า คืออะไร

การผลัดเซลล์ผิว (Skin Cell Turnover) คือ การที่เซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วหลุดออกไป และมีเซลล์ผิวใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่ โดยทั่วไปกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของวัยหนุ่มสาวจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้วทุกๆ 28 วัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์และกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์จะค่อยๆลดลง เซลล์ผิวเก่าจะเกาะรวมตัวกันและไม่หลุดออกตามเวลาที่ควรจะเป็น ขัดขวางไม่ให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำ เซลล์ผิวเก่าไปอุดตันที่รูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตัน และปัญหาผิวอื่นๆ ตามมากอีกมากมาย 

เมื่อกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติช้าเกินไป เราจึงต้องใช้ตัวช่วยเร่งกระบวนการดังกล่าว ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี วิธีการหนึ่งคือ การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ BHA นั่นเอง 


การผลัดเซลล์ผิวมีข้อดี และข้อเสียอย่างไร

 ข้อดีของการผลัดเซลล์ผิว

  • มีเซลล์ผิวใหม่ที่กระจ่างใสเกิดขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวเก่า 
  • เซลล์ผิวเก่าหรือขี้ไคลถูกกำจัดออกไป ทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการเกิดสิวอุดตัน เนื่องจากเซลล์ผิวเก่าจะไปรวมกับน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าแล้วไปอุดตันตามรูขุมขน จนเกิดเป็นสิวอุดตันในที่สุด
  • เมื่อเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกไป จะทำให้ผิวสามารถดูดซับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ได้ดีขึ้น

 การผลัดเซลล์ผิวช้ามีข้อเสียอย่างไร

  • ทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส
  • เกิดการสะสมของเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ไปอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดสิว
  • ทำให้ผิวหน้าหยาบกร้านจากการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากไม่สามารถดูดซึมผ่านเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ 

วิธีการผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวเองเพื่อทำความสะอาดรูขุมขน

กระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะทำได้ช้าลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วไม่หลุดออกไป จึงเกิดการสะสมบนชั้นผิวหน้า ทำให้เกิดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส ผิวหน้าดูแห้งกร้าน และเกิดริ้วรอยได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโอกาสสูงที่จะไปอุดตันตามรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียนและกระจ่างใสมากกว่า 

  •  การขัดผิวหรือสครับผิว

การขัดผิวเป็นการปรับสภาพผิวและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่บนชั้นผิวให้หลุดออกไป พูดง่ายๆ คือการสครับผิวหรือขัดถู ทำความสะอาดผิว โดยใช้มือเปล่าหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น ใยบวบหรือหินขัดผิว และใช้ตัวช่วยสครับผิวจากธรรมชาติ เช่น เกลือ มะขามเปียก หรือเบคกิ้งโซดา เป็นต้น วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ แต่อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเกิดบาดแผลได้ง่าย หากขัดถูแรงหรือนานเกินไป รวมถึงอาจจะทำให้ผิวหนังของเราอักเสบได้ด้วย 

  •  การใช้สารผลัดเซลล์ผิว 

สารผลัดเซลล์ผิว เป็นตัวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวชั้นหนังกำพร้าหลุดออกไปได้เร็วขึ้น ซึ่งสารผลัดเซลล์ผิวที่นิยมใช้มีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น AHA(Alpha hydroxyl acid) หรือ BHA (Beta hydroxyl acid) ซึ่งมีคุณสมบัติเร่งผลัดเซลล์ผิว ลดการอักเสบของสิว ลดความมันบนใบหน้า และสลายสิวอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BHA 3B CREAM ครีมผลัดเซลล์ผิวของ AYA Clinic ด้วยประสิทธิภาพของ BHA ที่มีความเข้มข้น 3% ช่วยในการลดสิวอุดตัน ช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำร้ายผิว ไม่เกิดการระคายเคืองผิว ช่วยลดสิวและริ้วรอย รวมถึงลดรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว และยังช่วยควบคุมความมันและกระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับคนผิวมัน เป็นสิวง่ายหรือผิวแพ้ง่าย

เมื่อผลัดเซลล์ผิวด้วย BHA 3B CREAM แล้ว ควรล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ทั้งกลางวันและกลางคืน และปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 50+++ ขึ้นไป

วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวเอง

AHA และ BHA ต่างกันอย่างไร

AHA (Alpha hydroxyl acid) และ BHA (Beta hydroxyl acid) ต่างก็เป็นสารสังเคราะห์จากธรรมชาติที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป แต่ AHA มีคุณสมบัติละลายน้ำ ส่วน BHA นั้นละลายในน้ำมัน ทำให้ BHA สามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นผิวและรูขุมขนได้มากกว่า โดยไม่ทำให้ผิวอุดตัน จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวมันและรูขุมขนกว้าง

AHA และ BHA ต่างกันอย่างไร

ข้อดีของ AHA 

  • ทำให้ผิวชุ่มชื้นและทำให้ผิวอิ่มน้ำ 
  • ช่วยปรับสมดุลของผิว รักษาค่าความเป็นกรดด่างของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล
  • ช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส
  • ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  • ช่วยปรับให้ผิวเรียบเนียน
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 

 ข้อดีของ BHA 

  • ช่วยลดจุดด่างดำ รอยดำ และรอยแดงจากสิว 
  • ช่วยลดสิวอุดตัน ทั้วสิวหัวดำและสิวหัวขาว
  • ช่วยแก้ปัญหาขนคุด
  • ช่วยลดการอักเสบของสิว และออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 
  • ช่วยลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใส
  • ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ควบคุมการผลิตซีบัมและลดความมันบนใบหน้า 
  • ช่วยกระชับรูขุมขน
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น
  • ด้วยคุณสมบัติการละลายในน้ำมันของ BHA ทำให้สามารถแทรกซึมไปตามรูขุมขนเข้าไปสลายไขมันส่วนเกินที่อุดตันอยู่ ลดโอกาสการเกิดสิวอุดตัน 

 การผลัดเซลล์ผิวสำหรับผิวแต่ละแบบ 

การผลัดเซลล์ผิวของผิวแต่ละแบบมีความแตกต่างกัน หากเรารู้จักสภาพผิวของตนเองก็สามารถเลือกใช้วิธีและผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวได้อย่างเหมาะสม และทำให้การผลัดเซลล์ผิวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 ผิวแห้ง

สำหรับคนผิวแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวหน้า เพราะเสี่ยงต่อผิวลอก ผิวเป็นขุยและทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของ BHA ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น 

 ผิวธรรมดา

ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ไม่ค่อยมีปัญหา สามารถเลือกได้ทั้งวิธีผลัดเซลล์ผิวแบบสครับหรือการขัดถู และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวแต่ไม่ควรใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกัน หรือทำบ่อยเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดการระคายเคืองได้  

 ผิวแพ้ง่าย

ผิวแพ้ง่ายเป็นผิวที่บอบบาง ระคายเคืองง่ายอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการผลัดเซลล์ผิวแบบขัดหรือถูผิวแรงๆ เพราะจะทำให้กระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย แนะนำให้ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนประกอบของ BHA และส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวนุ่มลื่น 

 ผิวมัน

ผิวมันควรใช้วิธีสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA ซึ่งช่วยลดการอักเสบของสิวที่เกิดจากไขมันส่วนเกินบนใบหน้า ลดผื่นคัน และการระคายเคือง ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ปราศจากน้ำมัน แต่ยังทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอยู่ 


 ควรผลัดเซลล์ผิวบ่อยแค่ไหน

การผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีสครับหรือการขัดถูเพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปจะทำได้บ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน เช่น หากคุณมีผิวธรรมดาควรขัดผิวอย่างสัปดาห์ละไม่เกิน 2-3 ครั้ง เพราะการสร้างเซลล์ผิวใหม่ต้องใช้เวลาเช่นกัน ส่วนผิวแห้ง ผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงวิธีสครับ หรือหากต้องการทำจริงๆ ไม่ควรขัดถูผิวหน้าแรงๆ  หากมีอาการผิดปกติให้หยุดและปรึกษาแพทย์ทันที 

ส่วนการใช้สารหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA สามารถใช้ได้ทุกวัน หาก BHA ที่ใช้มีความเข้มข้นไม่เกิน 2% ซึ่งเป็นความเข้มข้นต่ำ แต่ในระยะแรกของการใช้อาจจะเกิดการระคายเคืองได้ แนะนำให้เริ่มใช้ BHA สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก่อน และจึงค่อยเพิ่มความถี่เมื่อผิวหน้าปรับสภาพได้แล้ว 


 ข้อเสียของการผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป

แม้ว่าการผลัดเซลล์ผิวจะช่วยลดความหมองคล้ำ แก้ปัญหาสิว ริ้วรอยและจุดด่างดำ แต่หากทำบ่อยเกินไปก็มีผลเสียได้เช่นกัน 

  • ทำให้ผิวแห้งตึง ลอก ผิวเป็นขุย เพราะสูญเสียความชุ่มชื้น
  • ทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย อาจเกิดผื่นหรือรอยแดง
  • กระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพราะผิวแห้งจากการผลัดเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวมันมากขึ้น 
  • เกิดอาการแพ้ เป็นสิวง่ายหรือเป็นสิวภูมิแพ้ เนื่องจากผิวหนังที่ถูกผลัดบ่อยทำให้ผิวด้านในไม่มีผิวชั้นนอกป้องกัน จึงระคายเคืองและเป็นสิวง่าย 

 ประโยชน์ของ BHA 

  • BHA ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า ลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส
  • สามารถแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขนโดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
  • ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดผื่นคัน และรอยแดง ปลอบประโลมผิวที่เกิดการระคายเคือง
  • ลดเลือนริ้วรอย และรอยดำ รอยแดงจากสิว 
  • ช่วยกระชับรูขุมขน
  • ช่วยลดความมันบนใบหน้า

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนใช้ BHA

BHA มีประโยชน์มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย เกิดอาการแสบร้อน และระคายเคืองได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคระบบไหลเวียนโลหิต โรคผิวหนังบางชนิด รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ BHA 

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ BHA ร่วมกับผลิตภัณฑ์หรือยาดังต่อไปนี้ 

  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ยารักษาโรคผิวหนังที่มีส่วนประกอบของ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide), อนุพันธ์วิตามินดี (Calcipotriol) และเรตินอยด์ (Retinoid) 
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำให้ผิวแห้งหรือมีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง หรือออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวเหมือนกัน เพราะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย 

 ข้อสรุป

BHA เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการผลัดเซลล์ผิวที่เหมาะสำหรับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย และผิวมัน อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ BHA อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ความเข้มข้นที่สูงเกินไป และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสุดและปลอดภัยมากที่สุด


ปัญหาแก้มตอบ ใบหน้าโทรม

สารสกัดเปลือกมังคุด สบู่ตัวเทพลดการอักเสบสิว

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม สำคัญมากสำหรับคนเป็นสิว เพราะคนเป็นสิวมักมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากธรรมชาติจึงตอบโจทย์สำหรับคนเป็นสิวที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ใช้แล้วไม่แสบผิว ไม่ทำลายผิวหน้า 

สบู่รักษาสิว Acne Soap ของ Aya Clinic มีส่วนผสมของสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของสิวด้วย Mangoesteen Bark ที่อยู่ในเปลือกมังคุด และยังช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วย Salicylic Acid ทำให้สิวอักเสบลดลงไปพร้อมๆกับบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปทำให้โอกาสเกิดสิวซ้ำน้อยลง และยังสามารถใช้ควบคู่กับยาทารักษาสิวได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

เมื่อสิวหาย ควรใช้สบู่ล้างหน้าออร์แกนิค ที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าผิวหน้าจะไม่ถูกสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น สบู่ล้างหน้า Whitening Soap ของ Aya Clinic ก็เป็นอีกหนึ่งสูตรที่อ่อนโยนจากสารสกัดชะเอมช่วยยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่เป็นสาเหตุความหมองคล้ำ พร้อมวิตามินบี 13 ที่มีคุณสมบัติลดการผลิตเม็ดสีของเซลล์ผิว ผลัดผิวให้ขาวกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีและน้ำผึ้ง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมความชุ่มชื่น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะขาวใส เปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี 

สบู่รักษาสิวสารสกัดจากเปลือกมังคุด

สิวเกิดจากอะไร

การทำความเข้าใจกลไกการเกิดสิว เราจะพบว่ามีปัจจัยหลายอย่าง กระตุ้นให้เกิดสิว สิวระยะแรกเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วรวมกับน้ำมันและเคราตินที่ร่างกายผลิตขึ้นมามากเกินไป ไปสะสมที่ทางออกของรูขุมขน เมื่อสะสมมากขึ้นจึงเกิดสิวอุดตันที่รูขุมขน ต่อมาหากมีเชื้อแบคทีเรียบริเวณนั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้น ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อเชื้อแบคทีเรีย ดึงดูดให้เม็ดเลือดขาวเข้ามาประกอบกับมีไขมันอุดตันเพิ่มมากขึ้น ก็จะกลายเป็นสิวอักเสบ หากมีการอักเสบรุนแรงก็จะเกิดรอยแผลเป็นได้ 


สิวมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งสิวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สิวที่ไม่อักเสบและสิวที่มีการอักเสบ

สิวที่ไม่อักเสบ

สิวที่ไม่อักเสบหรือสิวอุดตันจะไม่มีอาการบวมหรือแดง และไม่รู้สึกเจ็บ ควรรีบรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจจะลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบได้ โดยทั่วไปสิวที่ไม่อักเสบจะแบ่งเป็นสิวหัวขาวและสิวหัวดำ

  • สิวหัวขาวหรือสิวหัวปิด

เป็นสิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก มีจุดสีขาวตรงกลาง รูขุมขนยังไม่เปิด อาจใช้วิธีการแต้มยารักษาสิวเพื่อกระตุ้นให้หัวสิวหลุดออกจากรูขุมขนได้ง่ายขึ้น 

  • สิวหัวดำหรือสิวหัวเปิด

เป็นสิวอุดตัน ที่มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ คล้ายกับสิวหัวขาว แต่จะเห็นตามบริเวณรูขุมขนและตรงกลางจะเห็นเป็นจุดสีดำหรือน้ำตาล ซึ่งเกิดจากหัวสิวที่เป็นไขมันทำปฏิกิริยากับอากาศ  สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการกดสิวอย่างถูกวิธี หัวสิวจะหลุดออกมาได้ไม่ยากและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่หากทำไม่ถูกวิธี ก็อาจจะเกิดการติดเชื้อ อักเสบและเกิดรอยแผลเป็นได้ 

สิวที่มีการอักเสบ

สิวอักเสบเป็นสิวที่เกิดการอักเสบบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมัน ทำให้เกิดสิวที่มีลักษณะต่างๆ สร้างความเจ็บปวดให้คนที่เป็นสิวอยู่ไม่น้อย 

  • สิวที่มีตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นจุดแข็ง นูนขึ้นมาบนผิวหนัง โดยทั่วไปมีขนาดน้อยกว่า 1 เซนติเมตร 
  • สิวหัวหนอง (Pustule) เป็นสิวอักเสบที่เป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่ มีของเหลวสีเหลืองที่เรียกว่าหนอง การรักษาสิวชนิดนี้ทำโดยการกดสิวออก 
  • สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodule) เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก ลุกลามไปชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ บางครั้งเรียกว่าสิวหัวช้าง
  • สิวซีสท์ (Cyst) เป็นสิวที่มีความรุนแรงกว่าสิวชนิดอื่นๆ มีขนาดใหญ่ และมีลักษณะเป็นหนองปนเลือด มีอาการเจ็บ รักษาได้ยากและมักทิ้งรอยแผลเป็นและหลุมสิวขนาดใหญ่ 
ความแตกต่างของสิวอุดตันและสิวอักเสบ

สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดสิว

สาเหตุของการเกิดสิวเกิดจากหลายปัจจัย หากเราหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆเหล่านั้นได้ก็ถือเป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติวิธีหนึ่งเช่นกัน สาเหตุของการเกิดสิวสามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอก 

 ปัจจัยภายในร่างกาย

เป็นสาเหตุที่เกิดจากภายใจร่างกายของเราเอง ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน : เมื่อฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติไปจากเดิมจะส่งผลต่อส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศที่เพิ่มมากขึ้นในวัยหนุ่มสาว จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ผลิตไขมันออกมาในปริมาณมากเกินไปจนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว 
  • กรรมพันธุ์ : หากรุ่นพ่อแม่มีประวัติเป็นสิวในวัยรุ่น จะพบว่าโอกาสเกิดสิวในรุ่นลูกช่วงวัยรุ่นก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของเราได้ แต่เราสามารถเลือกวิธีการรักษาสิวที่เหมาะสมกับตัวของเราเองได้ 
  • ความเครียด : ถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว เนื่องจากความเครียดมักทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนบางชนิดออกมามากผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดสิว 
  • การรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดสิว : เช่น อาหารที่ไม่ไขมันมากเกินไป, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว หรือ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นต้น 

 ปัจจัยภายนอก

เป็นปัจจัยที่เกิดสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งทางตางและทางอ้อม ได้แก่

  • สภาพอากาศและมลภาวะ : ฝุ่นควันทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขนมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการเป็นสิวมากขึ้น รวมไปถึงอุณหภูมิหรืออากาศร้อนเย็น ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผิวคนเราเช่นกัน 
  • การทำความสะอาดใบหน้าไม่ถูกวิธี : การล้างหน้าบ่อยหรือขัดถูหน้าแรงเกินไป ทำให้สูญเสียเกราะป้องกันใบหน้าตามธรรมชาติ ทำให้ผิวหน้าแห้ง ระคายเคืองและเป็นสิวได้ง่าย 
  • เครื่องสำอาง : การเช็ดหรือล้างทำความสะอาดออกไม่หมด จะทำให้เครื่องสำอางตกค้างอยู่บนใบหน้าแล้วไปอุดตันตามรูขุมขนจนเป็นอีกสาเหตุของการเกิดสิว 
  • ยาและสารเคมีบางชนิด : ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย 

การดูแลรักษาสิวด้วยตัวเอง

ปัญหาสิวทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตัน หากมีวิธีดูแลรักษาที่เหมาะสมก็จะป้องกันความรุนแรงและควบคุมไม่ให้ลุกลามที่ยากแก่การรักษาได้ การรักษาสิวแบบธรรมชาติด้วยตนเองก่อนเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดสิว ลดการอักเสบของสิวได้ 

  1. รักษาสิวให้หายก่อนแล้วค่อยบำรุงผิว

ขั้นตอนแรกหากยังมีสิวอักเสบอยู่ควรลดการอักเสบของสิวและรักษาสิวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมองหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หากรู้ว่าตัวเองเป็นสิวง่ายควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ เพราะจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้ง่ายและมีโอกาสกลับมาเป็นสิวซ้ำ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อลดการระคายเคืองผิว 

  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่เหมาะสม

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาซึ่งมีให้เลือกมากมายตามท้องตลาด แต่หากคุณมีปัญหาสิว ควรเลือกใช้สบู่ล้างหน้าที่อ่อนโยน สบู่ออร์แกนิคหรือสบู่สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ เพื่อลดการระคายเคือง ลดความรุนแรงของสิวและป้องกันการเกิดสิวได้ในระยะยาว 

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี

ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันตามธรรมชาติออกมาไปอุดตันตามรูขุมขนมากขึ้น และไม่เช็ดถูผิวหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองง่าย

  1. ไม่บีบ แคะ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว หรือสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น

การสัมผัสสิวหรือผิวหน้าบ่อยๆ จะเพิ่มโอกาสการเกิดสิวและอักเสบของสิวให้รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมือหรืออุปกรณ์ต่างๆอาจจะมีสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียอยู่ซึ่งส่งผลให้เกิดสิวได้ 

  1. เลือกรับประทานอาหาร

อาหารบางชนิด เช่น ช็อคโกแลต อาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว ฯลฯ เหล่านี้มักมีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยง หรือสังเกตตัวเองว่าแพ้อาหารชนิดใด เนื่องจากในบางคนอาหารจะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ผิวได้ 

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ 

การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ในทางกลับกันหากมีเวลานอนหลับที่มากพอ จะทำให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขณะนอนหลับได้อย่างสมบูรณ์

  1. ควมคุมความเครียดของตัวเอง

ความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ ซึ่งฮอร์โมนจะมีผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ง่าย 

  1. ดื่มน้ำมากๆ 

น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย และยังทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเซลล์ผิวด้วย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 1.5-2 ลิตรขึ้นไป 

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด

แสงแดดและรังสียูวี ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยและกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพิ่มโอกาสการเกิดสิวได้มากขึ้น จึงควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ 

  1. หลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ 

สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ ทำให้มีส่ิงสกปรกมาอุดตันที่รูขุมขนมากขึ้นรวมไปถึงมลภาวะต่างๆ ยังกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นอีกด้วย หากเราหลีกเลี่ยงมลภาวะเหล่านั้นก็ช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้

  1. ระมัดระวังการใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด 

ยาบางชนิด เช่น ยาคุม ยาฆ่าเชื้อบางอย่าง สเตียรอยด์มีผลต่อการเกิดสิวมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนำมาใช้หรือรับประทาน


ทำไมต้องใช้สบู่ล้างหน้าลดสิว

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนจะช่วยลดการระคายเคืองผิว และลดการใช้สารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดสิวลดลงไปด้วย สบู่ล้างหน้าลดสิว เป็นสบู่สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะจึงเน้นการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีความอ่อนโยน ไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบนและ MIT  ซึ่งคนที่เป็นสิวมักจะมีผิวที่บอบบาง แพ้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถใช้สบู่ล้างหน้าลดสิวได้อย่างปลอดภัย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ที่เป็นสบู่ออร์แกนิค มักจะมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของสิว พร้อมทั้งผลัดเซลล์ผิวไปพร้อมๆกัน ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง เป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติ ที่นอกจากสิวจะหายแล้ว ยังช่วยป้องกันสิวไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีกด้วย 

ทำไมต้องใช้สบู่ล้างหน้า

สบู่ล้างหน้าลดสิวแบบไหน ที่คนเป็นสิวใช้ได้

สบู่ล้างหน้าลดสิวมีให้เรื่องมากมายตามท้องตลาด สิ่งสำคัญต้องเลือกสบู่ที่ได้มาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยา เพราะจะทำให้เรามั่นใจได้ในคุณภาพการผลิตและส่วนผสมที่ปลอดภัย นอกจากนี้เราควรเลือกสบู่ล้างหน้าลดสิวที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องไม่มีสารเป็นอันตรายต่อผิว

เนื่องจากคนที่เป็นสิว มักมีผิวบอบบาง แพ้ง่ายและรูขุมขนอุดตันง่ายด้วย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตราย อาจจะทำให้สิวเห่อเพิ่มมากขึ้น สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นอันตรายต่อผิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ สารพาราเบน สารกันเสีย หรือ SLS เหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่ช่วยรักษาสิวและยังทำให้สิวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว เหมาะกับทุกสภาพผิว

สบู่ล้างหน้าลดสิว ควรเป็นสบู่ที่ช่วยลดสิว และเหมาะกับทุกสภาพผิว ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้ได้กับคนที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าใช้สบู่ล้างหน้าลดสิวแล้วไม่เกิดการระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ฟองนุ่ม ละเอียด

ฟองสบู่ที่นุ่มละเอียด จะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ไม่บาดผิว และไม่กระตุ้นให้เกิดผดผื่นหลังล้างหน้า นอกจากนี้จะไม่ทำให้คนเป็นสิวแสบหน้าเวลาใช้ล้างหน้าด้วย 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องไม่ทำให้ผิวแห้งตึง

สบู่ทั่วไปมักทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างหน้า และทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่เมื่อผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปก็ไปอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวได้ง่าย ดังนั้นสบู่ล้างหน้าลดสิวที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง จึงช่วยลดสิวได้อย่างถาวรนั่นเอง 

สบู่ล้างหน้าลดสิว ต้องมีส่วนผสมที่ช่วยลดสิวได้เป็นอย่างดี

ก่อนซื้อสบู่ล้างหน้าลดสิว ควรจะพิจารณาที่ส่วนผสมของสบู่ล้างหน้าลดสิวเป็นสำคัญ หากมีส่วนประกอบของสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของสิว ลดความมันของผิวบนใบหน้า รวมไปถึงส่วนผสมนั้นมีความอ่อนโยน เหมาะกับผิวของเรา ก็จะมั่นใจได้ว่าเราเลือกใช้สบู่ที่จะช่วยแก้ปัญหาสิวของเราได้จริง 

สบู่ล้างหน้าของคนเป็นสิว

ข้อสรุป

สบู่รักษาสิวเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของคนที่มีปัญหาสิว เป็นการรักษาสิวแบบธรรมชาติที่เหมาะสำหรับคนเป็นสิว มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย นอกจากจะช่วยลดการอักเสบของสิวยังช่วยแก้ปัญหาการเกิดสิวซ้ำที่สาเหตุของการเกิดสิวได้อีกด้วย สบู่ Acne soap ของ Aya Clinic ตอบทุกปัญหาสิว พร้อมบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง สามารถใช้ควบคู่กับยาทารักษาสิวเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด


สบู่รักษาสิว